"หากเป็นเช่นนั้นจริงๆ ก็อาจทำความเข้าใจได้ว่าผู้เป็นพ่อในบทความนี้เป็นเพียงสื่อกลาง สิ่งที่ไว้อาลัยจริงๆ จึงไม่ใช่พ่อ แต่เป็นความรักของพ่อ"
ซิงหย่วนตี้ประเมินด้วยคำพูดสั้นๆ ได้ใจความ แล้วจึงเปิดบทความนั้นผ่านไปเพื่อเริ่มดูโจทย์ข้ออื่นของเฉียวอวี้
หยวนหยวนตกตะลึง จากนั้นก็รู้สึกสะท้อนใจ การประเมินนี้ดีจริงๆ ทำไมเธอถึงคิดไม่ถึงนะ
เมื่อลองคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวคิดหลักนี้ก็ดูสูงส่งขึ้นมาก
แต่ในตอนนี้เธอไม่ได้ผสมโรงอะไร เพียงแค่มองดูอีกฝ่ายพลิกอ่านกระดาษคำตอบของเฉียวอวี้เงียบๆ
อันที่จริง การที่เธอหยิบกระดาษคำตอบทั้งหมดของเฉียวอวี้มาก็ใช่ว่าจะไม่มีความคิดอยากอวดอยู่บ้าง แม้ว่าหยวนหยวนจะรู้สึกว่าคะแนนภาษาจีนของเฉียวอวี้จะเป็นอย่างไรก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเธอมากนักก็ตาม
"เอ๊ะ การอ่านจับใจความนี้ก็ทำได้ดีทีเดียวนะ เพียงแต่การทำความเข้าใจวรรณกรรมเรื่องแรก คำตอบของข้อย่อยที่สามมีข้อบกพร่องเล็กน้อย ความคิดของเด็กคนนี้ยังสุดโต่งไปหน่อย ส่วนข้ออื่นๆ ทำได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะการทำความเข้าใจภาษาจีนโบราณ"
หยวนหยวนยิ้มจนหุบปากไม่ลง ในที่สุดก็ทนไม่ไหวจนต้องถามออกไปประโยคหนึ่งว่า "คุณคิดว่าบทความของเฉียวอวี้เรื่องนี้จะให้คะแนนเต็มได้หรือไม่คะ"
ซิงหย่วนตี้ไม่ได้ตอบโดยตรง แต่ตั้งใจอ่านกระดาษคำตอบทั้งแผ่นจนจบ จากนั้นจึงมองไปทางหยวนหยวน พยักหน้าแล้วกล่าวอย่างจริงจังว่า "ความเห็นของผมคือบทความยาวสามารถให้คะแนนเต็มได้ บทความสั้นๆ ก็อธิบายได้ครบถ้วนสมบูรณ์ดี หักออกสัก 1 คะแนนตามความเหมาะสม การอ่านจับใจความก็ต้องหัก 1 คะแนน ส่วนข้ออื่นๆ ถูกต้องทั้งหมด
แต่เนื่องจากนี่คือการสอบจำลอง ลายมือของเขาแบบนี้ ต้องหักคะแนนความสะอาดเรียบร้อย 3 คะแนน! ต้องทำเครื่องหมายระบุเหตุผลที่หักสามคะแนนนี้ไว้เป็นพิเศษด้วย ตอนที่ครูตรวจข้อสอบร่วมกันในการสอบเข้ามัธยมปลาย พวกเขาไม่ได้มีความอดทนมานั่งแยกแยะสิ่งที่เขาเขียนเหมือนพวกเราหรอก ต้องเตือนให้เขาฝึกคัดลายมือให้มากในช่วงนี้!"
หยวนหยวนยิ้มกว้างจนหุบไม่ลง รีบกล่าวว่า "ใช่ๆๆ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน 3 คะแนนยังน้อยไปด้วยซ้ำ ความสะอาดเรียบร้อยแบบนี้หักเขาสัก 5 คะแนนก็ยังปกติ เด็กคนนี้เห็นได้ชัดว่ามีความสามารถ แต่กลับเขียนตอนสอบจำลองตามใจชอบแบบนี้ ต้องเตือนสติกันหน่อย"
ซิงหย่วนตี้ก็หัวเราะเช่นกัน พร้อมกล่าวว่า "เอาล่ะ บทความเรื่องนี้ของเขา อันที่จริงถ้าตัดประโยคสุดท้ายออกก็เหมาะที่จะใช้เป็นบทความตัวอย่างสำหรับการสอบครั้งนี้มาก แต่เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวบางอย่าง คุณลองไปถามเขาดูว่าเขายินดีไหม นอกจากนี้ ผมยิ่งรู้สึกว่าเด็กคนนี้มีความเข้าใจในการทำโจทย์การอ่านจับใจความอย่างลึกซึ้งทีเดียว"
พูดจบ ครูสอนภาษาจีนอาวุโสท่านนี้ก็ลังเลเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ "รบกวนคุณช่วยถามเขาด้วยว่า หลังจากการสอบจำลองครั้งนี้ เขายินดีที่จะสละเวลาคาบเรียนรู้ด้วยตัวเองสักหนึ่งคาบ มาแชร์เทคนิคการทำโจทย์การอ่านจับใจความประเภทนี้ รวมถึงแนวคิดในการตีโจทย์ต่างๆ ให้กับหลายๆ ห้องที่ผมสอนอยู่ได้ไหม"
"เอ๋? ให้เฉียวอวี้ไปพูดเรื่องพวกนี้ให้เด็กห้องคิงฟังเนี่ยนะคะ จะดีเหรอ..."
แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่รอยยิ้มบนใบหน้ากลับปิดบังไว้ไม่อยู่
แน่นอนว่าการที่ซิงหย่วนตี้ลังเลไปเมื่อครู่นี้ก็มีข้อควรระวังในด้านนี้อยู่บ้าง การให้เด็กห้องสิบสามมาแนะนำประสบการณ์การทำโจทย์การอ่านจับใจความให้ห้องคิงฟัง หากแพร่งพรายออกไปก็คงไม่ค่อยดีนัก ทว่าเมื่อนึกถึงการที่เฉียวอวี้ขลุกอยู่แต่ในห้องสิบสามทุกวัน แต่กลับสามารถส่งกระดาษคำตอบแบบนี้ออกมาได้ ความเข้าใจในการสอบวิชาภาษาจีนของเขาย่อมต้องมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครอย่างแน่นอน
หากเฉียวอวี้ยินดีที่จะแชร์เทคนิคให้ทุกคนฟังก่อนการสอบเข้ามัธยมปลาย สำหรับเด็กห้องเรียนพิเศษเหล่านั้นแล้ว ย่อมต้องเกิดประโยชน์อย่างแน่นอน
บางทีเด็กบางคนอาจจะรู้สึกท้อแท้พ่ายแพ้ไปบ้าง แต่สำหรับเด็กที่สามารถเข้าห้องคิงและห้องเด็กกิฟต์ได้ ซิงหย่วนตี้ยังคงเชื่อมั่นในความสามารถในการปรับตัวของพวกเขา
"ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก นักเรียนที่มีความสามารถมาแชร์ประสบการณ์การเรียนและการสอบ เดิมทีก็เป็นธรรมเนียมของโรงเรียนอยู่แล้ว ไม่ควรมีความแตกต่างเพียงเพราะอยู่ห้องไหน" ซิงหย่วนตี้กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
อย่างไรเสียเขาก็แค่ให้เฉียวอวี้มาแชร์ในห้องที่เขาสอน แม้เขาจะเป็นหัวหน้าระดับชั้น แต่ก็จะไม่ไปตัดสินใจแทนครูสอนภาษาจีนของห้องอื่นอยู่แล้ว
"ตกลงค่ะ งั้นเดี๋ยวฉันจะไปถามเฉียวอวี้ดูนะคะ" หยวนหยวนหุบรอยยิ้ม และกล่าวอย่างจริงจัง
อันที่จริงเธอก็พอจะคิดออกว่า การที่ครูซิงท่านนี้ให้เฉียวอวี้ไปถ่ายทอดประสบการณ์การทำโจทย์ที่ห้องคิงนั้นต้องแบกรับความกดดันอยู่บ้าง ถึงขั้นรู้สึกเลื่อมใสในความรับผิดชอบของครูอาวุโสท่านนี้ เขามุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อยกระดับคะแนนการสอบเข้ามัธยมปลายของนักเรียนอย่างแท้จริง
"มีข่าวแล้วมาบอกผมด้วยนะ ผมจะได้จัดเวลาให้"
"ได้ค่ะ"
...
