หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 127
บทที่ 127 ปีกซ้ายสุดแกร่ง: ระดมพลทั้งกองทัพ
ว่าแล้วเชียว!
ช่วงเวลาดีๆ ไม่ยืนยาว ความจริงอันเย็นเยียบก็ฉุดให้อิงวาดาตกสู่พายุลมฝนอันโหดร้าย
ปี 2009 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศออกประกาศให้เสี่ยวหลิงทงยุติการให้บริการภายในปี 2011 ไม่นานหลังจากนั้น ไชน่ายูนิคอมก็ได้เปิดเผยในการคาดการณ์ผลประกอบการปี 2008 ว่าได้ตั้งค่าเผื่อการด้อยค่าของสินทรัพย์เสี่ยวหลิงทง ซึ่งในทางปฏิบัติก็คือการจัดให้สินทรัพย์เสี่ยวหลิงทงอยู่ในรายการด้อยค่า
มาถึงปีนี้ เมื่อสักครู่จางเฟิงเพิ่งได้รับข่าวที่แน่ชัดว่า เสี่ยวหลิงทงจะถูกถอดออกจากตลาดอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มกราคม ปี 2011
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายส่งผลกระทบหนักหน่วงต่ออิงวาดาที่เคยยืนบนจุดสูงสุด ออเดอร์หดตัวอย่างรุนแรง รถบรรทุกที่เคยเข้าออกไม่ขาดสายหายไปจนหมด กำลังการผลิตบนไลน์และแรงงานจำนวนมากตกอยู่ในสภาพว่างงาน ทุกวันผ่านไปหมายถึงต้นทุนแรงงานที่สูญเปล่าอย่างมหาศาล
จางเฟิงรู้สึกว่าตัวเองกำลังจมอยู่ในวิกฤติยักษ์ใหญ่ อย่าไปมองว่าไม่กี่ปีก่อนยังบริหารอิงวาดาจนรุ่งเรือง
แต่อย่าลืมว่า บนหัวอิงวาดายังมีบริษัทแม่อยู่ ตรงไปตรงมาก็คือเขาเป็นแค่ลูกจ้างชั้นสูงคนหนึ่ง หากผลงานบริษัทมีปัญหาและกระทบรายงานผลประกอบการรวมของกรุ๊ป จะไปหวังให้ผู้บริหารระดับสูงพูดปลอบใจทำนองว่า “ไม่มีผลงานก็ยังมีความทุ่มเท” งั้นหรือ? ฝันไปเถอะ
ปีนี้บริษัทต้องกัดฟันพึ่งพาออเดอร์เล็กๆ ของมือถือจากญี่ปุ่นกับอินเดียเพื่อพอให้สายการผลิตยังหมุนต่อได้ แต่ก็แค่กะหย่องกะแย่ง เขาขาดอยู่อย่างเดียวคือออเดอร์ พยายามรักษาปริมาณส่งมอบให้คงที่พอควรในช่วงเปลี่ยนผ่าน
แล้วจะไปหาออเดอร์จากไหน? ออเดอร์มือถือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างประเทศอย่างโนเกีย โมโตโรล่า ต่างก็อยู่กับฟ็อกซ์คอนน์ เพกาทรอน ฯลฯ โรงงานรับจ้างผลิตชื่อดัง ไม่ถึงคิวของเขา
ในประเทศ “จงหัวคู่เหลียน” ก็ถูกจองตัวล่วงหน้าไปนานแล้ว บางเจ้าก็อาจยังเหลือส่วนแบ่งออเดอร์อยู่บ้างกระมัง งั้นลองไปคุยกับพวกเขาดูไหม?
ตอนนี้มีแต่จะต้องช่วยตัวเอง แต่จะช่วยยังไง? นี่สิปัญหาใหญ่!
จางเฟิงปวดหัวสุดๆ
พอดีตอนนั้น เลขาเข้ามารายงาน “ผู้จัดการจาง เมื่อกี้แผนกต้อนรับโทรมา บอกว่ามีบริษัทชื่อ Xiaomi เทคโนโลยี อยากร่วมมือกับเรา คนของ Xiaomi ตอนนี้กำลังรออยู่ที่โถงชั้นล่างค่ะ”
“Xiaomi?” จางเฟิงเหมือนจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง เขาเอื้อมมือเปิดคอมค้นดูคร่าวๆ
อืม? ก่อตั้งโดยเหลยจวิน ช่วงนี้ทำระบบ MIOS ค่อนข้างฮิต แต่สมาร์ทโฟนกลับยังเงียบ นี่คิดจะให้เรารับจ้างผลิตมือถือให้หรือไง?
