หลังจากที่ซูอันอิงตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะเป็นแม่สามี แม่ที่บ้านเกิด หรือแม้แต่ป้าๆ น้าๆ ข้างบ้าน ต่างก็พูดกับเธอว่า ตอนคลอดลูกห้ามร้องเสียงดัง ต่อให้เจ็บแค่ไหนก็ต้องอดทนไว้
ตามคำพูดโบราณบอกว่า หากลูกคนแรกคลอดแล้วร้อง คนต่อไปก็ต้องร้องถึงจะคลอดออกมาได้
แต่ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว การร้องเสียงดังขณะคลอดอาจทำให้เกิดความดันโลหิตสูง หรือเลือดออกมากเกินไปได้
ซูอันอิงเป็นคนที่มีนิสัยเข้มแข็ง และก็จำคำเตือนของทุกคนไว้อย่างแม่นยำ ดังนั้นจึงแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากห้องคลอดเลย
แต่ยิ่งเป็นแบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ยิ่งรู้สึกสงสาร
ภรรยากำลังคลอดลูกในห้อง แต่เขากลับช่วยอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่เดินไปมาอยู่ในทางเดินด้านนอก
"ภรรยา...เธอต้องอดทนนะ ต้องปลอดภัยทุกอย่าง" เขาพูดพึมพำไปพลางเดินไปพลาง
โจวกุ้ยหลาน เห็นลูกชายเดินวนไปวนมาจนเวียนหัว
“เจ้าสามเอ๊ย ไปพิงกำแพงยืนนิ่งๆ หน่อย อย่าเดินไปเดินมาเลย แม่เวียนหัวจะตายอยู่แล้ว”
ใครจะไม่กังวลล่ะ? ลูกสะใภ้กำลังคลอดอยู่ในนั้น เธอก็เป็นห่วง แต่ถึงจะเป็นห่วงก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทำได้แค่รอ
“แม่ ผมใจไม่สงบเลย”
ปกติเรื่องอื่นสวี่ซื่อเยี่ยนก็จัดการได้ดี แต่พอเป็นเรื่องภรรยาคลอดลูก เขากลับควบคุมตัวเองไม่ได้เลยจริงๆ
“ใจไม่สงบก็ต้องนิ่งๆ ให้แม่แกหน่อยได่ไหม” โจวกุ้ยหลานดุลูกชายอย่างดุเดือด
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่กลัวพ่อหรอก แต่กลัวแม่ที่สุด
เห็นแม่เริ่มโกรธ เขาก็ต้องยอมไปยืนพิงกำแพงอย่างว่าง่าย แล้วก็พึมพำอยู่ในใจต่อไป
ทันใดนั้น ก็มีเสียงร้องไห้ของทารกดังออกมาจากห้องคลอด ทำเอาทั้งสามคนที่รออยู่ด้านนอกต่างดีใจกันถ้วนหน้า
“คลอดแล้ว คลอดแล้ว! ฟังจากเสียงนี่ น่าจะเป็นเด็กผู้ชายตัวโตเลยล่ะ”
โจวกุ้ยหลานดีใจจนลุกพรวดจากม้านั่ง สองมือประกบกันแน่น
“ขอบคุณสวรรค์ เจ้าสามของแม่มีลูกแล้ว!” พูดจบ น้ำตาเธอก็แทบไหล
นึกย้อนกลับไปตอนที่ลูกชายคนที่สามเกิด ตอนนั้นตัวเล็กเท่าลูกแมว เสียงร้องก็เบาเหลือเกิน
ตอนนั้นไม่คิดหรอกว่าจะมีวันนี้ วันที่เขาจะมีภรรยาและลูก
ตอนนั้นแค่เลี้ยงให้รอดก็พอแล้ว จะกล้าหวังอะไรไปมากกว่านั้นได้ยังไง?
