ผู้ที่ปรากฏตัวขึ้นก็คือเฉาหยาง
ขณะนี้เขาได้ตัดการเชื่อมต่อของผู้เล่นทั้งหมดแล้ว และกำลังเผชิญหน้ากับเป้าหมายสุดท้ายของพันธสัญญาเพียงลำพัง
เฉาหยางยื่นมือขวาออกไป สร้างขวานขึ้นมาหนึ่งเล่ม จากนั้นกดคมขวานลงบนคอของอีกฝ่าย
ขุยฉีกลืนเลือดพลางร้องตะโกนอย่างอู้อี้ "แกฆ่าฉันไม่ได้! ถ้าแกฆ่าฉัน... ตั้งแต่นี้ไปแกจะต้องมีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว! คนพวกนั้นไม่ปล่อยแกไว้แน่... พวกมันจะถลกหนังแก แล้วแล่เนื้อแกออกทีละชิ้น..."
หลังจากเล็งตำแหน่งแล้ว เฉาหยางก็ยกมือขึ้นโดยไม่หวั่นไหว
"อย่า ได้โปรด ปล่อยฉันไปเถอะ ฉันสัญญาว่าจะไม่ทำเรื่องแบบนี้อีก! ในตู้เซฟมีเงินอยู่เยอะมาก ไว้ชีวิตฉันเถอะ แล้วเงินพวกนั้นจะเป็นของแกทั้งหมด!"
เฉาหยางชะงักไปเล็กน้อย "ฉันต้องการแค่สิ่งเดียว"
"ค... คืออะไร แกว่ามาเลย ขอแค่ฉันทำได้ จะต้องหามาให้แกแน่!" ใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือดและแผลเหวอะหวะของขุยฉีฝืนยิ้มประจบประแจงออกมา
"หัวของแกไง"
พูดจบเขาก็ตวัดขวานลงไปอย่างแรง!
...
"นี่คือสิ่งที่เธอปรารถนา แม้จะไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ใบหน้าก็ถูกเผาไปตั้งเจ็ดแปดส่วน แต่เขาคือคนของกรมตำรวจเขตเหนือจริงๆ..."
"ฉันรู้ เขาคือขุยฉี" ไห่ย่าหมีลาพูดแทรก ดวงตาทั้งคู่ของเธอจ้องมองศีรษะตรงหน้าเขม็ง ราวกับต้องการประทับภาพนี้ไว้ในความทรงจำ "ฉันจะจำเขาไม่ได้ได้ยังไง ต่อให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ฉันก็ยังจำหน้าเขาได้"
"ถ้าอย่างนั้น พันธสัญญาก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์" เฉาหยางถอนหายใจด้วยความโล่งอกเล็กน้อย ตอนนี้เขากำลังอยู่ในคฤหาสน์ชมวารี ทำได้เพียงติดต่อกับคู่พันธสัญญาของตนผ่านภาพฉายเสมือนจริง ดังนั้นศีรษะที่ไห่ย่าเห็นจึงไม่ใช่ของจริง แต่เขาไม่ได้หลอกลวงอีกฝ่าย เพราะตอนนี้ศีรษะของขุยฉีก็ถูกหิ้วอยู่ในมือของเขาจริงๆ และภาพฉายนี้ก็สร้างขึ้นตามรูปลักษณ์ที่แท้จริงของมัน
"ขอถามหน่อย... คุณส่งมันมาให้ฉันได้ไหมคะ?" เธอถามขึ้นอีก
"ร่างกายของเธอ... เกรงว่าจะทนอยู่ไม่ถึงตอนที่ฉันกลับไป" เฉาหยางส่ายหน้าเบาๆ ขณะนี้ร่างวิญญาณที่เป็นตัวแทนของไห่ย่ากำลังนั่งอยู่บนเตียง ส่วนร่างต้นที่อยู่ข้างใต้ของเธอนั้นหายใจรวยรินและแทบจะไม่เหลือจังหวะการเต้นของหัวใจแล้ว อันที่จริงดูจากสภาพของร่างวิญญาณก็พอจะรู้ว่า เธอโปร่งแสงขึ้นกว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อนเล็กน้อย ซึ่งหมายความว่าสติสัมปชัญญะของเธอก็กำลังเลือนหายไปเช่นกัน
นอกจากการสื่อสารในระดับความคิดแล้ว ไห่ย่าก็ไม่สามารถตอบสนองใดๆ ได้อีก แม้แต่การกระทำง่ายๆ อย่างการลืมตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการรับศีรษะนั่นมาจริงๆ
