มองดูแผ่นหลังของเหล่ากงที่เดินทอดน่องไปที่โต๊ะหน้าชั้นเรียน เฉียวอวี้ก็รู้สึกสะท้อนใจขึ้นมา อาจารย์ช่างพึงพอใจกับอะไรง่ายๆ เสียจริง แค่เขาทำโจทย์ได้ข้อเดียว ก็ยิ้มแฉ่งราวกับเด็กๆ แล้ว
การที่เขาไม่ตั้งใจสอบ ไม่ตั้งใจทำโจทย์ เป็นเพียงเพราะเขาแค่อยากใช้ชีวิตไปวันๆ ในห้อง 13 จนจบการศึกษาภาคบังคับก็เท่านั้น เป็นความซื่อตรงต่อความเป็นจริงล้วนๆ ไม่ได้มีความคิดไร้สาระแบบเด็กๆ อย่างการแกล้งโง่ หรือแกล้งเป็นหมูหลอกกินเสืออะไรเทือกนั้นเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สามารถไม่ต้องเข้าเรียนคาบอ่านหนังสือทบทวนตอนค่ำได้อย่างเปิดเผย สำหรับเด็กมัธยมต้นที่ต้องเจียดเวลาไปหาเงินค่าครองชีพแล้ว ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก
เขาละสายตาจากอาจารย์ แต่หางตากลับสังเกตเห็นว่าเพื่อนร่วมโต๊ะกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาราวกับกำลังมองดูมนุษย์ต่างดาว
ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมโต๊ะเท่านั้น เด็กโง่สองคนที่นั่งอยู่ข้างหน้าก็ยังหันขวับมามองเขาบ่อยๆ...
"มองอะไร"
"เชี่ยเอ๊ย! เฉียวอวี้ นายนี่ทำได้จริงๆ เหรอ"
"เป็นไปได้ไหมล่ะว่าโจทย์ข้อนี้มันง่ายจริงๆ น่ะ"
โจวซวงหยิบกระดาษข้อสอบของตัวเองขึ้นมา พลิกไปดูข้อสุดท้ายที่อยู่ด้านหลัง แล้วพิจารณาดูอย่างละเอียด โดยเฉพาะรูปเรขาคณิตที่สลับซับซ้อนนั่น จากนั้นก็กลืนน้ำลายเอื๊อก "นายเรียกไอ้นี่ว่าง่ายเหรอ"
"ไม่ง่ายหรือไง" เฉียวอวี้เอียงคอหันไปมองโจวซวง
เด็กคนนี้ถึงกับเงียบไป ครู่ใหญ่กว่าจะทำหน้าจะร้องไห้แล้วเค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง "นายลองเดาดูสิว่าทำไมฉันถึงมาอยู่ห้อง 13"
เฉียวอวี้ขี้เกียจสนใจหมอนี่แล้ว เขาหยิบหนังสือเคมีขึ้นมาเปิดดูอีกครั้ง พร้อมกับเอ่ยปลอบใจไปส่งๆ "ไม่เป็นไรหรอกนะ แผนกวิชาขับรถแม็คโครของโรงเรียนหลานเสียงเขาไม่ดูคะแนนคณิตศาสตร์หรอก"
"ไม่ใช่สิ แล้วทำไมนายถึงมาอยู่ห้อง 13 ล่ะ" โจวซวงเบ้ปาก ถามเซ้าซี้เบาๆ อย่างไม่ยอมแพ้
อันที่จริงเฉียวอวี้ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับพวกที่ไม่มีการวางแผนอนาคตให้ตัวเองแม้แต่น้อยพวกนี้เลย แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา หมอนี่น่าจะเคยเลี้ยงค่าเน็ตคาเฟ่เขาอยู่สองครั้ง จึงตัดสินใจชี้แนะทางสว่างให้หมอนี่สักหน่อย
ดังนั้นเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจมากประโยคหนึ่ง "ถ้าอยากมีชีวิตความเป็นอยู่ที่พอถูไถไปได้ สิ่งที่เรียกว่าทักษะหรือความสามารถน่ะ ปกติแล้วนายไม่จำเป็นต้องแสดงมันออกมาก็ได้ แต่นายจะไม่มีมันไม่ได้เด็ดขาด เข้าใจไหม"
