64. บทที่ 64 โลกต่างมิติบนปลายลิ้น
เมื่อแสงสนธยาทาบทามเหนือผืนทะเล สายลมยามเย็นที่พัดผ่านตรอกซอกซอยก็ส่งเสียงหวีดหวิวแล้ว
ทว่าป้อมรุ่งโรจน์ไม่ใช่เมืองที่หลับใหลไปพร้อมกับดวงอาทิตย์ แม้ช่วงก่อนหน้านี้จะเผชิญเหตุเพลิงไหม้โรงละครและเหตุโจมตีคฤหาสน์คนรวยติดต่อกัน ซึ่งบั่นทอนความกระตือรือร้นในการออกไปเที่ยวเต็ดเตร่ของผู้คนอย่างรุนแรง แต่เมื่อคลื่นลมสงบลง ท้องถนนในเขตเมืองชั้นในก็ค่อยๆ ฟื้นคืนความคึกคักดังวันวาน
อย่างเช่นถนนสายกลางที่เฉาหยางกำลังเดินเที่ยวชมอยู่ตอนนี้ ก็คือใจกลางชีวิตยามค่ำคืนของที่นี่
"คุณลูกค้า แวะมาแช่น้ำหน่อยไหมครับ? ที่นี่เรามีบริการชั้นเยี่ยมเลยนะ!"
"รับประทานอาหารไหมครับ? ภัตตาคารปลากะพงทองยินดีต้อนรับ! ปลาของที่นี่เป็นของสดที่เพิ่งส่งมาวันนี้ รับรองว่าไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน!"
ตลอดทาง สามารถมองเห็นพนักงานเรียกลูกค้าได้ทั่วไปหมด และป้ายชื่อของร้านรวงเหล่านี้ก็ตกแต่งได้สะดุดตามากเช่นกัน ต่อให้ไม่มีหลอดไฟ พวกเขาก็ยังใช้สารพัดวิธีทำให้ชื่อร้านของตัวเองเปล่งประกายเจิดจ้า ซึ่งส่งผลให้ทั้งถนนดูสว่างไสวเรืองรองไปหมด
"ฉันชักจะแยกไม่ออกชั่วขณะแล้วสิ ว่าที่นี่คือยุคปัจจุบันหรือโลกต่างมิติกันแน่" อ้ายลั่วตี้อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมาเล็กน้อย
"ถ้ามองข้ามความแตกต่างด้านเทคโนโลยี จริงๆ แล้วทั้งสองฝั่งก็ไม่ได้ต่างกันมากนักหรอก แน่นอนว่าฉันหมายถึงเรื่องผู้คนน่ะนะ" เฉาหยางเดินไปพูดไป "ทุกคนล้วนอยากมีชีวิตที่ดี แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสมหวัง ส่วนความแตกต่างของตัวโลกนั้น ค่อนข้างชัดเจนอยู่ อย่างเช่น... นั่นไง!"
เขาชี้ไปยังร้านอาหารริมทางแห่งหนึ่ง
"ของดีทวีปใหม่ ลูกชิ้นอูหลิง?" อ้ายลั่วตี้ขมวดคิ้ว "นั่นมันคืออะไรน่ะ?"
"คืออะไรไม่สำคัญ สำคัญที่มันเป็นของดีประจำถิ่น!" เฉาหยางชี้ไปยังของเสียบไม้ในถาดปิ้งย่างพลางพูด "เถ้าแก่ เอาสองไม้ครับ!"
"ได้เลยครับ รับไปเลยครับผม!"
เฉาหยางชูลูกชิ้นอูหลิงไว้ในมือ มันดูเหมือนหนวดปลาหมึกย่างเสียบไม้ เพียงแต่เป็นรูปทรงลูกชิ้น ลูกชิ้นแต่ละลูกล้วนมีหัวมีตาดูลึกลับพิลึกพิลั่น
"เอ้า ของเธอ"
"เอ่อ... เจ้านี่มันกินได้จริงๆ เหรอ?"
