ดวงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วงลอยเด่น แสงแดดอบอุ่นสายลมโชยอ่อน
เทือกเขาฝูหลงที่ทอดยาวสลับซับซ้อนภายใต้แสงแดด เต็มไปด้วยสีเหลืองแห้งเหี่ยวและเงียบเหงา
ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายหนีกลับไปยังค่ายเก่าในป่าเขา
ทางการกำลังจัดเตรียมกำลังพล
แต่คนของค่ายพิชิตมังกรทั้งหมดขาดแคลนข้อมูลข่าวสาร ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จึงระแวดระวังราวกับเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ และรอคอยอยู่เต็มๆ หนึ่งวัน
และในเวลานี้เอง ชุยอิงเอ๋อร์ทั้งห้าคนถึงเพิ่งค้นพบว่าพวกตนทะลวงระดับแล้ว ทว่าการยกระดับขั้นที่เพิ่มขึ้นมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ทำให้คนยากจะยอมรับและสัมผัสได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
พวกเขามองไปยังประมุขใหญ่ที่มีสีหน้าเรียบเฉยด้วยความประหลาดใจ ครุ่นคิดอยู่นาน ก็ทำได้เพียงยกความดีความชอบให้กับการระเบิดศักยภาพหลังเผชิญวิกฤตตามคำเล่าลือ!
ดังนั้นหวงต้ากุ้ยและหานชีเหนียงที่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจึงอาสาลงเขาไปสืบข่าว และพบด้วยความประหลาดใจว่า ไม่เพียงแต่คนของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายจะไม่อยู่แล้ว แม้แต่มือปราบของทางการก็หายไปจนหมดสิ้น
“พวกเขายอมแพ้แล้ว หรือว่ามีจุดประสงค์อื่นกันแน่?”
หลังจากจัดการเตรียมการป้องกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็กลับเข้าไปในค่าย จัดการเก็บศพ จากนั้นก็นั่งล้อมวง เสี่ยวหวงเดินออดอ้อนไปทั่ว อวดหงอนไก่แสนสวยของตัวเอง จนถูกหวงต้ากุ้ยจับขาโยนทิ้งไปด้านข้างอย่างรำคาญ
“ข้าคิดว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ความน่าเกรงขามของประมุขใหญ่ จะทำให้พวกมันหวาดกลัว ทว่ากองศพพวกนั้นปิดบังไม่ได้ ขนาดข้าเห็นแล้วยังกลัวเลย”
หานชีเหนียงยืนอยู่ข้างกายซินจั๋ว สองมือเท้าสะเอว ตอนนี้เกิดความรู้สึกพึ่งพาและยกย่องประมุขใหญ่ของตัวเองอย่างหน้ามืดตามัวไปแล้ว
“คิดตื้นเกินไปแล้ว ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายนั่นอาจจะกลัว แต่ทางการไม่แน่หรอก ในทางการไม่ขาดแคลนยอดฝีมือ พวกเจ้าเคยได้ยินว่ามือปราบของทางการถูกคนทำร้าย แล้วทางการจะยอมเลิกราง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
ชุยอิงเอ๋อร์นั่งไขว่ห้างอย่างไม่สนใจใคร ขาเรียวยาวดึงกระโปรงผ้าป่านให้เปิดออก เผยให้เห็นกางเกงในสีฟ้า รับกับแสงแดดยามเย็น ดูมีเสน่ห์เป็นพิเศษ คำพูดที่เปล่งออกมาก็มีสติรู้เท่าทันโลก
“พี่อิงเอ๋อร์ ท่านอย่ามัวแต่ยกย่องผู้อื่นแล้วทำลายขวัญกำลังใจของพวกเราเองได้หรือไม่เจ้าคะ” หานชีเหนียงทำปากยื่น ไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ถ้าให้ข้าพูด” หวงต้ากุ้ยฉีกยิ้ม “จะลมเหนือลมใต้ลมตะวันออกลมตะวันตก ช่างหัวมันประไร หากกล้าขึ้นมาอีก ก็ให้พวกมันลองลิ้มรสเพลงดาบขั้นเก้ารองของข้าดูสิ ฮ่าๆๆ...”
