ในฐานะผู้ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน จางเถี่ยจวินรู้ซึ้งถึงความคิดของบรรดาครูหนุ่มสาวห้องสิบสามเป็นอย่างดี คนวัยยี่สิบสามสิบปีล้วนมีความมุ่งมั่นก้าวหน้ากันทั้งนั้น
ไม่ว่าเขาจะไปคุยกับครูเหล่านั้นหรือไม่ ท้ายที่สุดเรื่องนี้จะต้องบานปลายมาถึงห้องพักครูใหญ่อย่างแน่นอน รองครูใหญ่ฝ่ายวิชาการต้องรับหน้าก่อน แต่สุดท้ายปัญหาเรื่องนี้ก็ต้องตกมาถึงเขาอยู่ดี
โรงเรียนมัธยมไม่เหมือนกับมหาวิทยาลัย พื้นที่มีอยู่แค่นี้แหละ
แม้ว่าครูประจำชั้นที่ดูแลห้องเด็กเรียนอ่อนส่วนใหญ่จะไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ แต่ในเวลานี้เขาจำเป็นต้องพิจารณาความรู้สึกของครูเหล่านี้ให้ดี และช่วยพูดจาปลอบโยนพวกเขาเสียหน่อย
ช่วยไม่ได้ ยุคอินเทอร์เน็ตนี้ช่างตรงกับคำกล่าวโบราณที่ว่า ในความโชคร้ายมีความโชคดีซ่อนอยู่ และในความโชคดีก็มีความโชคร้ายแฝงอยู่
อย่างน้อยที่สุดถ้าเฉียวอวี้สามารถเข้าไปแข่งในการแข่งขันระดับชาติได้จริงๆ และมีชื่อเสียงขึ้นมาจากการลงสนามเพียงครั้งเดียว ความคิดของเขาก็ตรงกับฝ่ายวิชาการทุกประการ เขาไม่อยากให้ข่าวที่ว่าเฉียวอวี้เรียนอยู่ม.3 ห้องสิบสามมาตลอดแพร่กระจายไปทั่วจริงๆ
เหตุผลนั้นบอกได้แค่ว่าคนที่รู้ย่อมเข้าใจดี
หลังจากที่หัวหน้าฝานรายงานการทำงานเสร็จและเดินจากไป จางเถี่ยจวินก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาหลานเจี๋ยโดยตรง
อาจารย์หลานคนนี้ บอกในโทรศัพท์ว่าจะพาดาวรุ่งที่หาเจอมาให้เขาดู แต่ผลปรากฏว่าหลังจากการโทรครั้งนั้นก็เงียบหายไปเลย เมื่อวานซืนยังบังเอิญเจอกันในโรงเรียนครั้งหนึ่ง ก็แค่ทักทายกันเฉยๆ ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ถ้าไม่ใช่เพราะฝ่ายวิชาการกับครูห้องสิบสามมีความขัดแย้งกันเรื่องการย้ายห้องของเฉียวอวี้ เรื่องนี้ก็คงยังมาไม่ถึงหูเขาในวันนี้ คงต้องถูกตำหนิกันหน่อยแล้ว
"ฮัลโหล ครูใหญ่จาง สวัสดีครับ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ"
"เสี่ยวหลาน คราวที่แล้วคุณโทรมาหาผม บอกว่าเจอดาวรุ่งในโรงเรียนคนหนึ่ง คงไม่ใช่เด็กม.3 ที่ชื่อเฉียวอวี้หรอกนะ" จางเถี่ยจวินถามเข้าประเด็นทันที
"เอ๊ะ ท่านก็ทราบแล้วเหรอครับ อ้อ คะแนนสอบซ้อมคงออกแล้วสินะครับ ดูท่าทางเจ้าเด็กคนนี้จะสอบได้ไม่เลวเลย"
"คะแนนของห้องหัวกะทิกับเฉียวอวี้ออกมาแล้ว แต่คะแนนของห้องอื่นยังไม่ออก ทว่านั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ คราวที่แล้วคุณบอกว่าจะพาเด็กมาให้ผมดู ลืมไปแล้วหรือไง คุณรู้ว่าเขาอยู่ห้องสิบสาม ทำไมไม่รีบบอกแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้เขาอยู่ห้องสิบสามมาตลอด ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปในภายหลัง โรงเรียนจะตกที่นั่งลำบากขนาดไหน"
