"ขั้นเซียนเทียนระดับเก้าคือขีดสุดของโลกใบนี้ แล้วตัวข้าที่ตอนนี้เกือบจะถึงขั้นเซียนเทียนระดับพันคืออะไรกันแน่?"
สวี่อิงออกจากด่านด้วยความรู้สึกงุนงงเล็กน้อย
ระดับพลังของเขาดูเหมือนจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก
ทว่า ก็ถึงเวลาที่ต้องแก้แค้นให้ตัวเองเสียที
สวี่อิงเดินออกไปข้างนอก พลางกระซิบเสียงแผ่ว "ตามขนบนิยายทั่วไป ข้าควรจะอดทนอดกลั้นไปก่อน ปล่อยให้ซื่อจื่อใหญ่รังแกข้าสักหน่อย แล้วข้าค่อยโต้กลับในยามเข้าตาจน ทำร้ายเขาให้บาดเจ็บสาหัสและเหยียดหยามสารพัด จากนั้นจินเผิงที่เคยทำร้ายข้าก็จะตามมาแก้แค้นให้ซื่อจื่อใหญ่ ข้าก็ฉวยโอกาสนั้นลงมือสังหารมันซะ!"
เขาครุ่นคิด "หลังจากนั้นพวกลูกศิษย์ราชครูก็จะแห่กันมาแก้แค้น ข้าก็อัดพวกมันจนตายบ้างเจ็บหนักบ้าง ฝีมือสะท้านฟ้าดิน จนราชครูต้องเป็นฝ่ายออกโรงเอง ข้าประลองกับราชครู แล้วก็พิชิตหัวใจหญิงงามได้สักสี่ห้าคน อ้อ แล้วก็ยังมีชาติกำเนิดของท่านแม่ข้า ที่ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีเบื้องหลังยิ่งใหญ่... เดี๋ยวก่อน พล็อตเรื่องนี้ดูคุ้นๆ ข้าเคยเห็นในหนังสือสะสมของท่านเจ็ดนี่นา!"
สวี่อิงชะงักเท้า ร้องลั่นด้วยความตกใจ "เดี๋ยวก่อน ท่านเจ็ดคือใคร?"
เขาแว่วเสียงระฆังดังมาแต่ไกล รู้สึกจิตใจเลื่อนลอย พึมพำว่า "ท่านระฆัง ท่านยังจำได้ไหมว่าข้างกายพวกเรามีปีศาจงูตัวหนึ่ง..."
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ขนลุกซู่ หันมองซ้ายขวา รู้สึกต่งิดใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ "แล้วท่านระฆังคือใครอีกล่ะ?"
เขาหยุดชะงัก มองไปรอบๆ รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ทันใดนั้น กลิ่นอายขั้นเซียนเทียนระดับพันของเขาก็ปะทุขึ้น สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว "แต่ว่า ข้าบรรลุขั้นเซียนเทียนระดับพันแล้วนี่นา ไยต้องไปทำเรื่องน่ารำคาญพรรค์นั้นด้วย? ไปหาซื่อจื่อใหญ่ตรงๆ แล้วฆ่าเขาทิ้งซะ จากนั้นก็ฆ่าจินเผิง! หากราชครูขัดขวาง ก็กำจัดราชครูไปด้วยเลย!"
เขาก้าวฉับๆ ออกไป จู่ๆ ก็มีวิหคเพลิงตัวหนึ่งบินโฉบผ่านท้องฟ้า ร่อนลงเกาะกิ่งไม้ในลานบ้านของเขา และจ้องมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
วิหคเพลิงมีสามขา ให้ความรู้สึกคุ้นเคยแก่เขา
สวี่อิงหยุดเดิน ลมหายใจปั่นป่วน เขาจ้องมองวิหคเพลิงตัวนี้ รู้สึกราวกับว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน
วิหคเพลิงกระพือปีกบินตรงเข้ามาหาเขา กลายสภาพเป็นกลุ่มก้อนแสงเพลิงพุ่งทะลวงเข้าสู่หว่างคิ้ว
สวี่อิงตกใจ รีบถอยกรูด ทว่าไม่อาจหลบพ้น วิหคเพลิงมุดหายเข้าไปในห้วงสมองของเขา ทันใดนั้น ลวดลายอสนีบาตสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นที่หว่างคิ้วของสวี่อิง
วันเวลาเมื่อสองหมื่นปีก่อนถาโถมเข้าใส่ราวกับเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ กลืนกินเขาจนมิด
สวี่อิงราวกับตกอยู่ในทะเลเพลิง ภาพเหตุการณ์ต่างๆ หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย กลืนกินเขาลงไป
"จินปู้อี๋ ท่านจิน"
สวี่อิงมองไปรอบกาย ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน เผยสีหน้าประหลาดใจ นึกในใจว่า "ข้ากำลังขัดเกลาวิถีบู๊อยู่ในฮ่าวจิงไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้?"