ประตูห้องคลอดเปิดออก พยาบาลเดินออกมาพร้อมผ้าห่มลายดอกที่ห่อเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขน
“ญาติของซูอันอิงใช่ไหมคะ คนไข้คลอดปลอดภัยค่ะ ได้ลูกชายค่ะ”
พยาบาลพูดพลางส่งเด็กในอ้อมแขนให้โจวกุ้ยหลาน
“เด็กแข็งแรงมาก หนักตั้ง 7.6 ชั่ง ตัวอ้วนจ้ำม่ำเลยล่ะค่ะ ฉันยังไม่ค่อยเห็นเด็กที่ตัวอ้วนขนาดนี้เท่าไหร่เลย
คุณป้าได้เป็นคุณย่าแล้วนะคะ ยินดีด้วย”
การเกิดของชีวิตใหม่ นำมาซึ่งความหวังและความยินดี พยาบาลพูดยิ้มๆ พลางแสดงความยินดีกับโจวกุ้ยหลาน
“ขอบคุณ ขอบคุณมาก” โจวกุ้ยหลานยื่นมือออกไปรับหลานไว้ มือหนึ่งอุ้มเด็ก อีกมือเปิดผ้าห่มดูหน้าเด็ก
“ตัวอ้วนจริงๆ ด้วย หน้าตาก็ดีกว่าตอนที่แกเกิดอีกนะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนก็อยากจะดูหน้าลูกเหมือนกัน แต่เขาห่วงภรรยาในห้องคลอดมากกว่า
“ขอโทษนะครับ ภรรยาผมเป็นยังไงบ้าง ตอนนี้ผมเข้าไปหาเธอไปห้องพักได้ไหม?”
พยาบาลมองสวี่ซื่อเยี่ยนด้วยแววตาที่แปลกใจนิดหน่อย
ถึงจะไม่ได้มีคนมาคลอดที่โรงพยาบาลนี้มากนัก แต่เธอก็เคยเห็นมาหลายคนแล้ว
ส่วนใหญ่พอรู้ว่าได้ลูกชายก็ดีใจจนแทบกระโดด บางคนเอาแต่ดูแลลูกจนลืมถามเลยว่าภรรยาเป็นยังไงบ้าง
แต่หนุ่มคนนี้กลับไม่สนใจลูกเลย ถามหาภรรยาก่อนซะอีก
เป็นสามีที่ดีจริงๆ ผู้ชายคนนี้ใช้ได้เลย ภรรยาในห้องคลอดนั่นโชคดีจริงๆ ที่ได้สามีแบบนี้
“เข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวช่วยพาภรรยาไปห้องพักปลายทางเดินฝั่งโน้น ห้องนั้นยังไม่มีใคร
แต่ช่วยระวังอย่าให้เตียงอีกฝั่งเลอะนะ”
พยาบาลใจดีมาก แถมช่วงนี้คนไม่ค่อยนอนโรงพยาบาลกัน เธอเลยจัดห้องเดี่ยวให้ จะได้สะดวกในการดูแลทั้งแม่และเด็ก
สวี่ซื่อเยี่ยนตามพยาบาลเข้าไปในห้องคลอด พอดีกับที่ซูอันอิงใส่กางเกงเสร็จพอดี โดยมีพยาบาลช่วยอยู่
สวี่ซื่อเยี่ยนรีบถอดเสื้อคลุมของตัวเองเอาไปคลุมหัวภรรยาไว้
เช้าฤดูใบไม้ผลิยังหนาวอยู่ โรงพยาบาลก็ไม่มีสภาพดีนัก ลมพัดในทางเดินได้ เขากลัวภรรยาจะเป็นหวัดหรือเจ็บป่วยเอา
สวี่ซื่อเยี่ยนใช้เสื้อคลุมห่มให้ภรรยา แล้วก็ช้อนตัวเธอขึ้นมาเดินออกจากห้องคลอดตรงไปยังห้องพักฟื้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ วางเธอลงบนเตียง
“เธอเพิ่งคลอดลูก เราต้องอยู่ที่โรงพยาบาลสักหนึ่งถึงสองวันเพื่อดูอาการก่อน แล้วค่อยกลับบ้านไปอยู่ไฟนะ”
หลังคลอด ภายใน 48 ชั่วโมงอาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้ตลอดเวลา อยู่โรงพยาบาลให้แพทย์ดูแลสักพักจะอุ่นใจกว่า
เรื่องเงินไว้ค่อยว่ากัน ความปลอดภัยของภรรยาและลูกสำคัญที่สุด
“ฉันจะอยู่ดูแลอิงจื่อกับลูกเอง พวกเธอสองคนรีบกลับบ้านไปเอาฟูกหนังกวางมา แล้วก็ต้มน้ำร้อน เตรียมกระเป๋าน้ำร้อนไว้สองใบด้วย ห้องนี้มันไม่อุ่นเท่าไหร่ อิงจื่อเพิ่งคลอด ร่างกายยังอ่อนแอ อากาศเย็นไม่ได้เด็ดขาด”