“เป็นเหลยจวินหรือเปล่า?”
“สักครู่นะคะ เดี๋ยวฉันถามให้… ดูเหมือนไม่ใช่ค่ะ เป็นหนุ่มรุ่นใหม่คนหนึ่ง”
“ไม่พบ!” “ค่ะ!”
พอได้ยินว่าไม่ใช่เหลยจวิน จางเฟิงก็ตอบปฏิเสธทันที เดิมทีก็อารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว มาเจอเรื่องนี้ยิ่งทำให้หงุดหงิดกว่าเดิม
สมัยนี้แมวหมาตัวไหนก็พากันมาขอพบเขาหรือไง เวลาของเขาไม่ใช่เวลารึ?
ถ้าเป็นเหลยจวินลงมาด้วยตัวเอง ก็พอจะเกรงใจเจอสักหน แต่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายก็ชัดเจนอยู่แล้ว คือเป็นเพื่อนได้ แต่ร่วมมือกันไม่มีทาง!
บริษัทเพิ่งตั้งมาไม่ถึงครึ่งปีจะทำมือถือ? นั่นมันเล่นขายของชัดๆ
เผื่อว่าอิงวาดาเริ่มเดินเครื่องผลิตไปแล้ว แต่ Xiaomi กลับเจ๊งเพราะขาดสภาพคล่องหรือเหตุผลอื่น แบบนั้นอิงวาดาไม่เพียงเงินจม ยังกลายเป็นข้ออ้างให้พวกในกลุ่มที่ไม่ชอบหน้าเขาเล่นงานอีก สุดท้ายเขาก็มีแต่จะเจอจุดจบที่แย่กว่าเดิม!
ในเวลาเดียวกัน โถงชั้นล่างของอิงวาดา
พนักงานต้อนรับสาวสวยมองหนุ่มหน้าตาหล่อสะอาดที่แต่งตัวธรรมดาตรงหน้าอย่างเก้อๆ
“ขอโทษนะคะ คุณผู้จัดการใหญ่ของเราวันนี้ยังไม่มีเวลา ไม่ทราบว่าคุณจะ…”
“ไม่เป็นไรครับ ผมมีเวลา เดี๋ยวผมนั่งรอก็ได้”
จะบอกว่าไม่มีเวลาก็เถอะ ที่จริงก็คือเห็นฉันเป็นลูกกระจ๊อกเลยไม่อยากเจอนั่นแหละ
แต่ไม่เป็นไรโว้ย คำพูดแบบนี้สำหรับเฉินโม่แล้ว ไม่เรียกว่าโดนปฏิเสธด้วยซ้ำ เรื่องพรรค์นี้เขาเชี่ยวชาญนัก
อย่างน้อยต้องชมว่าห้องโถงของอิงวาดาก็สภาพแวดล้อมดีใช้ได้ เทียบกับที่จอดรถใต้ดินของ Sina นี่ดีกว่าหลายขุม
เฉินโม่เดินทอดน่องไปยังโซฟามุมหนึ่งของโถง นั่งลง จากนั้นหยิบเอกสารที่ค้นข้อมูลของอิงวาดาและจางเฟิงเมื่อคืนจากในกระเป๋าเป้ออกมา แล้วก้มหน้าศึกษาต่อ
จางเฟิง เกิดเดือนกันยายน ปี 1969 ชาวเจียงยิน มณฑลเจียงซู จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหานครเซี่ยงไฮ้ เอกอิเล็กทรอนิกส์วิทยุ
เป็นศิษย์ของหลี่ซื่อเหอ บิดาแห่ง 3G แห่งจีน เคยร่วมวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องแรกของหัวเซี่ย YD9100
พอไล่ดูข้อมูลสาธารณะที่อิงวาดาเผยแพร่ช่วงหลัง เฉินโม่ก็จับได้อย่างแหลมคมว่า สายวิจัยเทคโนโลยีของอีกฝ่ายเหมือนจะเดินผิดทิศ นี่แหละคือโอกาสของตนเอง ทำให้การนั่งดักรอมีความหมายขึ้นมา
เฉินโม่มาถึงตั้งแต่เช้า พอเที่ยงก็หาอะไรง่ายๆ แถวๆ นั้นรองท้อง ตอนบ่ายกลับมาปักหลักเฝ้าที่โถงใหญ่ต่อ อ่านเอกสารไป เขียนๆ ขีดๆ ลงในสมุดไป
แล้วมือถือก็ดังขึ้น พอมองชื่อคนโทรมา เฮ้ย ไหงเป็นหมอนี่ล่ะ กดรับอย่างลวกๆ
“ฮัลโหล เหลาจาง มีอะไร?