“ขั้นเก้ารองคือระดับที่กระจอกที่สุดต่างหาก!” ชุยอิงเอ๋อร์สาดน้ำเย็นเข้าให้อีก
“เอ่อ... รองประมุข ท่านพูดแบบนี้ข้าไม่ชอบฟังเลยนะ”
หวงต้ากุ้ยขยี้จมูก เขาเป็นคนอารมณ์ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร แต่ก็ไม่กล้ายั่วโมโหชุยอิงเอ๋อร์ ไม่ใช่แค่เพราะอีกฝ่ายมีนิสัยเย็นชาไม่น่าตอแยด้วย แต่ที่สำคัญคือสู้ไม่ได้
“พูดไปก็ไร้ประโยชน์”
ซินจั๋วขัดจังหวะการโต้เถียงของพวกเขาสองสามคน สะบัดแขนเสื้อ “เตรียมพู่กันกับหมึก!”
“แต่งกวีหรือขอรับ?” กลุ่มโจรประหลาดใจ
“กลางคืนกุมดาบสังหารคน กลางวันมีอารมณ์สุนทรีย์แต่งกวี” นี่คือคำที่ประมุขใหญ่คนก่อนตอนยังมีชีวิตอยู่ เอ่ยชมท่าทางของศัตรูคู่อาฆาตผู้นั้น
ทำให้กลุ่มโจรต่างพากันหลงใหลใฝ่ฝัน เป็นไปได้ไหมว่าประมุขใหญ่ของพวกเขาเองก็บรรลุถึงระดับนี้แล้ว เป็นคนสง่างามเช่นนี้เหมือนกัน?
“เขียนจดหมาย!”
แต่งกวีเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ อย่างมากก็แค่ลอกเลียนแบบ ซินจั๋วเพียงแค่คิดว่า เป็นไปได้ว่าคำพูดที่ตัวเองให้สมุนค่ายพยัคฆ์ดุร้ายนำไปบอกซุนอู่นั้นได้ผล มิเช่นนั้นไหนเลยจะมีเหตุผลที่เสียเปรียบแล้ว ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายกับทางการกลับหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย?
ช่างน่าปวดหัวจริงๆ เพื่อเอาชีวิตรอดถึงกับต้องคิดจนหัวแทบแตก
“ได้เลยขอรับ!”
หานจิ่วหลางที่ไม่รู้ว่าประมุขใหญ่จะเขียนจดหมายบ้าอะไร รีบวิ่งไปยกโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว
“พี่อิงเอ๋อร์ ข้าทำเองเจ้าค่ะ ข้าทำเอง”
ในอดีตมักจะเป็นชุยอิงเอ๋อร์ที่พอมีความรู้เรื่องหนังสือบ้างเป็นคนฝนหมึกให้ประมุขใหญ่น้อย ครั้งนี้หานชีเหนียงเป็นฝ่ายเสนอตัว
โต๊ะเป็นโต๊ะยาวสี่เหลี่ยมเรียบง่าย เก้าอี้เป็นเก้าอี้ไม้ไผ่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกล้วนปล้นมาจากพวกขุนนางกังฉินและพ่อค้าในปีก่อนๆ ไม่รู้ว่าเป็นของดีที่ผลิตจากที่ใด
ซินจั๋วหยิบพู่กันขึ้นมา ในท้องเต็มไปด้วยถ้อยคำร้อยแปดพันเก้า แต่ผลปรากฏว่าเมื่อมองไปที่หัวหลายหัวที่ยื่นเข้ามาใกล้ ก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ เหมือนตอนไปกินเลี้ยงที่ชนบทในชาติก่อนแล้วมีคนมาจดบัญชี แรงบันดาลใจเต็มพุงก็หายวับไปในพริบตา
“สรุปแล้ว ประมุขใหญ่ท่านจะเขียนจดหมายถึงใครกันเจ้าคะ?” ชุยอิงเอ๋อร์มีสีหน้าสงสัย
“ถึงซุนอู่ ค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ข้าสงสัยว่าเจ้าตัวแสบนั่นจะยังไม่ยอมรับการอภัยโทษ เดี๋ยวให้สุนัขผอมกับจิ่วหลางไปส่ง ถือโอกาสดูสถานการณ์ไปด้วย...”
