"อาเซี่ยว ทางนี้! ทางนี้!"
ที่หน้าสถานีตำรวจเกาลูนตะวันตก ตู้หย่งเซี่ยวเพิ่งมาถึงที่ทำงาน ก็เห็นเหวินหัวโตถือชานมแก้วหนึ่งโบกมือให้เขา
"พี่เหวิน มีเรื่องอะไรเหรอครับ ดีใจขนาดนี้?" ตู้หย่งเซี่ยวเดินเข้าไปถามพลางหัวเราะ
เหวินหัวโตยัดชานมไข่มุกใส่มือตู้หย่งเซี่ยว "ฉันเลี้ยงนายเอง!"
"ว้าว ใจป้ำจังเลยนะครับ?" ตู้หย่งเซี่ยวหยิบหลอดเจาะลงในแก้วชานม
"เพื่อขอบใจนายน่ะสิ!" เหวินหัวโตดีใจมาก ส่ายหัวโตๆ ของตัวเองไปมา "คราวก่อนไอเดียที่นายช่วยคิดให้โคตรเจ๋ง ฉันไปหาเฉียงตาเข ตกลงแบ่งให้เขาสองส่วน เขาก็ช่วยทวงเงินสามหมื่นหยวนนั้นกลับมาให้ทุกคนได้จริงๆ!"
เหวินหัวโตมีสีหน้าตื่นเต้น "นายก็รู้นี่นา เงินสามหมื่นนั่นคือเงินเก็บก้อนสุดท้ายของเพื่อนบ้านเก่าแก่ฉัน เดิมทีแต่ละคนกะจะไปกระโดดน้ำทะเลตายกันอยู่แล้ว ตอนนี้ทวงกลับมาได้ก็เหมือนช่วยชีวิตไว้แท้ๆ!"
ตู้หย่งเซี่ยวดูดชานมคำหนึ่ง "จริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้ทำอะไรเลย จะมาขอบคุณผมทำไมครับ?"
"ก็ต้องขอบคุณนายสิ หรือจะให้ไปขอบคุณไอ้ผีโลภมากเฉียงตาเขนั่น?" เหวินหัวโตกลอกตา "นี่ ฉันเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนบ้านเก่าแก่พวกนั้นฟังแล้ว พวกเขาเลยยืนกรานว่าจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวนายให้ได้!"
"กินข้าวคงไม่ต้องหรอกครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวชี้ไปที่ชานม "ชาแก้วนี้ก็พอแล้ว!"
"ทำงั้นได้ไง พวกเขาน่ะดื้อหัวชนฝานะ!" ตู้หย่งเซี่ยวเดินไปทางสถานีตำรวจ เหวินหัวโตวิ่งตามหลังมาพลางพูด "นายช่วยพวกเขาไว้ พวกเขาก็ต้องตอบแทนนายสิ รับธงประกาศเกียรติคุณหน่อยไหมล่ะ?!"
สำหรับชาวบ้านที่ซื่อสัตย์เหล่านั้น ทุกคนต่างมีตาชั่งอยู่ในใจ ถึงแม้คนที่แก้ปัญหาคือเฉียงตาเข แต่คนที่ออกไอเดียคือตู้หย่งเซี่ยว นับดูแล้วตู้หย่งเซี่ยวต่างหากที่เป็นคนเต็มใจช่วยและช่วยพวกเขาได้จริงๆ
บุญคุณช่วยชีวิต จะไม่ตอบแทนได้อย่างไร?
……
เมื่อตู้หย่งเซี่ยวเดินเข้าไปในออฟฟิศ ไล่ผีฮวา หั่วฉีหลิน และคนอื่นๆ ต่างก็มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ
เมื่อวานเหวินหัวโตมัวแต่ยุ่งกับเรื่องเพื่อนบ้านเก่าโดนต้มตุ๋น เลยไม่รู้เรื่องของตู้หย่งเซี่ยว พอเห็นทุกคนมองด้วยสายตาแปลกๆ ก็อดถามไม่ได้ "เกิดอะไรขึ้น ทำไมทุกคนถึงมองนายแบบนี้?"