พูดจบ เฉียวอวี้ก็มองแววตาสับสนงุนงงของโจวซวง ลอบถอนหายใจในใจ แล้วพูดต่อ "พูดง่ายๆ ก็คือ นายแกล้งโง่ได้ แต่จะโง่จริงๆ ไม่ได้ เอาอย่างนี้นะ ตอนที่นายไถดูวิดีโอสั้น นายลองไปดูวิดีโอของบล็อกเกอร์ที่ชื่อสื่อเสี่ยวเว่ยดูสิ"
"เขาสอนเลขเหรอ"
"เดี๋ยวนายดูก็รู้เองแหละ"
โจวซวงเงยหน้าขึ้นมองไปทางโต๊ะอาจารย์หน้าชั้นเรียนก่อน เยี่ยมมาก อาจารย์คณิตศาสตร์กลับสู่จังหวะเดิมตามปกติแล้ว ไม่รู้ว่ากำลังตรวจงานอะไรอยู่ที่หน้าชั้นเรียน จากนั้นเขาก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาจากลิ้นชักโต๊ะ แล้วล้วงหูฟังบลูทูทออกมาจากกระเป๋ากางเกงอย่างชำนาญ แล้วสวมไว้ที่หู
เฮ้อ สมแล้วกับคำกล่าวที่ว่า กฎโรงเรียนไม่เคยมีผลกับห้อง 13
เมื่อเห็นฉากนี้ แล้วนึกถึงโทรศัพท์มือถือของตัวเองที่ถูกยึดไป เฉียวอวี้ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
ในเมื่อเขาเลือกเส้นทางชีวิตอีกสายหนึ่ง ก็จำต้องละทิ้งบางสิ่งบางอย่างไปชั่วคราว อย่างเช่นความสุขตรงหน้านี้
"เมื่อกี้นี้นายบอกว่าชื่อสื่อเสี่ยวเว่ยเหรอ"
"อืม"
สิบนาทีต่อมา โจวซวงก็มีน้ำตาคลอเบ้า
"เชี่ยเอ๊ย ทำไมอาจารย์สอนภาษาอังกฤษไม่เคยบอกเลยวะว่าถ้าเรียนภาษาอังกฤษเก่งๆ จะเอาไปใช้จีบสาวฝรั่งได้ด้วย"
เฉียวอวี้เบ้ปาก เขารู้สึกว่าบางทีเขาอาจจะได้ช่วยกอบกู้จิตวิญญาณที่กำลังเสื่อมทรามดวงหนึ่งเอาไว้ก็ได้
...
ต่อจากนั้นตลอดทั้งวัน เฉียวอวี้ก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองกลายเป็นสัตว์สงวนในสวนสัตว์ ผู้มาเยือนก็คือบรรดาอาจารย์ประจำวิชาต่างๆ ส่วนเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่รอบตัวเขาน่าจะนับได้ว่าเป็นผู้มาเยือนครึ่งคน
เริ่มจากอาจารย์สอนภาษาอังกฤษ
"Mr. Yuan said you plan to work hard in the last month and get into high school?"
(ฟังจากอาจารย์หยวนบอกว่า เธอตั้งใจจะพยายามอย่างเต็มที่ในเดือนสุดท้ายนี้ เพื่อจะสอบเข้ามัธยมปลายให้ได้ใช่ไหม)
"Yeah, pretty much."
(ก็ประมาณนั้นครับ)
"Do you think there's a good chance?"
(เธอคิดว่ามีความหวังมากไหม)
"If this year's high school entrance exam is as easy as in previous years, I think it shouldn't be a problem."
(ถ้าเกิดว่าข้อสอบเข้ามัธยมปลายปีนี้ง่ายเหมือนปีก่อนๆ ผมคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไรครับ)
"Wow, your English listening, speaking, and expression skills are really good! How come you've never mentioned it before? It didn't show in your English essays either."
