หลังลาออกจากเสี่ยวมี่ ผมก็กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของวงการทันที · khram
ตอนที่ 131
บทที่ 131 ผมไม่หัวล้าน แต่ก็เก่งขึ้นแล้ว
「เมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากคณะผู้บริหารของบริษัทได้หารือกันอย่างรอบด้าน และประธานกรรมการเหลยจวิน ตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงมีมติเลื่อนตำแหน่ง ผู้ร่วมก่อตั้ง Xiaomi และผู้จัดการแผนกอินเทอร์เน็ตสามส่วน เฉินโม่ ขึ้นเป็นรองประธานของบริษัท มีผลทันที
เฉินโม่เข้าร่วมงานกับ Xiaomi เมื่อวันที่ 19 เมษายน ปี 2010 นำทีมอินเทอร์เน็ตสามส่วนสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง บลาๆๆ อีกหลายรายการ
ภายหลังยังร่วมช่วยบริษัทฝ่าฟันอุปสรรคสำคัญหลายครั้ง เช่น การเจรจากับควอลคอมม์ การบูรณาการ ซัพพลายเชน และการตัดสินใจเลือกอิงวาดาเป็นโรงงานรับจ้างผลิต เป็นต้น มีผลงานโดดเด่นเป็นพิเศษ
ขอขอบคุณคุณเฉินโม่ สำหรับผลงานอันยอดเยี่ยมที่ทำเพื่อบริษัท! คาดหวังให้เฉินโม่ นำ Xiaomi ก้าวขึ้นอีกระดับ ขับเคลื่อนธุรกิจของบริษัทให้เติบโตยิ่งขึ้น ช่วยให้บริษัทบรรลุ วิสัยทัศน์และพันธกิจ “ให้ทุกคนได้สนุกกับความสุขที่เทคโนโลยีนำมาให้”!
ฝ่ายทรัพยากรบุคคล Xiaomi」
ทั้งบริษัทฮือฮากันถ้วนหน้า เพียงไม่กี่เดือน เฉินโม่ก็เหมือนกระโดดข้ามสองขั้น จากผู้จัดการแผนกขึ้นเป็นรองประธานบริษัท เทียบชั้นคุณปินได้เลย
แต่พอมองผลงานที่ระบุไว้ในอีเมล ก็สมเหตุสมผลกับตำแหน่งนี้จริงๆ
มันยังสะท้อนให้เห็นด้วยว่าบริษัทให้ความสำคัญกับคนเก่งและไม่ยึดติดกรอบ
แค่มีความสามารถ เส้นทางเติบโตเปิดกว้างสุดๆ มีครบทั้งค่าตอบแทนและตำแหน่ง เฉินโม่ก็คือตัวอย่างที่ดีที่สุด
โดยเฉพาะหลีว่านเฉียง ที่จริงเขาเกือบจะยอมแพ้แล้ว กำลังคิดคำพูดอยู่ ยังไม่ทันคิดจบ อีกฝ่ายก็เลื่อนขั้นขึ้นไปอีกภายในไม่ถึงเดือน...
คนก็ต้องมุ่งสู่ที่สูง ส่วนตัวเองกลับไหลลงต่ำ จะให้ไปโวยใครได้!
เฉินโม่อ่านอีเมลแล้ว รู้สึกเหมือนสวมฉลองพระองค์สีเหลือง ในบริษัทเทียบได้กับมีอำนาจเป็นรองแค่ประธานบริษัท?
แต่มองอีเมลเรื่องการร่วมลงทุนถือหุ้นของพนักงาน เขาคิดๆ แล้วก็ตัดสินใจเรียกประชุมพนักงานทั้งแผนกสาม
“เมื่อกี้ทุกคนน่าจะเห็นอีเมลแล้ว ผมเดาว่ามีคำถามกันเยอะ พูดมาได้เลย ผมจะพยายามตอบให้มากที่สุด”
“ลงทุนแล้ว ผมถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นของ Xiaomi ไหม?” จางเฉาหย่ง หนุ่มไฟแรงตลอดกาล ชูมือถามเป็นคนแรก
“ทำไมจะไม่ล่ะ เชิญถามต่อได้เลย”
“เอ่อ...มีโอกาสขาดทุนไหมคะ?” ฉีเหมิงเหมิงทำท่าอยากลองแต่ก็ยังลังเล
“มันก็เหมือนทำธุรกิจ มีได้ก็ต้องมีเสีย แต่ทุกคนทำงานใน Xiaomi มานานแล้ว มั่นใจในโปรเจ็กต์ที่ตัวเองทำ และผลิตภัณฑ์ที่เราสร้างไหม?”