จางเถี่ยจวินกล่าวตำหนิอย่างอ้อมๆ
"ผมทราบครับ หลักๆ เป็นเพราะสถานการณ์ของเฉียวอวี้ค่อนข้างพิเศษ เดิมทีผมอยากให้เขาดรอปเรียนสักหนึ่งปี... ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าคะแนนวิชาอื่นของเขาจะดีขนาดนี้ เรียงความถึงกับได้คะแนนเต็ม เฮ้อ ผมเองก็กะว่ารอให้คะแนนครั้งนี้ออกมาก่อน แล้วค่อยไปปรึกษาท่านว่าจะทำอย่างไรต่อไปหลังจากที่แน่ใจแล้วครับ"
เอาเถอะ อธิบายแบบนี้ก็ไม่ถือว่าผิดอะไรนัก ในเมื่อมีฐานะเป็นครูใหญ่ ปกติแล้วเขาก็มีงานยุ่งมากจริงๆ
ดังนั้นจางเถี่ยจวินจึงขี้เกียจจะมาหมกมุ่นกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้อีก เขาถามคำถามที่เขาสนใจมากที่สุดออกไป "คณิตศาสตร์ของเขาเก่งมากจริงๆ เหรอ คุณคิดว่าเขามีความหวังจะได้เข้าทีมฝึกอบรมระดับชาติจริงๆ หรือเปล่า"
"พูดแบบนี้แล้วกันครับ ระดับคณิตศาสตร์ของเฉียวอวี้ ด้วยระดับความสามารถของผมในตอนนี้ยังไม่อาจหยั่งถึงได้ โจทย์ที่ผมเลือกมาจากโอลิมปิกวิชาการระดับนานาชาติและค่ายฝึกอบรมซึ่งอย่างน้อยๆ ต้องใช้เวลาคิดหาคำตอบสักหนึ่งชั่วโมง เขาใช้เวลาแค่สิบนาทีก็หาแนวทางและพิสูจน์ออกมาได้แล้วครับ"
การประเมินนี้ทำให้จางเถี่ยจวินรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ตอนที่เขาเลื่อนขั้นหลานเจี๋ยขึ้นมา สิ่งที่เขาให้ความสำคัญก็คือระดับความสามารถในการฝึกฝนนักเรียนโอลิมปิกวิชาการของอาจารย์หลานท่านนี้ หลานเจี๋ยก็ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เคยสร้างประวัติศาสตร์ปั้นเด็กคนหนึ่งขึ้นมา เอาชนะนักเรียนจากสี่โรงเรียนใหญ่หลายคน จนได้เข้าสู่ทีมประจำมณฑล และเป็นตัวแทนของมณฑลซิงหนานไปเข้าร่วมการแข่งขันระดับชาติ
แม้ว่าท้ายที่สุดจะได้เพียงเหรียญทองแดงกลับมา แต่สำหรับโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งแล้วก็นับว่าเป็นการทลายกำแพงความสำเร็จจากศูนย์แล้ว
หลังจากนั้นเด็กคนนี้ก็สอบเข้าโครงการปูพื้นฐานที่แข็งแกร่งของมหาวิทยาลัยซวงตั้น และสอบติดได้อย่างราบรื่น
จางเถี่ยจวินยังจำได้ด้วยซ้ำว่าในปีนั้นศูนย์สอบของมณฑลซิงหนานจัดตั้งขึ้นที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยครู ทำให้เขารู้สึกเหมือนนักเรียนของตัวเองไปแย่งโควตาทีมประจำมณฑลมาจากเงื้อมมือของโรงเรียนชื่อดังได้สำเร็จ พูดตามตรงว่าสะใจมาก
ครั้งนี้คงสะใจยิ่งกว่า
เขายังพอจำได้รางๆ ว่าตอนนั้นคำประเมินที่หลานเจี๋ยให้เด็กคนนั้นก็คือพื้นฐานดี หัวไว มีหวังได้รางวัล
แต่คราวนี้คำประเมินที่ให้เฉียวอวี้กลับกลายเป็นว่าระดับความสามารถของตัวเองยังไม่พอ จึงหยั่งไม่ถึงงั้นเหรอ
นี่มันนักเรียนที่มีหวังจะคว้าเหรียญทองระดับชาติอันดับหนึ่งจริงๆ นะเนี่ย!
