ตอนที่เฉียวอวี้เดินมาส่งหลานเจี๋ยที่หน้าประตู เพิ่งจะทุ่มครึ่งเท่านั้น
ทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ แต่หลานเจี๋ยก็พอดูออกแล้วว่า คนที่มีอำนาจตัดสินใจในบ้านหลังนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่คนเป็นแม่จริงๆ
แม้ว่าตอนหลังทั้งสองคนจะคุยกันเป็นภาษาเกาหลี ซึ่งเขาฟังไม่ออกเลยจริงๆ แต่ก็พอสังเกตได้ว่าใครแข็งกร้าวกว่า ดังนั้นสู้แยกมาคุยกับเฉียวอวี้ตามลำพังดีกว่า จะได้ไม่ต้องให้ทั้งสองคนมาโชว์สกิลภาษาต่างประเทศต่อหน้าเขา
สิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดคือ คืนนี้ฝนตกหนักขึ้นอีก เฉียวอวี้ไม่ได้ถือร่มมาด้วย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีความคิดจะเดินไปส่งเขาที่โรงเรียน ดังนั้นพอถึงหน้าโถงบันได หลานเจี๋ยก็หยุดฝีเท้าลง
"คุยกันหน่อยไหม"
เฉียวอวี้หยุดเดินเงียบๆ เหม่อมองหยาดฝนที่ร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสายใต้แสงไฟถนนด้านนอก
"ฉันค่อนข้างสงสัยน่ะ ทักษะภาษาต่างประเทศของนายกับแม่เก่งกันจังเลยนะ ทำได้ยังไงกัน" หลานเจี๋ยเอ่ยถามขึ้น
เริ่มต้นด้วยการตีสนิท แน่นอนว่าเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองด้วย
"ปีก่อนๆ มันออกไปไหนไม่ได้ไม่ใช่เหรอ อยู่ว่างๆ ก็คือว่าง ได้ยินมาว่าทำทีมแปลซับไตเติลแล้วหาเงินอยู่บ้านได้ ก็เลยเริ่มเรียนภาษาต่างประเทศกับแม่ ใครจะรู้ว่าพอเรียนภาษาต่างประเทศจนได้ที่แล้ว ยังไม่ทันได้ไปทำอาชีพนี้ คนทำทีมแปลซับไตเติลก็โดนจับกันหมด สังคมมันเป็นอะไรไปหมด แปลหนังก็ถือเป็นอาชญากรรมด้วย"
เฉียวอวี้ถอนหายใจออกมาด้วยน้ำเสียงอมทุกข์ผ่านโลกมามากซึ่งไม่เข้ากับวัยของเขาเลย
"ช่วงเวลานั้น พวกนายเรียนทั้งภาษาอังกฤษกับภาษาเกาหลีจนเป็นเลยงั้นเหรอ" หลานเจี๋ยถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"มีภาษาญี่ปุ่นด้วย ผมเคยทำวิจัยตลาดมา ภาษาที่ทีมแปลซับไตเติลต้องการตัวมากที่สุดก็คือสามภาษานี้ แต่ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยคล่องถ้าใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนซีรีส์ญี่ปุ่นก็พอฟังออกประมาณแปดเก้าส่วนแหละ" เฉียวอวี้ตอบอย่างถ่อมตัว
"วิจัยตลาด?" หลานเจี๋ยทวนคำศัพท์ที่คุ้นเคยนี้ในใจเงียบๆ รู้สึกสะท้อนใจมาก
โลกที่มีแต่การแข่งขันอันดุเดือดนี้ บีบให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว หลังจากเหตุการณ์ที่ออกไปไหนไม่ได้เลย น่าจะราวๆ สามสี่ปีที่แล้ว เด็กประถมก็รู้จักทำวิจัยตลาดแล้วเหรอ
"แล้วคณิตศาสตร์ของนายล่ะ สามารถเชี่ยวชาญทฤษฎีบทเวียตได้ มันไม่ใช่เนื้อหาที่เด็กมัธยมต้นต้องเรียนหรอกนะ"
หลานเจี๋ยชักนำบทสนทนาเข้าสู่สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุด
"คณิตศาสตร์เหรอ..." พอพูดถึงหัวข้อนี้ เฉียวอวี้ก็รู้สึกสะท้อนใจนิดหน่อย แล้วบ่นออกมาประโยคหนึ่งว่า "ไอ้นี่มันเรียนยากจริงๆ! แถมยังไม่มีประโยชน์อะไรด้วย"
พอได้ยินประโยคนี้ หลานเจี๋ยต้องพยายามกลั้นความรู้สึกที่อยากจะกำหมัด แล้วประเคนหมัดใส่หัวเด็กหนุ่มคนนี้สักทีไว้ให้ได้จริงๆ
มาบ่นว่าคณิตศาสตร์ไม่มีประโยชน์ต่อหน้าครูสอนคณิตศาสตร์เนี่ยนะ?
แถมยัง? เรียนยาก?
