หลังจากสวี่ซื่อเยี่ยนแสดงละครโอดครวญแบบโอเว่อร์เสียงดังสะเทือนตู้รถไฟอยู่พักหนึ่ง สีหน้าของคนในขบวนรถที่เคยมองมาอย่างหวาดระแวง ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นแววตาสงสารและเห็นใจ
เงินกับของที่พวกเขาโดนขโมยไป ยังพอทนไหว แต่พี่น้องคู่นี้ดูเหมือนจะจนมากจริง ๆ แบบนี้อนาคตจะใช้ชีวิตกันยังไงไหว?
ผู้คนได้แต่ส่ายหน้าถอนใจ แล้วก็พากันกลับไปนั่งที่ของตัวเอง
ทางฝั่งสวี่ซื่อเยี่ยน ก็ยังโอดโอยอยู่สองสามประโยค ก่อนจะถูกคนรอบข้างปลอบแล้วลากกลับมานั่งประจำที่ด้วยสีหน้าหม่นหมอง
จังหวะนั้นเอง รถไฟก็จอดเทียบสถานีอีกแห่ง คนลงไปไม่กี่คน แต่ก็มีผู้โดยสารกลุ่มใหญ่พากันขึ้นมาแทน
สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นแบบนั้นก็รีบขยับให้สวี่ซื่อฉินขยับไปนั่งด้านใน เพื่อให้ที่นั่งด้านนอกว่างให้คนที่เพิ่งขึ้นมา
พี่น้องนั่งชิดกัน กระซิบคุยกันเบา ๆ
“พี่นี่สุดยอดจริง ๆ เรื่องอะไรพี่ก็กล้าเล่นละครได้หมด
เมื่อกี้ที่พี่แสดงออกมา เหมือนแม่ของเฉินเต๋อหยงไม่มีผิดเลย…”
สวี่ซื่อฉินก้มหน้ากระซิบพูด ไม่กล้าเงยหน้า
“อืม ก็ฉันแอบเลียนแบบเธอมาแหละ”
“ไม่ทำแบบนี้ไม่ได้หรอกนะ ไม่เห็นเหรอว่าในตู้รถไฟมีหลายคนโดนขโมยทั้งเงินทั้งของ คงเป็นฝีมือเจ้าเมื่อวานแน่ ๆ ถ้าฉันไม่แสดงซะหน่อย พวกเขาก็ต้องสงสัยเราสองคนแน่ ๆ”
ไม่มีทางเลือก ถ้าไม่อยากให้ใครมาจับผิด ก็ต้องแกล้งแสดงละครตบตากันหน่อย
แม้ว่ามันจะดูเว่อร์จนเหมือนคนบ้า แต่ผลที่ได้ถือว่าคุ้มค่า สวี่ซื่อเยี่ยน พอใจกับผลงานตัวเองไม่น้อย
ส่วนพวกที่ของหาย ก็ไม่ได้มีอะไรให้น่าเห็นใจเท่าไหร่
ทุกวันนี้โลกข้างนอกวุ่นวายมาก จะออกเดินทางยังไม่มีสติพอจะป้องกันตัวเอง นอนหลับสบายบนรถไฟ แล้วของหายก็ถือว่า "สมน้ำหน้า"
สวี่ซื่อเยี่ยน ก็ไม่ใช่พ่อแม่ของใคร ไม่ได้มีหน้าที่ไปจับขโมยแทนใคร
แล้วถ้าเมื่อคืนเขาเข้าไปจับขโมยจนได้รับบาดเจ็บ คนพวกนี้จะมีสักกี่คนที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเขาล่ะ?
