ท่าทีของจ้าวฟู่อวิ๋นยั่วโทสะเจิ้งเวยที่อยู่ข้างกายสวี่ย่าเฉิงเข้าให้แล้ว เห็นเพียงไหสุราและจานหยกที่อยู่รอบตัวเขาต่างพากันลอยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แล้วพุ่งตรงไปทางจ้าวฟู่อวิ๋น
ปากก็กล่าวไปพร้อมกันว่า "ดูท่าทางเจ้า กำเริบเสิบสานจนรนหาที่ตายเสียแล้ว"
เขาใช้วิชาบังคับสิ่งของ ทว่าเมื่อจานหยกและไหสุราเหล่านั้นลอยมาถึงข้างกายจ้าวฟู่อวิ๋น รอบกายจ้าวฟู่อวิ๋นก็ปรากฏวังน้ำวนสีแดงอ่อนกลุ่มหนึ่งขึ้นมา พวกไห จาน และถ้วยเหล่านั้นล้วนถูกม้วนกระเด็นไปด้านข้าง พลังที่ปรากฏขึ้นมากะทันหันทำให้เจิ้งเวยสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ
จานหยกกระแทกเข้ากับเสาไม้ด้านข้าง ทว่ากลับฝังลึกเข้าไปในเนื้อไม้ราวกับคมมีด ไหและถ้วยใบอื่นๆ เองก็เช่นกัน ล้วนฝังแน่นอยู่ในนั้นโดยที่มิได้แตกหัก
จ้าวฟู่อวิ๋นสัมผัสได้ถึงความแหลมคมขุมหนึ่งในพลังเวทของอีกฝ่าย
ในที่สุดจ้าวฟู่อวิ๋นก็ตวัดสายตาไปตกอยู่ที่ร่างของเขา
ปลายคางของเจิ้งเวยเชิดสูงขึ้นไปอีก ในมุมมองของเขา หากมิใช่เพราะท่านน้าเขยห้ามปรามไว้แล้วบอกว่าจะต้องใช้วิธีที่เปิดเผยและสง่างามในการสังหาร จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้ก็คงตายไปตั้งนานแล้ว
ส่วนเรื่องที่จะทำให้อีกฝ่ายตายได้อย่างไรนั้น เขาคิดว่ามีวิธีอยู่มากมาย เพียงแต่ยังไม่ได้คิดลงลึกถึงรายละเอียด อย่างไรเสียเขาก็รู้สึกว่ามันง่ายดาย ตระกูลสวี่ยิ่งใหญ่ปานนี้ มีหรือจะหาวิธีสังหารอีกฝ่ายไม่ได้!
จู่ๆ จ้าวฟู่อวิ๋นก็หัวเราะออกมาแล้วกล่าวว่า "ที่เจ้าบอกว่าไม่รู้จักตาย ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าตนเองเกิดมาได้อย่างไร ส่วนผู้ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน ผู้ใดเล่าจะล่วงรู้ว่าตนเองต้องตายเมื่อใด ฟังดูแล้วเจ้าคงจะรู้ดีกระมัง เช่นนั้นก็มาประลองกันสักตั้ง ตัดสินความเป็นตายกันไปเลย เป็นอย่างไรเล่า"
ประลองที่เขาพูดถึง ย่อมหมายถึงการประลองเวท ระหว่างผู้บำเพ็ญเพียรการประลองเวทย่อมเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทว่าระหว่างศิษย์ร่วมสำนักไม่อาจประลองเวทกันได้โดยง่าย เพราะการประลองเวทมักเกิดการบาดเจ็บล้มตายได้ง่าย และทุกคนต่างก็เป็นศิษย์อารามบน ซึ่งแตกต่างจากอารามล่างอย่างสิ้นเชิง ทางภูเขาย่อมต้องสืบสวนให้กระจ่างอย่างแน่นอน
แน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ใด ล้วนมีไว้ให้คนแหกทั้งสิ้น มักมีคนลอบประลองเวทกันในที่ห่างไกลจากภูเขาเทียนตูอยู่เนืองๆ ไม่ตายก็บาดเจ็บ ถือเป็นเรื่องปกติ
สำหรับภูเขาเทียนตูแล้ว หากทางภูเขาไม่รู้ ไม่เห็น เรื่องนั้นก็ถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น
