“งั้นพรุ่งนี้เธอไปหาพี่สะใภ้หานข้างบ้าน บอกให้พาไปบ้านสกุลสวี่ดูหน่อยก็แล้วกัน
อย่าพูดอะไรมาก แค่บอกว่าจะไปเยี่ยมบ้านหัวหน้าสวี่เฉย ๆ
เราต้องดูก่อนว่าผู้หญิงคนนั้นนิสัยเป็นยังไง ถ้าดูแล้วโอเค ค่อยหาจังหวะไปสู่ขอ”
ลี่ปิ่งจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปบอกภรรยา
“หา? นี่คุณคิดจะให้ลูกแต่งกับผู้หญิงบ้านนอกจริง ๆ เหรอ?”
ซุนลี่เหมยถึงกับอึ้ง มองสามีอย่างไม่เข้าใจ
“เธอนี่นะ ผมยาวแต่ปัญญาสั้นจริง ๆ ผู้หญิงชนบทแล้วไง?
เธอไม่ได้ยินที่ลูกชายเราพูดเหรอ? เขาว่าผู้หญิงคนนั้นจบมัธยมต้นนะ มีการศึกษานะ
อีกอย่าง ถึงจะไม่มองที่ตัวเธอเอง ก็ควรมองที่หน้าตาของเสี่ยวสวี่หน่อย
เธอคิดว่าท่านเลขาธิการหลินจะชวนใครก็ได้มาเป็นที่ปรึกษารึไง? คนเขามีฝีมือจริงต่างหาก”
ลี่ปิ่งจั๋วส่ายหน้า ถอนหายใจ ภรรยาเขานี่สายตาสั้นจริง ๆ
“ผมบอกคุณเลยนะ เสี่ยวสวี่น่ะ อนาคตต้องไปได้ไกลแน่
เขารับผิดชอบด้านเทคนิค เป็นกระดูกสันหลังของศูนย์งานเราเลย
ถ้าเจ้าเฉิงหรงของเรากับเขาได้เป็นญาติกัน ในอนาคตจะได้มีคนช่วยเหลือ
ผมน่ะไม่หวังอะไรแล้วล่ะ แต่ลูกเราน่ะ คุณอยากให้เขาเป็นแค่ลูกจ้างไปตลอดเหรอ? เขาต้องก้าวหน้าให้ได้
แต่จะก้าวหน้าได้ไง ถ้าไม่มีผลงาน?” ลี่ปิ่งจั๋วสูบบุหรี่เข้าไปหนึ่งพ่นออกมายาว ก่อนพูดต่อ
“เรื่องทะเบียนบ้านน่ะ ไม่ใช่ปัญหา ผมยังอยู่ในตำแหน่งอยู่ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ลูกเรานี่สิ ถ้าไม่มีคนช่วย ไม่ไหวจริง ๆ”
เลี้ยงลูกมาร้อยปี พ่อแม่ก็ยังห่วงเหมือนเพิ่งคลอด ลูกชายอย่างลี่เฉิงหรงมีนิสัยแบบนี้ ถ้าจะก้าวหน้าต้องมีผู้ช่วยที่เชื่อใจได้ถึงจะไปได้ไกล
ซุนลี่เหมยได้ยินก็ทำได้แค่ถอนหายใจ มองลูกชายตาเขม็ง
“วัน ๆ ทำตัวเหมือนชาติที่แล้วติดหนี้ไว้ ชีวิตถึงได้ต้องมานั่งห่วงขนาดนี้”
คำพูดแบบนี้ ก็คือเธอยอมตามสามีไปดูบ้านนั้นแล้วนั่นแหละ
“เอาล่ะ ๆ แม่แกยอมไปบ้านสกุลสวี่แล้ว แกจะยืนเป็นเสาอยู่ทำไมล่ะ? ไม่รีบกลับห้องไปนอนอีก
มีเวลาเหลือก็เอาคำพูดที่หัวหน้าพูดมาน่ะ มาเขียนสรุปซะให้สวย ๆ แล้วส่งให้ท่านเลขาธิการหลิน
อย่ามัวแต่ทำตัวเซ่อ ๆ ซ่า ๆ ไปวัน ๆ จนคนอื่นเขาต้องมานั่งเป็นห่วง”
ลี่ปิ่งจั๋วมองลูกชายที่ยังยืนอยู่กลางห้องแล้วก็หมดคำพูด ลูกชายบ้านนี้จะทำไงดีนะ...