เมตตาเป็นเรื่องดี แต่ต้องรู้กาลเทศะ ถ้าเอาแต่ใจดีสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ดูสถานการณ์ ระวังจะเดือดร้อนถึงชีวิตตัวเองก่อน
ใครจะว่ายังไงก็ช่าง เขาอาจจะเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่เขาจำเป็นต้องรับผิดชอบชีวิตตัวเอง และดูแลคนในครอบครัวให้ได้ก่อน
นี่แหละคือหน้าที่ของคนเป็นลูก เป็นสามี เป็นพ่อ เขาไม่มีวันจะเอาชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องของคนแปลกหน้าเด็ดขาด
ในรถคนเยอะ ทั้งสองเลยไม่ได้คุยอะไรกันต่อ แค่นั่งหลับตาพักสายตาเงียบ ๆ
จากสองสถานีถัดมา มีคนขึ้นมาอีกเยอะมาก ที่นั่งไม่พอ หลายคนต้องยืน
เช้าเจ็ดโมงครึ่ง รถไฟก็วิ่งถึงปลายทางที่ สถานีฉางชุน
พี่น้องสวี่ แบกของลงจากรถ ไม่รีบร้อน เดินตามผู้โดยสารกลุ่มใหญ่ ออกมานอกสถานี
พอถึงข้างนอก ก็ไปถามคนแก่คนหนึ่งถึงทางไป มหาวิทยาลัยการแพทย์ไป๋ฉิวเอิน
เพราะก่อนหน้านี้ ท่านอาจารย์ฉู่ เคยเขียนจดหมายมาบอกว่า ตอนนี้พักอยู่ในเขตบ้านพักอาจารย์ของมหาวิทยาลัย
บริเวณนั้นอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลในสังกัด ซึ่งตอนนี้ ฉีหยุนเซิง ก็ฝึกงานอยู่ที่นั่นเหมือนกัน
สองพี่น้องทำตามคำบอก ขึ้นรถเมล์มาลงที่ป้าย ถนนซินหมินหน้ามหาวิทยาลัย
พอมาถึงที่หมาย ทั้งคู่ยังไม่รีบไปหาใคร แต่เดินหาที่พักก่อน
พวกเขาใช้จดหมายแนะนำตัวจากหมู่บ้าน ไปเช่าห้องคู่ในโรงแรมแถวนั้น
เพราะเงินที่พกมามากเกินกว่าจะนอนรวมกับใครได้ ถึงจะเสียเงินเพิ่ม ก็ต้องขอห้องส่วนตัว
นักท่องเที่ยวที่มาพักแถวนี้ ส่วนมากก็มาพาคนในครอบครัวมารักษาตัว โรงแรมก็เข้าใจดี จึงไม่เรื่องมากกับพวกเขา
พนักงานจัดห้องให้เรียบร้อยโดยไม่ยุ่งยากอะไร
พอจัดของเสร็จ ต่างคนก็ต่างเปลี่ยนเสื้อผ้า พกเงินติดตัว แล้วล็อกห้องออกมา
จากโรงแรม สองพี่น้องเดินไปยังเขตบ้านพักอาจารย์ตามที่อยู่ในจดหมายของอาจารย์ฉู่
อาจารย์ฉู่ ตอนนี้อายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ไม่ได้รับตำแหน่งงานจริงจังอีกต่อไป ดำรงตำแหน่งเพียง อธิการบดีกิตติมศักดิ์ และ ผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ เท่านั้น
ช่วงสองปีที่ผ่านมา โครงการวิจัยหลักที่เขาดูแลก็ได้ข้อสรุปแล้ว ท่านก็เลยเลิกสอนนักศึกษา ใช้ชีวิตอยู่บ้านเป็นหลัก คอยเรียบเรียงบันทึกทางการแพทย์ อ่านหนังสืออะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป
สวี่ซื่อเยี่ยนถือจดหมายสอบถามชาวบ้านตามหาบ้านของอาจารย์ฉู่ ทีละหลัง ๆ ถ้าไม่แน่ใจ ก็หยุดถามคนแถวนั้นเอา
ต้นเดือนพฤศจิกายนในเมืองหลวง อากาศอุ่นกว่าที่ ตงกังพอสมควร
สองพี่น้องยังใส่เสื้อผ้าตามอุณหภูมิบ้านเกิด เดินได้สักพักก็เหงื่อออก
โชคดีที่ในที่สุดก็มาถึงบ้านของอาจารย์ฉู่
สวี่ซื่อเยี่ยน รีบเดินไปเคาะประตูทันที
“พวกคุณมาหาใครเหรอคะ?”
หญิงวัยประมาณสี่สิบคนหนึ่งออกมาเปิดประตู เห็นสองพี่น้องสวี่ซื่อเยี่ยนก็ถามด้วยสีหน้าสงสัย
“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าที่นี่คือบ้านของท่านอาจารย์ฉู่เซียนเหวยหรือเปล่าครับ?