พอเจิ้งเวยได้ยินจ้าวฟู่อวิ๋นบอกให้ประลองกันสักตั้ง ก็อดไม่ได้ที่จะตวัดสายตาไปมองสวี่ย่าเฉิง ทว่าเขาเพิ่งจะเห็นคิ้วของสวี่ย่าเฉิงขมวดมุ่นเล็กน้อย ในชั่วขณะนั้นหูก็พลันได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้น
"หึ"
เพียงเสียงหัวเราะเบาๆ นี้ กลับทำให้เจิ้งเวยรู้สึกราวกับถูกเข็มทิ่มแทง เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด รู้เพียงแต่ว่าในเสียงหัวเราะนี้เต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
เขาผุดลุกขึ้นยืนทันที ชี้หน้าจ้าวฟู่อวิ๋นแล้วกล่าวว่า "เจ้ารนหาที่ตายนัก"
"ข้ายังมิเคยเห็นการเกิด ทว่ากลับอยากเห็นการตาย เช่นนั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน" กล่าวจบ จ้าวฟู่อวิ๋นก็ลุกขึ้นยืน เดินมุ่งหน้าออกไปด้านนอก
ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็งุนงงไปตามๆ กัน
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเพิ่งจะคุยกันไปแค่สองประโยค ไฉนถึงกลายเป็นการประลองเป็นตายไปเสียได้
ฉือเฟยหลงและศิษย์อารามบนอีกสองคนมองดูอยู่ตรงนั้น รู้สึกเพียงว่าเรื่องราวคล้ายจะลุกลามบานปลายเร็วเกินไปหน่อย
"ศิษย์น้องจ้าว เจ้าอย่าได้วู่วามไป" ฉือเฟยหลงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวเช่นกัน
จ้าวฟู่อวิ๋นปรายตามองฉือเฟยหลงแวบหนึ่ง มิได้ต่อคำกับเขา ทว่ากลับจ้องมองไปที่เจิ้งเวยพลางกล่าวว่า "เป็นอย่างไร ไม่มีคนอนุญาต ก็เลยไม่กล้ากัดคนแล้วหรือ"
"เจ้า ดี ข้าจะประลองกับเจ้าสักตั้ง" เจิ้งเวยพูดโพล่งออกมาโดยไม่ได้รอให้สวี่ย่าเฉิงเห็นชอบก่อน
"เช่นนั้นก็ดี เจอกันที่ลานอู๋ซวง" จ้าวฟู่อวิ๋นกล่าวจบก็เดินออกไปด้านนอก
ลานอู๋ซวงคือลานประลองแห่งหนึ่งในเมืองตูเซี่ย การประลองของที่นี่มีจุดเด่นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นก็คือรับเป็นคนกลางให้เฉพาะการประลองเป็นตายเท่านั้น
ที่เรียกว่าอู๋ซวงนั้น ก็คือขึ้นไปเป็นคู่ แต่ลงมาเพียงหนึ่ง
ด้วยเหตุนี้จึงขนานนามว่าอู๋ซวง
ส่วนที่ว่าเหตุใดการประลองเป็นตายจึงยังต้องมีคนกลางนั้น ย่อมเป็นเพราะที่นี่คือเมืองตูเซี่ย ผู้คนมากมายที่นี่ล้วนมีความเกี่ยวพันกับคนบนภูเขา เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้คนบนภูเขาที่อยู่เบื้องหลังพวกเขาเกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ จึงได้มีลานประลองเหล่านี้ขึ้นมา
เมื่อลงนามกับเสมียน ความเป็นตายล้วนขึ้นอยู่กับตบะของตนเอง
"ช้าก่อน" จู่ๆ สวี่ย่าเฉิงก็ตะโกนขึ้นมา "เหตุใดต้องทำให้ยุ่งยากถึงเพียงนั้น ออกไปนอกเมืองโดยตรง แล้วหาสถานที่เงียบสงบสักแห่งก็พอแล้ว"
ทว่าจ้าวฟู่อวิ๋นกลับหัวเราะแล้วกล่าวว่า "ตายไปก็ไม่มีใครรู้สินะ หึ!"
