เมื่อขุนนางกำมะลอบังเอิญเข้าไปปะปนอยู่ในหมู่ลูกหลานขุนนาง ควรจะทำอย่างไรดี?
แสร้งทำเป็นเก่งแล้วตบหน้า?
ไม่ๆๆ นั่นมันวิธีของหลงอ้าวเทียนที่มีรัศมีตัวเอกคอยคุ้มครอง ไม่ว่าจะทำตัวอย่างไรก็ไม่มีทางตาย
จัดการพวกเขากระจุย เป็นที่หนึ่งในการสนทนาเชิงปรัชญา แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? ได้เงินสักอีแปะไหม?
ส่วนเรื่องคบเพื่อน หวังหยางก็ไม่มีความคิดแบบนี้เช่นกัน เพราะฐานะของตัวเองเป็นของปลอม อีกทั้งยังไม่รู้ถึงนิสัยใจคอและเบื้องลึกเบื้องหลังของคนทั้งสอง ดีไม่ดีคบเพื่อนยังไม่ทันไร ความลับกลับแตกลงเสียก่อน
ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือซ่อนประกายเก็บงำความสามารถ รักษาสถานะที่ไม่ล่วงเกินผู้ใดและไม่สนิทสนมกับผู้ใดจนเกินไป หากทำให้คนไม่ทันสังเกตเห็นเขาได้ก็ยิ่งดี
แต่นี่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
นับรวมตัวเองแล้ว มีทั้งหมดแค่ห้าคน มีคนจากตระกูลหวังแห่งหลางหยา หน้าตาหล่อเหลาความสามารถสูงส่ง จะไม่ถูกจับตามองได้อย่างไร?
เช่นนั้นก็ฝืนใจทำตัวให้ธรรมดาหน่อยแล้วกัน ถึงจะยากมาก แต่ก็ต้องพยายามให้เต็มที่
หวังหยางปลอบใจตัวเองอย่าง 'หน้าไม่อาย' เป็นที่สุด
เฉินชิงซานนั่งอยู่ตรงข้ามหวังหยาง บนใบหน้าอันงดงามเย็นชาปรากฏแววตระหนักรู้ขึ้นมาสายหนึ่ง "ข้ารู้แล้ว"
หวังหยางชะงัก "เจ้ารู้อะไรหรือ?"
"รุ่นฮิตอะไรกัน......เจ้าไม่มีเงินใช่ไหมล่ะ"
ให้ตายเถอะ!
คิดไม่ถึงว่ายังจะคิดเรื่องนี้อยู่อีก?
เด๋อด๋าชะมัด!
เมื่อช่วงเช้าหวังหยางเพิ่ง 'เผยแพร่' แนวคิดเรื่อง 'รุ่นฮิต' ให้แก่นาง เพื่อใช้ปัดป่ายเรื่อง 'ของแบรนด์เนมปลอม' คิดไม่ถึงว่านางเพิ่งจะตอบสนองเอาป่านนี้!
"ข้าจะไม่มีเงินได้อย่างไร?!" หวังหยางหัวเราะแห้งๆ สองที
หลังจากคืนเงินกู้นอกระบบ แล้วยังแบ่งครึ่งกับเฮยฮั่น เงินห้าร้อยอีแปะที่เหลือใช้ให้ทิปคนขายพัดไปหนึ่งร้อยอีแปะ ซื้อเกาลัดคั่วไปแปดอีแปะ ซื้อเสื้อผ้าให้อาอู่ใช้ไปเก้าสิบเจ็ดอีแปะ พวกเขาสองคนกินเป็ดย่าง ข้าวฉื้อชาง แกงจืดผักฮั่ว ใช้ไปสี่สิบหกอีแปะ ยังเหลือเงินก้อนโตตั้งสองร้อยสี่สิบเก้าอีแปะ!
แบบนี้จะเรียกว่าไม่มีเงินได้หรือ?!