"ไม่เป็นไรค่ะ แค่นี้ก็พอแล้ว"
"แค่นี้เหรอ?" เฉาหยางชะงักไปเล็กน้อย ไม่ว่าจะเป็นหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเตียง หรือตัวเขาที่ยืนอยู่ข้างเตียง ต่างก็เป็นเพียงภาพฉายที่ถูกสร้างขึ้นจากความคิด แล้วจะมีการแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้อย่างไร? แต่ถึงแม้จะคิดแบบนั้น เขาก็ยังยื่นศีรษะไปตรงหน้าอีกฝ่าย
จากนั้นเฉาหยางก็ได้เห็นฉากที่เหลือเชื่อ
ไห่ย่ายื่นมือออกมารับศีรษะที่ถูกเผาจนดำเป็นตอตะโกของขุยฉีไป
นี่มันเหมือนกับการเปิดภาพยนตร์ 3 มิติสองเรื่องฉายเข้าหากัน แล้วตัวละครจากเรื่องหนึ่งก็ส่งต่อไอเท็มในหนังไปให้อีกเรื่องหนึ่ง!
หญิงสาวจับศีรษะนั้นไว้ ค่อยๆ ยกมันขึ้นมาในระดับสายตาอย่างช้าๆ ภายในดวงตาเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตา
"อาถ่า อูฉีเอ่อร์ คู่เท่อซือ..." เธอสะอื้นพลางเอ่ยชื่อออกมายาวเหยียด "พวกเธอเห็นกันแล้วใช่ไหม? ฆาตกรที่ฆ่าพวกเธอ... ในที่สุดมันก็ตายแล้ว! แบบนี้ พวกเธอก็จะได้ไปสู่สุคติอย่างแท้จริง และหวนคืนสู่อ้อมกอดของท้องทะเลสักที"
พูดจบไห่ย่าก็ออกแรงบีบมือทั้งสองข้างเข้าหากัน ศีรษะนั้นก็ถูกบีบจนแหลกละเอียดในทันที กลายเป็นฝุ่นควันสีดำเป็นหย่อมๆ และสลายหายไปในอากาศ
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ เธอก็หันไปมองเฉาหยางและเผยรอยยิ้มออกมาเป็นครั้งแรก ในดวงตาที่ยังคงมีคราบน้ำตาหลงเหลืออยู่เหลือเพียงความโล่งใจและหลุดพ้น
"ขอบคุณนะคะ ฉันรู้อยู่แล้วว่าคุณจะต้องทำให้ความปรารถนาของฉันเป็นจริงได้แน่"
'อันที่จริงมันค่อนข้างระทึกขวัญอยู่เหมือนกันนะ' เฉาหยางคิดในใจ 'ถ้าไม่ใช่เพราะไอเดียที่สายสืบจางคิดขึ้นมา เกรงว่าสุดท้ายอาจจะพลาดท่าเข้าจริงๆ แน่นอนว่าปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือข้อมูลไม่เพียงพอ อย่างเช่นนักรบแชมเปี้ยนตกลงแล้วมันคือตัวอะไรกันแน่ รองลงมาคือการขาดแคลนกำลังคน วิธีการเพิ่มจำนวนผู้เล่นภายใต้สถานการณ์ที่จำกัดการใช้พลังปรารถนาก็เป็นเรื่องที่เขาต้องแก้ไขเช่นกัน'
ทว่าภายนอกเขาจะไม่แสดงอาการใดๆ ออกมา "การให้บริการลูกค้า และทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ถือเป็นเป้าหมายอันสูงส่งของเรามาโดยตลอด" เฉาหยางพูดพลางหยิบพันธสัญญาออกมา "ตอนนี้เธออาจจะไม่มีวิธีเซ็นชื่อลงไป แต่ขอเพียงในใจยินยอม เส้นผม หรือรอยนิ้วมือก็สามารถถือเป็นสัญลักษณ์ของการทำสัญญาได้"
"ฉันเซ็นเรียบร้อยแล้วค่ะ" เธอพูดพลางยิ้ม
ตอนนั้นเองที่เฉาหยางเพิ่งสังเกตเห็นว่า ที่ส่วนท้ายของพันธสัญญาในภาพฉายเสมือนจริงได้สลักชื่อของอีกฝ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว
...การสื่อสารทางสติสัมปชัญญะก็สามารถสร้างผลกระทบต่อกันอย่างเป็นรูปธรรมได้ด้วยงั้นเหรอ?