“แบบนี้ไม่ดีมั้งขอรับ?” หวงต้ากุ้ยแสดงความประท้วง “พวกเราเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันนะ”
ไป๋เจียนซี่ก็จีบนิ้วกรีดกรายพร้อมพูดด้วยความไม่พอใจว่า “ท่านประมุขซิน ท่านทำแบบนี้เข้าข่ายสมคบคิดกับศัตรูนะขอรับ!”
เหล่าลูกน้องโจรภูเขายังคงฝังใจเจ็บกับเรื่องที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมาลอบโจมตีค่ายพิชิตมังกรในตอนกลางคืน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าร่วมด้วยก็ตาม
“สมคบคิดกับศัตรูที่ไหนกันล่ะ บนโลกนี้มีหลายเรื่อง พวกเจ้าลองเปลี่ยนมุมมองดูบ้างสิ”
ซินจั๋วอธิบายให้เหล่าลูกน้องโจรภูเขาฟังอย่างอดทน “อย่างเช่น บัณฑิตหญิงของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง กลางคืนไปเป็นนางคณิกาที่หอนางโลม พวกเจ้าจะคิดอย่างไร? คนปกติคงรู้สึกว่านางเป็นคนไร้ศีลธรรม จิตใจเสื่อมทราม และรู้สึกเจ็บปวดใจใช่ไหม?
แต่ถ้าหากเป็นนางคณิกาที่ไม่ยอมจมปลัก กลางคืนรับแขก แต่กลางวันกลับไปตั้งใจเรียนที่สถานศึกษา เพื่อพัฒนาตัวเองและแสวงหาอนาคตล่ะ?”
กลุ่มโจรกะพริบตา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้สึกราวกับว่ามีประตูบานหนึ่งถูกเปิดออก สภาพจิตใจพลันเบิกบานขึ้นมาทันที
“ยอดเยี่ยม! นางคณิกาคนนี้ไม่เลวเลยจริงๆ” หวงต้ากุ้ยปรบมือร้องชม จากนั้นก็ถามด้วยความสงสัย “เป็นไปได้ไหมว่าซุนอู่ผู้นี้เป็นนางคณิกาปลอมตัวมา?”
บัดซบ จินตนาการบ้าบออะไรเนี่ย ซินจั๋วจึงพูดออกไปตรงๆ ว่า “ตอนที่ท่านปู่ของข้ายังมีชีวิตอยู่เป็นคนตีเขา ไม่ใช่ตอนที่ท่านปู่ของเขายังมีชีวิตอยู่มาตีข้าเสียหน่อย ข้ากับเขาจะมีความแค้นอะไรกัน? เขาลอบโจมตีตอนกลางคืนจนพี่น้องต้องตายไปสี่คน ซึ่งในนั้นก็มีรองประมุขหลี่ชิงรวมอยู่ด้วย เขาต่างหากที่น่าเวทนากว่าข้า!
ที่สำคัญคือเขามีโจรอยู่แปดร้อยคน นั่นเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน? หากสามารถผูกมิตรกับพวกเขาได้ แล้วใช้พวกเขาไปดึงดูดความโกรธแค้น เย้ยหยันทางการ พวกเราถึงจะสุขสบายอย่างแท้จริง”
“ยอด!”
กลุ่มโจรถึงเพิ่งจะตระหนักได้ พากันยิ้มแย้มแจ่มใส ประมุขใหญ่พูดมีเหตุผล
ซินจั๋วก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา หยิบพู่กันขึ้นมาเขียน “น้องซุนอู่ที่รัก: เจ้ากับข้า...”
เพิ่งเขียนไปได้สองบรรทัด ก็ได้ยินเสียง “ฟิ้ว” ดังมาจากนอกประตูค่าย จากนั้นก็มีเสียง “ตึก” ดังเข้ามาใกล้ๆ
ทุกคนเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหัวลูกศรพังๆ ปักอยู่กลางลาน อดไม่ได้ที่จะตกใจ จากนั้นก็สงสัยอย่างยิ่ง เพราะบนหัวลูกศรมีจดหมายฉบับหนึ่งปักอยู่
เป็นรูปแบบของจดหมายส่งทางลูกศรอย่างชัดเจน!