"คนอื่นเขาก็กินกันทั้งนั้น"
"ก็ได้..." อ้ายลั่วตี้รับไม้ลูกชิ้นมา ลองกัดไปหนึ่งคำ "อื้ม ! อร่อย!" ดวงตาสีฟ้าของเธอหรี่ลงเล็กน้อย ส่งเสียงฮึมฮำอย่างพึงพอใจออกมา
"โอ๊ะ? จริงดิ?" เฉาหยางถึงได้อ้าปากกินอย่างวางใจ วินาทีที่ขบผิวลูกชิ้นแตก เม็ดเล็กๆ อ่อนนุ่มจำนวนมากก็ทะลักเข้าสู่ช่องปากอย่างรวดเร็ว พร้อมกับนำพาความอร่อยกลมกล่อมขั้นสุดและความเค็มของน้ำทะเลนิดๆ ตอนเข้าปากทีแรกคล้ายกับคาเวียร์นิดหน่อย ทว่าเมื่อเม็ดเหล่านั้นแตกออก กลิ่นหอมนมที่ยากจะบรรยายก็พรั่งพรูออกมา กลายเป็นรสชาติหลักในที่สุด
"อร่อยใช้ได้เลยแฮะ"
"นายจงใจรอให้ฉันชิมก่อนนี่นา!" อ้ายลั่วตี้ตาไวสังเกตเห็น "ไอ้ปีศาจ!"
"ที่ไหนกัน เธอต่างหากที่กินเร็วกว่า" เฉาหยางจัดการลูกชิ้นอย่างรวดเร็วปานกามนิต และล็อกเป้าหมายต่อไปในเวลาอันสั้น "ดูสิ ตรงนั้นมีน้ำผลไม้ให้ดื่มด้วย!"
"คราวนี้นายต้องดื่มก่อน!"
"ได้สิ อื้ม... เหมือนน้ำมะพร้าวผสมน้ำสไปรท์ใส่เกลือเลย รู้สึกสดชื่นดีนะ"
เฉาหยางจงใจเลือกร้านริมทางที่มีคนเยอะๆ เดินเที่ยวไปพลางชิมของเด็ดของโลกใบนี้ไปพลาง พอเดินมาได้ตลอดทางก็เติมท้องจนอิ่มไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว
จนถึงช่วงหลัง ปัญหาที่ว่าใครจะกินก่อนก็เปลี่ยนจากการสลับกันคนละครั้งมาเป็นการเป่ายิ้งฉุบตัดสิน ใบหน้าของอ้ายลั่วตี้ก็เผยให้เห็นสีหน้าผ่อนคลายที่หาดูได้ยากเช่นกัน
"ก่อนหน้านี้ยังไม่ค่อยเต็มใจจะออกมาเดินเล่นอยู่เลยไม่ใช่หรือไง?" เฉาหยางพูดหยอกล้อ "ผลปรากฏว่าพบว่ามันก็น่าสนุกดี ใช่ไหมล่ะ?"
"ฉัน " เธอชะงักไปอย่างเห็นได้ชัด "ฉันถูกข้อจำกัดของพันธสัญญาต่างหาก ถึงต้องคอยตามมาด้วย! ไม่เชื่อก็ลองยกเลิกดูสิ!"
"ใช้ความสามารถเซ็นมาแท้ๆ ทำไมต้องยกเลิกด้วยล่ะ?"
"ไอ้ปีศาจ!"
พอพูดถึงคำนี้ อ้ายลั่วตี้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างออกมา เธอรีบยกมือขึ้นปิดปาก เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเห็นสีหน้าที่ผ่อนคลายของตัวเอง
แต่ทว่า... เธอไม่ได้มาเดินตลาดกลางคืนแบบนี้มานานมากแล้ว
เมื่อก่อนส่วนใหญ่เธอเอาแต่วิ่งวุ่นทำงานให้กับองค์กรต่างๆ ไม่มีเวลาได้หยุดพักเลยสักนิด และหลังจากที่หัตถ์โครงกระดูกก่อตั้งขึ้น เธอก็ยิ่งลืมไปแล้วว่าการเดินเล่นสบายๆ นั้นมีรสชาติเป็นอย่างไร ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับปฏิบัติการรอบแรกในการปราบปรามอาชญากร ของที่กินก็มีแต่เฟรนช์ฟรายส์กับแฮมเบอร์เกอร์ ไม่ใช่ว่ารังเกียจที่จะกินฟาสต์ฟู้ดกับพวกพ้องหรอกนะ เพียงแต่... การที่นานๆ ทีจะได้ปลดเปลื้องภาระหน้าที่และความรับผิดชอบลงชั่วคราว แล้วค่อยๆ ละเลียดรสชาติอาหารในมือแบบนี้ มันก็ให้ความรู้สึกที่ไม่เลวเหมือนกัน
ไม่ได้ๆ จะคิดเตลิดไปในทิศทางนี้ไม่ได้อีกแล้ว ได้กินของอร่อยมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นปีศาจ สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการทำให้จิตใจคนเสื่อมทรามลง
อื้ม... ที่เธอแสดงออกเหมือนอย่างตอนนี้ ก็เพื่อทำให้อีกฝ่ายตายใจต่างหาก!