ฉันไม่ได้บอกให้หยุดนี่ ก็เดินหน้าต่อสิ
อ้อ เดือนหน้าคงมีโปรเจกต์ใหม่จะดันอีกงาน
กลับมาจากสหรัฐอเมริกานานแล้ว ตอนนี้อยู่หนานจิง คุยงานนิดหน่อย
เฮ้ย ไม่ๆๆ จะเกรงใจอะไรนักหนา
พอๆๆ ไม่ต้องพูดละ ฉันอยู่ที่สำนักงานใหญ่ของอิงวาดา โอเค~~~ เอาแค่นี้ก่อน!”
เฉินโม่วางสายด้วยความจนใจอยู่หน่อยๆ ไอ้หมอนี่ จางจ่างฟา กำลังตามงานอยู่ที่มหานครเซี่ยงไฮ้ พอได้ยินว่าเขาอยู่หนานจิง ยังไงๆ ก็จะโผล่มาพบให้ได้ ดันก็ไม่หลุด สุดท้ายเลยตามเลย คงเพราะไม่ได้เจอกันนาน อยากมานั่งกินข้าวด้วยสักมื้อ
ก็ดีเหมือนกัน เย็นนี้ยังไม่รู้จะกินอะไร เผื่อเหลาจางจะรู้ว่ามีของอร่อยที่ไหน
ชั้นบน จางเฟิงถามเลขา “คนของ Xiaomi นั่นยังรออยู่ไหม?”
“ยังอยู่ค่ะ ดูท่าทางหมอนี่คงคิดแบบตายเป็นตาย ไม่เห็นฮวงโหใจไม่ยอมตาย”
จางเฟิงพยักหน้า “งั้นให้เขารอไป ถ้ายังอยู่ถึงวันที่สาม ค่อยเตือนฉัน!”
“ได้ค่ะ ผู้จัดการจาง”
ตลอดทั้งบ่าย เฉินโม่นั่งอ่านเอกสารจนจบ แล้ววิเคราะห์สถานการณ์ของจางเฟิงกับอิงวาดา โดยที่จางเฟิงเองก็เป็นสายเทคนิค แถมสภาพที่อิงวาดากำลังเผชิญอยู่ ตอนนี้สำหรับคนที่จับสังเกตเป็นก็ไม่ใช่ความลับอะไร
เฉินโม่คิดว่า แค่ได้เจอกันสักครั้ง แล้วอาศัยฝีปากจัดของตัวเอง ขนาดบิดาแห่งแอนดรอยด์ยังเคยโดนเขาพูดจนหลงทิศไหลตาม นี่หมอนี่คงต้านได้ไม่นานหรอก
พอถึงเวลาเลิกงานตอนค่ำ เฉินโม่ไม่คิดจะยืนค้ำยันทั้งคืน เดิมทีว่าจะถอนทัพ แต่จางจ่างฟายังมาไม่ถึง ทำให้ลำบากใจเหมือนกัน รู้ยังงี้ไม่รับปากไปก็ดี
แล้วหมอนี่ก็มาถึงเหมือนเฉาเฉา พูดถึงปุ๊บก็มาปั๊บ มือถือดังอีก คราวนี้จางจ่างฟามาถึงแล้ว ตอนนี้ยืนรออยู่หน้าประตูอิงวาดา
เฉินโม่ลุกขึ้น เก็บของลงเป้ สะพายขึ้นหลัง แล้วเดินไปทางประตูใหญ่เหมือนพนักงานอิงวาดาคนอื่นๆ
พอใกล้ถึงทางออก คนก็แน่นขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเหมือนกำลังซุบซิบกันเรื่องอะไรสักอย่าง
“หรือว่าช่วงนี้บริษัทกำไรไม่ดี เลยค้างค่าจ้างคนงาน?”