เขาแค่นเสียงหัวเราะเย็นชา จ้องมองเจิ้งเวยพลางกล่าวว่า "สีหน้าดุร้ายของเจ้านั่น ทำเพื่อให้คนอื่นดูงั้นหรือ กระทั่งว่าตนเองทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ ก็ยังตัดสินใจเองไม่ได้เลยหรือไร"
เจิ้งเวยแทบจะระเบิดด้วยความโกรธ เขาโกรธจนตัวสั่น ตอนนี้ไม่อาจอดกลั้นได้อีกต่อไปจึงเอ่ยว่า "เจ้าดูหมิ่นคนตระกูลเจิ้ง เจ้าย่อมต้องตายแน่"
สวี่ย่าเฉิงยังคิดจะห้ามปราม แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เขาเห็นท่าทางของเจิ้งเวยเช่นนี้ ก็รู้ว่าหากตนเข้าไปห้ามปราม ย่อมต้องไปกระตุ้นจิตวิทยาต่อต้านของเจิ้งเวยเข้าอย่างแน่นอน และจะกลายเป็นผลร้ายเสียเปล่าๆ
เดิมทีเขาเพียงเพราะเห็นจ้าวฟู่อวิ๋นมาที่นี่ แล้วก็เห็นฉือเฟยหลงด้วย นอกจากการอยากเข้ามาทำความรู้จักกับฉือเฟยหลงสักหน่อยแล้ว อีกประการหนึ่งก็คือต้องการให้ฉือเฟยหลงเลิกคบค้าสมาคมกับจ้าวฟู่อวิ๋นนับแต่นี้เป็นต้นไป
เพราะภายในตระกูล ได้มอบหมายภารกิจในการจัดการให้จ้าวฟู่อวิ๋นตายอย่างเป็นธรรมชาติให้แก่เขาแล้ว
นี่คือบททดสอบที่ตระกูลมีต่อเขา เขารู้ดีว่าภายในตระกูลไม่เพียงแต่ต้องมีตบะเท่านั้น แต่ยังต้องทำงานเป็นด้วย เช่นนี้จึงจะสามารถกุมอำนาจไว้ได้ เขารู้ดีว่าภายในตระกูลก็มีการแข่งขันเช่นกัน ย่อมต้องการคนที่มีทั้งตบะและสามารถทำงานได้ เช่นนี้จึงจะสามารถนำพาตระกูลกอบโกยผลประโยชน์ในสำนักได้มากขึ้น จึงจะสามารถทำให้ตระกูลไม่ล่มสลายท่ามกลางการต่อสู้แย่งชิงกับขั้วอำนาจใหญ่ทั่วหล้า
เขาได้วางแผนการไว้แล้ว ว่าจะทำให้จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้ตายในระหว่างภารกิจที่ไม่มีใครสามารถหาข้อบกพร่องมาตำหนิได้
ทว่าสถานการณ์ในตอนนี้กลับทำให้เขาขมวดคิ้ว แต่ไม่นานเขาก็คิดได้อีกว่า หากสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ในการประลองเป็นตาย ก็ใช่ว่าจะรับไม่ได้เสียทีเดียว
"ศิษย์พี่เฟยหลง พวกเราไปด้วยกันเถิด จะได้เป็นสักขีพยานด้วย ป้องกันมิให้ถึงตอนนั้นมีคนมาครหาว่าตระกูลสวี่ยังพวกเรารังแกผู้อื่น" ในเวลานี้สวี่ย่าเฉิงกลับสงบเยือกเย็นลงอย่างสิ้นเชิง
"ตกลง" ฉือเฟยหลงลุกขึ้นยืนเช่นกัน คิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย ในใจเขาคิดอยู่ว่าจะสลัดตนเองให้พ้นจากความเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ได้อย่างไร
