ลึกเข้าไปในจวนตระกูลอวี่ บ่าวชายแปดคนยืนล้อมรอบเรือนไผ่หลังหนึ่ง
ภายในเรือนไผ่
อวี่อวี๋หลิงนั่งขัดสมาธิหลับตา ริมฝีปากแห้งผาก ใบหน้าซูบซีด
นี่คือวันที่สามแล้วที่เขาอดอาหาร
อวี่อี้สวมชุดคลุมยาวสีเขียวอมฟ้า เดินเนิบนาบเข้ามาในห้อง
อวี่อวี๋หลิงลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง เมื่อเห็นว่าเป็นบิดา จึงใช้มือยันพื้น คิดจะลุกขึ้นทำความเคารพ
อวี่อี้ส่ายหน้าอย่างไม่สบอารมณ์กล่าวว่า "ช่างเถอะ เจ้ากระทั่งชีวิตก็ยังไม่เอาแล้ว จะยังต้องมาสนใจธรรมเนียมจอมปลอมพวกนี้ไปทำไม"
อวี่อวี๋หลิงยังคงดื้อดึงลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะบิดา น้ำเสียงแผ่วเบา "ธรรมเนียมมิอาจละทิ้งขอรับ"
อวี่อี้แค่นเสียงเย็นกล่าว "ธรรมเนียมมิได้อยู่ที่รูปลักษณ์ แต่อยู่ที่ใจ ลัทธิขงจื๊อของพวกเจ้ากล่าวว่าร่างกายเส้นผม ผิวหนัง ล้วนได้รับจากบิดามารดา ที่เจ้าทำอยู่นี่นับเป็นสิ่งใด ข่มขู่หรือ"
"ลูกมิกล้าข่มขู่ท่านพ่อ เพียงอยากกลับไปสำนักศึกษาประจำจวิ้นขอรับ"
ยามนี้ด้านนอกประตูก็มีเสียงผู้ติดตามรายงานเข้ามา "นายท่าน อาหารมาแล้วขอรับ"
"ยกเข้ามา"
บ่าวรับใช้สองคนหิ้วกล่องอาหารค้อมกายเดินเข้ามา
อวี่อวี๋หลิงกล่าว "เอาออกไป ข้าไม่กิน"
บ่าวรับใช้ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย จัดเรียงอาหารและภาชนะในกล่องออกมาทีละอย่าง มีข้าวต้มใสสองชาม กับข้าวสี่อย่าง และขนมสองจาน
อวี่อี้กล่าวเรียบๆ "มิใช่เอามาให้เจ้ากินเสียหน่อย"
บ่าวรับใช้เตรียมเบาะรองนั่งให้อวี่อี้เรียบร้อย จากนั้นก็ค้อมกายถอยออกไป
อวี่อี้นั่งลงอย่างสบายใจ ยกชามข้าวต้มขึ้นมาดื่มด่ำอย่างผ่อนคลาย
"บทกวีฟู่สมัยฮั่นกล่าวไว้ว่า 'เนื้อลูกวัวอันโอชะ แกล้มด้วยหน่อไม้และผักปรือ' หน่อไม้หากทำได้ดี ย่อมอร่อยเสียยิ่งกว่าเนื้อลูกวัว ชาวไขว่จีทำหน่อไม้ชอบนำไปนึ่ง บอกว่า 'ได้รสชาติครบถ้วนอย่างวิเศษ' แต่ข้าไม่ชอบ ข้าชอบนำไปตุ๋นในน้ำซุปกระดูก หรือไม่ก็ผัดด้วยน้ำมันร้อนๆ ผัดจนน้ำมันเป็นประกายวาววับ กินกับข้าวอร่อยที่สุด..."
