"ในค่ายโจรมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งอ่านตำราตลอดคืน คงเป็นหลานชายของโจรเฒ่าซิน อายุเพียงสิบกว่าเท่านั้น แต่ฝีมือดาบกลับบรรลุขั้นหลอมรวมแล้ว เขาฟันเพียงดาบเดียวก็สังหารหลี่ชิง รองประมุขค่ายพยัคฆ์ดุร้ายซึ่งเป็นยอดฝีมือขั้นแปด จากนั้นใช้ดาบเดียวสังหารโจรภูเขาที่ยังไม่เข้าขั้นอีกสามคน ต่อมาข้าน้อยกับพี่เก่อชีลอบโจมตี ก็ยังถูกเขาใช้ดาบเดียวทำร้ายจนบาดเจ็บ
ดาบทั้งสามครั้งที่เด็กหนุ่มผู้นั้นใช้ล้วนเป็นกระบวนท่าเดียวกัน หลังจากนั้นพี่เก่อชีเคยเอ่ยถาม เขาก็มิได้ปิดบัง บอกว่าดาบนั้นเรียก...เรียกว่า วิชาดาบสุนัขมั่วซั่วสุดหยั่งถึง!"
จูจูกุมมือซ้ายที่นิ้วขาด พลางหวนคิดถึงดาบนั้นของซินจั๋ว ชื่อของมันฟังน่าขัน แต่ตัวดาบกลับมิได้น่าขันแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเพราะยังหวาดผวาหรือเจ็บปวด ร่างของนางจึงสั่นไม่หยุด
"เจ้าหมายความว่า ในค่ายโจรบนภูเขามีเด็กหนุ่มอยู่เพียงคนเดียว และเด็กหนุ่มผู้นั้นเอาชนะพวกเจ้าทั้งหมดเพียงลำพัง ส่วนชื่อวิชาดาบ..."
เมื่อเฉินจิ้งเรียบเรียงความคิดจนกระจ่าง เขาก็ตกใจขึ้นมาอีกครั้ง "วิชาดาบขั้นหลอมรวมหรือ?"
จะเรียกชื่ออะไรย่อมไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือมันเป็นวิชาดาบขั้นหลอมรวม
วิชาต่อสู้ทั่วหล้า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ามือ กระบี่ ทวน ดาบ พิษ ลอบเร้น หรือสังหาร ล้วนแบ่งเจตจำนงออกเป็นหกชั้น เขาฝึกยุทธ์มานานยี่สิบปี เคยได้ยินเพียงเรื่องรูปและอานุภาพของวิชาดาบขั้นหลอมรวม แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดสำแดงด้วยตาตนเอง
"ใช่ขอรับ! รูปเรียบง่ายถึงขีดสุด อานุภาพหมุนเวียนเป็นหนึ่ง คนกับดาบหลอมรวมกัน สมบูรณ์ไร้ตำหนิ ไร้ช่องโหว่ให้อาศัย อาจารย์ของข้าน้อยเคยอธิบายวิชายุทธ์ทั่วหล้าไว้อย่างละเอียดเมื่อหลายปีก่อน ข้าน้อยจึงรู้จักขอรับ"
โลหิตจากบาดแผลตรงนิ้วที่ขาดของจูจูไหลทะลัก ความเจ็บปวดแล่นลึกถึงหัวใจ แต่นางกลับมิอาจห้ามตนเองจากความตกตะลึง อิจฉา และริษยาได้
"ขั้นหลอมรวม...ขั้นหลอมรวม..." ใบหน้าเหลี่ยมเคร่งขรึมของเฉินจิ้งเผยแววทึ่งและชื่นชมอันยากจะพรรณนา ก่อนเขาจะพลันนึกขึ้นได้แล้วถามเสียงเข้ม "จริงสิ เด็กหนุ่มผู้นั้นอยู่ขั้นใด?"