ที่เขาเรียกจ้าวฟู่อวิ๋นมาดื่มสุรา เป็นเพราะรู้สึกว่าตบะของคนผู้นี้ไม่เลว ดูเหมือนจะเป็นคนที่ก้าวไปได้ไกลยิ่งกว่านี้ ทว่าตอนนี้กลับเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นมา เขาพอจะได้ยินมาบ้างรางๆ ว่า จ้าวฟู่อวิ๋นผู้นี้เองก็ใช่ว่าจะไม่มีเบื้องหลังในภูเขาเทียนตู
จ้าวฟู่อวิ๋นมุ่งหน้าไปยังลานอู๋ซวงตลอดทาง
เขายังคงมีความมั่นใจในตบะของตนเองอยู่ หลายเดือนมานี้เขาพากเพียรบำเพ็ญเพียร ทั้งคาถาอาคมและพลังเวทในทุกๆ ด้านล้วนรุดหน้าอย่างก้าวกระโดด
อีกทั้งเขาก็ไม่ต้องการให้คนของตระกูลสวี่ยังคอยตามตอแยตนเองเช่นนี้ตลอดเวลา จึงตัดสินใจลองหยั่งเชิงคนที่อยู่ข้างกายอีกฝ่ายดู เพื่อจะได้รู้ว่าตระกูลสวี่ยังแอบซ่อนแผนการอะไรไว้อยู่กันแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจเขาได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะสังหารเจิ้งเวยผู้นี้ หากเป็นเช่นนี้ ใครๆ ก็ย่อมรู้ว่าเขากับตระกูลสวี่ยังมีความแค้นที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้ เอาเรื่องนี้ขึ้นมาวางไว้บนที่แจ้ง ให้ทุกคนได้จับตามอง ถึงตอนนั้นก็มาดูกันว่าตระกูลสวี่ยังจะสามารถงัดลูกไม้ใดมาทำร้ายตนได้อีก
ส่วนที่ว่า การร่ายอาคมสังหารคนนั้น เขาคิดว่าตราบใดที่ยังอยู่บนภูเขา ตระกูลสวี่ย่อมยังไม่มีความกล้าพอ
เพราะในตอนที่เขาเข้ารับการไต่สวนจิตใจเมื่อครั้งเข้าสู่อารามบน เขาก็รู้ได้ทันที ว่าตนเองจะต้องตกอยู่ในสายตาของกลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรสายสันโดษบนภูเขาแล้วอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ตระกูลสวี่ยังไม่กล้าลงมือกับตนอย่างผลีผลาม
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ภายในใจเขาก็อดทอดถอนใจมิได้ รู้สึกว่าผู้บำเพ็ญเพียรจะกระทำการใด ไม่ว่าจะเป็นการคิดคำนวณแบบใด ล้วนต้องอาศัยตบะเป็นรากฐานทั้งสิ้น
ในระหว่างทางที่จ้าวฟู่อวิ๋นมุ่งหน้าไปยังลานอู๋ซวง ข่าวที่เขาจะประลองเป็นตายกับคนก็แพร่สะพัดออกไปราวกับสายลม
เป็นข่าวที่แพร่กระจายออกมาจากหอแดง เป็นฉือเฟยหลงที่ให้คนปล่อยข่าวออกไป แน่นอนว่าต่อให้เขาไม่ทำเช่นนี้ ข่าวลือนี้ก็ยังคงต้องแพร่สะพัดออกไปอยู่ดี
ฉือเฟยหลงต้องการให้คนบนภูเขารับรู้เรื่องนี้ หากถึงตอนนั้นคนบนภูเขามาห้ามปราม ก็จะประลองกันไม่สำเร็จ หากไม่มีคนบนภูเขามาห้ามปราม เขาก็รู้สึกว่าตนเองคงไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเช่นกัน
ศิษย์อารามบนสองคนของภูเขาเทียนตูจะประลองเป็นตาย เรื่องนี้เปรียบดั่งก้อนหินปลุกปั่นคลื่นนับพันชั้นในเมืองตูเซี่ย