อวี่อี้คีบหน่อไม้เข้าปาก หลับตาลงเล็กน้อย "อืม... รสชาติซึมเข้าเนื้อแล้ว"
อวี่อวี๋หลิงฟังเสียงเคี้ยวของบิดา กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก บังคับตนเองไม่ให้มองไปที่อาหาร
"นั่งลงสิ พวกเรามากินไปคุยไป"
อวี่อวี๋หลิงขยับริมฝีปาก กำลังจะกล่าวย้ำถึงหลักการการอดอาหารของตนอีกครั้ง ก็ได้ยินบิดากล่าวขึ้นว่า "โอ้ ข้าพูดผิดไป ข้าต่างหากที่กินไปคุยไป เจ้านั่งฟังก็พอแล้ว"
อวี่อวี๋หลิงเองก็ยืนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงทำได้เพียงนั่งลงตรงข้ามบิดา ได้กลิ่นหอมของอาหาร ก็รู้สึกเพียงว่าพลังใจของตนเองกำลังพังทลายลง
อวี่อี้คีบเนื้อปลา "เรื่องยุบสำนักศึกษาประจำจวิ้นนั้นกำหนดไว้แน่นอนแล้ว พี่ชายเจ้าไม่ได้บอกเจ้าให้ชัดเจนหรือ"
อวี่อวี๋หลิงกำลังเหม่อลอย เมื่อได้ยินคำถามของบิดา จึงฝืนละสายตาจากเนื้อปลา รวบรวมสมาธิกล่าวว่า
"เรื่องจะแน่นอนหรือไม่ขึ้นอยู่กับสวรรค์ จะทุ่มเทสุดกำลังหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวข้า ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ข้าก็อยากทุ่มเทแรงใจให้สำนักศึกษาประจำจวิ้นสักครา อีกอย่าง... อีกอย่างมีตระกูลหวังและตระกูลเซี่ยคอยช่วยเหลือ เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะทำไม่สำเร็จขอรับ"
"หวังเซี่ยรึ" อวี่อี้ยิ้มบาง "เซี่ยเฝ่ยกลับให้กำเนิดบุตรสาวที่ดีคนหนึ่งมาได้ เปรียบเทียบแล้วคุณชายตระกูลสูงศักดิ์ตั้งเท่าไหร่ยังต้องพ่ายแพ้ ส่วนตระกูลหวัง เจ้าหมายถึงหวังคนนั้น..."
อวี่อี้นึกชื่อคนไม่ออกชั่วขณะ
อวี่อวี๋หลิงกล่าว "หวังหยางขอรับ เขามีความรู้ลึกซึ้ง เหนือกว่าข้ามากนัก หากพูดถึงแค่คัมภีร์ซ่างซูเพียงวิชาเดียว ข้าว่าต่อให้เป็นปั๋วซื่อแห่งสำนักศึกษาของรัฐ ก็ใช่ว่าจะเก่งกาจไปกว่าเขาขอรับ!"
เมื่อพูดถึงหวังหยาง อวี่อวี๋หลิงก็มีสีหน้าเลื่อมใส
อวี่อี้เงยหน้าขึ้นเล็กน้อยครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวขึ้นทันทีว่า "คนผู้นี้ ต่อไปเจ้าอย่าได้ไปพบเขาอีก"
"เหตุใดหรือขอรับ" อวี่อวี๋หลิงตกตะลึง
อวี่อี้กินข้าวต้มก้นชามจนหมด ใช้ผ้าเช็ดหน้าสีขาวเช็ดปาก แล้วลุกขึ้นยืน "ยังมีข้าวต้มอีกชามเป็นของเจ้า"
อวี่อวี๋หลิงขมวดคิ้วกล่าว "ท่านพ่อ ข้า..."
"สำนักศึกษาประจำตงหยางจวิ้นไม่รุ่งเรือง โรงเรียนเสื่อมโทรม ข้าสามารถเขียนจดหมายถึงหลินชวนจวิ้นอ๋อง เสนอแนะให้หลิวเจาไปรับตำแหน่งขุนนางการศึกษาที่ตงหยาง ศิษย์สำนักศึกษาประจำจวิ้นที่ยินดีตามไป ล้วนสามารถย้ายทะเบียนไปฝากไว้ที่ตงหยางได้ เงื่อนไขคือเจ้าต้องกินข้าวต้มชามนี้ซะ"
"ตงหยางจวิ้นหรือขอรับ" อวี่อวี๋หลิงชะงัก "แต่ตงหยางจวิ้นอยู่ในหยางโจว ไม่ได้อยู่ในจิงโจวนี่ขอรับ!"
