“นายท่านเหยียน ต้องพิมพ์ลายนิ้วมือด้วยไหมครับ”
“จะพิมพ์เพิ่มอีกรอย ฉันก็ไม่ถือสาหรอกนะ!”
“นายท่านเหยียน สัญญากู้เงินสามหมื่นใบนี้ ท่านต้องเก็บไว้ให้ดีนะครับ!”
“วางใจเถอะ อาเซี่ยว! ฉันจะเก็บไว้อย่างดี รอไปเถอะ ตำแหน่งหัวหน้านักสืบนี้ต่อไปก็เป็นของนายแล้ว!” เหยียนสยงพับสัญญากู้เงินอย่างระมัดระวัง ใส่ลงในกระเป๋าสตางค์ แล้วยัดเก็บไว้ในอกเสื้อ
“พูดตามตรงนะอาเซี่ยว ที่จริงทำแบบนี้ฉันก็รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง!” เหยียนสยงมีสีหน้าละอายใจ “ต้องโทษที่ตอนแรกฉันพูดไม่เคลียร์ นายสร้างผลงานใหญ่ สมควรแล้วที่จะช่วยดันนายขึ้นเป็นหัวหน้านักสืบ แต่ตลาดคือตัวตัดสินทุกอย่าง ฉันจะทำลายกฎไม่ได้ นี่ไง เงินสามหมื่นฉันไม่ได้อยากได้เองนะ ฉันยังต้องเอาไปช่วยนายวิ่งเต้นกับเบื้องบน เลี้ยงข้าว เลี้ยงเหล้า ลำบากมากนะเนี่ย!”
“เข้าใจครับ ขอบคุณครับนายท่านเหยียน!” ตู้หย่งเซี่ยวฉีกยิ้มกว้างเห็นฟันแปดซี่ “ผมก็เป็นคนไม่ชอบเอาเปรียบใครเหมือนกัน แม่ผมมักจะบอกว่า ยอมเสียเปรียบคือลาภประเสริฐ ตอนนี้ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้านักสืบ ผมก็พอใจแล้วครับ!”
การที่ตู้หย่งเซี่ยวพูดง่ายขนาดนี้ กลับทำให้เหยียนสยงเกิดความระแวง เตรียมจะหยั่งเชิงอีกสักสองสามประโยค ตอนนั้นเองไล่ผีฮวาก็มารายงานจากประตูหน้าว่านายท่านฝูเชิญเหยียนสยงไปประชุมที่สถานีตำรวจหว่านจ๋าย
เหยียนสยงลุกขึ้นยืนทันที “โทษทีนะ นายท่านฝูมีคำเชิญ ฉันต้องไปก่อนแล้ว!”
ไล่ผีฮวาพูดเสริม “จริงสิ... ยังเรียกตู้หย่งเซี่ยวไปด้วยครับ” พูดจบก็มองตู้หย่งเซี่ยวด้วยความอิจฉา
“เอ๊ะ อะไรนะ” เหยียนสยงหันขวับไปมองตู้หย่งเซี่ยว กรอกตาไปมา ในที่สุดก็พูดว่า “งั้นก็ไปด้วยกันเลย!”
……
รถยนต์แล่นมุ่งหน้าไปยังสถานีตำรวจหว่านจ๋าย
ตลอดทาง เหยียนสยงเอาแต่สั่งสอนตู้หย่งเซี่ยว พร่ำบอกว่าตำแหน่งหัวหน้านักสืบนี้มีแต่คนแย่งชิงกันแค่ไหน การที่ตู้หย่งเซี่ยวซื้อได้ในราคาสามหมื่นถือว่ากำไรมหาศาล แล้วยังบอกอีกว่าตัวเองเป็นคนรักษาสัจจะ เดี๋ยวพอถึงสถานีตำรวจใหญ่ก็จะเสนอหลิวฝูให้ช่วยตู้หย่งเซี่ยวเลื่อนตำแหน่ง การขึ้นเป็นหัวหน้านักสืบอยู่แค่เอื้อม
ในสายตาของเหยียนสยง การที่ตนใช้ทั้งพระเดชและพระคุณแบบนี้ ไอ้หนุ่มตู้หย่งเซี่ยวยังจะไม่ถูกเขาบีบจนอยู่หมัดอีกหรือ!