เขายังจำได้ว่าตนเองต้องการค้นหาต้นกำเนิดของวิชาปัดเป่าและอิทธิฤทธิ์ จึงเริ่มต้นจากวิถีบู๊ ละทิ้งทักษะพลิกแพลงทั้งปวงเพื่อขัดเกลาปราณแท้วิถีบู๊อยู่ในเมือง
"ตอนนั้น ข้าเหมือนจะเห็นรูปสลักหินโผล่ขึ้นมาบนต้นไม้ในลานบ้านเต็มไปหมด แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย พอตื่นขึ้นมา ก็กลายเป็นซื่อจื่อสี่ สวี่อิง ไปเสียแล้ว"
สวี่อิงตั้งสติ รีบเพ่งมองภายในทันที หมายจะทวงคืนระดับการบำเพ็ญเพียรของตน ทว่าวินาทีต่อมา ตราประทับวิถีสวรรค์สารพัดรูปแบบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า เรียงรายหนาแน่น ปิดผนึกสัมผัสเทวะของเขาไว้
ตราประทับวิถีสวรรค์สว่างวาบขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ขอเพียงเขาขับเคลื่อนสัมผัสเทวะ ก็จะถูกวิถีสวรรค์แทรกแซงทันที!
"ไม่เหมือนกับผนึกคราวก่อนๆ แล้ว! ครั้งนี้คือผนึกวิถีสวรรค์! ทว่าตราประทับวิถีสวรรค์พวกนี้ ไม่มีใครเข้าใจมันไปมากกว่าข้าอีกแล้ว"
แม้สวี่อิงจะแค่ปรายตามอง ทว่าเขากลับเห็นตราประทับวิถีสวรรค์เหล่านั้นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง ซ้ำยังมองออกว่ามีอักขระเขียนผิดเขียนตกอยู่ไม่น้อย นึกในใจว่า "การไขอักขระวิถีสวรรค์พวกนี้ง่ายกว่าอักขระวิถีเซียนตั้งเยอะ อีกไม่นาน ข้าก็คงทำลายผนึกได้แล้ว"
เขาลองสัมผัสถึงแก่นทองคำของตน แต่ก็ไม่อาจสัมผัสได้ เมื่อลองขับเคลื่อนปราณแท้อีกครั้ง ปราณแท้ก็หายเข้ากลีบเมฆ เขามองไม่เห็นจิตวิญญาณของตัวเอง และไม่สามารถเปิดดินแดนซีอี๋ได้!
เหงื่อเย็นเยียบผุดซึมชื้นบนหน้าผากสวี่อิง สิ่งเดียวที่เขาสามารถใช้การได้ในตอนนี้ ก็คือปราณแท้เซียนเทียนที่ฝึกปรือมาตลอดสามวัน!
การใช้ปราณแท้เซียนเทียนที่ฝึกมาแค่สามวันไปทำลายอักขระวิถีสวรรค์ ดูจะอ่อนหัดไปสักหน่อย
"ถ้าเป็นเช่นนั้น แสดงว่าจิตวิญญาณข้าไม่ได้มาสิงอยู่ในร่างนี้ ข้าไม่ได้ถูกซื่อจื่อใหญ่ลอบทำร้าย และยิ่งไม่ได้ถูกจินเผิงตีตาย"
สวี่อิงผ่อนคลายลง เมื่อหวนนึกถึงประสบการณ์ตลอดสามวันที่ผ่านมา ก็บังเกิดความรู้สึกพิลึกพิลั่นขึ้นในใจ "เผลอๆ ความทรงจำของซื่อจื่อใหญ่และจินเผิงกับพวก อาจจะถูกพวกเป่ยเฉินจื่อบิดเบือนไปหมดแล้วก็ได้"
ตอนนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น "เจ้าเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของขั้นเซียนเทียนเหมือนกันใช่ไหม?"