ตู้หย่งเซี่ยวยักไหล่ "อาจจะเพราะผมหล่อละมั้งครับ!"
"เซี่ยวสุดหล่อ สารวัตรเหยียนเรียกหานายแน่ะ!" ไล่ผีฮวาพูดด้วยน้ำเสียงทั้งอิจฉาและริษยา
"ตอนนี้นายกลายเป็นคนโปรดของนายท่านเหยียนแล้ว พอมาถึงก็เรียกให้ไปพบเลย!" หั่วฉีหลินพูดอย่างอิจฉาเช่นกัน
ตู้หย่งเซี่ยวหัวเราะเบาๆ ยื่นชานมในมือให้เหวินหัวโต "รสชาติไม่เลวเลย เดี๋ยวออกมาค่อยกินต่อ"
……
"ไอ้เซี่ยวสุดหล่อนี่ฟลุกชะมัด! คิดไม่ถึงเลยว่าจะจับคนจากค่ายทหารมาได้จริงๆ!" เหยียนสยงเอามือไพล่หลัง เดินไปเดินมาอยู่ในห้องทำงาน
เฉียงตาเขเดินตามหลังเขาพลางถูมือไปมา "นายท่านเหยียน ท่านคงไม่ได้ตกลงว่าจะช่วยเลื่อนขั้นให้เขาเป็นหัวหน้านักสืบจริงๆ หรอกใช่ไหมครับ? เขาเพิ่งมาทำงานได้ไม่กี่วัน ถ้าจู่ๆ ได้เลื่อนขั้น หลายคนต้องมีปัญหาแน่!"
"มีปัญหาบ้าอะไร!" เหยียนสยงพูดอย่างโมโห "ตอนแรกที่ฉันให้พวกแกออกหน้ามาช่วยฉัน มีใครออกหน้ามาบ้าง? ฉันรับปากว่าจะเลื่อนขั้นให้เขา ก็ต้องทำให้ได้!"
เฉียงตาเขรู้สึกไม่พอใจในใจ ตู้หย่งเซี่ยวได้เลื่อนขั้นเร็วเกินไป สำหรับเขาแล้วมันถือเป็นภัยคุกคามอย่างหนึ่ง
"ไม่ใช่แบบนั้นครับนายท่านเหยียน ตอนแรกไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ช่วยท่าน แต่มันเป็นเพราะสถานการณ์บังคับ!" เฉียงตาเขกลอกตากลิ้งไปมา "นี่ ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก ตอนนี้ราคาตลาดของตำแหน่งหัวหน้านักสืบอย่างต่ำก็ห้าหมื่นแล้ว ตู้หย่งเซี่ยวไม่ต้องเสียเงินสักแดงก็ได้เลื่อนขั้น แบบนี้ไม่ปล่อยให้เขาได้กำไรไปง่ายๆ หรือครับ?"
เหยียนสยงเป็นคนละโมบมาแต่ไหนแต่ไร พอได้ยินดังนั้นก็ใจเต้นขึ้นมาจริงๆ เขาหยุดเดิน หันกลับมามองเฉียงตาเข "ห้าหมื่น เยอะขนาดนั้นเชียว?"
"แน่นอนสิครับ!" เฉียงตาเขพูดต่อ "ตอนนี้สถานการณ์การจ้างงานในแวดวงตำรวจกำลังไปได้สวย ตำแหน่งหัวหน้านักสืบน่ะอย่าว่าแต่ห้าหมื่นเลย ต่อให้เจ็ดแปดหมื่นก็ยังมีคนยอมจ่ายเงินซื้อ!"