"ขอเพียงวิชาความรู้สามารถสืบทอดต่อไปได้ จิงหรือหยางแล้วจะมีอันใดต่างกัน อาศัยโอกาสนี้ นำลัทธิของพวกเจ้าไปเผยแพร่ที่ตงหยาง ไม่แน่อาจเป็นจุดเปลี่ยนให้เจริญรุ่งเรือง ปีนั้นเจิ้งเสวียนฝากตัวเป็นศิษย์หม่าหรง ร่ำเรียนจนจบแล้วขออำลากลับ หม่าหรงทอดถอนใจรำพันว่า 'ศิษย์เจิ้งจากไปในครานี้ มรรคผลของข้าได้มุ่งสู่ตะวันออกแล้ว' มาบัดนี้สำนักจิงโจวกำลังแผ่ขยายไปทางตะวันออก หรือจะไม่มีวันเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ได้เชียวหรือ"
สำนักจิงโจวแผ่ขยายไปทางตะวันออก...
ดวงตาของอวี่อวี๋หลิงเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย
"ข้อเสนอนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อก่อนข้าจะเดินออกจากประตูเท่านั้น"
อวี่อี้ไพล่มือเดินออกไปนอกประตู
"ขอบพระคุณท่านพ่อที่ชี้แนะขอรับ!"
อวี่อวี๋หลิงได้สติ ก็รีบสวาปามข้าวต้มคำโตอย่างรวดเร็ว
...
ยามเชินชูเค่อช่วงบ่าย เกวียนวัวเหลืองประดับสายรัดสีแดงของแม่นางเซี่ยก็มาจอดตรงเวลาที่หน้าประตูสำนักศึกษาประจำจวิ้น
เสี่ยวหนิงย่อเข่าทำความเคารพหวังหยางที่มีใบหน้ายิ้มแย้มเบิกบาน กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "คุณชายหวัง ขอให้การศึกษาราบรื่นนะเจ้าคะ"
หวังหยางอารมณ์ดีมาก เพราะเมื่อครู่หลิวเจาบอกเขาว่าเรื่องการฝากชื่อเข้าทะเบียนราษฎร์จัดการเรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วงเช้าได้ลงทะเบียนในสมุดทะเบียนราษฎร์ของที่ทำการจวิ้น ตอนนี้หวังหยางนับว่ามี 'ทะเบียนบ้านชั่วคราว' ของจิงโจวแล้ว
เพียงแต่มีข้อเสียอยู่นิดหน่อย นั่นคือการฝากชื่อเข้าทะเบียนจำเป็นต้องระบุภูมิลำเนาเดิม ถึงแม้จะมีขุนนางผู้รับผิดชอบอย่าง จงรุ่ย ผู้ช่วยเจ้าเมืองหนานจวิ้นช่วยจัดการให้ โดยข้ามขั้นตอนการส่งหนังสือราชการไปสอบถามเพื่อตรวจสอบภูมิลำเนาเดิม แต่ก็ยังต้องเขียนระบุภูมิลำเนาเดิมลงไปอยู่ดี ดังนั้นจงรุ่ยจึงตัดสินใจเอาเอง เขียนภูมิลำเนาเดิมของหวังหยางว่า อี้ซิง ซึ่งเป็นบ้านเกิดที่เขาไม่เคยไป และยิ่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ที่ใด
เรื่องที่เอาอี้ซิงมาเป็นบ้านเกิดของหวังหยางนั้น เป็นเพียง 'ความพึงใจฝ่ายเดียว' ของหลิวเจาบนโต๊ะสุราล้วนๆ หวังหยางไม่เคยยอมรับ และแน่นอนว่าไม่เคยปฏิเสธเช่นกัน
แต่ถ้าไม่เขียนว่าอี้ซิงแล้วจะให้เขียนที่ใดได้ล่ะ
หวังหยางก็เลยตามเลย อี้ซิงก็อี้ซิงเถอะ
อย่างไรเสียก็หลุดพ้นจากสถานะบุคคลไร้ทะเบียนราษฎร์แล้ว หวังหยางมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นไม่น้อย แม้จะยังห่างไกลจากการยืนยันสถานะคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา แต่อย่างน้อยภายในจิงโจวก็มีหลักฐานให้ตรวจสอบได้ ซึ่งก็เพียงพอแล้วที่จะรับมือกับการไต่สวนทั่วไป ถือเป็นการเพิ่มหลักประกันให้กับตัวตนของเขาอีกหนึ่งขั้น
หวังหยางทักทายเสี่ยวหนิงด้วยรอยยิ้มแล้วเตรียมจะขึ้นเกวียน สีหน้าของเสี่ยวหนิงพลันเปลี่ยนไป รีบยื่นแขนออกมาขวางหวังหยางไว้ "คุณชายหวัง นี่ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ"
"ก็ขึ้นรถน่ะสิ" หวังหยางงุนงง
"นี่เป็นรถของแม่นางบ้านข้า รถที่คุณชายนั่งอยู่ด้านหลังเจ้าค่ะ" เสี่ยวหนิงไม่รู้ว่าหวังหยางคิดอะไรอยู่ ถึงได้เพ้อเจ้ออยากจะนั่งรถคันเดียวกันกับแม่นาง!!