ตู้หย่งเซี่ยวดูเหมือนจะซาบซึ้งใจกับความจริงใจของเหยียนสยงมาก ตลอดทางเอาแต่ขอบคุณไม่หยุดหย่อน ยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
เมื่อเหยียนสยงเห็นดังนั้น ถึงได้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เฉียงตาเขเป็นคนขับรถอยู่ด้านหน้า มองผ่านกระจกมองหลังทีไรก็รู้สึกว่าสีหน้าท่าทางของตู้หย่งเซี่ยวเหมือนกำลังดูตัวตลกแสดงโชว์อยู่
“จะเป็นไปได้ยังไง” เฉียงตาเขส่ายหัวแรงๆ “นายท่านเหยียนเป็นถึงยอดคน จะเป็นตัวตลกไปได้ยังไง”
……
หน้าสถานีตำรวจหว่านจ๋าย วันนี้คึกคักเป็นพิเศษ
พ่อแม่ของอาเม่ยซึ่งเป็นผู้เสียหายกำลังตีฆ้องร้องป่าวเพื่อแสดงความขอบคุณที่ตำรวจจับกุมตัวฆาตกรได้ทันท่วงที
หากเป็นเวลาปกติที่มีชาวบ้านมาชุมนุมกันหน้าประตู หลิวฝูคงสั่งให้คนไปไล่ที่ตั้งนานแล้ว แต่วันนี้ไม่เพียงไม่ไล่ ยังเตรียมน้ำชาไว้ให้ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้ตีฆ้องร้องป่าวไปพร้อมกับดื่มชาพักผ่อนสลับสับเปลี่ยนกันไปด้วย
ความหวังดีของสารวัตรหลิวฝูในครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านซาบซึ้งใจอีกครั้ง เสียงฆ้องเสียงกลองจึงดังก้องยิ่งกว่าเดิม ทั้งยังชูแผ่นป้ายผ้าใบใหญ่สีแดงที่ทำขึ้นมาอย่างดีขึ้นสูง บนนั้นเขียนว่า “ผดุงความยุติธรรม ขจัดภัยพาลเพื่อประชาชน!”
หลิวฝูเอามือไพล่หลัง ยืนอยู่ตรงหน้าต่างชั้นสาม ทอดสายตามองลงไปด้วยความเบิกบานใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หลิวเหอผู้เป็นหลานชายช่วยเขาแง้มมู่ลี่แล้วพูดว่า “คุณอาครับ ครั้งนี้คุณอาช่างน่าเกรงขามจริงๆ ดูชาวบ้านพวกนี้สิ ซาบซึ้งในบุญคุณของคุณอามาก ถึงตอนที่ออกทีวี คุณอาก็จะดังไปทั่วฮ่องกงแล้ว!”
“ดังไปทั่วฮ่องกงแล้วมันจะมีประโยชน์บ้าอะไร!” หลิวฝูพูดอย่างหงุดหงิด “อีกสองปีฉันก็จะเกษียณแล้ว สะสมชื่อเสียงไปมากแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ สู้เอาเงินบำนาญเพิ่มมาให้ฉันยังจะเข้าท่ากว่า!”
หลิวเหอปิดมู่ลี่ดังฉับ “ไม่ใช่สิครับ จะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูก โบราณว่าไว้ นกบินผ่านทิ้งเสียงสะท้อน คนจากไปทิ้งชื่อเสียงไว้ มีชื่อเสียงที่ดีย่อมดีกว่าไม่มีชื่อเสียงนะครับ!”
“ไอ้เด็กบ้า แกแช่งให้ฉันตายเหรอ”
“เปล่านะครับ ผมก็แค่เปรียบเปรย”
“เปรียบเปรยกับผีสิ!” หลิวฝูขยับร่างอ้วนท้วนเดินกลับไปที่นั่ง “พูดก็พูดเถอะ ไอ้เด็กเปรตที่อยู่ข้างๆ เหยียนสยง... ชื่ออะไรนะ”
“ตู้หย่งเซี่ยวครับ” หลิวเหอช่วยหลิวฝูรินน้ำชา
“ใช่ ตู้หย่งเซี่ยวก็ฉลาดหลักแหลมไม่เบา ถึงกับช่วยเหยียนสยงขอตัวคนจากค่ายทหารมาได้!” หลิวฝูเนื้อแก้มสั่นกระเพื่อม “มิน่าล่ะ แม้แต่เหลยลั่วก็ยังเห็นมันเป็นของล้ำค่า... มังกรคู่ชิงมุก แกเคยดูไหม”
หลิวเหอส่ายหน้าพลางยื่นถ้วยชาให้ “มังกรคู่หยอกล้อหงส์เนี่ยผมพอจะรู้จักครับ!”
“แกแม่งรู้แต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง!” หลิวฝูรับถ้วยชามาแล้วด่า “ตอนนี้ไอ้เด็กนั่นก็คือมุกมังกรเม็ดนั้น ส่วนเหลยลั่วกับเหยียนสยงก็คือมังกรพาลสองตัวนั้น ใครกลืนมุกเม็ดนี้ลงไปได้ คนนั้นก็กำชัยชนะไว้ในมือ!”