“ครับ! รู้แล้วครับ!” ลี่เฉิงหรงดีใจ หันหลังกลับไปห้องตัวเองด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข
สามีภรรยาลี่มองลูกชายเดินจากไปด้วยรอยยิ้มปลง ๆ
“ลูกชายเรานี่นะ...เมื่อไหร่จะรู้จักเข้าสังคมเป็นกับเขาสักทีเนอะ?” ทั้งคู่ถอนหายใจพร้อมกัน
เช้าวันต่อมา ซุนลี่เหมยก็ทำตามที่ตกลงไว้ เดินไปบ้านสกุลหานข้างบ้าน ไปหาภรรยาของหานเหวินจง ชื่อ หลี่เยว่ซิ่ว
ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง แล้วหลี่เยว่ซิ่วก็เปลี่ยนชุด จากนั้นพากันเดินออกจากบ้านไปทางทิศตะวันตก มุ่งหน้าสู่บ้านของสวี่เฉิงโฮ่วใกล้สุสานวีรชน
เพราะบ้านหานกับบ้านสวี่เป็นญาติกัน เรื่องแบบนี้แน่นอนว่าต้องให้ผู้ใหญ่เป็นคนไปพูด หลี่เยว่ซิ่วจึงตั้งใจจะไปคุยกับโจวกุ้ยหลานก่อน ให้เธอช่วยเรียกซูอันฮวาออกมาให้ดูตัว
แต่พอดีว่าสวี่เฉิงโฮ่วไม่อยู่บ้าน เขาออกไปทำงานบนเขา โจวกุ้ยหลานอยู่ที่บ้านสวี่ซื่อเยี่ยนแทน
หลี่เยว่ซิ่วเห็นว่าบ้านใหญ่ล็อกประตูไว้ ก็เดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคงอยู่บ้านลูกชาย เลยพาซุนลี่เหมยมุ่งหน้าไปที่บ้านนั้นแทน
“ญาติๆของฉัน อยู่ไหม?” พอเข้าประตูบ้าน หลี่เยว่ซิ่วก็ร้องเรียกเสียงดัง
ซูอันฟางกับซูอันฮวากำลังทำงานอยู่ในโรงเรือนดอกไม้ ได้ยินเสียงเอะอะก็รีบออกมาดู
“คุณป้าหานใช่ไหมคะ?” ซูอันฮวาอยู่ที่นี่มานาน เคยเจอหลี่เยว่ซิ่วมาก่อน พอเห็นหน้าก็จำได้ทันที
“ป้ารอสักครู่นะคะ เดี๋ยวหนูไปตามแม่ใหญ่มาค่ะ”
“พี่ห้า รีบเลย นี่คือแม่สามีของพี่ฉิน พาป้าขึ้นบ้านไปก่อน หนูไปตามแม่ใหญ่เอง”
ซูอันฟางได้ยินก็ไม่กล้าเสียมารยาท รีบพาหลี่เยว่ซิ่วและซุนลี่เหมยเข้าไปในบ้าน จัดน้ำชาให้เรียบร้อย ส่วนซูอันฮวาก็รีบไปหลังบ้าน
โจวกุ้ยหลานกำลังพาเด็กแฝดชายหญิงไปดูห่านอยู่ที่นั่น
“แม่ใหญ่ ป้าแม่สามีพี่ฉินมาค่ะ แถมพาใครมาด้วยอีกคนไม่รู้” ซูอันฮวาเข้าไปกระซิบ
โจวกุ้ยหลานได้ยินก็เข้าใจทันที ตอนเช้าลูกชายเพิ่งพูดเรื่องนี้เอง ไม่คิดว่าบ้านลี่จะมาไวขนาดนี้
“โอ้ ๆ รู้แล้ว ๆ ชิงชิง ฮุ่ยฮุ่ย ไปจ้ะ เรากลับบ้านกัน ไปหาของอร่อยกินกันดีกว่า”
เด็กสองคนนี้ชอบมาดูห่านที่หลังบ้านทุกวัน ถ้าไม่ล่อด้วยขนม ไม่มีทางยอมกลับแน่นอน
พอได้ยินว่ามีของอร่อย ยัยหนูฮุ่ยกับน้องชายสวี่ไห่ชิงก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
สองพี่น้องลากขาสั้น ๆ คนละข้าง จูงมือคุณย่าด้วยความดีใจ เดินจูงกันไปยังลานหน้าบ้านเพื่อหาของกิน
“โอย…คุณแม่ลูกเขยมาหรือ ฉันนี่มัวแต่โอ๋หลานอยู่หลังบ้าน เลยไม่ได้ออกมาต้อนรับ”