"หากไม่ลงมือย่อมมองระดับพลังไม่ออก คล้ายฝึกเคล็ดวิชาซ่อนเร้นบางชนิด แต่ยามลงมือปราณโลหิตเกิดความผันผวน ดูเหมือนยังไม่ถึงขั้นแปดขอรับ"
"ยังไม่ถึงขั้นแปด...โชคดี โชคดี"
เฉินจิ้งถอนหายใจโล่งอก ก่อนเหลือบมองเก่อชีที่หมดสติอยู่ข้างกัน แล้วตวาดด้วยความเดือดดาล "ระดับพลังของพวกเจ้ายังด้อยกว่าหลี่ชิงแห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้าย เมื่อรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นน่ากลัว เหตุใดจึงไม่ลงจากเขามารายงาน กลับยังลอบโจมตีให้ตนเองพิการโดยเปล่าประโยชน์? โง่เขลานัก!"
"ข้าน้อย...ตอนนั้นดูไม่ชัดขอรับ"
จูจูอึกอักจนพูดไม่ออก ที่จริงนางเพียงถูกความทะเยอทะยานในลาภยศครอบงำ นางเป็นบุตรีอนุภรรยาของตระกูล หากไม่สร้างผลงานแล้วจะมีอนาคตได้อย่างไร?
เฉินจิ้งกำลังจะตำหนิต่อ ก็ได้ยินมือปราบข้างกายผู้หนึ่งร้องบอก "หัวหน้ามือปราบ พวกโจรค่ายพยัคฆ์ดุร้ายหนีไปแล้วขอรับ!"
เหล่าโจรภูเขาค่ายพยัคฆ์ดุร้ายหนีไปแล้วจริง ๆ ทั้งยังเผ่นแน่บเสียรวดเร็ว เพียงพริบตาก็มุดเข้าป่าหายไปจนหมด
"ประมุขซุน!"
เฉินจิ้งร้อนใจจนอดตะโกนด้วยความเดือดดาลมิได้ "ตกลงกันแล้วมิใช่หรือว่าจะยอมรับการนิรโทษกรรม เหตุใดจึงกลับคำ!"
"ยอมกับผีน่ะสิ ช่างหัวการนิรโทษกรรมเถิด ข้าไม่ยอมสวามิภักดิ์เด็ดขาด!"
ซุนอู่นำพาพี่น้องวิ่งเลาะต้นไม้ลัดเลี้ยวไปตามป่าอย่างรวดเร็ว ในหัวยังคงก้องด้วยถ้อยคำของซินจั๋วที่สมุนผู้หนึ่งนำมาบอก
"ประมุขใหญ่ซุน ท่านปู่ของข้าสิ้นแล้ว ความแค้นย่อมวางลงได้ พวกเราต่างทำการค้าบนคมดาบ มิรู้ว่าศีรษะจะหลุดจากบ่าเมื่อใด เหตุใดต้องเข่นฆ่ากันเอง? อย่างไรเสียท่านก็มิแน่ว่าจะเอาชนะข้าได้ หากไม่ยอมรับก็เข้ามาสู้!
ท่านคิดจะยอมรับการนิรโทษกรรมใช่หรือไม่? ข้าแนะนำว่าอย่าได้ฝัน ได้ยินว่าเจ้าเมืองคนใหม่ชิงชังโจรภูเขายิ่งนัก หากพวกท่านไปถึงตัวเมือง ศีรษะต้องย้ายที่เป็นแน่!
มิสู้ท่านอยู่เหนือ ข้าอยู่ใต้ ต่างฝ่ายพึ่งพาอาศัยกัน ทางการต้องรับศึกสองด้านจนมิรู้ว่าควรปราบผู้ใดก่อน ท่านว่าอย่างไร?"
นี่เป็นคำบอกเล่าตะกุกตะกักของสมุนผู้นั้น ระหว่างทางอาจลืมถ้อยคำไปบ้าง แต่ใจความก็ประมาณนี้
ซุนอู่รู้สึกว่าฟังดูมีเหตุผล เดิมทีเขาก็มิได้อยากยอมรับการนิรโทษกรรมเท่าใดนัก
เพียงแต่หลานชายของเฒ่าซิน เหตุใดจึงดุดันถึงเพียงนี้? หลี่ชิงมิได้อ่อนแอกว่าเขามากนัก กลับถูกฟันศีรษะขาดในดาบเดียวหรือ?