ดังนั้นเมื่อเอ่ยปากอีกครั้ง จางเถี่ยจวินจึงถามตรงๆ ว่า "เอ่อ ปีนี้ศูนย์สอบประจำมณฑลของเรา โรงเรียนมัธยมไหนเป็นเจ้าภาพนะ"
"โรงเรียนมัธยมฉางจวินครับ"
"อ้อ โรงเรียนมัธยมฉางจวินก็ดีนะ เอาล่ะ ผมตั้งใจจะให้เฉียวอวี้ย้ายไปห้องหัวกะทิภายในวันนี้ ในเมื่อคุณเป็นคนค้นพบเขา คุณต้องคุยกับเด็กคนนี้รู้เรื่องแน่ ถ้าเขามีท่าทีต่อต้านการตัดสินใจนี้ คุณก็ช่วยฝ่ายวิชาการไปพูดเกลี้ยกล่อมเด็กหน่อยแล้วกัน"
จางเถี่ยจวินเริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงรายชื่อหกคนสุดท้ายที่ได้เข้าทีมชาติหรอก ต่อให้เฉียวอวี้ติดแค่หกสิบอันดับแรกของการแข่งขันระดับชาติ ก็สามารถใช้โควตารับตรงเข้ามหาวิทยาลัยหัวชิงหรือมหาวิทยาลัยเยียนเป่ยได้โดยตรงแล้ว ถือเป็นการทำลายสถิติศูนย์ของโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซิงเฉิงที่ไม่มีนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เลยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แค่นี้ก็เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การจารึกไว้แล้ว
พอคิดถึงเรื่องนี้ จางเถี่ยจวินก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาจริงๆ
เป็นโรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งเหมือนกัน แต่โรงเรียนมัธยมการรถไฟที่หนึ่งซีหลินของคนอื่นเขามีนักเรียนสอบติดมหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งทุกปีแทบจะสี่ถึงห้าสิบคน เก่งกว่าสี่โรงเรียนดังของเมืองดาราเสียอีก ส่วนทางฝั่งเมืองดารานี้ สี่โรงเรียนดังกับห้าโรงเรียนเล็กดึงตัวนักเรียนหัวกะทิไปจนหมดเกลี้ยง ทำให้หลายปีมานี้ยากนักที่จะมีนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยชิงหวาและมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้สักคน คิดแล้วก็รู้สึกอัดอั้นตันใจ
ในที่สุดตอนนี้ก็มีโอกาสได้เชิดหน้าชูตาเสียที
พูดจริงๆ นะ ในเมืองดารา โรงเรียนมัธยมปลายธรรมดาที่ไม่ใช่โรงเรียนชื่อดัง มันอยู่ยากจริงๆ!
"เด็กคนนี้เป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเองครับ เอาอย่างนี้ดีไหมครับ ท่านบอกให้ทางฝ่ายวิชาการอย่าเพิ่งใจร้อนไป เดี๋ยวผมจะไปลองคุยเรื่องนี้กับเขาดูก่อน"
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวทางนี้ผมจะไปบอกกล่าวไว้ก่อน คุณคุยกับเด็กเรียบร้อยแล้วก็โทรมาบอกผมด้วย แต่ว่าวันนี้ต้องย้ายห้องให้เสร็จเรียบร้อยนะ นอกจากนี้อย่าทำให้เด็กเกิดอารมณ์ต่อต้าน เขามีข้อเรียกร้องอะไรก็สามารถนำมาพูดคุยกันได้"
"ตกลงครับ เดี๋ยวช่วงพักเบรกระหว่างคาบผมจะแวะไปหาเขาสักหน่อย อ้อ ยังมีอีกเรื่อง ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกท่านไปแล้วว่า อันที่จริงสภาพครอบครัวของเด็กที่ชื่อเฉียวอวี้คนนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่..."
