65. บทที่ 65 สหายเก่า
...
"เกอเวย เป็นอะไรไป?" ซานไต้ลามองไปที่เธอ
"อืม... เมื่อกี้ฉันเหมือนจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แข็งแกร่งอย่างบอกไม่ถูก" เกอเวยกวาดสายตามองซ้ายขวา "แต่ตอนนี้หายไปแล้ว"
"แข็งแกร่งเหรอ? แข็งแกร่งแค่ไหน? ยิ่งกว่าพวกเราอีกเหรอ?"
เกอเวยมองซานไต้ลาอย่างจริงจังแวบหนึ่ง "เธอคือนักรบระดับมาสเตอร์ แน่นอนว่าต้องแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ที่ฉันพูดถึง... มันใช้ระดับมาวัดไม่ได้"
"แล้วจะประเมินยังไงล่ะ?" ซานไต้ลาพูดอย่างไม่เห็นด้วย สถานะระดับมาสเตอร์นี้ไม่ว่าไปอยู่กับใครก็เพียงพอที่จะภาคภูมิใจ มันไม่ใช่ฉายาที่ตั้งขึ้นเอง การจะได้สถานะนี้มา นอกเหนือจากความแข็งแกร่งที่ต้องได้รับการยอมรับเป็นเอกฉันท์จากคนรุ่นก่อนแล้ว ยังต้องผ่านบททดสอบอันเข้มงวดอีกสารพัดถึงจะได้รับมอบให้ เธอเชื่อมาตลอดว่า ภูมิหลังที่ยิ่งขาดกฎเกณฑ์การประเมิน ก็ยิ่งไม่มีความน่าเชื่อถือ
เกอเวยส่ายหน้า ไม่ได้ตอบคำถามนี้ "...เป็นไปได้มากว่าฉันคงสัมผัสพลาดไปเอง บุคคลแบบนั้นไม่น่าจะมาโผล่อยู่บนถนนของป้อมรุ่งโรจน์ได้"
บางทีนักบวชทุกคนอาจจะมีโรคประจำตัวแบบเดียวกันนี้... นั่นก็คือความเพ้อเจ้อลี้ลับ ซานไต้ลาลอบถอนหายใจ กำชับอีกครั้งว่า "เข้าไปแล้วเธอรอฉันอยู่ที่ห้องโถงนะ ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายเด็ดขาด คนที่ฉันจะไปพบครั้งนี้สำคัญมาก การพบปะกันครั้งนี้ไม่อนุญาตให้ใครรบกวน"
"ฉันเข้าใจน่า ท่านผู้บัญชาการ" เกอเวยหาววอด "ฉันก็แค่เป็นห่วงว่าพวกสาวกลัทธินอกรีตจะทำมิดีมิร้ายกับคุณ"
น้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่มีแววเป็นห่วงเลยสักนิด เรื่องนี้ซานไต้ลายังพอฟังออก สำหรับเกอเวยแล้ว เธอคงแทบจะรอให้พวกสาวกลัทธินอกรีตมาล้อมที่นี่ไว้ไม่ไหวซะมากกว่า จะได้ประหยัดเวลาไม่ต้องออกไปตามหาศัตรูอีก
เธอไม่สนใจอีกฝ่ายอีก หันหลังเดินเข้าไปในโรงแรม
อีกด้านหนึ่ง เฉาหยางเห็นทั้งสองคนหายลับเข้าไปในประตูใหญ่ ถึงได้ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืด
"บนหน้าฉันไม่น่าจะมีอะไรแปลกๆ หรอกมั้ง?"
"ไม่มี ดูปกติมาก" อ้ายลั่วตี้มองเขาอีกสองสามแวบถึงได้ยืนยัน "แล้วนายจะจับฉันไว้ถึงเมื่อไหร่?"
"เอ่อ... เมื่อกี้มันสถานการณ์ฉุกเฉิน" เฉาหยางรีบปล่อยมืออีกฝ่าย "เธอคิดว่าฉันอยากจะจับตัวเธอหรือไง!"