“มั่นใจ!”
“ในเมื่อมั่นใจในความสามารถของตัวเอง มั่นใจในคุณภาพของสินค้า มั่นใจในอนาคตของ Xiaomi แล้วจะขาดทุนได้ยังไงล่ะ?”
“เอ่อ แล้วพนักงานช่วงทดลองงานลงทุนได้ไหมคะ?” จ้าวส่วง ชูมือถาม
“ช่วงทดลองงานยังไม่ได้ แต่ในอีเมลบอกไว้แล้วว่ามีช่วงจองซื้อ 3 เดือน และมีวงเงินระดมทุน 10 ล้านหยวน ถ้าภายใน 3 เดือนวงเงินยังไม่เต็ม เธอก็ยังมีโอกาส!”
จ้าวส่วงพยักหน้า รู้สึกเสียดายนิดๆ ว่าตัวเองดวงไม่ดี เข้างานช้าไปหน่อย
“อนาคตถ้าบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ มูลค่าจะกลายเป็น 3 ล้าน หรือ 30 ล้านไหมครับ?” หลี่เจี้ยนเชา ที่ได้ปรับเป็นพนักงานประจำก่อนกำหนดเพราะโปรเจ็กต์วีแชตขึ้นออนไลน์อย่างราบรื่น ถามขึ้น
อย่างไรเสีย ก่อนหน้านี้บริษัทอินเทอร์เน็ตอย่าง BAT เข้าตลาดก็ได้ให้กำเนิดมหาเศรษฐีพันล้านมามากมาย ไม่ใช่ไม่มีตัวอย่าง
ว้าว~~~~~ ทุกคนเริ่มฝันไกล
“ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เรื่องนี้คิดแบบซื้อลอตเตอรี่ก็ได้ ขาดทุนก็ช่างมัน แต่ถ้ากำไร ก็อาจได้ผลตอบแทนหลายเท่าหรือสิบๆ เท่า แน่นอนว่าความน่าเชื่อถือของเรื่องนี้สูงกว่าลอตเตอรี่เยอะมาก”
จากนั้นเขาก็ตอบคำถามรายละเอียดเรื่องการลงทุนจองซื้อให้กับหลายๆ คนทีละประเด็น
เฉินโม่คิดแล้วก็ยังย้ำอีกครั้งว่า “การลงทุนครั้งนี้ ทุกคนให้พิจารณาตามกำลังเหมือนที่เหลยจวินเขียนไว้ในอีเมล คุยกับที่บ้านให้เรียบร้อย ตัดสินใจแล้วก็ลุย”
“งั้นหัวหน้าพอจะแนะนำเราได้ไหมคะ ว่าควรซื้อหรือเปล่า?” มีเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งยกมือถาม
เฉินโม่ยิ้ม แล้วเอ่ยคำเดียวว่า “ถ้าเชื่อผม ก็ซื้อ! ถ้าไม่เชื่อผม งั้นคุณยังไม่เชื่อผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองทำอยู่ว่าดีพอจริงๆ เหรอ? เอาล่ะ แยกย้ายกันได้!”
จู่ๆ ก็มีใครสักคนโผล่มาจากในฝูงชนไม่รู้จากไหน พูดขึ้นว่า “หัวหน้าเลื่อนขั้นแล้ว ไม่คิดจะเลี้ยงฉลองหน่อยเหรอ?”
พูดไม่ทันขาดคำ คนที่กำลังจะออกไปก็ชะงักกันเป็นแถว แล้วพร้อมใจกันโห่แซว!
เฉินโม่เห็นท่าทีเลยยกมือยอมแพ้ “ก็ได้ๆๆ คืนนี้หนึ่งทุ่มครึ่ง ตงไหลซุ่น ฉันเลี้ยงทุกคนกินชาบูเนื้อแกะ! เอาแบบนี้โอเคไหม? รีบกลับไปทำงานได้แล้ว!”
คนแผนกสามเห็นบรรลุเป้าหมาย ต่างโห่ร้องด้วยความดีใจ แล้วรีบเร่งมือทำงานต่อ!