...
เดิมทีเฉียวอวี้ตั้งใจว่าบ่ายพรุ่งนี้ตอนที่มีคาบเรียนโอลิมปิกวิชาการค่อยไปหาคนดีศรีสังคม แล้วก็ถือโอกาสคุยเรื่องโจวซวงไปด้วยเลย สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงก็คือ หลานเจี๋ยจะเป็นฝ่ายมาหาที่ห้องเรียนด้วยตัวเอง ทั้งยังกวักมือเรียกเขาอยู่ที่หน้าประตูห้อง
ใจตรงกันงั้นเหรอ
เมื่อเดินออกจากห้องเรียน หลานเจี๋ยก็พาเฉียวอวี้มาที่มุมทางเดินตรงจุดที่มีคนน้อย ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะว่า "เฉียวอวี้ เธอเนี่ยบทจะไม่แสดงฝีมือก็เงียบเชียบ แต่พอลงมือก็ทำเอาตกตะลึงไปเลยนะ คะแนนสอบซ้อมครั้งนี้ฝ่ายวิชาการสังเกตเห็นหมดแล้ว ทางโรงเรียนตั้งใจจะให้เธอไปอยู่ห้อง 1 เธอมีความคิดเห็นยังไงบ้าง"
"ห้อง 1 เหรอครับ" เฉียวอวี้ไม่ค่อยเต็มใจนัก เป็นที่รู้กันดีว่าห้อง 1 นั้นเหนื่อยที่สุด "อาจารย์หลานครับ ความจริงแล้วตอนนี้ผมก็เรียนด้วยตัวเองที่บ้านทุกคืน ผลลัพธ์ก็ออกมาค่อนข้างดีเลยล่ะครับ"
"ครูใหญ่จางเป็นคนพูดเองว่า ถ้าเธอไปอยู่ห้อง 1 สามารถทำเรื่องขอไม่เข้าเรียนคาบอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนตอนค่ำได้ ครูจะอนุมัติให้ ก็แค่ตอนกลางวันเปลี่ยนห้องเรียนตามปกติเท่านั้นเอง เธอมีข้อเรียกร้องอะไรอีกก็สามารถเสนอมาได้ ทางโรงเรียนจะนำไปพิจารณาตามความเหมาะสม" หลานเจี๋ยอธิบายเพิ่มเติม
ถ้าพูดแบบนี้ เฉียวอวี้ก็พอจะเข้าใจความคิดของทางโรงเรียนแล้ว
ที่จริงเขาก็ไม่ได้ต่อต้านอะไรนัก หากโรงเรียนมีเหตุมีผลแบบนี้มาตั้งแต่แรก เขาก็คงไม่ดึงดันที่จะสอบเข้าห้องสิบสามให้ได้หรอก
อีกอย่าง นี่มันบังเอิญไปหน่อยไหม
"เอ่อ... ขออะไรก็ได้หมดเลยเหรอครับ" เฉียวอวี้ย้อนถาม
หลานเจี๋ยรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ รีบพูดว่า "ขอแค่เรื่องที่ทางโรงเรียนสามารถทำได้ แต่เรื่องที่ทำเกินไปคงไม่ได้นะ อย่างเช่น ถ้าเธออยากจะเปิดคลาสเรียนพิเศษแบบเก็บเงินในโรงเรียน แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด!"
เฉียวอวี้รู้สึกว่าคนดีศรีสังคมคิดมากไปแล้ว...
เรื่องที่แค่แก้โจทย์คณิตศาสตร์ชิลๆ ก็ได้เงิน เขายังพอเต็มใจทำอยู่ แต่เรื่องเปิดคลาสเรียนพิเศษน่ะเหรอ ช่างมันเถอะ การแก้โจทย์กับการสอนคนอื่นแก้โจทย์มันเป็นคนละแนวคิดกันเลย อย่างหลังเห็นได้ชัดว่าบั่นทอนจิตใจคนสุดๆ