"ทำไม โดนคนเพ่งเล็งเหรอ?" หญิงสาวหมุนข้อมือไปมา บางทีเมื่อกี้อาจจะออกแรงมากไปหน่อย ตรงข้อมือของเธอถึงได้มีรอยแดงทิ้งไว้สองรอย
"ไม่น่าจะถึงขั้นนั้นหรอก"
แม้ว่าตอนนี้เฉาหยางจะเคลื่อนไหวด้วยร่างต้น แต่ก็ยังคงใช้พลังปรารถนาอำพรางใบหน้าของตัวเองเอาไว้ ในเวลานี้ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูงหรือหน้าตา ก็ล้วนแตกต่างจาก "คุณนักสืบ" อย่างสิ้นเชิง
ทำไมในสถานการณ์แบบนี้ อีกฝ่ายถึงยังคงรับรู้ได้อีกล่ะ? เขาจับต้นชนปลายไม่ถูกไปชั่วขณะ
แล้วยัยคนที่เจาะปาก บนหูเต็มไปด้วยห่วงโลหะคนนั้น มีที่มาที่ไปยังไงกันแน่? ไม้กางเขนขนาดยักษ์ที่เธอแบกไว้บนหลังนั่น ทำให้เฉาหยางสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามลึกๆ
"พวกเราไปกันเถอะ"
"นายไม่ไปพบกับผู้หญิงคนนั้นแล้วเหรอ? ฉันเห็นเธอค่อนข้างจะถูกใจนายเลยนะ"
ถูกใจก็ต้องไปพบเหรอ? นี่มันคำพูดอะไรกัน... "ฉันกลัวว่าไปแล้วจะไม่ได้กลับมาน่ะสิ"
"ไม่ได้กลับมา หมายถึงโต้รุ่งงั้นเหรอ?"
ยัยคนนี้...
เฉาหยางถลึงตาใส่อ้ายลั่วตี้ "เรื่องของผู้ใหญ่เธออย่ามายุ่ง ตั้งใจกินของเธอไปเถอะ"
...
ซานไต้ลาขึ้นไปยังชั้นสาม เดินเข้าไปในห้องรับแขกที่ต้องได้รับคำเชิญถึงจะเข้าได้ วินาทีที่ผู้ติดตามผลักประตูเปิดออก หญิงสาวที่คุ้นหน้าคุ้นตาก็เดินเข้ามาหา และสวมกอดเธอจนเต็มอ้อมแขน
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ซานไต้ลา..." อีลี่จือพูดอย่างสนิทสนม "หรือว่า ตอนนี้ฉันควรจะเรียกเธอว่าท่านผู้บัญชาการดีล่ะ?"
"ท่านก็พูดล้อเล่นไป คุณหนูใหญ่" ซานไต้ลาก็กอดเธอแน่นๆ ตอบกลับไปเช่นกัน "ท่านสูงขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีกนะคะ"
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของอีลี่จือในตอนนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ แทบจะทุกครั้งที่เจอกัน หญิงสาวคนนี้มักจะทิ้งความประทับใจที่แตกต่างกันไว้ให้เธอเสมอ
ครั้งแรก เธอคิดว่านี่เป็นเพียงแม่หนูน้อยที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ
ครั้งที่สอง เธอราวกับมองเห็นตัวเองในตัวอีกฝ่าย นักรบผู้ไม่มีวันหละหลวม
และครั้งนี้ เธอกลายเป็นคุณหนูใหญ่ในอุดมคติของใครหลายคน สูงศักดิ์ ชาญฉลาด งดงามและเหมาะสม
"ท่านพ่อของท่าน... ช่วงนี้เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ?"