เห็นภาพนี้แล้ว เฉินโม่ก็บ่นในใจ เปลี่ยนแค่ชื่อตำแหน่ง แต่สวัสดิการอะไรๆ ไม่เห็นเปลี่ยน ต้องควักกระเป๋าหนักอีก จะให้ไปโวยกับใครได้
ค่ำวันนั้น
เหยียนจิ่นหันไปถามภรรยา “เงินฝากออมทรัพย์ในบ้านเรายังเหลือเท่าไหร่?”
“รวมเงินเดือนของคุณเดือนที่แล้ว น่าจะสักเจ็ดแปดหมื่นได้มั้ง ทำไมเหรอ?”
“บริษัทเรากำลังระดมทุนภายใน หรือว่าเราถอนเงินฝากประจำออกมาก่อนดีล่ะ ผมกะว่าจะลงทุนสักสามแสน!”
“เท่าไหร่นะ? สามแสน? เหล่าเหยียน คุณนี่คิดจะไม่ใช้ชีวิตแล้วใช่ไหม? รู้ไหมว่าถ้าถอนตอนนี้จะเสียดอกเบี้ยไปเท่าไหร่ อีกตั้งสามเดือนก็จะครบกำหนดแล้ว!”
“.” เหยียนจิ่นเม้มปาก มองหน้าภรรยาเฉยๆ ไม่พูดอะไร
“บริษัทคุณจะไม่เชิดเงินหนีหายไปใช่ไหม?”
เหยียนจิ่นถึงกับพูดไม่ออก เปิดไป่ตู้ไป๋เค่อหน้าของเหลยจวินให้ดูตรงๆ “คุณรู้ไหมว่าเหลยจวินคือใคร?”
“เหลยจวิน? ไม่รู้สิ ฉันรู้จักแต่ไรเด็นน่ะ”
“.”
“.”
ภรรยาเหยียนจิ่นมองสามีที่สายตาแน่วแน่ ทั้งคู่จ้องตากันอย่างไม่ยอมแพ้ ไม่มีใครยอมใคร... 1 นาที... 5 นาที
ผ่านไป 10 นาที ในที่สุดภรรยาก็ยอมแพ้ “คุณนี่มันดื้อดึงเหมือนวัว คราวนี้ฉันยอมตามก็ได้ แต่ถ้าขาดทุนล่ะก็ เหล่าเหยียน คุณเตรียมทำงานบ้านไปตลอดชีวิตเลยนะ!”
“ถ้าชนะล่ะ?”
“คุณว่าไงก็อย่างงั้น!”
จางเชามองยอดเงินคงเหลือในเน็ตแบงก์: 62,618.32 หยวน
ค่าเช่าบ้านไตรมาสหน้าต้องจ่ายแล้ว สามเดือน 6,000 เดือนนี้ค่าอาหาร 500 น่าจะพอ
เขาใช้เครื่องคิดเลขในคอมคำนวณอยู่นาน กัดฟันปัดเศษทิ้ง และเอา 50,000 แทงหมดหน้าตัก เสี่ยงดวงครั้งใหญ่ จักรยานแปลงร่างเป็นมอเตอร์ไซค์!
เชื่อหัวหน้า แล้วจะอยู่เป็นนิจ!
เขารู้สึกว่าชีวิตตัวเองกำลังกำจายแสงระยิบระยับ!
จากนั้นจางเชาคิดแล้วคิดอีก สุดท้ายก็โทรหากลุ่มเพื่อนซี้หลายคน ประโยคเปิดสายคือ “ช่วงนี้พอจะมีเงินเหลือใช้บ้างไหมวะ พี่ชายนี่ติดขัดนิดนึง ยืมสักหนึ่งหมื่น เดี๋ยวได้เงินเดือนแล้วคืนเลย โธ่เอ๊ย กูไม่ได้พนันนะเว้ย นี่ลงทุนจริงจัง”
โทรติดหลายสายติดกัน เงินก็ยืมมาได้ แต่ก็เสีย “เพื่อน” ไปหลายคนเหมือนกัน
ฟ่านเตี่ยนกับหลิวซินอวี่คุยเรื่องนี้จบตั้งแต่ตอนกำลังเตะบอลกันอยู่ เอาจริงทั้งคู่ตอนนี้ก็เป็นหนุ่มโสดเนื้อหอม กินคนเดียวอิ่มทั้งบ้านไม่หิว ไม่มีอะไรจะลังเล จัดเต็ม!