“ไม่น่ามั้ง”
“แล้วทำไมหน้าประตูถึงมีคนยืนกันเยอะขนาดนั้น ชุดยังเหมือนกันอีก”
“ฉันว่าทำไมดูเหมือนพวกมาเฟียแฮะ แอบกลัวนิดๆ อ้อมไปดีกว่า”
ข้างนอกมันเกิดอะไรขึ้น?
พอเฉินโม่เบียดฝูงชนออกไป ก็เห็นบันไดด้านล่าง ซ้ายขวาเรียงกันยืนสองแถวเป๊ะๆ มองแวบเดียว โอ้โห อย่างน้อยต้องมีตั้งยี่สิบสามสิบคน เล่นเอาเขาชะงักไปเลย
ทางนี้จางจ่างฟาเห็นเฉินโม่ออกมา ก็รีบตะโกนลั่นลงไปข้างล่าง “ยืนเอ๋อทำไมกัน ทักทายสิ!”
ถัดมา หนุ่มๆ หน้าตาคึกคักใส่เสื้อขาวอักษรแดง พิมพ์คำว่า “ระดมพลทั้งกองทัพ” ที่ยืนสองฝั่งถนน พร้อมใจก้มคำนับอย่างพร้อมเพรียง การเคลื่อนไหวเป๊ะเหมือนกันหมด พลางตะโกนดังลั่น “สวัสดีครับ คุณเฉิน!”
พนักงานอิงวาดาที่กำลังเลิกงานเห็นภาพนี้ ก็พากันหันไปมองหนุ่มหล่อที่ยืนอยู่บนหัวบันได ใส่กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ตลายสกอต สะพายเป้ ท่าทางดูยังกับโปรแกรมเมอร์
จริงสินะ คนเราดูแต่หน้าไม่ได้ อายุยังน้อยขนาดนี้ก็เป็น “คุณ” แล้ว แถมลูกน้องพวกนี้แต่ละคนล่ำสันผิวคล้ำ ดูไม่ใช่คนที่ไปแหย่ง่ายๆ
พนักงานอิงวาดาเลยไหลแยกออกสองข้างเหมือนสายน้ำเจอหน้าผา เดินอ้อมไปเป็นวง โผล่ๆ หันกลับมามองแล้ววิจารณ์กันคึกคัก ชี้ไม้ชี้มือไม่หยุด
ส่วนเฉินโม่ ผู้กลายเป็นศูนย์กลางพายุ ก็ดูเหมือนจะไม่ทันตั้งตัวกับการกลายเป็นจุดสนใจของทั้งสนาม เจอแบบนี้เข้าก็ตั้งตัวไม่ติด ไปพักใหญ่ถึงได้คืนสติกลับมา
“อืม โอเค” เฉินโม่ทำทีนิ่ง ยกมือทักทายทุกคนเล็กน้อย จากนั้นชี้ไปที่จางจ่างฟา สีหน้าปรากฏความจนใจ
“เหลาจาง นี่เล่นอะไรกันอยู่เนี่ย? ทำคนแถวนี้ผวากันหมด ไม่ดีเลยนะ~”
จางจ่างฟาก้มตัววิ่งเหยาะๆ มาข้างหน้า หัวเราะแหะๆ “ผมนี่แหละคิดว่า คุณเฉินมาหนานจิงต้องมีงานใหญ่แน่ ก็เลยรวบพลพรรคในหนานจิงมาช่วยเสริมบารมี ไม่ได้ทำให้วุ่นวายใช่ไหม?”
“ก็ไม่หรอก”
“งั้นก็ดี งั้นก็ดี!”
“พอแล้ว รับน้ำใจไว้แล้ว ให้ทุกคนแยกย้ายได้แล้ว!”
เดิมทีจางจ่างฟายังก้มตัวอยู่เล็กน้อย พอหันไปทางด้านล่างก็โบกมือ “ไม่ได้ยินคุณเฉินพูดเหรอ? แยกย้ายๆ!”