ในเมื่อเป็นจดหมายส่งทางลูกศร งั้นก็ไม่ใช่การลอบโจมตีจากศัตรู
“โจรชั่ว!”
หวงต้ากุ้ยและไป๋เจียนซี่ไล่ตามออกไปด้วยท่วงท่าปราดเปรียว
ซินจั๋วรู้สึกว่ามันค่อนข้างไร้สาระ คนโบราณเล่นส่งจดหมายทางลูกศร ก็เหมือนกับพวกที่เล่นจับตัวเรียกค่าไถ่แล้วใช้โทรศัพท์ไม่ระบุตัวตนในชาติก่อน อีกฝ่ายไม่อยากให้รู้ว่าเป็นใคร แต่กลับต้องการสื่อสารบางอย่าง
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องดูสถานการณ์ด้วยสิ ถ้าอยู่ในตลาดสดหรือคฤหาสน์หลังใหญ่แล้วยิงเสร็จก็หนีไปก็ว่าไปอย่าง แต่มาเล่นบ้าอะไรส่งจดหมายทางลูกศรในป่าเขาลำเนาไพรแบบนี้ จะหนีไปไหนพ้น?
หานชีเหนียงหยิบจดหมายลูกศรขึ้นมาส่งให้แล้ว
ซินจั๋วเปิดออกดูก็พอจะเดาออกว่าเป็นใคร ร้อยทั้งร้อยต้องเป็นคนของค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ตัวอักษรบนหน้าซองที่เขียนว่า “ซินจั๋วเปิดเอง” นั้นบิดเบี้ยวโย้เย้ นอกจากโจรภูเขาแล้วก็คงไม่มีใครเขียนตัวหนังสือได้น่าเกลียดขนาดนี้อีก
คิดไม่ถึงว่าตัวเองกำลังเตรียมจะเขียนจดหมายถึงเขา จดหมายของเขากลับมาถึงก่อนซะงั้น
หลังจากเปิดออก เนื้อหาใจความมีดังนี้:
“ฮ่าๆๆ ข้าอยู่ภูเขาทางเหนือสบายดี น้องชายอยู่ทางใต้เป็นอย่างไรบ้าง? ลูกหมูบ้านข้าคลอดลูกออกมาเปียด (แปด) ตัว เมียไอ้ซานกุ้ยก็คลอดลูกพั๊ว (ผู้) ออกมาคนนึง เจ้าว่ามันบังเอิญดีไหม
นังซิ่วฮวาเมียข้าไม่เชื่อฟังอีกแล้ว ด่าข้าว่าเป็นลาหื่น เสี่ยวซุ่นจื่อ กะปะชะชะ กวนใจคนแท้...
โอ่งตรงมุมทิศตะวันตก ข้าดูแล้วดีทีเดียว ถึงจะบิ่นไปหน่อย แต่ก็ยังใส่น้ำได้...
ข้าทุกข์ใจนัก เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง... ข้านับถือเฒ่าซินมากนะ...”
รวมแล้วทั้งหมดสิบสามหน้ากระดาษ ตัวอักษรประมาณหนึ่งถึงสองพันตัว เป็นแบบที่ไม่มีเครื่องหมายวรรคตอน อ่านตั้งแต่ต้นจนจบก็มีคำผิดเต็มไปหมด ลายมือก็ทุเรศทุรังจนไม่กล้าเอาไปให้ใครดู พูดจาเรื่อยเปื่อย ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ไม่รู้ว่าต้องการจะสื่ออะไร ที่สำคัญคือทุกหน้ายังมีรอยลูกศรเจาะทะลุ จนตัวอักษรหลายตัวขาดหายไป ทำให้ความหมายขาดตอน
ซินจั๋วทนอ่านจนจบ ถอนหายใจยาวออกมาระลอกหนึ่ง ระดับแค่นี้ เรียงความของเด็กนักเรียนชั้นประถมสามในชาติก่อนที่เขียนว่า พ่อของฉันทยอยกลับบ้านแล้ว ยังดีกว่ามันเลย
ที่สำคัญคือเขาต้องการจะสื่ออะไรกันแน่?
ชุยอิงเอ๋อร์ก้าวเข้ามาอ่านแบบตะกุกตะกักไปหนึ่งรอบ คนอื่นๆ ก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่เข้าใจความหมาย
“ประมุขใหญ่!”