"ข้าไม่ได้บอกไปแล้วหรือไง ที่อี้ซิงเหล่าปัญญาชนล้วนนิยมแต่งตัวแบบนี้ ผ้าอวี้หลินของแท้กลับไม่มีคนซื้อ นี่เรียกว่ากระแสความนิยม "
"เจ้าไม่มีกระทั่งหยกด้วยซ้ำ" เฉินชิงซานเอ่ยขึ้นกะทันหัน
แม้นางจะไม่ได้เกิดในตระกูลปัญญาชน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นบุตรสาวตระกูลแม่ทัพ อาศัยอยู่ในเมืองหลวงมานาน พบเห็นลูกหลานขุนนางมานักต่อนัก หลังจากได้สัมผัสกันมาสักพัก รู้สึกว่าหวังหยางแม้อุปนิสัยใจคอจะดี แต่หากจะบอกว่ามีเงินล่ะก็ หึๆ
หวังหยางปากแข็งกล่าวว่า "ข้าไม่ชอบ"
"เจ้าไม่ใช้เครื่องหอมด้วย"
"ลูกผู้ชายไม่ใช้เครื่องหอม"
"เจ้าไม่มีเกวียนเทียมวัว......"
"ข้าชอบเดิน!"
"ผู้ติดตามของเจ้า "
"ตกลง ข้าไม่มีเงิน" หวังหยางทำได้เพียงยอมรับออกมา
เฉินชิงซานเห็นท่าทางอารมณ์เสียของหวังหยาง มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย จากนั้นรีบเม้มปากกล่าวว่า "เสื้อผ้าอวี้หลินของแท้ราคาเท่าไร ข้าให้เจ้ายืมก่อนได้"
หวังหยางมองไปทางเฉินชิงซานด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เฉินชิงซานกล่าวว่า "อย่าเข้าใจผิด ข้าแค่เห็นว่าคุณชายตระกูลใหญ่อย่างเจ้าใช้ชีวิตได้น่าเวทนาไปหน่อย เอาอย่างนี้ ข้าให้เจ้ายืมเงินก่อนสักหน่อย ถึงเวลาเจ้าค่อยคืนข้า ดอกเบี้ยร้อยละสามต่อเดือน"
"ดอกเบี้ยร้อยละสาม? ทำไมเจ้าไม่ปล้นเลยล่ะ!" ตู้ซานเหยียยังคิดดอกเบี้ยแค่ร้อยละหนึ่งต่อเดือนเองนะ!
"เช่นนั้นก็......ร้อยละสอง?" เฉินชิงซานลองหยั่งเชิงถาม
หวังหยาง: →_→
......
เกวียนเทียมวัวแล่นจากประตูข้างเข้าไปในจวนตระกูลอวี่โดยตรง และจอดลงภายใต้การนำทางของผู้รับใช้จวนตระกูลอวี่ หวังหยางและเฉินชิงซานลงจากเกวียน เห็นเซี่ยซิงหานสวมชุดสีเหลืองอ่อน ใบหน้างดงามราวกับหิมะ สายลมเย็นพัดผ่าน ชายเสื้อผ้าไหมสีเหลืองโบกสะบัดราวกับผีเสื้อ
"แม่นางเซี่ย!" หวังหยางยิ้มทักทาย
เซี่ยซิงหานปรายตามองเฉินชิงซานแวบหนึ่ง เอ่ยเสียงเบาว่า "เจ้ามีเงินจ้างองครักษ์สาวงาม แต่ไม่มีเงินเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือ?"
หวังหยางทำได้เพียงพูดข้ออ้างชุดเดิมที่ใช้รับมือกับเฉินชิงซานซ้ำอีกรอบ "เจ้าไม่รู้อะไร ที่ของพวกเราความจริงนิยมผ้าป่านทอละเอียดแบบนี้ ผ้าอวี้หลินกลับไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไร รู้สึกว่ามันดูเชย......"
"ดังนั้นเจ้าจึงไม่มีเงิน" เซี่ยซิงหานทำท่าครุ่นคิด
"ใครบอกว่าข้าไม่มีเงินกัน!"
"เจ้าไม่มีกระทั่งหยกด้วยซ้ำ"
หวังหยาง: ......