เมื่อพูดถึงผู้เป็นพ่อ รอยยิ้มบนใบหน้าของอีลี่จือก็หดหายไปเล็กน้อย "ก็ยังเหมือนเดิม เอาแต่พูดเรื่องเกียรติยศและหน้าที่ติดปาก โดยไม่รู้เลยว่าตอนนี้มันไม่ใช่ยุคสมัยก่อนอีกต่อไปแล้ว ทุกตระกูลต่างกำลังกอบโกยทุกสิ่งรอบตัวที่หามาได้อย่างบ้าคลั่ง เขากลับยังทำตัวเฉื่อยชา เห็นแล้วพาให้คนร้อนใจ"
"เอ่อ... ท่านนายพลเป็นคนแบบนั้นเหรอคะ?" ซานไต้ลาแปลกใจเล็กน้อย นายพลฟาเล่อซือ.เปิ่น ในความทรงจำของเธอเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นและทะเยอทะยานมาก ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะทะลวงขีดจำกัดของตัวเองในวัยห้าสิบปี เลื่อนขั้นเป็นนักรบระดับแกรนด์มาสเตอร์ได้ เขายังเป็นคนที่ไม่เคยอ่อนข้อ ในช่วงเวลาที่พวกลัทธินอกรีตเหิมเกริมที่สุด เขานำกองทัพเข้าปราบปรามกบฏ กวาดล้างพรรคพวกที่หลงเหลืออยู่ แต่ละวันคนที่ถูกเขาบั่นคอด้วยมือตัวเองมีเป็นร้อย ถึงขั้นมีฉายาว่าคนขายเนื้อแห่งปู้หลี่ข่าน
ทว่าอีลี่จือ.เปิ่นคือลูกสาวของเขา สมควรที่จะเข้าใจนายพลมากกว่าลูกศิษย์อย่างเธอ ว่าเขาเป็นคนแบบไหน
เธอจากทวีปเก่ามานานเกินไปแล้ว สถานการณ์ที่นั่นตอนนี้เป็นอย่างไร เธอก็ทำได้เพียงรับรู้เรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ผ่านหนังสือพิมพ์ข้ามทะเลเท่านั้น
"ใช่สิ วันๆ รู้จักแต่ไปโรงเรียนนายร้อย บอกว่าจะเหลือต้นกล้าชั้นดีไว้ให้ราชอาณาจักรเยอะๆ ปัญหาก็คือต้นกล้าพวกนี้พอโตเต็มที่แล้วก็ไม่แน่ว่าจะเข้าข้างเขาเสมอไป ตระกูลอื่นๆ เองก็จะยัดคนเข้าไปในโรงเรียนนายร้อยเหมือนกัน!"
พูดถึงตรงนี้ อีลี่จือก็หันมามองเธอทันที "วันข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอจะยืนอยู่ข้างท่านนายพล ยืนอยู่ข้างตระกูลของเรา ใช่มั้ย?"
แววตานั้นทำให้ในใจของซานไต้ลาเกิดความสั่นสะท้านขึ้นมาวูบหนึ่ง
ทวีปเก่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?
ถึงกับทำให้คุณหนูใหญ่ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจตลอดเวลาในความทรงจำ มีแววตาวิงวอนปรากฏขึ้นมาได้?
ซานไต้ลากุมมือเธอไว้ "ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ เป็นท่านนายพลที่ปลุกปั้นตัวฉันในตอนนี้ขึ้นมากับมือ ไม่ว่าฉันจะอยู่ที่ไหน ก็จะสนับสนุนเขาค่ะ และท่านก็เช่นกัน... คุณหนูใหญ่ของฉัน"
"ขอบใจนะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง" อีลี่จือหัวเราะออกมา
ความอ่อนแอในสายตานั้นของอีกฝ่ายเมื่อกี้ เป็นความรู้สึกที่เธอคิดไปเองงั้นเหรอ? ซานไต้ลาอดไม่ได้ที่จะถาม "พวกท่านพบเจอกับเรื่องยุ่งยากอะไรหรือเปล่าคะ?"
เธอปฏิเสธว่า "มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ท่านพ่อเป็นหนึ่งในสามที่นั่ง ปัญหาที่เขาจัดการไม่ได้ คนอื่นๆ ก็จัดการไม่ได้เหมือนกันนั่นแหละ"
"แล้วทำไมจู่ๆ ท่านถึงมาที่ป้อมรุ่งโรจน์ล่ะ? คงไม่ได้มาเพื่อพบฉันแค่คนเดียวหรอกใช่มั้ยคะ?"