ถัดจากนั้นอีกหลายวัน หลายครอบครัวก็วนเวียนอยู่กับประเด็นเดียวกัน ว่าจะลงทุนไหม? ลงเท่าไหร่ดี?
ช่วงนี้ เฉินโม่ก็จะได้รับอีเมลตอบกลับแจ้งความตั้งใจลงทุนจากเพื่อนร่วมแผนกเป็นระยะๆ
เขาเองก็คอยสรุปสถิติอย่างต่อเนื่อง
ถ้าบ้านไหนฐานะดีหน่อย โดยมากจะใส่เต็มเพดานลงทุนเลย คือ 300,000
อย่างเช่น หวงเจียงจี๋ หงเฟิง หลี่เจี้ยนเชา ซุนจื่อเหวย เหยียนจิ่น ฟ่านเตี่ยน หลิวซินอวี่ สวี่เหลียง
กวาดตาดูคร่าวๆ ก็เกือบครึ่งแล้ว ทำเอาเฉินโม่อดรู้สึกไม่ได้ ว่าดูท่าขีดจำกัด 300,000 น่าจะเป็นเพดานของ Xiaomi ไม่ใช่เพดานของคนพวกนี้
ส่วนบ้านไหนฐานะกลางๆ จากที่เฉินโม่ทราบ ถึงกับทุบหม้อข้าวขายหม้อไหกันเลย
หลี่จิ้ง 150,000 ต้วนหงเหยียนกับจางเชา 70,000 จางอู่ 30,000
พอเฉินโม่เห็นยอดของใครคนหนึ่ง: 45,837 หยวน ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าฉีเหมิงเหมิง คนนี้ทำไมมีเลขเศษเล็กเศษน้อยแบบนี้
เรียกเธอมาถามถึงได้รู้ว่า เด็กคนนี้เล่นควักเงินจากทุกบัญชีของตัวเองออกมาหมดจริงๆ
“เธอเอาเงินมาหมดแบบนี้ จะอยู่จะกินยังไง?” เฉินโม่พูดอย่างอ่อนใจปนเอ็นดู!
“ฉันยังมีเงินสดอยู่นิดหน่อย แล้วตอนนี้ฉันอยู่บ้านพี่จิ้ง กินอยู่ครบ ไม่ค่อยได้ใช้เงินค่ะ”
อืม ยังมีแบบนี้ด้วย? เฉินโม่ยึดหลักความรับผิดชอบ โทรไปถามหลี่จิ้งจนได้คำยืนยันแน่ชัด จึงค่อยผ่อนน้ำเสียงลงมา
“ตัดสินใจดีแล้วนะ?”
“อืม สายตาของอาจารย์ไม่มีทางพลาดแน่นอน”
เฉินโม่ยิ้มบางๆ “อืม สายตาเธอก็ไม่พลาดเหมือนกัน ไปทำงานเถอะ!”
ไม่กี่วันต่อมา พอเฉินโม่รวบรวมรายชื่อพนักงานแผนกสามที่ร่วมถือหุ้นส่งขึ้นไปแล้ว
เหลยจวินเห็นชื่อแรกสุดบนสุดก็เดือดขึ้นมาเลย “นายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองของบริษัทแล้ว ยังจะขอเข้าร่วมลงทุนส่วนนี้อีกเหรอ? คิดถึงมุมมองและภาพลักษณ์ของตัวเองบ้างสิ?”
เชอะ ใครที่ไหนจะรังเกียจเงินมากกันเล่า เฉินโม่ไม่แคร์เลย รีบทำตัวหน้าด้านเข้าสู้ “ถึงผมจะเป็นผู้บริหารบริษัท แต่คุณลองบอกมาก่อนสิว่าผมนับเป็นพนักงานของ Xiaomi ไหม?”
“.”
“ตอนนี้บริษัทติดขัดเรื่องเงินทุน ในฐานะคนของ Xiaomi ผมก็มาช่วยออกแรงส่วนของผม มีปัญหาอะไร~?!”
“เออๆๆ ดีๆๆ ไสหัวไปๆๆๆ!”