(ว้าว ทักษะการฟัง พูด และการสื่อสารภาษาอังกฤษของเธอดีมากเลยนะเนี่ย คลังคำศัพท์ก็กว้างด้วย ทำไมเมื่อก่อนครูไม่เคยได้ยินเธอพูดเลยล่ะ เรียงความภาษาอังกฤษของเธอก็ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเลยด้วย)
"Maybe life isn't a sitcom, right?"
(คงเป็นเพราะชีวิตคนเราไม่ใช่ละครซิทคอมมั้งครับ)
อาจารย์สอนภาษาอังกฤษเดินจากไปด้วยสีหน้าประหลาดใจ จากนั้นก็เป็นอาจารย์สอนฟิสิกส์
"เฉียวอวี้ เธอลองดูโจทย์สองสามข้อนี้หน่อยสิ..."
สิบนาทีต่อมา
"ไม่เลวเลยนะเนี่ย ร้ายกาจจริงๆ เฉียวอวี้ จุดที่มักออกสอบหลักๆ ทั้งพื้นฐานเรื่องแสง พื้นฐานเรื่องแรง และพื้นฐานเรื่องแม่เหล็ก เธอทำความเข้าใจได้ยอดเยี่ยมมาก พยายามเข้านะ!"
"ขอบคุณครับอาจารย์โจว"
แล้วหลังจากนั้นก็เป็นอาจารย์สอนเคมี อาจารย์สอนประวัติศาสตร์...
สายตาที่พวกอาจารย์มองเฉียวอวี้ คงเหมือนกับว่าได้ค้นพบเสือที่ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงแกะ ฉากเหล่านี้ตกอยู่ในสายตาของเด็กห้อง 13 คนอื่นๆ ซึ่งก็คงให้ความรู้สึกเหมือนมีตัวประหลาดโผล่ขึ้นมาท่ามกลางพวกเขา
โพรมีเทียสแห่งห้อง 13 คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุด
ดังนั้นในช่วงเวลาพักเบรก หน้าโต๊ะของเฉียวอวี้จึงเริ่มคึกคักขึ้นมา เพื่อนร่วมชั้นพากันกลายร่างเป็นเด็กขี้สงสัยหลากหลายรูปแบบ และข่าวซุบซิบต่างๆ ก็เริ่มแพร่กระจายไปยังห้องอื่นๆ มากขึ้น
"ได้ยินหรือเปล่า มีคนหนึ่งชื่อเฉียวอวี้อยู่ห้อง 13 ภาษาอังกฤษโคตรเทพเลย อาจารย์สอนภาษาอังกฤษบอกว่าการออกเสียงของเขาเป๊ะยิ่งกว่าครูต่างชาติที่ถูกเชิญมาสอนการสนทนาให้ห้องเด็กเก่งเสียอีก"
"ไม่มั้ง ครูต่างชาติเขาพูดภาษาแม่เชียวนะ"
"ก็เพราะอย่างนั้นไงล่ะถึงได้โคตรเทพ!"
...
"อาจารย์บอกว่าเฉียวอวี้ห้องเราเป็นต้นกล้าที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงได้เลยนะ!"
"นายจะลองฟังสิ่งที่ตัวเองพูดหน่อยไหม ห้องพวกนายเนี่ยนะยังมีต้นกล้าที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงได้อีกเหรอ"
"เหอะ แกล้งเป็นหมูหลอกกินเสือนายนี่ไม่เข้าใจเลยหรือไง การเลื่อนชั้นจากห้องเด็กเก่งขึ้นไปเรียนมัธยมปลายรวดเดียวมันจะไปยากอะไร เขาแค่อยากเลือกเดินบนเส้นทางที่ยากที่สุดต่างหาก ในนิยายก็เขียนไว้แบบนี้แหละ!"