ขณะที่เขายังคงไม่เข้าใจอยู่นั้น ร่างวิญญาณของไห่ย่าก็เริ่มเปล่งแสง เห็นเพียงจุดแสงสีขาวบริสุทธิ์นับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกมาจากร่างของเธอ จากนั้นก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ขณะเดียวกันพลังปรารถนาอันเปี่ยมล้นก็ถาโถมเข้าสู่ร่างกายของเฉาหยางราวกับกระแสน้ำ ทำให้เขารู้สึกสบายจนอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงเบาๆ
"ขอเสียมารยาทถามสักประโยคนะคะ คุณคือเทพเจ้าหรือเปล่า?"
ไห่ย่าเอ่ยถามท่ามกลางแสงสว่างเจิดจ้า
"เปล่า... ฉันก็แค่..."
"ถ้าคุณเป็นเทพเจ้าก็คงจะดี" เธอส่ายหน้าเบาๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเสียดาย "ฉันรู้ว่านี่เป็นการลบหลู่เทพแห่งพายุไปสักหน่อย แต่ถ้าคุณมาคอยคุ้มครองเกาะลาลาฉี ทุกคนก็คงจะไม่ต้องตาย"
เฉาหยางอดไม่ได้ที่จะนิ่งเงียบไป
"จริงสิ น้องสาวของฉันคงมีความปรารถนามากมายที่อยากทำให้เป็นจริงเหมือนกัน คุณช่วยไปช่วยเธอหน่อยนะคะ สิ่งตอบแทนของเธอจะต้องไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่" น้ำเสียงของไห่ย่าค่อยๆ เบาบางและอ่อนแรงลง ราวกับส่งมาจากที่ที่ไกลแสนไกล
"น้องสาวเธอ? เธอชื่ออะไร?" เฉาหยางถาม
แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบ หรือจะพูดให้ถูกคือเขาไม่สามารถได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายได้อีกแล้ว
เมื่อแสงสว่างสลายไป ทุกสรรพสิ่งก็กลับคืนสู่ความสงบ
ร่างวิญญาณของไห่ย่าหมีลาหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงร่างกายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เธอหลับตาสนิท บนใบหน้าไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดใดๆ ราวกับจมอยู่ในห้วงนิทราอันเป็นนิรันดร์
เวลานี้ที่ขอบฟ้าเริ่มสว่างขึ้นเรื่อยๆ
ม่านราตรีกำลังค่อยๆ จางหายไปจากผืนปฐพี
เฉาหยางถอนหายใจเบาๆ ทิ้งศีรษะของขุยฉีลง แล้วลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
"ห้ามขยับ!"