สวี่อิงมองตามเสียงไป ก็เห็นว่าจวนซ่างอ๋องมีชายแปลกหน้าผู้หนึ่งโผล่มาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ชายผู้นั้นอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี สูงพอๆ กับเขา เป็นเด็กหนุ่มรูปงาม ทว่ากลับดูราวกับปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ มีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา ยืนอยู่ตรงนั้นชวนให้ผู้คนรู้สึกเลื่อมใสศรัทธา
เด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านผู้นั้นเดินเข้ามา เอ่ยถามว่า "เจ้าฝึกฝนขั้นเซียนเทียนไปถึงระดับที่เท่าไหร่แล้ว?"
สวี่อิงตอบ "ระดับเก้าร้อยเก้าสิบเก้า แล้วเจ้าล่ะฝึกถึงระดับไหน?"
เด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านตอบ "เซียนเทียนระดับหนึ่งแสน"
สวี่อิงเกิดความเคารพยำเกรงขึ้นมาทันที การที่สามารถฝึกปรือจนถึงระดับนี้ได้ในโลกที่ปราณฟ้าดินเบาบางถึงขีดสุด ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
"มิทราบว่าผู้อาวุโสคือผู้ยิ่งใหญ่ท่านใด?" เขาเอ่ยถาม
"มิกล้ารับคำว่าผู้อาวุโส เมื่อสองร้อยปีก่อนผู้คนเรียกข้าว่าจ๋ายอู่เซียน ข้ามาเพื่อโปรดเจ้า"
เด็กหนุ่มหน้าตาสะอาดสะอ้านมีสีหน้าเรียบเฉย หักกิ่งไม้กิ่งหนึ่งลงมา พลางกล่าวว่า "เมื่อสองร้อยปีก่อน ข้าฝึกฝนจนสำเร็จขั้นเซียนเทียนระดับเก้า ตอนนั้นแม้ข้าจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของวิถีบู๊ในโลกใบนี้ ทว่าในใจกลับสิ้นหวัง เพราะหนทางเบื้องหน้าได้ขาดสะบั้นลงแล้ว จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่ข้ากำลังควบแน่นปราณโลหิต จู่ๆ ข้าก็ตระหนักได้ว่า หลังขั้นเซียนเทียนระดับเก้ายังมีระดับอื่นอยู่อีก"
เขาจ้องมองกิ่งไม้ในมือ สวี่อิงสัมผัสได้ถึงปราณแท้เซียนเทียนของเขาที่กำลังไหลเวียน พลันเห็นกิ่งไม้นั้นแตกยอดอ่อนในมือของเขา ผลิบานเป็นดอกไม้ และเบ่งบานสะพรั่งอย่างรวดเร็ว
จ๋ายอู่เซียนปักดอกไม้นั้นลงบนพื้น กล่าวว่า "ข้าท้าประลองกับยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนทั่วหล้า เอาชนะตัวตนระดับขีดสุดของขั้นเซียนเทียนได้ถึงห้าร้อยสี่สิบสองคน ในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ในที่สุดข้าก็ทะลวงผ่าน ฝึกปรือจนถึงขั้นเซียนเทียนระดับสิบ เมื่อมาถึงขั้นนี้ ข้าก็ราวกับบรรลุธรรมกะทันหัน ระดับการบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าอย่างรวดเร็วราวกับก้าวกระโดด"
กิ่งไม้นั้นหยั่งรากลงดินอย่างรวดเร็ว เติบโตสูงขึ้น และออกผล เพียงครู่เดียว บนต้นก็เต็มไปด้วยลูกสาลี่หอมกรุ่น
จ๋ายอู่เซียนเด็ดสาลี่ลูกหนึ่งส่งให้สวี่อิง พลางกล่าว "ตอนที่ข้าฝึกฝนถึงขั้นเซียนเทียนระดับเก้าร้อยเก้าสิบเก้า เพียงแค่กลิ่นอายสายเดียวก็สามารถบดขยี้ยอดฝีมือไร้เทียมทานได้แล้ว ข้าไร้พ่ายทั่วหล้า จึงได้รับการยกย่องจากผู้คนในยุคนั้นให้เป็นเซียนวิถีบู๊ แต่ข้ารู้ดีว่า ขั้นเซียนเทียนระดับพัน ยังห่างไกลจากจุดสิ้นสุดของระดับวิถีบู๊นัก ข้านึกถึงประวัติศาสตร์ บุคคลเหล่านั้นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเซียนวิถีบู๊เช่นเดียวกัน จู่ๆ ข้าก็เกิดความคิดขึ้นมา บางที พวกเขาอาจจะเหมือนกับข้ากระมัง?"