หลิวเหอยังคงไม่เข้าใจ “แล้วคุณอาตั้งใจจะทำยังไงล่ะครับ”
“ฉันก็จะ...” หลิวฝูหุบปาก หันไปมองหลานชาย หลานชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้เป็นพวกปากสว่าง จึงเปลี่ยนเรื่อง “จริงสิ เรื่องที่ฉันสั่งให้แกไปทำเรียบร้อยหรือยัง เงินก้อนนั้นของโฮ่วขนทองต้องเก็บมาให้ครบนะ เจ้านายฝรั่งรอซื้อวิลล่าอยู่ เอาแต่ทวงเงินฉันไม่หยุดเลย!”
หลิวเหอมีสีหน้าลำบากใจ รีบวิ่งไปนวดไหล่ให้หลิวฝูจากด้านหลัง “คุณอาครับ ผมน่ะตั้งใจไปเก็บเงินมากเลยนะ แต่โฮ่วขนทองนั่นไม่เพียงไม่ให้ ยังส่งคนมาฟันผมอีก!”
“มันจะกำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว กล้าฟันแกเลยเหรอ ไม่เห็นหัวฉันเลยใช่ไหม” หลิวฝูยกถ้วยชาขึ้นเตรียมจะดื่ม พอได้ยินดังนั้นก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะเสียงดังปัง
หลิวเหอสะดุ้งโหยง รีบพูดว่า “ที่จริงจะไปโทษเขาก็ไม่ได้... ตอนที่ผมไปเก็บเงินครั้งนั้นเขาไม่อยู่บ้าน พอดีกับที่เมียน้อยที่เพิ่งแต่งเข้ามาใหม่ของเขาอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้อง คุณอาก็รู้ว่าผมชอบช่วยเหลือคนอื่นมาตลอด ก็เลยช่วยเธอเป่าผมไง เป่าไปเป่ามาก็เลยเถิดไปถึงเตียง...”
หลิวฝูหันขวับไปถลึงตาใส่หลานชาย “เวรเอ๊ย นี่แกกล้าเอาเมียโฮ่วขนทองเลยเหรอ”
หลิวเหอรีบกลืนน้ำลาย “ผมห้ามใจตัวเองไม่ได้นี่ครับ! คุณอาก็รู้นี่ ผมอยากจะสืบทอดทายาทให้ตระกูลหลิวของเรามาตลอด เพื่อสานต่อวงศ์ตระกูลทุกที่ทุกเวลา...”
“แกแม่งพูดเรื่องบ้าตัณหาให้ดูดีได้ขนาดนี้ ถ้าแกไม่ใช่หลานฉัน ฉันยิงแกทิ้งไปนานแล้ว!” หลิวฝูถลึงตาใส่หลิวเหออย่างดุร้าย จากนั้นถึงได้หยิบโทรศัพท์บนโต๊ะโทรหาโฮ่วขนทอง
“อย่าด่าๆ! เกิดอะไรขึ้นฉันรู้หมดแล้ว ฉันขอโทษนายตรงนี้เลย เป็นความผิดหลานฉันเอง...”
“ฉันรู้ๆ! วัยรุ่นเลือดร้อนทำผิดพลาดกันได้ ขอให้นายให้โอกาสเขาได้กลับตัวกลับใจสักครั้งเถอะ!”
“อะไรนะ นายไม่ยอม ยืนกรานจะเอามีดฟันเขาให้ตายเหรอ นี่ เขาเป็นทายาทคนเดียวของตระกูลหลิวเรานะ พี่ใหญ่กับฉันก็มีลูกชายคนนี้แค่คนเดียว ถ้านายฟันเขาตาย ใครจะจัดงานศพให้ฉัน”
“แบบนี้สิถึงจะถูก ทุกเรื่องมันต้องพูดกันด้วยเหตุผล เขาทำไม่ถูกที่นอนกับเมียนาย อย่างมากฉันก็ยอมให้นายนอนด้วยครั้งนึง ถ้านายไม่รังเกียจว่าเสียเปรียบ ฉันก็ยังไงก็ได้!”
“ดีๆๆ เอาตามที่นายว่า เงินที่นายต้องจ่ายรอบนี้ฉันลดให้ยี่สิบเปอร์เซ็นต์! ตกลงตามนี้นะ! อื้ม ได้เลย!”
แกร๊ก!
หลิวฝูวางสายโทรศัพท์
หลิวเหอรีบขยับเข้าไปช่วยนวดไหล่ให้ “คุณอาครับ เรียบร้อยไหมครับ”
“แกคิดว่าไงล่ะ” หลิวฝูหันไปถลึงตาใส่ “ในฮ่องกงยังมีใครกล้าไม่ไว้หน้าฉันอีก”
หลิวเหอรีบนวดแข็งขันขึ้น “ผมบอกแต่แรกแล้ว คุณอาของผมน่าเกรงขามที่สุด!”
“น่าเกรงขามกับผีสิ! พวกเหลยลั่ว เหยียนสยงมากันหรือยัง”
“น่าจะมาแล้วนะครับ”
มีเสียงบีบแตรขับรถดังมาจากนอกหน้าต่าง
หลิวเหอรีบวิ่งไป