"มาพบแค่เธอไม่ได้เหรอ?" อีลี่จือกะพริบตา แสร้งทำเป็นใสซื่อ "น่าเสียดายที่ฉันอยู่ปักหลักที่นี่นานไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ต้องนั่งเรือเดินทางไปเมืองซินเอ้าแล้ว"
เมืองซินเอ้า... นั่นก็เป็นเมืองท่าของทวีปใหม่แห่งหนึ่งเช่นกัน ซานไต้ลาใช้ความคิด ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันของเมืองเหล่านี้ ส่วนใหญ่ล้วนมาจากโรงเรียนนายร้อยทั้งสิ้น
"เสียดาย... ความจริงวันนี้ยังอยากจะแนะนำคนคนหนึ่งให้เธอรู้จักเพิ่มอีกคน" จู่ๆ อีลี่จือก็ถอนหายใจ เธอเดินไปที่หน้าต่าง ก้มมองดูทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมือง "แต่เขาคงจะไม่มาแล้วล่ะ"
"อีกคนเหรอ?" ซานไต้ลาเดินตามไป อดสงสัยไม่ได้ "ยังมีคนที่ปฏิเสธคำเชิญของท่านได้อีกหรือนี่? เขาเป็นใครกันแน่คะ?"
"ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน บังเอิญเจอระหว่างทางน่ะ" อีลี่จือยิ้มๆ "เขาไม่เหมือนกับผู้ชายส่วนใหญ่ที่ฉันเคยเจอ มีความรู้สึกแปลกใหม่ดี"
"หา..." แปลกใหม่ นี่มันคำอธิบายแบบไหนกัน? ซานไต้ลาถึงกับชะงัก ท่านไม่ได้กำลังซื้อกับข้าวในตลาดสดนะ แต่ก็แค่คิด นินทาในใจออกไปไม่ได้อยู่ดี
"เขามีความค้นคว้าวิจัยด้านเครื่องจักรกลและกลไกอัศจรรย์ค่อนข้างมากทีเดียว"
"อย่างนี้นี่เอง" แบบนี้ค่อยดูปกติขึ้นมาหน่อย ทวีปเก่ามีองค์กรที่ศึกษาเกี่ยวกับกลไกอัศจรรย์โดยเฉพาะ คนที่ออกมาจากที่นั่นจะได้รับมอบบรรดาศักดิ์มหาปราชญ์กันทุกคน "งั้นเขาเป็นมหาปราชญ์เหรอคะ?"
"เปล่า ดูจากน้ำเสียงของเขาแล้ว เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามหาปราชญ์คืออะไร"
"เอ่อ... คุณหนูใหญ่ คนคนนี้คงไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎหรอกนะคะ?" ซานไต้ลาจำต้องเอ่ยปากเตือน คนปกติที่ไหนจะไม่รู้จักมหาปราชญ์กัน! ต้องรู้ไว้นะว่านี่คือสายอาชีพที่ได้รับความนิยมที่สุด และยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเด็กบ้านจนที่จะได้ลืมตาอ้าปาก ท้ายที่สุดแล้ว ตั้งแต่กลไกอัศจรรย์ระดับสามขึ้นไป การจะใช้งานหรือสัมผัสพวกมัน ก็จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับพรสวรรค์แล้ว
"ก็เป็นไปได้ แต่ต่อให้เป็นพวกหลอกลวง ก็ต้องไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎธรรมดาๆ แน่" อีลี่จือพูดอย่างเสียดายเล็กน้อย "เพราะแบบนี้ฉันถึงอยากเชิญเขามา เพื่อให้เธอช่วยประเมินดูสักตั้ง ถ้าหากไม่ใช่ สำหรับป้อมรุ่งโรจน์แล้วเขาก็คือบุคลากรชั้นยอดที่หาได้ยากยิ่ง แต่ถ้าหากใช่... เธอก็จะได้จับเขายัดเข้าคุกในทันทีได้สะดวกหน่อย"