สวี่อิงกัดสาลี่ไปคำหนึ่ง น้ำหวานฉ่ำชื่นใจ
จ๋ายอู่เซียนยกมือขึ้นเบาๆ ถอนต้นสาลี่ต้นนั้นขึ้นมา พลันเห็นต้นสาลี่ราวกับย้อนเวลา ผลสาลี่เปลี่ยนเป็นสีเขียวและเล็กลง กิ่งก้านที่งอกออกมาก็เปลี่ยนเป็นอ่อนนุ่มและหดสั้นลง
รากของมันก็หดกลับเข้าไปเช่นกัน ไม่นานก็กลายเป็นดอกสาลี่กิ่งหนึ่ง จากนั้นดอกสาลี่ก็หดกลับเข้าไปในกิ่งไม้
จ๋ายอู่เซียนนำกิ่งไม้นี้เสียบกลับคืนสู่ต้นสาลี่ สวี่อิงกินสาลี่พลางเดินเข้าไปใกล้ๆ พินิจพิเคราะห์ดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า กิ่งสาลี่นั้นกลับดูราวกับไม่เคยถูกหักออกมาก่อน!
"นี่คือวิถีบู๊งั้นหรือ?" สวี่อิงเอ่ยด้วยความประหลาดใจ
วิธีการเช่นนี้ ควรจะเป็นวิชาปัดเป่าเสียมากกว่า!
ก่อนหน้านี้ตอนที่จ๋ายอู่เซียนเด็ดกิ่งไม้มาปลูกต้นไม้ ไม่ได้ทำให้เขาประหลาดใจนัก เขาเปิดขุมทรัพย์ลับหนีหวาน ควบคุมพลังชีวิต ย่อมสามารถทำได้อย่างง่ายดาย
ทว่าการทำให้ต้นสาลี่หดกิ่งก้านทั้งหมดกลับคืน ทำให้ลูกสาลี่กลับกลายเป็นดอกตูม หรือกระทั่งหดกลับเข้าไปในกิ่งไม้ แล้วนำกิ่งไม้นั้นกลับไปต่อติดกับต้นไม้ดังเดิม เขาไม่อาจทำได้!
สิ่งนี้ไม่สามารถเรียกว่าเป็นวิชาได้อีกต่อไป แต่สมควรเรียกว่าเป็นวิถี
จ๋ายอู่เซียนกล่าว "นี่คือวิถีบู๊ สิ่งที่สามารถเรียกว่าวิถีได้ ย่อมให้กำเนิดสรรพสิ่ง รังสรรค์สิ่งต่างๆ ดั่งสวรรค์สร้าง การเด็ดกิ่งปลูกสาลี่ เป็นเพียงการคล้อยตามหลักการก่อเกิดของสรรพสิ่งเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด เจ้าและข้าฝึกฝนวิถีบู๊ ร่างกายตนเองก็คือคลังสมบัติขนาดใหญ่ เมื่อเจ้าฝึกมาถึงขั้นเดียวกับข้า เจ้าก็สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้เช่นกัน"
จู่ๆ กลิ่นอายของเขาก็สั่นสะเทือน กลิ่นอายวิถีบู๊พุ่งทะยานขึ้นฟ้า ราวกับถ้ำสวรรค์หนีหวานขนาดยักษ์ แผ่ซ่านพลังชีวิตอันมหาศาล!
ภายในจวนซ่างอ๋อง ดอกไม้ผลิบานและร่วงโรย เพียงชั่วพริบตา กลิ่นหอมก็ตลบอบอวลไปทั่วทั้งสวน!
กลิ่นอายของจ๋ายอู่เซียนเปลี่ยนไปอีกครั้ง จังหวะหัวใจเต้นรัวดั่งเสียงกลอง จิตสังหารอันดุเดือดถาโถมเข้าใส่ ราวกับเทพสงครามผู้ผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน เบื้องหลังคือภูเขาซากศพและทะเลเลือด!
กลิ่นอายของเขาเปลี่ยนไปอีก คราวนี้แสดงให้สวี่อิงเห็นถึงความแข็งแกร่งของเจตจำนงวิถีบู๊ ราวกับกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก มิอาจทำลายลงได้!
เจตจำนงของเขาแข็งแกร่งยิ่งนัก เทียบชั้นได้กับถ้ำสวรรค์หวงถิง หรือกระทั่งบริสุทธิ์ยิ่งกว่าโอสถเซียนสัมผัสเทวะของถ้ำสวรรค์หวงถิงเสียอีก!
เขาปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมาอย่างเต็มที่ จิตวิญญาณก็แข็งแกร่งเหนือพรรณนา หลอมรวมเข้ากับกายเนื้อ เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างแนบแน่น กายเนื้อไม่ดับสูญ จิตวิญญาณก็ไม่ดับสูญ!
ภาพเหตุการณ์นี้ นำพาความตื่นตะลึงอันหาที่เปรียบมิได้มาสู่สวี่อิง!
จ๋ายอู่เซียนแสดงพลังชีวิตวิถีบู๊ พละกำลังวิถีบู๊ สัมผัสเทวะวิถีบู๊ จิตวิญญาณวิถีบู๊ และปราณแท้วิถีบู๊ให้เขาเห็นตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับขุมทรัพย์ลับทั้งห้า ได้แก่ หนีหวาน เจียงกง หวงถิง ยงเฉวียน และอวี้ฉือ ขาดเพียงปราณหยินหยางของขุมทรัพย์ลับอวี้จิงเท่านั้นที่ยังไม่ได้แตะต้อง!
แม้กลิ่นอายของเขาจะแข็งแกร่ง ทว่ากลับถูกกักเก็บไว้ภายในอย่างมิดชิด แผ่ซ่านออกไปเพียงในรัศมีแคบๆ เท่านั้น กระทั่งไม่ได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนอื่นๆ ในจวนซ่างอ๋องเลยแม้แต่น้อย
นี่แตกต่างจากถ้ำสวรรค์ของความลับทั้งหกแห่งร่างกายมนุษย์
เมื่อกระตุ้นความลับทั้งหกแห่งร่างกายมนุษย์ ถ้ำสวรรค์ก็จะสว่างไสวเจิดจ้า กลิ่นอายสะเทือนเลื่อนลั่นฟ้าดิน!
"การฝึกฝนวิถีบู๊จนถึงระดับนี้ได้..."
สวี่อิงเอ่ยชม ตั้งสติ แล้วกล่าวว่า "จ๋ายอู่เซียน ท่านคงจะใกล้ทะยานเป็นเซียนแล้วกระมัง?"
จ๋ายอู่เซียนตอบ "ข้าใช้ปราณแท้วิถีบู๊ขัดเกลาหยางแท้แห่งจิตวิญญาณ หลอมรวมเป็นอัคคีแท้วิถีบู๊ ใช้กายเนื้อเป็นเตาหลอม หลอมเป็นแก่นทองคำวิถีบู๊ เซียนเทียนระดับหนึ่งแสน ในที่สุดก็เปิดด่านทะลวงจุดที่สองได้ ทว่าตอนนี้ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองอยู่ห่างจากการทะยานเป็นเซียนอีกไกลแค่ไหน"
สวี่อิงครุ่นคิด "เช่นนั้น ท่านก็อยู่ในช่วงเคาะด่านทะลวงจุดที่สอง เปิดด่านทะลวงจุดเจียจี๋ได้แล้ว ภูเขาสวรรค์สอดคล้องกับกระดูกสันหลังสามสิบสามข้อ จากช่วงเคาะด่านทะลวงจุดแรก ไปจนถึงช่วงเคาะด่านทะลวงจุดที่สองขั้นสมบูรณ์ มีกระดูกสันหลังทั้งหมดยี่สิบเอ็ดข้อ เหลืออีกสิบสองข้อ สอดคล้องกับหอคอยสิบสองชั้นของลำคอ"
จ๋ายอู่เซียนมองเขาด้วยความประหลาดใจ ไม่รู้ว่าเขากำลังพึมพำอะไรอยู่
สวี่อิงหัวเราะ "ข้ากำลังพูดถึงระดับพลังในตำนานน่ะ อย่างเช่น เซียนเทียนระดับเก้าร้อยเก้าสิบ ก็คือระดับช่วงเลี่ยนชี่ เซียนเทียนระดับพันก็เข้าสู่ช่วงเคาะด่านทะลวงจุด ฝึกฝนจนถึงเซียนเทียนระดับหมื่น ก็เข้าสู่ช่วงเจียวเลี่ยน หลอมเป็นแก่นทองคำวิถีบู๊ ฝึกฝนจนถึงระดับแสน ก็เข้าสู่ช่วงเคาะด่านทะลวงจุดที่สอง หรือก็คือช่วงเจียจี๋ ก้าวต่อไปของท่าน ก็คือช่วงฉงโหลว เมื่อฝึกฝนจนถึงขั้นนี้ แก่นทองคำก็จะแปรเปลี่ยนเป็นวิญญาณก่อกำเนิด"
จ๋ายอู่เซียนประหลาดใจเป็นล้นพ้น ร้องเสียงหลง "เจ้ารู้ระดับพลังขั้นต่อๆ ไปด้วยหรือ?"