แค่สัปดาห์เดียว แผนพนักงานทั้งบริษัทถือหุ้นก็เดินหน้าเสร็จสิ้น ระดมทุนได้ครบ 10 ล้าน
เพื่อสิ่งนี้ Xiaomi จึงจัดสรรหุ้นจากพูลหุ้นส่วนกลางให้พนักงานที่เข้าร่วมถือหุ้นตามสัดส่วน
แน่นอนว่าผลลัพธ์ของแผนให้พนักงานทั้งบริษัทถือหุ้นก็เห็นได้ชัดเจน
พนักงาน Xiaomi เกือบทั้งหมดต่างเข้าร่วมถือหุ้นกัน ไม่มากก็น้อย แม้แต่พี่สาวสวยหน้าฟรอนต์ กว่านอิ่งจื้อ ก็เอาสินสอดของตัวเองหนึ่งแสนหยวนลงไปด้วย
เพราะตอนแรกเธอไม่ทันดูว่านี่เป็นอีเมลส่งแบบกลุ่ม เลยเผลอกดตอบกลับส่งไปถึงเพื่อนร่วมงานทุกคน ทุกคนก็เลยได้เห็นสี่คำที่เธอเขียน “ขอบคุณประธานเหลย!”
ส่วนจะเป็น “เผลอ” จริงไหม อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง
แต่หลังจากที่พนักงานทั้งบริษัทเข้าร่วมถือหุ้นแล้ว เฉินโม่ก็รู้สึกได้ชัดเลยว่าสภาพการทำงานของทุกคนเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง
ก่อนหน้านี้ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ดูแค่งานในส่วนที่เกี่ยวข้องกันเล็กน้อยก็พอ
ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ถึงขั้นมีคนมาถามว่าตอนนี้ MIOS พัฒนาไปถึงไหนแล้ว สถานการณ์การดำเนินงานเป็นยังไง มือถือทำไปถึงไหนแล้ว แล้วจะจัดงานเปิดตัวเมื่อไหร่
เฉินโม่สัมผัสได้ชัดเจนว่าพวกนี้ไม่ได้แค่ทำงานของตัวเองอีกต่อไป แต่เริ่มหันมาสนใจพัฒนาการและการดำเนินงานของธุรกิจบริษัท
ชัดเจนว่าในฐานะพนักงานที่เป็นผู้ถือหุ้น พวกเขาใส่ใจภาพรวมของบริษัทมากกว่าแต่ก่อน ในแง่หนึ่ง กลไกนี้ได้หล่อหลอมให้คนในบริษัทมีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการทุกคน และนี่คือรากฐานที่ทำให้ Xiaomi ทุ่มเทสุดตัว
ทำให้เฉินโม่ต้องจดบันทึกมาตรการนี้ไว้ แม้แนวคิดพนักงานถือหุ้นทั้งบริษัทจะเป็นสิ่งที่เขาเสนอเอง แต่เดิมก็เป็นแค่ความคิดหนึ่ง
พอเห็นผลลัพธ์เด่นชัด เขาก็รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางสภาพจิตใจและพลังฮึกเหิมของทุกคน
มองจากมุมบริษัท ตั้งแต่ก่อตั้งมาก็จ่ายเงินเดือนมาไม่กี่เดือน พอคำนวณจากการระดมทุนภายในรอบนี้ เอ๊ะ? ผลิตภัณฑ์ยังไม่ทันออก แต่กำไรสุทธิไปแล้วหลายล้าน
แน่นอนว่าพูดเล่น แต่ก็มีบางบริษัทที่อาศัยการขายฝัน เขียน PPT อย่างเดียว ไม่มีสินค้าอะไรเลย เล่นแชร์ลูกโซ่ดูดเงินได้เป็นพันล้าน แล้วก็กินล่วงหน้าของอนาคต สุดท้ายพอส่งไม้ต่อไม่ไหวก็ยกเงินเผ่นหนี
ต่อมาเมื่อกาลเวลาหมุนผ่าน แนวคิดใหม่ๆ ก็ผุดขึ้นไม่หยุด ตั้งแต่ต้นศตวรรษก็มีแนวคิดที่ดูเหมือนอะไรๆ ก็เป็นไปได้ ตั้งแต่นวดไฟฟ้า ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม ตามมาด้วยการทำรถด้วย PPT สกุลเงินเสมือน P2P เละเทะไปหมด