เหยียนสยงเริ่มคิดหนัก เขาเดินไปที่หน้าตู้ปลาทอง เปิดกระป๋อง หยิบอาหารปลาออกมานิดหน่อย บดด้วยนิ้วแล้วโปรยลงไป
ปลาทองสี่ตัวพากันกรูกันเข้ามาแย่งกิน
"แต่ฉันรับปากเขาไว้แล้ว จะกลืนน้ำลายก็คงไม่ได้ใช่ไหม? แบบนั้นมันไร้ศีลธรรมมาก ฉันก็ไม่ใช่คนแบบนั้นด้วย" เหยียนสยงหยิบอาหารปลาโปรยลงไปอีกนิด ปลาทองยิ่งแย่งกันดุเดือดกว่าเดิม
"เรื่องนี้ผมรู้ครับ ดังนั้นทุกอย่างต้องคิดให้รอบคอบ" เฉียงตาเขขยับไปกระซิบข้างหูเหยียนสยง "ท่านรับปากว่าจะช่วยเขาเลื่อนขั้น แต่ไม่ได้บอกว่าจะออกเงินให้นี่ครับ!"
เหยียนสยงหัวเราะ หันขวับไปปรายตามองเฉียงตาเข "แกนี่นะ แกนี่จริงๆ เลย! พูดจาแบบนี้ออกมาได้ ไอ้ลูกหมาเอ๊ย!"
"ผมเป็นลูกหมาครับ แต่ทั้งหมดก็เพื่อคิดแทนนายท่านเหยียนทั้งนั้น" เฉียงตาเขหัวเราะประจบประแจง
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
มีคนเคาะประตู
"เข้ามา!" เหยียนสยงรู้ว่าตู้หย่งเซี่ยวมาแล้ว
แอ๊ด!
ประตูห้องเปิดออก
ตู้หย่งเซี่ยวผลักประตูเดินเข้ามา
เหยียนสยงเดินไปที่อ่างล้างหน้า ล้างมือ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดจนแห้ง ถึงได้หันไปมองตู้หย่งเซี่ยวพลางพูด "ที่แท้ยอดขุนพลของฉันก็มาแล้ว! มา อาเฉียง รีบยกเก้าอี้ให้อาเซี่ยวหน่อยสิ!"
เฉียงตาเขยกเก้าอี้ให้ตู้หย่งเซี่ยวอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
เหยียนสยงให้ตู้หย่งเซี่ยวนั่งลง แล้วให้เฉียงตาเขไปยืนอยู่ข้างหลัง ถึงได้เอ่ยปาก "อาเซี่ยว แกนี่เป็นคนเก่งจริงๆ เมื่อวานเกือบทำฉันตกใจตาย คิดไม่ถึงว่าจะไปจับตัวคนมาจากค่ายทหารฝรั่งได้จริงๆ... เจ๋งมาก!"
เหยียนสยงยกนิ้วโป้งให้ตู้หย่งเซี่ยว
"นายท่านเหยียนชมเกินไปแล้วครับ เป็นเพราะท่านสั่งสอนมาดีต่างหาก!" ตู้หย่งเซี่ยวอ่อนน้อมถ่อมตน ยกความดีความชอบให้เบื้องบน
"หึๆ นายพูดแบบนี้ฉันก็ดีใจ" เหยียนสยงลุกขึ้นไปรินน้ำชาด้วยตัวเองแก้วหนึ่ง ส่งให้ตู้หย่งเซี่ยว "นี่ คดีนั้นใกล้จะเปิดศาลพิจารณาคดีแล้ว ทางฝั่งนายท่านฝูก็เตรียมจะหาสื่อมาจัดงานแถลงข่าว ส่วนนาย ก็จะได้เป็นตัวเอกเหมือนกัน!"