สวี่อิงพยักหน้า ยิ้มตอบ "ระดับพลังขั้นต่อๆ ไป หากเรียกตามวิถีบู๊ ก็ควรจะเรียกว่า วิญญาณก่อกำเนิดวิถีบู๊"
จ๋ายอู่เซียนหัวเราะฮ่าๆ พลางกล่าว "การที่ข้ามานำทางเจ้าในครั้งนี้ ดูเหมือนจะมาถูกคนแล้ว ตามกฎของพวกเรา เจ้าต้องทะลวงถึงขั้นเซียนเทียนระดับพันเสียก่อน จึงจะสามารถนำทางเจ้าได้อย่างเป็นทางการ แต่ในเมื่อเจ้ารู้ระดับพลังขั้นต่อๆ ไป พวกเราก็สามารถยกเว้นให้ได้สักครั้ง!"
สวี่อิงสงสัย "พวกเรา?"
กลิ่นอายของจ๋ายอู่เซียนปกคลุมร่างสวี่อิง เขาก้าวเท้าเบาๆ วินาทีต่อมาก็ทะยานขึ้นสู่กลางเวหา
เสียงลมพัดหวิวๆ ดังอยู่ข้างหูสวี่อิง เมื่อก้มมองลงไป เมืองหลวงต้าเซี่ยก็กลายเป็นเพียงจุดเล็กจิ๋วไปเสียแล้ว!
จ๋ายอู่เซียนพาเขากระโดดขึ้นไปกลางอากาศ พุ่งทะยานกลายเป็นสายรุ้งพาดผ่านท้องฟ้า พลางเอ่ยอย่างเนิบนาบ "เมื่อครู่ข้าพูดไปแล้ว ว่าในประวัติศาสตร์ บุคคลเหล่านั้นที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นเซียนวิถีบู๊เช่นเดียวกัน พวกเขาหายไปไหนกันหมด? ข้าสามารถรอดชีวิตมาได้ แล้วตำนานแห่งยุทธภพเหล่านั้นล่ะ?"
เขากล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน "ปีนั้นตอนที่ข้าฝึกฝนถึงขั้นเซียนเทียนระดับพัน ข้าก็ค้นพบด่านทะลวงจุดแห่งนี้ ข้าเรียกมันว่า ด่านทะลวงจุดเซียนเทียน หลังจากที่ข้าทะลวงผ่านระดับนี้ไปได้ ก็มีคนผู้หนึ่งมาหาข้า เขาคือผู้อาวุโสของข้า ตำนานแห่งยุทธภพเมื่อห้าร้อยปีก่อน ผู้เป็นคนนำทางของข้า เขาบอกข้าว่า วิถีบู๊ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่นี่ พวกเขาซึ่งเป็นผู้แสวงหาสัจธรรมแห่งวิถีบู๊ ได้สร้างแดนวิถีบู๊ขึ้นมาแห่งหนึ่ง"
เขาหันไปยิ้มให้สวี่อิง "ที่ข้ามาในครั้งนี้ ก็เพื่อโปรดเจ้าไปยังแดนวิถีบู๊"
"แดนวิถีบู๊?" สวี่อิงชะงักไปเล็กน้อย
จ๋ายอู่เซียนพาเขาพุ่งทะยานแหวกอากาศ เดินทางไปไกลหลายหมื่นลี้ จู่ๆ ก็ส่งเสียงร้องคำรามก้อง แก่นทองคำภายในร่างเปล่งประกายเจิดจ้า ปราณแท้วิถีบู๊พุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อตัวเป็นเมฆลมรัศมีหลายสิบลี้บนท้องฟ้า อสนีบาตฟาดฟันเข้าหากัน!
จ๋ายอู่เซียนชกหมัดออกไป ท้องฟ้าสว่างวาบด้วยสายฟ้าฟาด ถูกหมัดของเขาฉีกทึ้งจนขาดวิ่น
สวี่อิงมองเห็น ผนึกโบราณถูกจ๋ายอู่เซียนฉีกออก สิ่งที่ถูกผนึกไว้คือสนามรบในโลกไท่ชูที่ถูกผู้คนหลงลืมไปแล้ว จิตสังหารอันดุเดือดถาโถมเข้าใส่!