จู่ๆ เสียงตวาดลั่นก็ขัดจังหวะการเคลื่อนไหวของเฉาหยาง
"ฉันคือผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมือง ซานไต้ลา อัลเลน! พลเมือง ฉันขอสั่งให้คุณยกมือทั้งสองข้างขึ้น หันหลังกลับมา และให้ความร่วมมือกับการสืบสวนของฉันเดี๋ยวนี้!"
เฉาหยางเลิกคิ้วขึ้น นี่เพิ่งจะเช้ามืดเอง กองกำลังพิทักษ์เมืองไม่ต้องนอนกันหรือไง?
เขายกมือขึ้นตามคำสั่ง แล้วค่อยๆ หันกลับมา
เห็นเพียงหญิงสาวที่สวมชุดเกราะและเสื้อคลุมกำลังจ้องมองเขาอย่างระแวดระวัง ในมือขวายังถือดาบยาวไว้เล่มหนึ่ง ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าดังสับสนก็ดังมาจากชั้นล่าง เห็นได้ชัดว่าคนที่มาไม่ได้มีแค่เธอคนเดียว
"คุณ..." หลังจากเธอเห็นรูปลักษณ์ของเฉาหยางก็ขมวดคิ้ว "ถอดหน้ากากออก พลเมือง"
"แล้วถ้าฉันบอกว่าไม่ล่ะ?"
"งั้นก็อย่าหาว่าฉันลงมือรุนแรงเกินไปก็แล้วกัน" น้ำเสียงของอีกฝ่ายเริ่มเย็นชา "ฉันมีเหตุผลให้สงสัยว่าคุณคือฆาตกรตัวจริงที่เผาโรงละครและโจมตีกรมตำรวจ สำหรับคนที่เหยียบย่ำกฎหมายและความสงบเรียบร้อยของป้อมรุ่งโรจน์ ฉันไม่เคยปรานี"
"ฉันน่ะเหรอ? เหยียบย่ำกฎหมายและความสงบเรียบร้อย?" เฉาหยางหัวเราะออกมา "ถ้าตัวป้อมรุ่งโรจน์เป็นเหมือนนรกไปแล้วละก็ งั้นฉันยอมรับว่าตัวเองทำลายกฎหมาย แต่ทว่าที่นี่ยังมีสถานที่อย่างวิหารเยนี่อยู่... และยังมีคนกระตือรือร้นอีกมากมายที่ทนเห็นความจริงถูกปกปิดไม่ได้ และกล้ายืนหยัดขึ้นมาเปิดเผยความลับ การที่คุณมองว่าที่นี่เป็นนรก มันจะไม่ค่อยยุติธรรมไปหน่อยหรือไง?"
"คุณกำลังพูดเรื่องอะไร?"
"ก็แค่ชวนคุยไปเรื่อยเปื่อยน่ะ ในเมื่อฉันเตรียมตัวพร้อมแล้ว"
ซานไต้ลาชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นราวกับตระหนักอะไรบางอย่างได้ เธอตวัดดาบแทงเข้าใส่เฉาหยางอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ!
แต่ลูกทรงกลมโลหะสีดำลูกหนึ่งกลิ้งตกลงบนพื้นเร็วกว่าเธอ
วินาทีที่มันสัมผัสกับพื้น แสงสีขาวสว่างวาบแสบตาก็ระเบิดออกพร้อมกับเสียงดังแหลมแสบแก้วหู กลืนกินพื้นที่ทั้งห้องในชั่วพริบตา! แสงที่เจิดจ้านั้นสว่างเสียยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ ทำให้ไม่มีใครสามารถมองตรงๆ ได้!
ซานไต้ลารู้สึกเพียงว่าตาพร่ามัว หูทั้งสองข้างปวดแปลบ จนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้และต้องหันหน้าหนี
แสงจ้ามาไวไปไว
ไม่กี่วินาทีต่อมา ภายในห้องก็กลับสู่สภาวะปกติ ทว่าร่างของเฉาหยางกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงหน้ากากสีแดงดำที่ถูกปลายดาบแทงทะลุตกอยู่บนพื้น