เขายกมือลูบลำคอ รู้สึกถึงไอเย็นวาบอย่างเลือนราง
'หากผู้ที่ไปเป็นข้า...'
'คงล้างแค้นมิได้แล้ว!'
'บ้าเอ๊ย!'
หัวหน้ามือปราบเฉินจิ้งมองเหล่าโจรค่ายพยัคฆ์ดุร้ายหลบหนีด้วยความกลัดกลุ้ม แต่ก็มิอาจทำสิ่งใดได้ โจรกลุ่มนี้กระจายกันหนีไปทั่วภูเขา ขณะที่กำลังคนใต้บัญชาของเขามีไม่พอ
น่าเสียดายที่ตอนกลางวันมีมือปราบล้มตายไปมากมาย เมื่อครู่ผู้ใต้บังคับบัญชาฝีมือดีสองคนก็ยังมาพิการที่ค่ายพิชิตมังกร กลับไปแล้วเขาจะชี้แจงต่อท่านเจ้าเมืองอย่างไร?
เขาเงยหน้ามองยอดภูเขาพิชิตมังกรอันมืดสนิท แล้วเหลือบไปทางค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ที่จริงเวลานี้ยกกำลังบุกค่ายพิชิตมังกรครั้งใหญ่ ใช้จำนวนคนอันเหนือกว่าบดขยี้และปิดล้อมปราบปราม ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพราะเด็กหนุ่มผู้ใช้วิชาดาบขั้นหลอมรวมก็อยู่เพียงรองขั้นแปดเท่านั้น
แต่พวกเขาปะทะกับค่ายพยัคฆ์ดุร้ายไปแล้ว บัดนี้อีกฝ่ายหนีหายไร้ร่องรอย ค่ายโจรแห่งนี้มีคนมากมาย ทั้งโหดเหี้ยมอำมหิตและสร้างภัยร้ายแรง เมื่อเทียบกันแล้ว คนเพียงหยิบมือในค่ายพิชิตมังกรกลับดูไร้พิษภัยไปเสียอย่างนั้น
เมื่อชั่งน้ำหนักทั้งสองฝ่าย สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจ "พักเรื่องค่ายพิชิตมังกรไว้ก่อน รีบรวบรวมยอดฝีมือจากทั้งห้าอำเภอ เชิญหัวหน้ามือปราบอีกห้าคนมาร่วมกันปิดล้อมปราบค่ายพยัคฆ์ดุร้าย เมื่อค่ายพยัคฆ์ดุร้ายถูกทำลาย สถานการณ์ย่อมบีบบังคับให้ค่ายพิชิตมังกรแตกพ่ายไปเองโดยไม่ต้องโจมตี
ทุกท่านจงร่วมแรงร่วมใจกันเถิด หากครบกำหนดหนึ่งเดือนแล้วยังปราบปรามไม่ได้ผล ก็รอรับโทษพร้อมกันได้เลย!"
ท่านเจ้าเมืองออกคำสั่งด้วยตนเอง ให้กวาดล้างโจรภูเขาทั้งหมดในเทือกเขาฝูหลงภายในกำหนดหนึ่งเดือน กำลังคนทั้งหมดจากหนึ่งเมืองกับห้าอำเภอล้วนให้เขาเรียกใช้ได้ตามใจ!
หากพวกเขาทำงานล้มเหลว ก็มีแต่ต้องเชิญกองทหารนอกเมืองมาช่วย แล้วเรียกหัวหน้ามือปราบใหญ่กลับมา เช่นนั้นย่อมเสียหน้าอย่างยิ่ง
"ขอรับ!"