เซี่ยซิงหานเห็นหวังหยางจนมุมก็อารมณ์ดีเป็นอย่างมาก เอ่ยด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า "เอาอย่างนี้ ข้าให้เจ้ายืมก่อนสักหน่อย ดอกเบี้ยร้อยละห้าต่อเดือน"
หวังหยางพูดไม่ออก "ทำไมเจ้าไม่เอาสักร้อยละสิบเลยล่ะ?"
"หากเจ้าบอกว่าร้อยละสิบ ข้าก็จะให้เจ้ายืมเยอะหน่อย"
หวังหยาง: ......
"คุณชายหวัง แม่นางเซี่ย เชิญตามข้าน้อยมาขอรับ"
ผู้รับใช้หลายคนนำทางพวกหวังหยางเดินผ่านสวนดอกไม้
หวังหยางลองหยั่งเชิงถาม "อวี่อี้รู้หรือว่าข้าจะมา?"
"พวกเขาเพียงรู้ว่าเจ้าคือคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา ศึกษาอยู่ที่สำนักศึกษาประจำจวิ้น เรื่องอื่นล้วนไม่รู้ทั้งสิ้น" เซี่ยซิงหานพูดจบ ก็เสริมอีกคำอย่างมีความหมายลึกซึ้งว่า "วางใจเถอะ"
หวังหยางปรายตามองเซี่ยซิงหาน เอ่ยอย่างร้อนตัวว่า "นี่มีอะไรให้ไม่วางใจกัน"
เซี่ยซิงหานยิ้มบางๆ "อย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นคุณชายหวังก็ช่างเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมาเสียจริงนะ"
หวังหยางรู้สึกว่าเซี่ยซิงหานเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง ทุกประโยคล้วนมีความหมายแฝง แต่นางรู้เรื่องอะไรกันแน่ หวังหยางเองก็ไม่มีความมั่นใจในใจเลย
คนทั้งหลายเดินเข้าไปในระเบียงทางเดินไม้ทาสี สุดปลายระเบียงทางเดินคือโถงรับรองแขกอันกว้างขวาง
พื้นปูด้วยไม้ทาสี สามด้านปลูกต้นไม้เขียวขจี
พวกหวังหยางเดินไปยังทิศทางของโถงรับรอง ตอนนี้เองก็ได้ยินเสียงคุยโวโอ้อวดดังขึ้นมา:
"การสนทนาเชิงปรัชญาอะไรสำคัญที่สุด? ความรู้สึก อย่างไรก็คือความรู้สึก!
หากความรู้สึกถูกต้อง การคว้าชัยในการสนทนาเชิงปรัชญาก็จะง่ายดายราวกับเด็ดดอกไม้ใบหญ้า
วันนั้นยอดฝีมือด้านการสนทนาเชิงปรัชญาสี่คนของปาหลิงจวิ้นรุมล้อมข้าเพียงคนเดียว ข้ายังไม่ทันได้ดื่มชาสักอึก ก็ถกเถียงกับพวกเขาสิ
ข้าชี้ไปยังเงาแดดบนพื้น บอกว่าก่อนเงาแดดจะเคลื่อนที่ หากข้าไม่สามารถทำลายทฤษฎีของพวกเจ้าได้ ข้าจะยอมแพ้โดยตรง! แล้วผลเป็นอย่างไรล่ะ?
แค่สี่คำเท่านั้น
ราบคาบดั่งผ่าไม้ไผ่!
นั่นก็คือความรู้สึกมาถึงแล้ว"
นี่มันใครกันเนี่ย ทำไมถึงได้ขี้โม้ขนาดนี้?
หวังหยางมองไปตามเสียง ก็เห็นว่าคนที่พูดคือคุณชายสวมชุดหรูหราเยาว์วัยผู้หนึ่ง นั่งอยู่ทางด้านขวาของโถงรับรอง
เวลานี้ผู้รับใช้ร้องขานเสียงดังว่า "แม่นางเซี่ยแห่งเฉินจวิ้นมาถึงแล้ว! คุณชายหวังแห่งหลางหยามาถึงแล้ว!"