ในตอนนั้นเองหวงต้ากุ้ยกับไป๋เจียนซี่ก็หิ้วชายหนุ่มที่มีรูปร่างผอมแห้งราวกับลิงกลับมา “เจ้าหมอนี่แหละที่เป็นคนยิงธนู ท่าทางลับๆ ล่อๆ ไม่เหมือนคนดี มันบอกว่าตัวเองเป็นคนของค่ายพยัคฆ์ดุร้าย!”
“ท่านประมุขซิน ฆ่าข้าไม่ได้นะ ซุนอู่ประมุขใหญ่ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายของข้าเป็นคนให้ข้ามาส่งจดหมาย การส่งจดหมายทางลูกศรเป็นธรรมเนียมของยุทธภพ”
เจ้าลิงผอมถูกตบไปสองฉาด บนใบหน้ายังมีรอยฝ่ามือ มันร้องห่มร้องไห้ “คันธนูและลูกศรเป็นอาวุธที่ทางการควบคุม พวกข้าก็มีอยู่แค่คันเดียว นี่นับเป็นความจริงใจอย่างที่สุดแล้ว”
“ความจริงใจบ้าบออะไร พวกเจ้าสมคบคิดกับทางการ แล้วยังกล้าเขียนจดหมายถึงข้าอีกหรือ?” ซินจั๋วตะคอกเสียงดัง ลองหยั่งเชิงดู
เจ้าลิงผอมชะงักไปครู่หนึ่ง รีบตอบกลับทันที “สมคบคิดกับทางการหรือ? ไปสมคบคิดกับทางการตั้งแต่เมื่อไหร่? เมื่อวานนี้ท่านประมุขซินฆ่ารองประมุขของพวกข้า ประมุขใหญ่ก็พาพวกข้าหนีกลับค่ายไปแล้ว หัวหน้ามือปราบโกรธจนด่าบรรพบุรุษเลยล่ะ”
เมื่อได้รับคำตอบที่แน่ชัด ซินจั๋วกับพวกชุยอิงเอ๋อร์ก็สบตากัน ถอนหายใจอย่างโล่งอกอยู่เงียบๆ
หานชีเหนียงชี้ไปที่เจ้าลิงผอม ตวาดว่า “ถือว่าพวกเจ้ายังรู้จักที่ต่ำที่สูง แล้วตอนนี้ทหารทางการอยู่ที่ไหน?”
เจ้าลิงผอมปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก “ทหารทางการไปที่ค่ายพวกข้าหมดแล้ว เหมือนว่าจะไปปราบปรามพวกข้า โชคดีที่ข้าฝึกวิชาตัวเบามา กลางคืนเดินทางได้สามร้อยลี้ กลางวันเดินทางได้แปดร้อยลี้ ถึงไม่ถูกพวกมันจับตัวไป ประมุขใหญ่ของพวกข้าร้อนใจ จึงเขียนจดหมายถึงท่านประมุขซิน ท่านประมุขซิน ท่านดูสิว่าจดหมายเขียนดีหรือไม่ ประมุขใหญ่ของพวกข้าเพิ่งเคยเขียนจดหมายถึงคนอื่นเป็นครั้งแรก ก็เลยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง”
พูดพลางสังเกตสีหน้าของซินจั๋วอย่างละเอียด
พวกชุยอิงเอ๋อร์ก็มองไปที่ซินจั๋วพร้อมกัน
ซินจั๋วงุนงงไปหมด จะมาเขินอายอะไรกัน? เขาเอ่ยถาม “ประมุขใหญ่ของพวกเจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ท่านไม่ได้อ่านจดหมายหรือ? ข้าไม่รู้หรอก” เจ้าลิงผอมทำหน้าซื่อ
ซินจั๋วหยิบจดหมายขึ้นมาดูผ่านๆ อีกครั้ง แต่ก็ยังดูไม่ออกอยู่ดี จึงตัดสินใจหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนจดหมายตอบกลับ “ประมุขใหญ่ซุน ทุกคนต่างก็เป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา มีอะไรก็พูดมาตรงๆ เถอะ อย่ามามัวอ้อมค้อมแบบนี้ อ่านไม่รู้เรื่อง”