"พวกนายก็กำลังพูดถึงเฉียวอวี้อยู่เหรอ ฉันได้ยินมาว่ามันไม่ใช่แบบนั้นเลย ที่เขาไปอยู่ห้อง 13 เป็นเพราะเขาอกหักตอนอยู่ ม.2 ก็เลยทิ้งขว้างชีวิตตัวเอง"
"หา อกหักเหรอ เล่ามาละเอียดๆ ซิ กับใครล่ะ"
"เซี่ยเข่อเข่อห้อง 1 รู้จักไหมล่ะ เมื่อเช้านี้ยังมีคนเห็นทั้งสองคนมาโรงเรียนด้วยกันอยู่เลย"
"งั้นแสดงว่าพวกเขาคืนดีกันแล้วเหรอ"
"ไม่งั้นล่ะ"
...
เวลาผ่านไปเพียงแค่ครึ่งค่อนวัน เฉียวอวี้ก็รู้สึกถูกรบกวนจนแทบทนไม่ไหว
คนกลัวดังหมูกลัวอ้วนจริงๆ ด้วยสิ คนโบราณไม่ได้หลอกคนยุคปัจจุบันเลยสักนิด
ชีวิตแบบเมื่อก่อนที่เพื่อนร่วมชั้นไม่ได้ให้ความสนใจนั้นเหมาะกับเขามากกว่า ยังดีที่เรื่องราวของเขากับเซี่ยเข่อเข่อยังไม่แว่วเข้าหูเขา ไม่อย่างนั้นรับรองได้เลยว่าตัวเขาทั้งคนจะต้องแตกสลายอยู่ตรงนั้นแน่ๆ ล้อเล่นหรือเปล่า เขาเนี่ยนะอกหักจากยัยเด็กนั่นจนทิ้งขว้างชีวิตตัวเอง
นิยายยังไม่กล้าเขียนแบบนี้เลย!
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักครูแผนกมัธยมปลาย หลานเจี๋ยที่เพิ่งจะจัดการธุระในมือเสร็จก็พลันนึกถึงเฉียวอวี้ขึ้นมา ในใจรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาทันที ไม่รู้เลยว่าบ่ายวันนี้เฉียวอวี้จะมาหรือเปล่า
คนเราก็เป็นแบบนี้แหละ ว่างไม่ได้ พอว่างเมื่อไหร่ก็จะคิดเรื่องสะเปะสะปะไปเรื่อย
ในที่สุดหลานเจี๋ยก็ทนไม่ไหว ก่อนคาบเรียนที่สองในช่วงบ่าย เขาจึงโทรศัพท์ไปหาหยวนหยวน
"อาจารย์หยวน..."
"อาจารย์หลาน สวัสดีค่ะ สวัสดีค่ะ ฉันกำลังคิดอยู่พอดีเลยว่าจะโทรหาคุณดีไหม แต่ก็กลัวว่าคุณกำลังสอนอยู่ จะเป็นการรบกวนคุณเข้า"
การทักทายที่กระตือรือร้นจนเกินไปของปลายสาย ทำให้หลานเจี๋ยงุนงงไปเล็กน้อย
เมื่อวานอาจารย์หยวนคนนี้ดูเหมือนจะยังไม่ได้ดูกระตือรือร้นขนาดนี้นี่นา สรรพนามที่ใช้เรียกอย่างให้เกียรติทุกคำ ทำให้เขารู้สึกทะแม่งๆ ชอบกล
"อ้อ เรื่องของเฉียวอวี้งั้นเหรอครับ"
"ใช่ค่ะ ไม่ปิดบังคุณเลยนะคะ วันนี้ฉันได้คุยกับเฉียวอวี้แล้ว คุณอาจจะยังไม่ทราบ ความจริงแล้วเฉียวอวี้มีพื้นฐานคะแนนแต่ละวิชาดีมากเลยค่ะ ต่อให้คะแนนวิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์จะไม่ค่อยเป็นที่น่าพอใจนัก แต่คะแนนสอบเข้ามัธยมปลายก็น่าจะผ่านเกณฑ์โรงเรียนมัธยมปลายทั่วไปได้สบายๆ เลยค่ะ"
"หืม?"







