เพราะถูกพี่ชายเตือนเอาไว้ ทำให้สวี่ซื่อฉินไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามอีกต่อไป ได้แต่เดินตามสวี่ซื่อเยี่ยนอย่างระมัดระวัง
เมื่อทั้งสองคนออกจากสถานีรถไฟแล้ว ก็เดินตรงไปที่ห้องขายตั๋วเพื่อซื้อตั๋วไปเมืองหลวงของมณฑล
รถไฟขบวนที่จะไปเมืองหลวงออกตอนเย็น เวลายังพอมีเหลือ ทั้งสองพี่น้องจึงไม่อาจนั่งรออยู่ที่สถานีทั้งวัน เลยไปหาโรงแรมข้างนอกเพื่อพักระหว่างรอรถ
ทั้งคู่ไม่ได้ออกไปเที่ยวที่ไหน แค่พักอยู่ในห้องเฉย ๆ อย่างเงียบ ๆ
ขอน้ำร้อนจากทางโรงแรมมา แล้วกินแป้งจี่กับผักดองที่เอามาจากบ้าน แค่นี้ก็พอให้ผ่านมื้อหนึ่งได้
ห้าโมงครึ่ง ทั้งสองคนก็เช็กเอาต์จากห้องพัก แบกสัมภาระไปยังสถานีรถไฟ ตรวจตั๋วและขึ้นรถตามเวลา
รถไฟขบวนนี้ออกหกโมงเย็น ถึงเมืองหลวงในตอนเช้าราว ๆ เจ็ดโมง ถือว่าใช้เวลาคืนหนึ่งบนรถไฟพอดี
สมัยนี้ ตั๋วรถไฟแบบตู้นอนใช่ว่าใครจะซื้อง่าย ๆ ต้องเป็นคนของหน่วยงานรัฐเท่านั้นที่มีหนังสือรับรองการเดินทาง
อย่างสวี่ซื่อเยี่ยนและน้องสาวก็แค่ชาวนา จะมีสิทธิ์อะไรได้ขนาดนั้น
อีกอย่าง ก็แค่คืนเดียว ไม่ได้เดินทางไกลจนต้องลำบากอะไรนัก
เนื่องจากเริ่มต้นออกจากเมืองฮุนเจียง รถไฟจึงยังมีที่นั่งว่างมาก และมีตู้โดยสารสองตู้ที่สำรองไว้ให้ผู้โดยสารจากทงฮวาโดยเฉพาะ ซึ่งยังไม่มีใครนั่ง
สวี่ซื่อเยี่ยนพาสวี่ซื่อฉินไปหาที่นั่งยาวแบบหันหน้าชนกัน แล้วนั่งคนละฝั่ง
หากคืนนี้ไม่มีคนมาเพิ่ม ก็นอนเหยียดขาได้หน่อย
คนที่ขึ้นจากสถานีทงฮวา ก็ไม่ได้เยอะ ที่นั่งว่างยังเหลืออีกเยอะ พอรถออกจากทงฮวา สวี่ซื่อเยี่ยนก็ให้สวี่ซื่อฉินพักผ่อน ส่วนตัวเองนั่งเฝ้า
กระทั่งประมาณสามทุ่ม สวี่ซื่อเยี่ยนก็งีบไปบ้าง โดยใช้สัมภาระหนุนศีรษะ
จนกระทั่งเที่ยงคืนกว่า เขาก็รู้สึกว่ามีเสียงฝีเท้าเบา ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ขยับตัว แกล้งหลับตานิ่ง
มีใครคนหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ แล้วยื่นมือมาลูบคลำแถวเอวของเขา แต่กลับเจอของแข็งชิ้นหนึ่งแทน
ฝ่ายนั้นรู้ตัวว่ามีอะไรผิดปกติ จึงรีบดึงมือกลับ แต่ก็ถูกสวี่ซื่อเยี่ยนคว้าเข้าที่ข้อมือไว้
“พี่ชาย เจอของดีอะไรมั้ยล่ะ?” สวี่ซื่อเยี่ยนลืมตานั่งขึ้น ยิ้มพลางจ้องอีกฝ่าย
คนผู้นั้นสวมหมวก ก้มหน้าต่ำ และยังมีหมวกคลุมคอปิดไว้ครึ่งหน้า เหลือเห็นแค่จมูกกับดวงตา
“ปล่อยเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพวกฉันจะมาเล่นงานแก!”
เสียงคำรามของฝ่ายนั้นเต็มไปด้วยความดุดัน แต่แฝงความลังเลไม่มั่นใจอยู่ชัดเจน
สวี่ซื่อเยี่ยนออกแรงบิดข้อมืออย่างรวดเร็ว เสียง "กร๊อบ" ดังขึ้น เขาดึงแขนและข้อมือของฝ่ายนั้นหลุดทันที
“พวกของแกเหรอ? มีกี่คน?”