…
ค่ายพิชิตมังกร โถงชุมนุมคุณธรรม
เปลวเทียนดับสนิทแล้ว
ในที่สุดชุยอิงเอ๋อร์กับพวกทั้งห้าก็ค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา พวกเขารู้สึกชาทั่วร่าง มองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น
"ยังมีชีวิตอยู่ ดูท่าคงเป็นเพียงยาสลบ ไอ้ลูกข่างเอ๊ย ประมุขใหญ่คิดจะทำสิ่งใดกันแน่?"
หวงต้ากุ้ยคลานลุกขึ้น อ้าปากเหลี่ยมกว้างด่ากราด แต่ก็มิกล้าด่าหยาบคายเกินไปนัก
ไป๋เจียนซี่กวาดตามองรอบด้าน เมื่อไม่เห็นซินจั๋ว เขาก็หรี่ตา จีบนิ้วกล้วยไม้แล้วกล่าว "ประมุขใหญ่ผู้นี้แม้มีวรยุทธ์สูงส่ง แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็ก คงตกใจกับภาพการต่อสู้ใต้เขาเมื่อตอนกลางวัน จึงวางยาสลบพวกเราแล้วฉวยโอกาสหนีไป ไม่มีผู้ใดเข้าใจประมุขใหญ่ดียิ่งกว่าข้าอีกแล้ว"
โจรทุกคนต่างเงียบงัน คำพูดนี้มีเหตุผล ตรรกะก็สอดคล้อง มิเช่นนั้นคงอธิบายเรื่องนี้มิได้จริง ๆ
ขณะนั้นชุยอิงเอ๋อร์พลันสูดจมูกดม ก่อนลุกขึ้นไปเปิดประตูห้อง
ข้างนอกแสงอรุณเริ่มปรากฏ รุ่งสางอันเลือนรางสาดส่องลานเรือนจนเป็นสีขาวหม่น ขณะเดียวกัน ภาพอันน่าสยดสยองภายในลานก็ปรากฏแก่สายตาอย่างชัดเจน
โลหิตแดงฉานย้อมพื้น แขนขาดขากุดกระจัดกระจายเกลื่อนกลาด ชวนให้ผู้พบเห็นขวัญผวา
ศีรษะเดียวดายของหลี่ชิงแห่งค่ายพยัคฆ์ดุร้ายหันหน้ามาทางโถงชุมนุมคุณธรรมพอดี ดวงตากลมโตประหนึ่งกระดิ่งทองแดงซึ่งกลายเป็นสีเทาหม่นเต็มไปด้วยความสับสน
สีหน้านี้ดูคุ้นตายิ่งนัก ราวกับไฉตงหู่ผู้กลายเป็นศพส่งกลิ่นเหม็นไปแล้วไม่มีผิด!
โจรทุกคนตกตะลึงกับภาพตรงหน้า!
หลังยืนอึ้งอยู่ครู่ใหญ่ หวงต้ากุ้ยจึงยกนิ้วสั่นระริกชี้ไปยังศีรษะเดียวดายบนพื้น "ข้ารู้จักศีรษะนี้...หลี่ชิง รองประมุขค่ายพยัคฆ์ดุร้าย เมื่อปีก่อนข้าเคยช่วยเขาหามเนื้อหมู ไอ้ลูกข่างเอ๊ย ตายอนาถเหลือเกิน"
"ข้าคล้ายจะเข้าใจแล้ว ประมุขใหญ่รู้ว่าค่ายพยัคฆ์ดุร้ายจะลอบโจมตียามค่ำคืน เกรงว่าพวกเราจะบาดเจ็บล้มตาย จึงจงใจวางยาสลบพวกเรา แล้วออกมาต่อสู้เสี่ยงตายเพียงลำพัง ไม่มีผู้ใดเข้าใจประมุขใหญ่ดียิ่งกว่าข้า พวกเราเข้าใจเขาผิดไปแล้ว!"