โชคดีที่เฉียวอวี้น่าจะตระหนักได้ว่าคำบ่นนี้ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก จึงเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มเขินๆ ให้หลานเจี๋ย แล้วรีบอธิบายทันที
"ตอนที่เรียนภาษาอังกฤษเมื่อตอนนั้น ผมดาวน์โหลดหนังเรื่องหนึ่งมาชื่อ 'เจอร์รี่กับมาร์จใช้ชีวิตอู้ฟู่' ครูเคยดูไหม"
หลานเจี๋ยส่ายหน้าอย่างงุนงง นึกไม่ออกเท่าไหร่ว่าทำไมคณิตศาสตร์ถึงไปเชื่อมโยงกับหนังได้
"ไม่เคยดูก็ไม่เป็นไร เนื้อเรื่องคร่าวๆ ก็คือมีชายแก่ที่ทำงานมาทั้งชีวิตเกษียณอายุ เขาเก่งคณิตศาสตร์มาก ใช้คณิตศาสตร์คำนวณออกมาได้ว่าลอตเตอรี่มีช่องโหว่ แค่เข้าเงื่อนไขบางอย่าง ซื้อไปก็มีแต่กำไรไม่มีขาดทุน ประเด็นสำคัญคือหนังเรื่องนี้ว่ากันว่าดัดแปลงมาจากเรื่องจริง
ผมรู้สึกว่ามันน่าสนใจดี ก็เลยไปหาขอยืมหนังสือคณิตศาสตร์มาเริ่มเรียนด้วยตัวเอง คิดว่าเผื่อวันข้างหน้าจะค้นพบว่านักคณิตศาสตร์ประกันภัยปล่อยช่องโหว่อะไรออกมาให้ผมเข้าไปเจาะได้บ้าง แต่ต่อมาผมก็พบว่า การคิดจะหาช่องโหว่นี้มันเป็นเรื่องเพ้อฝัน ถ้าจะซื้อจริงๆ ก็มีแต่ขาดทุนไม่มีกำไร แถมตอนหลังยิ่งเรียนก็ยิ่งยาก ผมก็เลยล้มเลิกไป"
เฉียวอวี้ใช้น้ำเสียงราบเรียบอธิบายเหตุผลที่ดูเหมือนว่าเขาจะมีความรู้เรื่องคณิตศาสตร์อยู่บ้าง
เมื่อมองเห็นสีหน้าที่ซับซ้อนของหลานเจี๋ย เขาก็เสริมขึ้นอีกประโยคว่า "ที่ไปช่วยคนแก้โจทย์ในร้านอินเทอร์เน็ต เป็นเพราะคิดว่าอุตส่าห์เรียนมาตั้งนาน ไม่ได้เงินสักแดงเดียวมันก็ขาดทุนแย่ คราวหน้าผมจะไม่ทำอีกแน่ๆ"
หลานเจี๋ยกระจ่างแจ้งเลย ไอ้เด็กนี่ หน้าเงินเต็มทน
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาต่างประเทศหรือเรียนคณิตศาสตร์ จุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจล้วนเป็นเพราะอยากหาเงิน อย่าเพิ่งพูดถึงว่าทำได้หรือไม่ แต่เป้าหมายของเขานั้นชัดเจนเป็นพิเศษ นั่นคือเรียนรู้เพื่อนำไปใช้จริงๆ
พอพบว่าหาเงินไม่ได้ ก็ล้มเลิกทันที
หลานเจี๋ยถึงกับไม่กล้าตำหนิว่าเด็กคนนี้มีวิสัยทัศน์คับแคบเลยด้วยซ้ำ
ถึงอย่างไรก็เพิ่งจะอยู่มัธยมต้นปีสาม ยังไม่ทันได้สร้างโลกทัศน์และมุมมองต่อชีวิตที่สมบูรณ์เลยด้วยซ้ำ ก็แค่เพื่ออยากให้ครอบครัวมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นบ้าง แล้วเจ้าหนูนี่ก็ทำได้จริงๆ ซะด้วย ตอนที่เขาอยู่ในวัยเดียวกับเฉียวอวี้ อย่าพูดถึงเรื่องหาเลี้ยงครอบครัวเลย แค่อยากจะไปแหกปากร้องเพลง 'พ่อ' กับเพื่อนในร้านคาราโอเกะสักสองสามประโยค ยังต้องไปขอเงินพ่อตัวเองอยู่เลย...
แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หลานเจี๋ยรู้สึกอยู่เสมอว่าเด็กคนนี้กำลังเดินวนเวียนอยู่บนขอบเหวของอาชญากรรม
ดังที่รู้กันดี วิธีหาเงินเร็วๆ ของคนธรรมดาทั่วไปล้วนถูกเขียนไว้ในประมวลกฎหมายอาญาทั้งนั้น หากเฉียวอวี้ไม่แม้แต่จะเรียนมัธยมปลาย แต่กระโจนเข้าสู่สังคมโดยตรง เขาไม่กล้าคิดเลยว่าสมองน้อยๆ นี้จะคิดแผนการหาเงินที่หลุดโลกขนาดไหนออกมาได้
ความรับผิดชอบในฐานะอาชีพครูพุ่งพล่านทะลักจุดเดือดขึ้นมาในวินาทีนี้
"นายคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ไหม? ที่คนเก่งคณิตศาสตร์จะสามารถหาเงินได้จริงๆ แถมยังหาได้เยอะมากด้วย"
เฉียวอวี้เงยหน้าปรายตามองหลานเจี๋ยแวบหนึ่ง พยักหน้าอย่างตรงไปตรงมาแล้วตอบว่า "ผมเชื่อนะ แต่ความคุ้มค่ามันไม่ค่อยสูง คณิตศาสตร์ยิ่งเรียนลึกยิ่งยาก เอาเวลาเรียนไปทำอย่างอื่น ผมน่าจะหาเงินได้มากกว่านี้"
คำตอบนี้มีเหตุมีผลจนน่ากลัว แต่ตอนนี้หลานเจี๋ยยิ่งล้มยิ่งสู้ ความคิดของเขาเฉียบแหลมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขารู้สึกเหมือนกันว่าตอนนี้ตัวเองก็แข็งแกร่งจนน่ากลัวเช่นกัน
"หึ ถ้างั้นหากจะบอกนายว่าระดับคณิตศาสตร์ของนายในตอนนี้ เพียงพอที่จะทำให้นายได้เงินรางวัลปีละหนึ่งแสนหยวน หรืออาจจะมากกว่านั้นล่ะ แถมยังไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ ที่ฉันอยากจะบอกนายก็คือ นายคิดจริงๆ เหรอว่าวิธีหาเงินในตอนนี้น่ะไม่มีความเสี่ยง"
"เล่นเกมมันจะมีความเสี่ยงอะไร" เฉียวอวี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางถาม
"ฉันไม่มีความรู้เรื่องกฎหมายเท่าไหร่ แล้วก็ยังไม่ได้ไปปรึกษาทนายความ แต่นายลองคิดดูให้ดีนะ พี่ชายคนรวยทั้งหลายที่นายพูดถึงน่ะ เขาเป็นพวกที่ยอมให้ใครมาแหยมได้ง่ายๆ จริงเหรอ ถ้าเกิดพวกเขาเอาจริงขึ้นมา ฉันคิดว่าข้อหาฉ้อโกงน่ะหนีไม่พ้นแน่
ถึงนายจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ ถึงเข้าไปพัวพันกับอาชญากรรมจริงๆ แล้วจะไม่เป็นไร แล้วหลังจากนั้นล่ะ ไปเป็นสิ่งที่เรียกว่านักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพงั้นเหรอ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าการแข่งขันของนักกีฬาอีสปอร์ตอาชีพมันดุเดือดขนาดไหน อายุการทำงานของนักกีฬาอีสปอร์ตนั้นนานเท่าไหร่ นายน่าจะรู้ดีที่สุด หลังเกษียณแล้วจะสามารถเปลี่ยนสายงานได้สำเร็จหรือเปล่าก็ยังบอกไม่ได้ ความเสี่ยงมันไม่สูงหรือไง
อีกอย่าง ถ้านายไปเป็นนักกีฬาอาชีพแล้ว แม่ของนายก็ยังต้องอยู่บ้านคนเดียวไม่มีใครดูแลเหมือนเดิมไม่ใช่หรือไง แต่การเรียนต่อไปมันไม่เหมือนกันนะ เงินรางวัลที่หามาได้จากผลการเรียนมันไม่มีความเสี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น ถ้านายเรียนจนได้ดี ทรัพยากรที่นายสามารถควบคุมได้จะต้องไม่ใช่สิ่งที่การเล่นเกมจะเอามาเทียบได้อย่างแน่นอน!
นายรู้หรือเปล่าว่าศาสตราจารย์คณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัยคนหนึ่งสามารถกุมทรัพยากรไว้ได้มากแค่ไหน นายไม่รู้หรอก! เพราะด้วยความฉลาดของนาย ถ้านายรู้สักนิด นายคงไม่พูดคำว่าเรียนไปก็ไม่คุ้มค่าออกมาหรอก! เอาอย่างนี้แล้วกัน นายคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าต่อไปแม่ของนายจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นใช่ไหม"
หลานเจี๋ยถามด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
เฉียวอวี้มองครูสอนคณิตศาสตร์ที่จู่ๆ ก็มีอารมณ์พลุ่งพล่าน แล้วพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
"ดี งั้นนายเคยคิดไหมว่า ในอนาคตเมื่อแม่ของนายแก่ตัวลง ร่างกายทนไม่ไหว ต้องไปพักฟื้นที่โรงพยาบาล นายคิดว่าคนที่สามารถได้รับทรัพยากรทางการแพทย์ที่ดีกว่า จะเป็นศาสตราจารย์ที่ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ หรือว่าคนธรรมดาที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการเล่นเกม
คงไม่ต้องให้ฉันเป็นคนบอกนายหรอกนะ ว่าคนที่ดื่มเหล้าจัดเป็นเวลานาน พอแก่ตัวไปมักจะมีโรคภัยไข้เจ็บรุมเร้าได้ง่ายน่ะ"