เมื่อครู่เขาได้สังเกตแล้ว ผู้โดยสารในตู้ส่วนใหญ่หลับกันหมด ไม่มีใครคอยระวังหรือลอบมองอยู่ใกล้ ๆ
นั่นหมายความว่าคนนี้อาจจะโกหกข่มขู่ หรือไม่ก็พรรคพวกยังอยู่ในตู้ขบวนอื่น กำลังลงมือกับผู้โดยสารคนอื่นอยู่
ที่ฝ่ายนั้นจับโดนเมื่อครู่น่ะ คือมีดล่าสัตว์ของสวี่ซื่อเยี่ยน เขารู้ทันทีว่าเรื่องไม่ดีแน่
ตอนนี้ถูกจับได้ แถมแขนขวาก็ใช้งานไม่ได้แล้ว คนร้ายจึงรู้ตัวว่าหาเรื่องผิดคนเข้าแล้ว
“พี่ชาย ผมแค่ออกมาหากิน ไม่ได้อยากทำแบบนี้จริง ๆ ไว้ชีวิตผมเถอะ”
ฝ่ายนั้นรีบเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นอ้อนวอนทันที
“ในโลกนี้จะหาเลี้ยงชีพไม่ได้เลยรึไง ถึงต้องเลือกทางแบบนี้?”
สวี่ซื่อเยี่ยนยังคงพูดเสียงเบา ไม่ยอมส่งเสียงดัง เขากลัวจะเรียกพวกของอีกฝ่ายมาสมทบ
ครั้งนี้เขายังพาน้องสาวออกมาด้วย ต้องหลีกเลี่ยงความวุ่นวายให้ได้มากที่สุด
ถ้าฝ่ายนั้นมีพรรคพวกสิบกว่าคน เขาแค่คนเดียวก็ต้องเสียเปรียบแน่นอน
“ไม่มีทางเลือกครับ...” อีกฝ่ายกัดฟันตอบเบา ๆ
สวี่ซื่อเยี่ยนถอนหายใจแล้วโบกมือ “ไปเถอะ ฉันไม่เอาเรื่องก็แล้วกัน
สถานีหน้ารีบลงรถไปหาโรงพยาบาลดูอาการซะ ฉันแค่ปลดข้อ ไม่ต่อกระดูกให้นะ”
จริง ๆ เขาก็พอจะต่อให้ได้ แต่เขาไม่ทำ ใครจะไปรู้ว่าพอช่วยเสร็จ อีกฝ่ายจะหักหลังหรือเปล่า?
แบบนี้แหละดีที่สุด แขนขวาใช้ไม่ได้ เหลือแค่มือซ้าย ก็ไม่กล้าก่อเรื่องอะไรอีก
อีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าสวี่ซื่อเยี่ยนไม่ใช่คนที่หาเรื่องได้ง่าย ๆ พอถูกปล่อยมือก็รีบหันหลังแล้ววิ่งหนีไปทันที
หลังจากที่ชายคนนั้นวิ่งไปแล้ว สวี่ซื่อฉินก็ลุกขึ้นนั่ง
“พี่สาม... ทำไมพี่ถึงปล่อยเขาไปง่าย ๆ แบบนั้นล่ะ?”
สวี่ซื่อฉิน ก็ไม่กล้านอนหลับสนิทนัก ได้ยินเสียงผิดปกติในความฝัน เธอไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย ทำได้เพียงนอนนิ่งแล้วฟังเงียบ ๆ
จนกระทั่งคนนั้นเดินจากไปแล้ว สวี่ซื่อฉินถึงกล้าเอ่ยปากพูด
“ถ้าไม่ปล่อย แล้วจะทำยังไง? จะให้เรื่องใหญ่โตถึงขั้นแจ้งตำรวจเหรอ?
เธอรู้ไหมว่ากลุ่มพวกเขามีกี่คน? ถ้าเขามากันเป็นสิบ พวกเราสองคนไม่เสียเปรียบแย่เหรอ?
ในตู้โดยสารนี้ก็มีแค่คนพวกนี้ เธอกล้าพูดเหรอว่าทุกคนจะลุกขึ้นมาช่วยเรา?”