จิตสังหารนั้นเข้มข้นหาใดเปรียบ ศาสตราวุธขนาดยักษ์ปักตระหง่านอยู่บนทุ่งร้างราวกับขุนเขา ปราณพิฆาตก่อตัวเป็นหมอกควัน พัดพาไปมาดั่งเสียงหวีดหวิว ภายในนั้นยังมีแสงไฟกะพริบวิบวับ ราวกับดวงตา
สวี่อิงอกสั่นขวัญแขวน พึมพำว่า "ที่นี่คือสถานที่ใดกัน?"
จ๋ายอู่เซียนพาเขาพุ่งตัวเข้าไปด้านใน รวบรวมสรรพเสียงส่งผ่านไปไกลหมื่นลี้ กล่าวว่า "ทุกท่าน ข้าหาสหายเต๋าคนใหม่มาได้แล้ว! โปรดช่วยนำทางด้วย!"
สิ้นคำพูดของเขา หมัดข้างหนึ่งก็พุ่งฝ่าปราณพิฆาตอันเข้มข้นเข้ามา ลมหมัดสาดซัด กระแทกปราณพิฆาตที่อบอวลอยู่รอบด้านจนแตกกระจาย เผยให้เห็นเส้นทางที่ปูด้วยกระดูกขาวโพลนน่าสะพรึงกลัว!
จ๋ายอู่เซียนเดินนำหน้า พาสวี่อิงก้าวขึ้นไปบนเส้นทางนั้นอย่างรวดเร็ว พลางกล่าว "ผู้ที่ออกหมัดเมื่อครู่ ก็คือตำนานแห่งยุทธภพที่เก่าแก่ที่สุดในแดนวิถีบู๊ของพวกเรา เขาใกล้จะฝึกฝนถึงขั้นเซียนเทียนระดับล้านแล้ว ทว่าก็ยังไม่อาจฝึกฝนจนถึงขั้นวิญญาณก่อกำเนิดวิถีบู๊ได้เสียที"
สวี่อิงตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก มองเห็นปราณพิฆาตแห่งสนามรบโบราณสองข้างทางก่อตัวเป็นสัตว์ประหลาดนานาชนิด หน้าตาอัปลักษณ์น่ากลัว พุ่งเข้าใส่พวกเขา ทว่ากลับถูกเจตจำนงแห่งหมัดที่สาดซัดบดขยี้จนแหลกลาญ
แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ยังไม่สำเร็จขั้นวิญญาณก่อกำเนิดอีกหรือ?
เขาครุ่นคิดในใจเงียบๆ
"ช่วงนี้แดนหยินบุกรุก ทำให้ไอปีศาจที่นี่หนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ!" จ๋ายอู่เซียนขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าว
"แดนหยินบุกรุก?"
สวี่อิงใจเต้นแรง หันมองเขาด้วยความประหลาดใจ "ที่นี่ก็มีแดนหยินบุกรุกด้วยหรือ?"
จ๋ายอู่เซียนตอบ "ที่นี่ก็คือแดนหยิน ถูกผนึกไว้ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ แดนวิถีบู๊ของพวกเรา สร้างขึ้นบนสนามรบโบราณของแดนหยินในยุคไท่ชู ด้วยความพยายามที่จะใช้วิถีบู๊ชำระล้างสถานที่แห่งนี้"
ความคิดของสวี่อิงเริ่มสับสนปนเป นึกในใจเงียบๆ "โลกไท่ชูมีแดนหยินบุกรุก โลกหยวนโซ่วก็มีแดนหยินบุกรุก แดนหยินของทั้งสองแห่งนี้ คือแดนหยินเดียวกันหรือไม่? หากเป็นแดนหยินเดียวกัน เช่นนั้นเบื้องหลังการบุกรุกของแดนหยิน แท้จริงแล้วใครเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้กันแน่?"
ณ เมืองหลวงต้าเซี่ย เฒ่าหน้าเศร้าฝูอี้จิบชาพลางชมกระดานหมาก เขาไม่ได้คลั่งไคล้หมากรุกเหมือนเป่ยเฉินจื่อและเทพธิดาอวี้ถัง ที่สามารถเดินหมากตากระดานหนึ่งได้นานเป็นร้อยปี
เขาดูหมากอยู่เพียงห้าวันก็ตื่นขึ้นมา กล่าวว่า "ข้าจะไปดูสวี่อิงสักหน่อย"
เป่ยเฉินจื่อและเทพธิดาอวี้ถังกำลังจดจ่ออยู่กับการเดินหมาก จึงไม่ได้สนใจเขา
ฝูอี้กางร่มกระดาษสีเขียว เดินทอดน่องไปในเมืองหลวงต้าเซี่ยที่ปกคลุมด้วยสายฝนพรำ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม นึกในใจว่า "เทพเบื้องบนแห่งเจตจำนงสวรรค์ลงมือ พวกเราก็กลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน เป่ยเฉินจื่อและเทพธิดาอวี้ถังเดินหมาก เจ้าที่กลับไปรับเครื่องหอมที่ศาลเจ้าในแผ่นดินเสินโจว ส่วนข้าก็สามารถกางร่มกระดาษสีเขียว เดินเล่นใต้แสงอาทิตย์อัสดงหรือท่ามกลางสายฝนพรำ..."