ริมฝีปากของไป๋เจียนซี่สั่นระริก เขาจินตนาการภาพอันกล้าหาญน่าสรรเสริญขึ้นมาเอง พลันรู้สึกแย่ไปทั้งตัวจนแทบอยากตบหน้าตนเองสักฉาด
หานจิ่วหลางกวาดตามองรอบด้านอย่างร้อนใจ แต่ยังคงไม่เห็นเงาของซินจั๋ว จึงอดร้อนรนมิได้ "ประมุขใหญ่เล่า? ไปอยู่ที่ใดแล้ว?"
ชุยอิงเอ๋อร์พุ่งวูบไปข้างศพหนึ่ง ยื่นสองนิ้วออกลูบคลำเบา ๆ "ศพยังไม่แข็ง ยังคงมีไออุ่น เพิ่งตายได้ไม่นาน ไป!"
ทั้งห้าออกจากค่าย ตามรอยโลหิตประปรายบนพื้นไปจนถึงข้างศิลาใหญ่ใต้ยอดเขา พอเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นซินจั๋ว
ยามนี้รุ่งอรุณมาถึงแล้ว แสงเช้าอ่อนโยน ซินจั๋วผู้มีเสื้อผ้าป่านถูกโลหิตย้อมแดงกำลังนอนตะแคงเท้าคางอยู่บนศิลา คาบหญ้าคาต้นหนึ่งไว้ในปาก ทอดสายตามองลงไปใต้เขา
ข้างกายปักดาบเยี่ยนหลิงบิ่นซึ่งชุ่มโชกด้วยโลหิตไว้หนึ่งเล่ม และมีนักเลงเสี่ยวหวงขนแดงทรงหงอนไก่นั่งยอง ๆ อยู่
หนึ่งคน หนึ่งสุนัข หนึ่งดาบ
ประหนึ่งภาพวาดอันงดงามทว่าโศกสลด
ต่อสู้กับเหล่าคนชั่วยามราตรีเพียงลำพัง โลหิตย้อมอาภรณ์ยาว คนเดียวปกป้องคนทั้งค่าย
เหล่าโจรภูเขาต่างจิตใจเลื่อนลอยอยู่ครู่หนึ่ง
พวกเขาเคยคิดเสียที่ใดว่า วันหนึ่งประมุขใหญ่ "ท่านปราชญ์" จะทำให้ผู้คนรู้สึกปลอดภัยและพึ่งพาได้ถึงเพียงนี้ กระทั่งทำให้เลื่อมใสยิ่งกว่าประมุขใหญ่คนก่อนที่เที่ยวตามหาผู้คนประลองเดี่ยวไปทั่วเสียอีก
"ประมุขใหญ่!"
ดังนั้นคนทั้งห้าจึงประสานมือค้อมกายคารวะอย่างจริงจังพร้อมกัน
ซินจั๋วซึ่งกำลังเหม่อลอยหันกลับมามองทั้งห้า สายตากวาดผ่านเหนือศีรษะของทุกคน เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดงอกขนหงอนไก่หรือมีฟันล่างยื่น เขาก็ถอนหายใจโล่งอก "ในที่สุดก็ฟื้นเสียที!"
ตลอดครึ่งค่อนคืนที่ผ่านมา เขาตึงเครียดไม่กล้าผ่อนคลาย มิรู้ว่าค่ายพยัคฆ์ดุร้ายกับทางการใต้เขาวางแผนสิ่งใดอยู่ แต่สิ่งที่ยืนยันได้คือ ทั้งสองฝ่ายสมคบกันแล้วจริง ๆ
นี่มิใช่ข่าวดี หากอีกฝ่ายเสียเปรียบแล้วระดมกำลังครั้งใหญ่มาแก้แค้น เช่นนั้นคงถึงตอนอวสานจริง ๆ
"ประมุขใหญ่เปี่ยมคุณธรรมและกล้าหาญ ชื่อเสียงจักสืบไปชั่วกาล!"
"หัวใจพวกเราร้อนผ่าว นับจากนี้จะติดตามคำสั่งประมุขใหญ่ทุกประการ!"