สวี่ซื่อเยี่ยนส่ายหัว “เวลาอยู่นอกบ้าน เจอเรื่องอะไรได้ก็เลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า”
จิตใจมนุษย์นั้นยากจะคาดเดา บนโลกนี้แม้จะมีคนกล้าหาญอยู่ แต่คนขี้ขลาดที่รักตัวกลัวตายมีมากกว่าเยอะ
หลายคนพอไม่ใช่เรื่องของตัวเอง ก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งด้วยเลยด้วยซ้ำ ไม่มีใครอยากหาเรื่องใส่ตัว
บางคนยอมเสียเงินเสียของ ยังดีกว่าโดนลูกหลง
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่เคยมองโลกในแง่ดีเกินไป เขาคิดในทางที่เลวร้ายไว้ก่อน จะได้ไม่ผิดหวัง
สวี่ซื่อฉินครุ่นคิดแล้วก็พยักหน้า “อืม ที่พี่ว่านั่นก็ถูก เป็นฉันเองที่คิดง่ายเกินไป”
“อย่าคิดมากเลย นอนต่อเถอะ อย่างน้อยครึ่งคืนหลังนี้ ตู้โดยสารเราน่าจะปลอดภัย”
เขาจับตัวคนร้ายได้ก็จริงแต่ไม่ได้ตะโกนเอะอะ แถมยังปล่อยไปอีก ตามธรรมเนียมแล้ว คนร้ายไม่น่ากล้ากลับมาหาเรื่องอีก
แน่นอน ถ้าเจอพวกไม่สนกฎเกณฑ์ บางทีก็อาจกลับมาพร้อมพวก มาล้างแค้นก็ได้
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็ไม่มีทางเลือกแล้ว ต้องสู้สุดชีวิตเท่านั้น
สวี่ซื่อฉินยังง่วงอยู่ พอพี่ชายบอกว่าปลอดภัย เธอก็ไม่กังวลอะไรอีก นอนต่ออย่างวางใจ
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่ยอมนอน เขานั่งเฝ้าระวัง มือขวากำด้ามมีดไว้แน่น พร้อมสู้ตลอดเวลา
จนกระทั่งรถไฟจอดสถานีต่อไป ไม่มีใครมาแก้แค้น เขาถึงได้วางใจ ค่อย ๆ เอนตัวนอนลงหลับตา
ยังไม่ถึงตีห้า ผู้โดยสารในตู้เริ่มตื่นขึ้นทีละคน แล้วก็ได้ยินเสียงมีคนร้องว่า ของหาย
พอมีคนเริ่มร้อง คนอื่นก็แตกตื่นกันหมด ต่างพากันเช็กกระเป๋าสัมภาระตัวเอง แล้วก็มีอีกหลายคนร้องว่าของหาย เงินหาย
สวี่ซื่อเยี่ยนได้ยินแล้ว ก็รีบแกล้งทำเป็นตกใจ พลิกข้าวของตัวเองไปมา
“โอ๊ย ตายแล้ว นี่มันใครกันแน่ ชั่วเหลือเกินถึงกับมาขโมยของฉันด้วยเหรอ?
ฉันอยู่บ้านแสนลำบากยากจน หวังจะไปพึ่งญาติในเมืองหลวง มีเงินติดตัวไม่เท่าไหร่ เอามาเป็นค่าเดินทางแท้ ๆ ดันหายหมด แบบนี้จะอยู่ต่อไปได้ยังไง!”
คนอื่นของหายหมด มีแค่พวกเขาสองพี่น้องที่ไม่เสียอะไรเลย อีกทั้งยังแต่งตัวโทรม ๆ แบบนี้ โดนสงสัยแน่นอน
สวี่ซื่อเยี่ยนเลยแกล้งทำเป็นร้องไห้เสียงดัง นั่งทุบต้นขาตัวเองคร่ำครวญไม่หยุด
“โอ๊ย ตายแล้วชีวิต! น้องฉันยังพิการอยู่นะ!
จะมารังแกคนพิการ ใจคอทำด้วยอะไร! ฟ้าดินคงไม่ยอม คนแบบนี้ต้องโดนฟ้าผ่าแน่นอน!”
เขาจงใจเล่นใหญ่ ใช้มุกแบบพวกป้าแก่ ๆ ตะโกนโวยวาย ด่าทอกลางตลาด เอามาใช้ตรงนี้ซะเลย
ทั้งตู้โดยสารไม่ต้องฟังใครแล้ว ทุกคนหันมามองเขาอย่างกับคนบ้า
สวี่ซื่อฉินนั่งดูพี่ชายแสดงเต็มที่ก็ทั้งอายทั้งขำ แต่ก็กลั้นหัวเราะไว้ได้ไม่กล้าแสดงออก ได้แต่ก้มหน้ากัดปากไหล่สั่น
คนอื่นมองมา เห็นแบบนั้นก็นึกว่าเธอร้องไห้ด้วย
สองพี่น้องแต่งตัวมอซออยู่แล้ว พอร้องไห้เข้าไปอีก ก็ดูน่าสงสารเข้าไปใหญ่ คนอื่นที่เห็นก็ได้แต่ส่ายหัวไปมา
“เฮ้อ สมัยนี้โลกมันแย่ลงทุกวัน คนดีอยู่ยากจริง ๆ ไปที่ไหนก็โดนรังแก”