อ้ายลั่วตี้ชูปลาค่อยๆ ย่างที่กินไปครึ่งหนึ่งในมือขึ้น ซ้อนทับมันเข้ากับดวงจันทร์ริมทะเล
หากมองออกไปจากหน้าต่างของฐานทัพ ก็คงจะเห็นท้องฟ้ายามค่ำคืนที่คล้ายคลึงกันนี้
ถ้าปู้หลาน ซีเอ่อร์ และคนอื่นๆ ได้ลิ้มรสของอร่อยจากต่างมิติเหล่านี้บ้างก็คงดี
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ อ้ายลั่วตี้ก็พลันนึกห่วงใยพวกพ้องขึ้นมาเล็กน้อย "ที่คราวก่อนนายพูดว่า ภายใต้สถานการณ์ปกติเกมดินแดนหรรษาจะไม่ส่งผลกระทบต่อเวลาในโลกแห่งความเป็นจริง หมายความว่ายังไงเหรอ? ตอนนี้พวกเราใช้เวลาในดินแดนหรรษามาสองวันแล้ว ทางฝั่งนั้นจะเป็นยังไงบ้าง?"
"น่าจะผ่านไปยี่สิบนาทีได้มั้ง" เฉาหยางกะประมาณ
"ความต่างของเวลามันห่างกันขนาดนี้เลยเหรอ? แต่คราวที่แล้วฉัน..."
"ฉันบอกแล้วไงว่าคราวที่แล้วมันเป็นอุบัติเหตุ" เขาจ้องอีกฝ่ายอยู่พักหนึ่ง แล้วแบมืออย่างจนใจพลางพูด "เอาเถอะ บอกเธอไปก็ไม่เสียหาย โลกใบนี้... กับโลก มีอุโมงค์เชื่อมต่อถึงกันอยู่ ถ้าเธอจินตนาการว่าทั้งสองฝั่งเป็นระนาบสองระนาบ อุโมงค์นี้ก็คือแกนที่อยู่ตรงกลางระหว่างพวกมัน"
"แล้วยังไงต่อ?"
"ไม่ว่าฉันจะอยู่ฝั่งไหน ความเร็วในการหมุนเวียนของโลกทั้งสองใบก็จะใกล้เคียงกันโดยพื้นฐาน ความแตกต่างมันอยู่ที่ตัวผู้เล่นพวกนั้น..." เฉาหยางอธิบาย "ตอนที่ฉันพาวิญญาณของพวกเขามายังโลกใบนี้ ก็เท่ากับว่ามีเส้นด้ายไปติดแหง็กอยู่ตรงกลางแกน ในตอนนั้นโลกที่ฉันอยู่ เวลาจะยังคงเดินไปตามปกติ ส่วนอีกฝั่งจะเหมือนกับถูกขัดไว้ ทำให้กระแสเวลาไหลช้าลงอย่างมาก ฉันเองก็ไม่รู้หลักการหรอกนะ นี่คือข้อสรุปที่ได้จากการสังเกตและเปรียบเทียบของฉัน แถมอัตราส่วนการชะลอตัวก็ไม่ได้คงที่ด้วย ยิ่งพาวิญญาณมาอยู่ที่นี่ในเวลาสั้นเท่าไหร่ ผลกระทบของการชะลอก็จะยิ่งรุนแรงเท่านั้น"
"ที่แท้ก็เป็นแบบนี้เองเหรอ..." อ้ายลั่วตี้ประหลาดใจอย่างยิ่ง "งั้นถ้าตอนนี้ฉันกลับไปที่โลก..."
"ก็จะหลุดพ้นจากเส้นเวลาของดินแดนหรรษา หลังจากนี้สามวันฉันค่อยไปหาเธอ สำหรับเธอแล้วอาจจะผ่านไปแค่ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น"
"ฉันไม่สามารถขัดแกนนั่นไว้ได้เหรอ?"