หวงต้ากุ้ย ไป๋เจียนซี่ และคนอื่น ๆ ซาบซึ้งจากใจจริง น้ำเสียงอ่อนโยนจนแทบหยาดเยิ้ม ทำเอาซินจั๋วไม่ค่อยคุ้นชิน
"เกรงใจเกินไปแล้ว!"
'สำเร็จหรือ? พวกเขารู้สึกถึงมันแล้วหรือ?'
ซินจั๋วตั้งสมาธิทันที เรียก "บ่อชมจันทร์" ออกมาแล้วกวาดตามองคร่าว ๆ ก่อนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
【ชุยอิงเอ๋อร์: ขั้นเก้า】
【หานชีเหนียง: ขั้นเก้า】
【หวงต้ากุ้ย: รองขั้นเก้า】
【ไป๋เจียนซี่: รองขั้นเก้า】
【หานจิ่วหลาง: รองขั้นเก้า】
คุณสมบัติอื่นมิได้เปลี่ยนแปลง มีเพียงระดับพลังของทุกคนที่สูงขึ้น แต่เพิ่มขึ้นไม่มากนัก
'พรสวรรค์พื้นฐานห่วยเกินไป จึงยกระดับไม่ขึ้นหรือ?'
'ไม่ใช่! หากพิจารณาตามกฎแล้ว คงเป็นเพราะน้ำในบ่อต้องใช้เวลาย่อยพลัง ตอนนี้เพียงเปลี่ยนแปลงพรสวรรค์พื้นฐานของพวกเขาชั่วคราว ยังต้องสะสมไปทีละวันหรือ?'
'พอยอมรับได้'
'ช่วงชิง!'
จันทราธาตุ: 56/100
【ระดับรองขั้นแปดอันลึกล้ำและมั่นคง】
ครั้งนี้ช่วงชิงมาได้เพียงความสามารถเดียว ตามกฎของบ่อชมจันทร์ ความสามารถที่ไร้คุณค่าหรือไม่มีประโยชน์ต่อเจ้าของบ่อ ย่อมไม่ได้รับการยอมรับ จึงมิอาจช่วงชิงมาได้
เมื่อนำระดับพลังของทุกคนมารวมกัน จึงช่วงชิงระดับรองขั้นแปดมาได้
'ดูดซับ!'
"ระดับรองขั้นแปด" ที่ได้รับมาไหลเข้าสู่ปลายนิ้ว ไม่นานก็หลอมรวมเข้ากับ "ระดับรองขั้นแปด" ที่เขาบรรลุด้วยตนเอง ร่างกายรู้สึกชาและเจ็บแปลบเล็กน้อย คล้ายพันธนาการบางอย่างถูกเปิดออก
ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาจึงมองลงไปในบ่ออีกครั้ง
"เจ้าของบ่อ: ซินจั๋ว!"
"ระดับ: ขั้นแปด!"
'ดีเยี่ยม เลื่อนระดับอีกแล้ว! ขั้นแปด!'
เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มขึ้นมาบ้าง
"ประมุขใหญ่ คนของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายถอยไปแล้วหรือ? เหตุใดจึงเหม่อลอยอยู่ตรงนี้เจ้าคะ?"
ชุยอิงเอ๋อร์ซึ่งมองไม่เห็นการมีอยู่ของ "บ่อชมจันทร์" ก้าวเข้ามาสองก้าว มองใบหน้าที่ยังคงอ่อนเยาว์ของซินจั๋วอย่างใจลอยเล็กน้อย
"มิใช่เพียงค่ายพยัคฆ์ดุร้าย เมื่อคืนนี้พวกเจ้าหน้าที่ทางการก็มาด้วย มิรู้ว่าพวกเขาวางแผนสิ่งใดกันแน่"
คำพูดของซินจั๋วสร้างความตกตะลึงราวสายฟ้าฟาด ทำเอาหัวใจของเหล่าโจรกระตุกวูบอย่างรุนแรง