โจวกุ้ยหลานพาเด็ก ๆ เข้าบ้าน แล้วยิ้มทักทายหลี่เยว่ซิ่ว
“คุณคนนี้คือ…?” ถึงจะรู้ว่าเป็นสะใภ้บ้านลี่ ก็ต้องถามสักหน่อย ให้ดูมีมารยาท
“โอ้ นี่เพื่อนบ้านเก่าฉันเองล่ะค่ะ อยู่ฝั่งตะวันตกของบ้านฉัน เป็นภรรยาของหัวหน้าลี่นั่นแหละ
ฉันกับน้องเขาจะไปเดินเล่นที่ซงเจียงเหอ พอเดินมาถึงบ้านแม่สะใภ้ก็เหนื่อย เลยขอแวะพักดื่มน้ำหน่อย”
หลี่เยว่ซิ่วพูดหลบ ๆ ว่ามาเยี่ยมคน แกล้งอ้างว่าจะไปเดินเล่น
โจวกุ้ยหลานฟังแล้วก็เข้าใจทันที จึงยิ้มแล้วพยักหน้า
“เสี่ยวฮวา ไปสวนหน่อยสิ เอาแตงหอมสักหน่อยหรือแตงโมก็ได้ มาให้ป้าหานและป้าลี่หน่อยสิ แค่ดื่มน้ำอย่างเดียว มันไม่ได้หรอก” โจวกุ้ยหลานแกล้งไล่ซูอันฮวาให้ไปทำงาน
“ค่ะ รู้แล้วค่ะ” ซูอันฮวาตอบรับ ก่อนจะหมุนตัวออกจากบ้านไปเก็บผลไม้ในสวน
สวนผักของบ้านสวี่ซื่อเยี่ยนนั้นใหญ่มาก ปลูกเองกินเองก็ไม่ทัน
ตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิ สวี่ซื่อเยี่ยนก็ตั้งใจหาซื้อเมล็ดพันธุ์แตงหอมกับแตงโมจากตลาดจูเป่ากั่ง ล่วงหน้าเพื่อมาเพาะปลูกลงแปลงไว้พอสมควร
ช่วงนี้แตงหอมกับแตงโมเริ่มสุกแล้ว พี่น้องบ้านซูจึงทยอยเก็บมาทุกวัน ไว้ให้เด็ก ๆ ได้กินกัน
ซูอันฮวาเป็นคนรอบคอบ เลยเอาตะกร้าเข้าไปในสวนด้วย เลือกแตงโมลูกที่สุกงอมสองลูกกับแตงหอมอีกหลายผล
เพราะแขกที่มาเป็นแม่สามีของซูอันฉิน คนของบ้านสวี่ อย่างไรก็ต้องมีของฝากติดไม้ติดมือกลับไป
เก็บแตงเสร็จ ซูอันฮวาก็เอากลับเข้าบ้าน ล้างแตงหอมให้สะอาด แล้วหั่นแตงโมจัดใส่จานอย่างสวยงาม
“ป้าหาน ป้าลี่ เชิญชิมแตงค่ะ เมล็ดพันธุ์ที่พี่เขยฉันหามาจากจูเป่ากั่ง อร่อยมากเลยนะ”
ซูอันฮวายกจานแตงไปวางตรงหน้าหลี่เยว่ซิ่วกับซุนซิ่วหยุน แล้วยิ้มหวานกล่าว
แตงโมที่ปลูกเองไม่ใหญ่มาก แต่พอผ่าดูแล้ว เนื้อในสีแดงสดใส ดูก็น่ากินแล้ว
หลี่เยว่ซิ่วไม่เกรงใจ หยิบแตงชิ้นหนึ่งขึ้นมากัด
“อื้ม อร่อยจริง ๆ แม่สวี่ ลองถามซื่อเยี่ยนให้หน่อยสิ ว่าแตงพวกนี้เก็บเมล็ดไว้ปลูกได้มั้ย
ถ้าได้ก็เก็บไว้ให้ฉันบ้าง ปีหน้าฉันจะปลูกบ้าง หวานดีจริง ๆ พี่สะใภ้ ลองดูสิ แตงโมเนื้อทรายแบบนี้ หวานมากเลย”
ระหว่างพูด หลี่เยว่ซิ่วก็แอบมองซูอันฮวาอยู่ตลอด “แม่สวี่ แล้วสองสาวนี้เป็นใครหรือ?”
คำถามนี้คือแกล้งทำเป็นไม่รู้ ทั้งที่รู้ดีอยู่แล้ว
“อ๋อ สองคนนี้เหรอ เป็นน้องสาวของสะใภ้คนที่สามน่ะ
ช่วงนี้ภรรยาลูกชายฉันยุ่งอยู่กับงานที่ฟาร์ม เลยให้น้องสาวทั้งสองคนนี้มาช่วยดูแลบ้าน
โอย สองสาวนี้ขยันมากเลยนะ คุณแม่ลูกเขยดูสิ งานบ้านงานเรือนก็พวกเธอจัดการหมด
เรือนปลูกไม้ดอกสามห้องทางฝั่งตะวันออก ก็พวกเธอดูแลทั้งนั้นเลย”