เฉาหยางส่ายหน้า "เธอคล้ายกับฉันมาก สามารถทะลวงผ่านอุโมงค์มาได้โดยสมบูรณ์ และมาถึงอีกฝั่งด้วยร่างจริง ดังนั้นแค่เธอคนเดียวไม่สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานของโลกได้หรอก"
"มิน่าล่ะ ครั้งก่อนฉันถึงใช้เวลาเท่ากับโลกเป๊ะ..." เด็กสาวทำท่าครุ่นคิด "ถ้างั้นการที่นายอยู่ที่นี่ ก็เท่ากับมีเวลาไม่จำกัดเลยไม่ใช่เหรอ?"
"สำหรับคนนอกก็เป็นอย่างนั้นแหละ แต่สำหรับคนที่ประสบด้วยตัวเอง มันไม่มีความหมายอะไรเลย แถมฉันยังไม่สามารถอยู่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้ตลอดไป เพราะว่าอุโมงค์มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ฉันสัมผัสได้ว่ามันกำลังขยายและหดตัว ถ้าอยู่ที่นี่นานเกินไป ฉันก็จะสูญเสียตำแหน่งของโลก ในทำนองเดียวกัน ถ้าอยู่ที่โลกนานเกินไป ฉันก็จะลืมไปว่าดินแดนหรรษาอยู่ที่ไหน"
"ไม่มีพิกัดอะไรทำนองนั้นให้บันทึกไว้ได้เลยเหรอ?" อ้ายลั่วตี้ไม่เข้าใจ
"อันที่จริง แม้แต่การทะลวงเปิดอุโมงค์เส้นนี้ ก็ยังเป็นการเดิมพันเสี่ยงดวงในตอนที่สิ้นหวังเท่านั้นแหละ" เฉาหยางเบ้ปาก "ตอนนี้ถ้าให้ฉันลองอีกครั้ง ฉันก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็หยุดเดินอย่างกะทันหัน เอียงคอมองไปยังอาคารอันหรูหราอลังการที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าเมตร "เอ๊ะ..."
"เป็นอะไรไป?" อ้ายลั่วตี้หยุดเดินตาม
"ขอดูหน่อยนะ... ชื่อศาลาซุกเมฆนี่คุ้นตาจังแฮะ" เฉาหยางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ คลำหยิบการ์ดใบนั้นออกมา อาศัยแสงไฟริมถนนพินิจดูตัวอักษรบนนั้นอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ถนนสายกลางบ้านเลขที่ 18 โรงแรมศาลาซุกเมฆ "ที่นี่จริงๆ ด้วย!"
หรือว่านี่จะเป็นพรหมลิขิต?
"นายจะเข้าไปเหรอ?"
"อืม..." เขาเลิกคิ้วครุ่นคิดไปครู่หนึ่ง "ในเมื่อฉันสามารถเดินมาถึงที่นี่ได้โดยไม่รู้ตัว ถ้างั้นก็..."
ทว่าวินาทีต่อมา สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไป คว้ามืออ้ายลั่วตี้อย่างกะทันหัน แล้วสาวเท้าเร็วๆ เดินเข้าไปในเงามืดริมถนน "อย่ามองไปทางนั้น!"
"เอ๋?" ฝ่ายหลังยังคงมีสีหน้างุนงง
เฉาหยางพิงกำแพง ใช้หางตามองไปยังประตูโรงแรม เห็นเพียงที่นั่นมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ และรอบรถม้าก็มีทหารสองแถวที่ติดอาวุธครบมือยืนอยู่ แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ สำคัญอยู่ที่สองคนที่ลงมาจากรถม้าคันนั้นต่างหาก!
หนึ่งในนั้นก็คือผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองที่เขาเคยพบหน้ากันครั้งหนึ่งที่คฤหาสน์ชมวารี ซานไต้ลา อัลเลน
ส่วนอีกคนเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน การแต่งกายของคนคนนั้นก็ค่อนข้างแปลกแหวกแนว ทว่าก็คือคนผู้นี้แหละ ที่เมื่อครู่หันหน้ามาเหลียวมองทางฝั่งพวกเขา!