บนที่นั่งประธานในโถงรับรองมีชายรูปร่างสูงโปร่งผอมบางหน้าตาหล่อเหลาสะอาดสะอ้านลุกขึ้นยืน สวมชุดยาวพลิ้วไหว ท่าทางสง่างามไม่ธรรมดา อุปนิสัยไม่ธรรมดา เขาคืออวี่อี้
เขายิ้มพลางประสานมือคารวะ "เรือนซอมซ่อ ได้หวังเซี่ยมาเยือนพร้อมกัน นับเป็นโชคดีอย่างยิ่ง"
หวังหยางประสานมือคารวะตอบ เซี่ยซิงหานทำความเคารพแล้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์เกรงใจไปแล้ว หากจะพูดถึงความโชคดี พวกเราต่างหากที่โชคดี ท่านอาจารย์ปลีกตัวออกจากโลกียวิสัย โดดเด่นเหนือธุลีทางโลก ชื่อเสียงอันสูงส่งขจรขจายไปทั่วจิงโจวและฉู่ วันนี้ได้ท่านอาจารย์มาเป็นผู้ดำเนินการสนทนาเชิงปรัชญา นับเป็นโชคดีอย่างหาที่สุดมิได้"
อวี่อี้ยิ้มกล่าวว่า "ใครๆ ต่างบอกว่า 'เซี่ยลิ่งมีบุตรสาว' สมคำร่ำลือจริงๆ เชิญนั่ง" จากนั้นพยักหน้าให้หวังหยางแล้วกล่าวว่า "คุณชายหวังก็เชิญนั่งเช่นกัน"
คุณชายชุดหรูหราก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน ประสานมือคารวะเซี่ยซิงหานและหวังหยางด้วยท่าทีเป็นมิตร "แม่นางสี่สบายดีหรือ......ท่านนี้คงจะเป็นพี่หวังสินะ! ผู้น้อยเหยียนโย่วเฉิงแห่งหลางหยา ชื่อรองอันคัง ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก!"
"ข้าน้อยหวังหยาง ชื่อรองจือเหยียน คารวะพี่เหยียน!"
การคบหาสมาคมในยุคโบราณ จะเรียกขานกันว่าพี่เพื่อเป็นการให้เกียรติ โดยไม่คำนึงถึงอายุ เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่สนิทสนมกัน อีกฝ่ายเรียกคุณว่าพี่ หากคุณคิดเป็นจริงเป็นจัง แล้วเรียกอีกฝ่ายว่า 'น้อง' ตามน้ำล่ะก็ เช่นนั้นคงจะดูเป็นคนซื่อบื้อไปหน่อย โชคดีที่หวังหยางไม่ใช่คนอ่อนหัด จึงหลีกเลี่ยงการทำเรื่องขายหน้าไปได้
หลังจากการทักทายเสร็จสิ้น ทุกคนก็นั่งลงประจำที่ เฉินชิงซานสะพายกระบี่ยืนอยู่ด้านหลังหวังหยาง สวมชุดสีฟ้าดูทะมัดทะแมง ขาเรียวยาวตรง กลับทำให้หวังหยางดูมีมาดของคุณชายตระกูลใหญ่ขึ้นมาไม่น้อย
เหยียนโย่วเฉิงถามด้วยความอยากรู้ "ขอเรียนถามพี่หวัง ว่าเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาในสายใด เหตุใดจึงมาทัศนศึกษาที่จิงโจวหรือ?"
หวังหยางเห็นเซี่ยซิงหานมองเขาอย่างเงียบๆ ก็คิดในใจว่า 'การที่นางพาข้ามาที่นี่ บางทีอาจมีความคิดที่จะขอยืมปากผู้อื่นมาหยั่งเชิงฐานะของข้า' เขารู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจปัดป่ายได้ จึงเตรียมตัวมาแต่เนิ่นๆ แล้ว เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า:
"บรรพบุรุษของข้าน้อยคือขุนนางชื่อดังในยุคราชวงศ์จิ้น ดำรงตำแหน่งแม่ทัพฝ่ายขวา ผู้ตรวจการเมืองฮุ่ยจี"
"หวังโย่วจวิน?!" เหยียนโย่วเฉิงตกใจ
หว่างคิ้วของเซี่ยซิงหานกระตุกเล็กน้อย
มีเพียงอวี่อี้ที่สีหน้ายังคงเป็นปกติ