ตอนที่พูดเหยียนสยงก็แอบรู้สึกเปรี้ยวๆ ในใจ เดิมทีตัวเอกควรจะเป็นเขา ใครใช้ให้พวกนักข่าวเวรตะไลนั่นไปดักรอหน้าค่ายทหารแล้วถ่ายรูปไว้ได้หมดล่ะ ทำเอาเหยียนสยงอยากจะแย่งผลงานก็ยังทำไม่ได้
ตู้หย่งเซี่ยวรับถ้วยชามา "ผมเข้าใจครับนายท่านเหยียน ถึงตอนนั้นควรจะพูดยังไง ทำยังไง ท่านก็สอนผมได้เลยครับ!"
"ฮ่าๆ เด็กคนนี้สอนได้!" เหยียนสยงตบไหล่ตู้หย่งเซี่ยว "ส่วนเรื่องที่ฉันรับปากนายไว้..."
เหยียนสยงขยิบตาให้เฉียงตาเข
เฉียงตาเขก้าวออกมาพูด "เรื่องมันเป็นอย่างนี้ อาเซี่ยว! นายท่านเหยียนเป็นคนมีน้ำใจมาตลอด ท่านรับปากว่าจะช่วยนายเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้านักสืบ ก็ต้องทำให้ได้อย่างแน่นอน!"
"งั้นก็ขอบคุณนายท่านเหยียนมากครับ!" ตู้หย่งเซี่ยวดูตื่นเต้นมาก รีบประสานมือคำนับเหยียนสยง
"ฉันยังพูดไม่จบ" เฉียงตาเขบอก "แต่ว่าตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป จะให้นายรับตำแหน่งหัวหน้านักสืบก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่โควตาในมือนายท่านเหยียนตอนนี้มันมีจำกัด แล้วโควตานั้นก็รับปากคนอื่นไปแล้วด้วย อีกฝ่ายยินดีจ่ายตั้งแปดหมื่นเพื่อซื้อเชียวนะ!"
ตู้หย่งเซี่ยวเผยสีหน้าประหลาดใจ "เยอะขนาดนั้นเลยเหรอครับ? แต่ผมไม่มีเงินเยอะขนาดนั้นหรอกนะ!"
เหยียนสยงรีบปลอบโยน "สำหรับนายย่อมไม่ต้องอยู่แล้ว! นี่ ในเมื่อฉันรับปากนายไว้แล้ว ก็ต้องรักษาคำพูด! ราคาตลาดของหัวหน้านักสืบตอนนี้คือแปดหมื่น แต่นายคือขุนพลคนสำคัญ สำหรับนาย ขอแค่สามหมื่นก็พอ!"
"นายท่านเหยียน ท่านก็รู้นี่ครับว่าผมไม่มีเงิน! เมื่อก่อนผมอยู่ถนนวิกตอเรียพีค ตอนนี้อยู่เชกคิปเมย ครอบครัวทำธุรกิจล้มเหลว ล้มละลายไปตั้งนานแล้ว!" ตู้หย่งเซี่ยวแบมือทั้งสองข้าง ทำหน้าจนปัญญา
เหยียนสยงหัวเราะฮ่าๆ "สามหมื่นน่ะ ไม่เยอะหรอก! ฉันถูกใจนาย อย่างมากก็ให้นายเขียนใบกู้ยืมเงินเอา!"
"แบบนี้ก็ได้ด้วยเหรอครับ?" ตู้หย่งเซี่ยวอดอึ้งไม่ได้
"ได้สิ! ฉันถูกใจนายไง!"
"ผมเขียนใบกู้ยืมเงิน ท่านจะไม่เสียใจภายหลังเหรอครับ?"
"จะเป็นไปได้ยังไง?" เหยียนสยงยิ้มจนหน้ายับย่น ตบไหล่ตู้หย่งเซี่ยว "ฉันน่ะเป็นคนรักคนเก่งจะตาย! ส่วนนาย ใช้เงินสามหมื่นซื้อตำแหน่งหัวหน้านักสืบ ถือว่าคุ้มแล้วล่ะ!"