เมื่อกลับมาถึงห้องพักครู หลังจากนำกระดาษคำตอบของเฉียวอวี้ไปเก็บเข้าที่ หยวนหยวนก็เดินตรงมายังห้องเรียนของห้องสิบสาม
ภายในห้องยังคงวุ่นวายเละเทะเหมือนเช่นเคย และก็ไม่มีใครกำลังตรวจคำตอบหลังสอบเลยด้วย
โชคดีที่เมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตู เสียงโหวกเหวกโวยวายก็เบาลงทันที
ทว่าหยวนหยวนไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ เธอหันไปมองตำแหน่งที่นั่งของเฉียวอวี้เป็นอันดับแรก ถือว่าดีมาก เจ้าเด็กคนนี้ดูเหมือนกำลังทำโจทย์อยู่
"เฉียวอวี้ ออกมาหน่อย"
ครั้งนี้ที่ครูประจำชั้นเรียกเฉียวอวี้ออกไป ไม่มีใครรู้สึกเห็นใจหมอนี่อีกแล้ว ปกติครูหยวนเรียกคนอื่นออกไปล้วนไม่มีเรื่องดี แต่เรียกเฉียวอวี้ออกไปนี่ไม่แน่
โจวซวงมองเฉียวอวี้ที่ยังมีท่าทีสงบนิ่งด้วยความอิจฉา
คนอื่นไม่รู้ความเร็วในการทำข้อสอบของเฉียวอวี้ แต่เขาที่เป็นเพื่อนร่วมโต๊ะย่อมรู้ดี เขียนกระดาษคำตอบเสร็จอย่างรวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม จากนั้นก็ฟุบหลับอยู่ตรงนั้น
แม้ตอนที่จัดห้องสอบ จะดึงโต๊ะที่อยู่ติดกันให้ห่างออกไปเล็กน้อย เพื่อรับประกันว่าเพื่อนร่วมโต๊ะจะไม่ลอกกันได้ง่ายๆ แต่มันก็อยู่ในสายตา เขาไม่ได้ตั้งใจทำข้อสอบอยู่แล้ว ย่อมมองเห็นพฤติกรรมของเฉียวอวี้ได้อย่างชัดเจน
พูดตามตรง สภาพจิตใจของโจวซวงในช่วงสองวันนี้ก็เสียสมดุลไปพอสมควร
เมื่อก่อนทุกคนล้วนเป็นเด็กหลังห้องก็ยังไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้จู่ๆ เฉียวอวี้ก็ผงาดขึ้นมา แต่เขายังคงมีสภาพแบบเดิม ความรู้สึกนี้มันซับซ้อนจริงๆ
อาจมีความยินดีกับเฉียวอวี้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือความสับสนต่ออนาคต มากเสียจนเริ่มสงสัยในคอมเมนต์ที่พวกจบจากโรงเรียนสายอาชีพคอมเมนต์ไว้ในแอปวิดีโอสั้น
"สายสามัญมีอะไรดี เรียนไม่ได้ความรู้อะไรหรอก โรงเรียนสายอาชีพของพวกเรานี่แหละที่เป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้วิชาชีพที่แท้จริง"
"นักศึกษาจบใหม่ตกงานตั้งเยอะแยะ ไม่เห็นจะวิเศษตรงไหน โรงเรียนสายอาชีพนี่แหละที่บอกคุณจริงๆ ว่าจะหางานทำได้อย่างไร!"
...
คำพูดทำนองนี้มีอยู่มากมาย ดูบ่อยเข้าเขาก็ชักจะเชื่อขึ้นมาจริงๆ แล้ว
การหลอกตัวเอง ก็คงมีแต่แบบนี้กระมัง
...
เฉียวอวี้ย่อมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะของเขาในตอนนี้ได้รับผลกระทบจากเขาจนรู้สึกว้าวุ่นใจ ถึงขั้นเริ่มสงสัยในชีวิต อันที่จริงเขาก็รู้สึกรำคาญใจอยู่เหมือนกัน
ตั้งแต่เขาตัดสินใจที่จะทำข้อสอบอย่างตั้งใจ สายตาที่ครูประจำชั้นมองเขาก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ราวกับความรู้สึกของปีศาจที่ได้เห็นเนื้อของพระถังซัมจั๋ง ยิ่งถ้าบวกกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นนั่นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกจนปัญญามากขึ้นไปอีก
"เฉียวอวี้เอ๊ย บทความในการสอบครั้งนี้ของคุณ แม้แต่หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีนยังรู้สึกว่าน่าจะให้คะแนนเต็มได้เลยนะ ว่าแต่พ่อของคุณไปต่างประเทศจริงๆ เหรอ"
"เอ่อ เรื่องนั้น... บทความน่าจะขอแค่เขียนให้ตรงประเด็น จะเขียนยังไงก็ไม่สำคัญใช่ไหมครับ อันที่จริงผมก็แต่งเรื่องขึ้นมามั่วๆ ทั้งนั้นแหละ เทศกาลเช็งเม้ง ผมกับแม่ก็แค่ไปไหว้หลุมศพคุณตาคุณยาย" เฉียวอวี้ตอบกลับด้วยท่าทีขวยเขิน
"แต่งเรื่องขึ้นมางั้นเหรอ"
หยวนหยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความอีก ทว่ารีบเข้าประเด็นทันที "ครูสอนภาษาจีนห้องคิง หรือก็คือครูซิง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาจีนของเราบอกว่า บทความเรื่องนี้ของคุณสามารถใช้เป็นบทความตัวอย่างได้ นอกจากนี้เขายังหวังว่าในช่วงคาบเรียนรู้ด้วยตัวเอง คุณจะเจียดเวลาสักหน่อยไปที่ห้อง 1 กับห้อง 2 เพื่อแชร์แนวคิดในการทำโจทย์การอ่านจับใจความให้ทุกคนฟัง คุณยินดีไหม"
"ไม่มีปัญหาครับ" เฉียวอวี้ตอบกลับอย่างหนักแน่น คำตอบนี้ทำให้หยวนหยวนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เจ้าเด็กคนนี้ จู่ๆ ก็พูดง่ายขนาดนี้เลยเหรอ?!