ธรรมเนียมการคบหาสมาคมระหว่างชายหญิงในยุคนี้ยังไม่เข้มงวดเท่ากับช่วงหลังยุคราชวงศ์ซ่งเป็นต้นมา ชายหญิงที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยานั่งรถคันเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอันใด ทว่าด้วยฐานะและนิสัยของเซี่ยซิงหาน ย่อมไม่เคยนั่งรถคันเดียวกับบุรุษมาก่อน
หวังหยางก็ไม่ได้คิดอะไรมาก จึงพาเฉินชิงซานขึ้นเกวียนวัวอีกคัน เสี่ยวหนิงยังคงจำเรื่องที่หวังหยางหมายมาดจะนั่งรถคันเดียวกับแม่นางได้ จึงพึมพำด่าคำว่า เติงถูจื่อ เบาๆ ประโยคหนึ่ง จากนั้นก็ส่งกระดาษแผ่นหนึ่งให้หวังหยาง บนนั้นบันทึกข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่เข้าร่วมงานชุมนุมสังสรรค์ในวันนี้ มีทั้งหมดสามคน
คนแรกคือ หลิวเฉิง จากตระกูลหลิวแห่งเหอตง เป็นบุตรชายของหลิวกั๋วกง และเป็นน้องชายของหลิวถาน ผู้ดำรงตำแหน่งสหายอ๋องปาตง (สหายอ๋องเป็นชื่อตำแหน่งขุนนาง ไม่ได้หมายความว่าเป็นเพื่อน) และเป็นอาจารย์ใหญ่สำนักศึกษาอ๋อง
ลำดับต่อมาคือ เหยียนโย่วเฉิง จากตระกูลเหยียนแห่งหลางหยา เป็นหลานชายของไท่โส่วแห่งปาหลิง นามว่าเหยียนเถิงจือ และเป็นน้องชายของผิงหนานชานจวิน นามว่าเหยียนโย่วหมิง
คนสุดท้ายคือผู้จัดงานชุมนุมสังสรรค์ และเป็นกรรมการในการสนทนาเชิงปรัชญาครั้งนี้ อวี่อี้
บนกระดาษไม่ได้เขียนตำแหน่งขุนนางของอวี่อี้ มีเพียงประโยคเดียวว่า: ผู้นำตระกูลอวี่แห่งซินเหย่ ประมุขกลุ่มชนชั้นสูงแห่งแดนจิง!
ต้องบอกเลยว่าเซี่ยซิงหานผู้นี้ค่อนข้างละเอียดรอบคอบทีเดียว คงจะพิจารณาแล้วว่าเขาไม่คุ้นเคยกับผู้คน จึงให้ข้อมูลคร่าวๆ มาก่อนเพื่อให้เข้าใจสถานการณ์
ทว่าคำแนะนำของนางฉบับนี้ก็เขียนไว้สั้นกระชับมาก โดยเฉพาะสำหรับหวังหยางแล้ว เพราะตำแหน่งขุนนางอย่าง 'ผิงหนานชานจวิน' หรือ 'สหายอ๋องปาตง' เขาแทบจะไม่มีความรู้ความเข้าใจใดๆ เลย และไม่รู้ว่าระดับขั้นที่แน่ชัดนั้นสูงเพียงใด
แต่สิ่งที่มั่นใจได้อย่างหนึ่งก็คือ ในเมื่อสามารถไปมาหาสู่กับเซี่ยซิงหานและอวี่อี้ได้ ฐานะของลูกหลานชนชั้นสูงสองคนนี้ย่อมไม่ต่ำต้อยอย่างแน่นอน สิ่งนี้ทำให้หวังหยางเริ่มขบคิดถึงปัญหากลยุทธ์ในตอนที่มีการสนทนาเชิงปรัชญาในอีกสักครู่แล้ว