คำของจางจ่างฟาเหมือนมีอาคม ฝ่ายล่างก็เคลื่อนตามคำสั่ง มีหัวหน้าคนหนึ่งคุมจังหวะ ตะโกนคำขวัญแล้วถอยเป็นระเบียบ ดูคล้ายพวกทหารผ่านศึก
“หลี่เฉียง หวังเหมิง พวกนายสองคนอยู่ก่อน!”
เห็นหนุ่มรูปร่างใหญ่สองคนหน้าตาซื่อๆ แยกตัวออกจากแถว มายืนข้างสองคนนี้ ตั้งท่าตัวตรงเหมือนต้นสน
จากนั้นเฉินโม่ก็ได้ยินจางจ่างฟากำชับทั้งสอง “ความปลอดภัยของคุณเฉินในหนานจิง ฝากพวกนายสองคนดูแล เข้าใจไหม?”
“ครับ!” “ครับ!”
เฉินโม่ออกอาการจนใจ “เฮ้ย เหลาจาง ถึงกับขนาดนี้เลยเหรอ? ฉันก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร ไม่ต้องถึงขั้นนี้จริงๆ!”
“ถึงสิ ถึงมากๆ ตอนนี้คุณคือลูกค้ารายใหญ่ของเรา ‘ระดมพลทั้งกองทัพ’ เรียกได้ว่าเป็นผู้ให้ชีวิตใหม่ เป็นทั้งปากท้องและผู้มีพระคุณ จะให้ออกไปไหนโดยไม่มีบอดี้การ์ดได้ไงล่ะ ไปครับ คุณเฉิน เหลาจางจะเลี้ยงต้อนรับเอง~”
“สเกลใหญ่ขึ้นจริงด้วยนะ ถึงกับขับเมอร์เซเดส-เบนซ์แล้ว”
“ยังหรอก ยืมเพื่อนมาแบบฉุกละหุก ยังไงก็ห้ามทำให้คุณเฉินเสียหน้าใช่ไหมล่ะ ผมขอพูดตรงๆ เลยนะ ต่อให้เงินจะยังไม่ได้กอบโกย แต่สิ่งอื่นที่ผมมีคือ เพื่อนพ้องทั่วประเทศนี่แหละ”
“งั้นนายเก่งกว่าฉันอีกนะ”
“มันคนละอย่างกัน คุณเฉินคุณทำงานใหญ่ จะให้เอาแรงไปเสียเปล่ากับเรื่องจุกจิกหยุมหยิมแบบนั้นสิถึงจะเรียกว่าฟุ่มเฟือย”
ทั้งสองคุยกันไป นั่งรถตู้เมอร์เซเดสสีดำทะยานออกไป
ในเวลาเดียวกัน ชั้นเจ็ด ภายในห้องทำงานผู้จัดการใหญ่ของอิงวาดา จางเฟิงเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่เข้าตา ก็ขมวดคิ้วทันที
ตอนนี้เป็นช่วงเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อิงวาดาห้ามมีข่าวลบใดๆ
จริงอยู่ ช่วงนี้ในโรงงานมีเงินก้อนใหญ่สองก้อนเข้าออก เขาเกรงว่าฝ่ายหนึ่งอาจจะจงใจพาคนมาสร้างกระแส
จึงเรียกเลขามา “ไปถามหน่อย ข้างล่างเอะอะโวยวายคนเยอะๆ นั่นเรื่องอะไร?”
ไม่กี่นาทีต่อมา เลขาไปสืบมาและเล่าโดยสรุป
“หมายความว่าคนพวกนั้นมาจากทาง Xiaomi?”
“ค่ะ เหมือนจะได้ยินว่าข้างล่างเรียกเขาว่าคุณเฉิน คาดว่าน่าจะมีตำแหน่งไม่น้อย แต่เมื่อกี้ที่เกิดขึ้นมันดูไม่ค่อยดีต่อภาพลักษณ์บริษัท ถ้าพรุ่งนี้ยังมาอีกฉันเกรงว่า…”
“งั้นพรุ่งนี้ ถ้าคุณเฉินคนนั้นมา ให้เขาขึ้นมาพบฉันตรงๆ ฉันจะคุยด้วยเอง ให้เขาตัดใจซะ!”
“ได้ค่ะ ผู้จัดการจาง”