เรามาจากฝูซง ตั้งใจมาเยี่ยมท่านอาจารย์ครับ” สวี่ซื่อเยี่ยนพูดด้วยความสุภาพ เพราะเขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือแม่บ้านที่ดูแลท่านอาจารย์ฉู่
ภรรยาของท่านอาจารย์ฉู่เสียชีวิตไปตั้งแต่เกิดเรื่องเมื่อหลายปีก่อน ลูกชายทั้งสองคนก็เพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยาก จึงตัดขาดจากผู้เป็นพ่อ แล้วย้ายไปตั้งรกรากในภาคตะวันตก
ต่อมาท่านอาจารย์ฉู่ถูกเรียกตัวกลับมาทำงานที่เมืองหลวงของมณฑล ลูกชายทั้งสองก็มีครอบครัวลงหลักปักฐานที่นั่น และไม่เคยกลับมาอีกเลย
ตลอดหลายปีมานี้ ท่านอาจารย์จึงอยู่ตัวคนเดียว แม่บ้านก็เป็นคนที่ทางมหาวิทยาลัยจัดหามาช่วยดูแลชีวิตประจำวัน
พอแม่บ้านได้ยินว่าทั้งสองมาจากฝูซง ก็ดูดีใจขึ้นมาทันที
“รู้ค่ะ รู้เลย ใช่นามสกุลสวี่ใช่ไหม? ท่านอาจารย์พูดถึงพวกคุณอยู่บ่อยๆ เมื่อวานยังพูดเลยว่า พวกคุณน่าจะมาเร็วๆ นี้ เชิญเข้ามาเลยค่ะ”
ดูเหมือนว่าท่านอาจารย์ฉู่จะได้กำชับไว้ล่วงหน้าแล้ว แม่บ้านจึงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เชิญพี่น้องสวี่ซื่อเยี่ยนเข้าไปในลานบ้านด้วยความสุภาพอ่อนน้อม
บ้านพักในเขตสำหรับครอบครัวข้าราชการนั้นไม่ใหญ่นัก
แม้ว่าท่านอาจารย์ฉู่จะมีตำแหน่งสูง แต่เพราะอยู่คนเดียว ไม่ค่อยสนใจเรื่องความสะดวกสบายภายนอกนัก จึงอยู่ในบ้านลานเล็กๆ กับห้องเล็กๆ แค่สองห้องครึ่ง
ในลานดูสะอาดเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าช่วงหน้าร้อนน่าจะเต็มไปด้วยดอกไม้สวยๆ
ตอนนี้ต้นฤดูหนาว ลมพัดหนาวเหน็บ ลานบ้านเหลือเพียงกิ่งไม้แห้งและใบไม้ร่วง
แม่บ้านพาพี่น้องสวี่ซื่อเยี่ยนเข้าไปในบ้าน “ท่านอาจารย์ คนที่ท่านรอคอยมาแล้วค่ะ”
เธอพูดพลางพาเข้าไปยังห้องรับแขก
บ้านหลังเล็กๆ มีพื้นที่จำกัด ห้องสองห้องครึ่งใช้เป็นทั้งห้องครัว ที่อยู่ของแม่บ้าน และห้องอื่นๆ ภายในจึงค่อนข้างคับแคบ
ที่เรียกว่าห้องรับแขก แท้จริงก็คือห้องหนังสือมากกว่า ผนังห้องเต็มไปด้วยชั้นวางหนังสือ มีหนังสือแพทย์หลากหลายชนิด รวมทั้งแผนภาพกายวิภาค ตุ๊กตาเข็มฝัง และอุปกรณ์อื่นๆ
ฉู่เซียนเหวยมาจากตระกูลแพทย์แผนจีน สืบเชื้อสายจากหมอหลวงในราชสำนัก
ตั้งแต่ยังเด็กเขาได้รับการถ่ายทอดวิชาจากผู้ใหญ่ในตระกูล มีความรู้ทางการแพทย์ลึกซึ้ง
ทว่าช่วงนั้นราชวงศ์ชิงล่มสลาย ประเทศอยู่ในยุคสงครามขุนศึก ทั้งภัยจากภายในและภายนอกคุกคามไม่หยุด
ด้วยอิทธิพลของยุคนั้น ฉู่เซียนเหวยเริ่มสงสัยในศาสตร์แพทย์แผนโบราณ
เขาจึงตัดสินใจออกจากบ้าน ไปศึกษาต่อ และเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนแพทย์แผนตะวันตกในต่างประเทศ
หลังเรียนจบ เขากลับมาเมืองจีน รับตำแหน่งที่โรงพยาบาลกู่โหลวในจินหลิง ซึ่งเบื้องหลังคือสถานีติดต่อของฝ่ายเรา
ต่อมาเพราะภารกิจ จึงย้ายขึ้นเหนือ มาสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์หัวเป่ย
และสุดท้ายจึงถูกย้ายมาที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์จี๋หลิน
จากประวัติที่ผ่านมา โดยเฉพาะการไปเรียนต่างประเทศ และเคยทำงานในพื้นที่ยึดครองของศัตรู
ทำให้เขาถูกเพ่งเล็ง และถูกส่งไป “ไถ่โทษ” ที่หมู่บ้านต้าอิ๋ง
ช่วงเวลานั้นบั่นทอนสุขภาพของเขาอย่างมาก
แม้ว่าปัจจุบันเขาจะได้กลับมาทำงานในเมืองหลวงของมณฑล มีคนดูแลเป็นอย่างดี แต่ด้วยอายุที่มากขึ้น ทั้งกายและใจย่อมโรยรา จึงต้องวางมือจากงานทั้งหมด
เวลานี้ ท่านอาจารย์กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือ กำลังเปิดตำราแพทย์อ่าน
เมื่อได้ยินคำของแม่บ้าน ก็เงยหน้าขึ้น มองไปทางประตู
ผ่านเลนส์แว่น เขาเห็นใบหน้าสองคนที่คุ้นเคยแต่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา
“อ้าว มาแล้วเหรอพวกเธอพี่น้อง หลายปีไม่เจอ หน้าตาเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ” ท่านอาจารย์ฉู่จำทั้งคู่ได้ และกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“อาจารย์ ผมเอง ผมมาหาคุณแล้ว” สวี่ซื่อเยี่ยนเดินตรงไปยังท่านอาจารย์คารวะด้วยความเคารพอย่างยิ่ง