แม้จะเป็นกลางเดือนเมษายน อากาศภายนอกเริ่มอบอุ่นแล้ว แต่ห้องพักฟื้นตอนนี้กลับอึมครึมและเย็นชื้น เพราะไม่มีแสงแดดส่องถึง
ถึงแม้โจวกุ้ยหลานจะเตรียมตัวมาค่อนข้างรอบคอบ แต่ก็ลืมนึกไปว่าโรงพยาบาลกับบ้านนั้นต่างกัน จึงรีบให้ลูกชายลูกสาวกลับไปบ้านเอาของมา
โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้าน ลูกชายลูกสาวเลยรีบต้มน้ำร้อน ไม่เพียงแค่เอากระเป๋าน้ำร้อนมาสองใบ ยังถือกระติกน้ำร้อนและอุ้มฟูกหนังกวางกลับมาด้วย
ซูอันอิงยังสาว ร่างกายแข็งแรง แม้เพิ่งคลอดลูกก็ยังมีแรงเหลืออยู่บ้าง
เธอจึงขยับตัวไปอีกด้าน ปูฟูกหนังลง จากนั้นก็วางกระเป๋าน้ำร้อนไว้ในผ้าห่ม ทำให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเยอะ
โจวกุ้ยหลานชงน้ำตาลแดงให้ซูอันอิงดื่ม “ดื่มน้ำตาลแดงหน่อยนะ อุ่นร่างกาย แถมยังบำรุงเลือดด้วย”
ในยุคนั้น ผู้หญิงที่อยู่ไฟหลังคลอดมักดื่มน้ำตาลแดงกัน ในสายตาของพวกเขา น้ำตาลแดงคือของดีที่สุดในการบำรุงเลือด
นี่เป็นน้ำตาลที่กัวโส่วเย่ให้ตั๋วไปซื้อมานะ คนทั่วไปจะหาซื้อยังลำบากเลย
“ดื่มแค่นิดหน่อยก็พอ ไม่ต้องเยอะนะ เดี๋ยวกลับบ้านจะทำของอร่อยให้บำรุงร่างกายอีก”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดค่อยๆ กับภรรยา
น้ำตาลแดงบำรุงเลือดก็จริง แต่ถ้าดื่มมากเกินไปก็อาจทำให้เลือดไหลเวียนแรงเกินไป ไม่ดีสำหรับหญิงหลังคลอด
ซูอันอิงเพิ่งคลอด รู้สึกอ่อนเพลียทั้งตัว อีกทั้งเมื่อคืนก็ปวดท้องจนแทบไม่ได้นอน ตอนนี้เลยเริ่มง่วงนอนขึ้นมา
“ซื่อเยี่ยนอุ้มลูกมาให้ฉันดูหน่อย ฉันยังไม่ได้เห็นหน้าลูกเราเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนเพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน ว่าหลังจากลูกชายคลอดมา เขายังไม่ได้มองหน้าลูกเลย เอาแต่ห่วงภรรยา
“แม่ ส่งลูกมาให้ผมดูหน่อย ผมก็ยังไม่เห็นหน้าลูกเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนรับลูกมา แล้ววางลงข้างๆ ซูอันอิง
“ดูสิ ภรรยา ลูกเราน่ารักมากเลย ขาวจั๊วะอ้วนกลม หน้าตาเหมือนคุณเลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนมองลูกชาย รู้สึกว่าใบหน้ายังคล้ายลูกในชาติที่แล้ว เพียงแค่ตอนนี้อ้วนท้วนกว่ามาก
แก้มยุ้ยๆ ใบหน้าขาวนวล ไม่เหมือนเมื่อชาติก่อนที่ผอมแห้งจนเห็นแต่กระดูก
ได้เกิดใหม่ในชาตินี้ เขาก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาบางอย่างได้สำเร็จ
เด็กคนนี้จะไม่ต้องตายตั้งแต่ยังเล็กอีกต่อไปแล้ว เขาจะเติบโตอย่างแข็งแรง และกลายเป็นลูกชายคนโตที่แบกรับชื่อเสียงของตระกูลสวี่ เป็นที่พึ่งของน้องสาวทั้งหลายต่อไป