เขากลับมาถึงจวนซ่างอ๋อง ผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็แข็งค้าง ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์ระทม
"เกิดอะไรขึ้น?"
เขาค้นหาไปทั่ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยของสวี่อิงเลยแม้แต่น้อย เส้นเลือดบนหน้าผากเต้นตุบๆ พยายามสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างสุดความสามารถ "เจ้าควรจะกำลังฝึกฝนเคล็ดวิชามังกรวิหคต้าเซี่ยอย่างหนักอยู่ที่นี่ไม่ใช่หรือ? เมื่อเจ้าฝึกถึงขั้นเซียนเทียน เจ้าก็สามารถไปแก้แค้นซื่อจื่อใหญ่ได้ สามารถฆ่าจินเผิงลูกศิษย์ราชครูได้!"
เสียงของเขาดังขึ้นเรื่อยๆ ตะโกนลั่นด้วยความโกรธแค้นปนเศร้าสลด "เจ้าล่วงเกินราชครู ถูกราชครูตามล่า ข้าก็จะได้เปิดเผยชาติกำเนิดของแม่เจ้า นางคือสตรีศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคือบุตรแห่งสตรีศักดิ์สิทธิ์ ต้องไปสืบทอดตำแหน่งประมุขนิกายลึกลับ เจ้าก็จะได้รู้จักกับหญิงงามอีกหลายคน แล้วค่อยกลับมาแย่งชิงตำแหน่งซื่อจื่อ ค่อยแก้แค้นราชครู ค่อยช่วยเหลือพ่อเจ้าแย่งชิงบัลลังก์ ค่อยแย่งชิงบัลลังก์จากพ่อเจ้าอีกที..."
ซื่อจื่อใหญ่สวี่ฮ่าวเดินเข้ามา เมื่อได้ยินเสียงก็อดโมโหไม่ได้ เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ "ไอ้บ่าวเฒ่า แกจะแหกปากร้องหาอะไร?"
เฒ่าหน้าเศร้าฝูอี้หันขวับกลับมามอง นัยน์ตาดุร้าย ดีดนิ้วดังเป๊าะ ซื่อจื่อใหญ่สวี่ฮ่าวก็ระเบิดดังปัง กลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา!
บ่าวไพร่และสาวใช้รอบๆ จวนซ่างอ๋องพากันหวีดร้อง แตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
ฝูอี้เผยสีหน้าเหี้ยมเกรียม กระแทกพลังปราณออกไปเพียงครั้งเดียว ก็ทำเอาบ่าวไพร่และสาวใช้เหล่านั้นตายเกลี้ยง
ยอดฝีมือขั้นเซียนเทียนของจวนซ่างอ๋องได้ยินเสียงจึงกรูกันเข้ามา ฝูอี้บันดาลโทสะ ขี้เกียจต่อกรกับพวกมัน วิญญาณก่อกำเนิดเบื้องหลังปรากฏขึ้น ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ ตบฝ่ามือลงมาตูมเดียว ทันใดนั้น เมืองหลวงต้าเซี่ยทั้งเมือง รัศมีร้อยลี้ ทุกสรรพสิ่งล้วนแหลกสลายกลายเป็นผุยผง ไร้ร่องรอยผู้คนและสัตว์เลี้ยง!
ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง แม่ทัพ หรือพ่อค้าหาบเร่ ล้วนถูกล้างบางจนหมดสิ้น!
ฝูอี้กระทืบเท้า แหงนหน้าคำรามก้องฟ้า "ข้าอุตส่าห์จัดฉากให้เจ้ามาเป็นร้อยปี แล้วเจ้าหนีไปดื้อๆ แบบนี้ได้ยังไง? เจ้าคิดว่าจะหนีรอดงั้นหรือ? เทพเบื้องบนแห่งเจตจำนงสวรรค์ "