ทว่าแม้ตอนนี้ Xiaomi จะกำลังประกอบมือถือ แต่ยังไงก็เป็นอุตสาหกรรมจริงจัง ระดมทุนได้ก็จริง แต่ที่ได้มามากกว่านั้นคือความภักดีและความทุ่มเทของพนักงาน
และเมื่อพนักงานมีความเป็นเจ้าของ มีเป้าหมายและทิศทางในการต่อสู้ เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า การเติบโตที่ดีกว่า ก็จะพากันมุมานะ รุ่งก็รุ่งด้วยกัน ล่มก็ล่มด้วยกัน
ก่อร่างเป็นชุมชนผลประโยชน์ร่วมกัน ทำให้อัตราความสำเร็จของภารกิจนี้เพิ่มขึ้นมาก
เป็นยุทธศาสตร์แบบวินวินเช่นนี้ เฉินโม่ในฐานะผู้ผลักดันและผู้ทดลองใช้นโยบายนี้ จึงบันทึกประสบการณ์พนักงานถือหุ้นทั้งบริษัทไว้ นี่เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ใช้ได้กับการเริ่มธุรกิจในอนาคต
ช่วงนี้ เรื่องพนักงานถือหุ้นทั้งบริษัทยังพอเบียดเวลาเขาไปนิดหน่อยเท่านั้น
พลังส่วนใหญ่ของเขายังทุ่มกับการตรวจเช็กโค้ดโปรเจ็กต์
ทุกบ่ายเขาจะสละเวลาหนึ่งชั่วโมง แยกประเด็นที่ตัวเองมองว่าสำคัญออกมา แล้วค่อยๆ ตามตัวคนที่เกี่ยวข้องมาคุยเดี่ยวทีละคน
มีทั้งปัญหาเชิงสถาปัตยกรรม ปรับตรรกะให้เหมาะสม และประเด็นในมิติของความต้องการ
สรุปคือ ใครก็ตามที่โดนเรียกเข้าไปคุยล่ะก็ ถึงกับตัวสั่นงันงก ราวกับเดินอยู่บนน้ำแข็งบางๆ กลัวว่าจะเดินไปไม่ถึงฝั่งก็พลัดตกลงไปเสียก่อน
แน่นอนว่าก็มีคนที่ไม่ค่อยยอมรับอยู่เหมือนกัน อย่างเช่น ซุนจื่อเหวย เหยียนจิ่น สวี่เหลียง ฟ่านเตี่ยน เป็นต้น
แต่ทุกคนที่ออกมาก็จะแชร์ประสบการณ์สื่อสารกับเฉินโม่ให้คนอื่นฟังเสมอ ว่าหัวหน้าสุดยอดจริงๆ หาเจอทั้งปัญหา แถมยังนั่งลงมาช่วยวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนท้ายยังให้สิทธิ์ทีมกำหนดรอบเวลาและแนวทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ไม่ใช่ฟันฉับสั่งให้ปล่อยขึ้นระบบทันที
แต่จะค่อยๆ แก้ไปเรื่อยๆ ในรอบการอัปเดตเวอร์ชันที่ตอนนี้เดินไปอย่างมั่นคงเป็นลำดับ
พอถึงคิวของซุนจื่อเหวย แม้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะสนิทกันไม่ต้องพูดมาก แต่ในบริษัท เฉินโม่ก็ยังชี้ข้อบกพร่องตรงๆ แบบไม่ปรานีอยู่ดี
ไม่ใช่ว่าซุนจื่อเหวยเขียนโค้ดมีปัญหา โค้ดก็ไม่มีปัญหา ฟังก์ชันก็ทำงานครบ แม้แต่มองในมุมความกระชับและความงามทางโค้ดก็ไม่เห็นจุดบกพร่องชัดเจน แถมยังโชว์ให้เห็นถึงพื้นฐานและทักษะที่แน่น
สิ่งที่เฉินโม่โฟกัสมากกว่าคือมุมมองระดับมหภาค มองผ่านวิธีคิดในการเขียนโปรแกรม สถาปัตยกรรม และความสามารถในการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต พอพิจารณาแบบนั้นแล้วก็พบว่ามันยังมีปัญหา
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เฉินโม่พิมพ์โค้ดไป อธิบายไป
ซุนจื่อเหวยมองหน้าจอ เห็นเฉินโม่เขียนต้นแบบโค้ดในเวอร์ชันอุดมคติตามภาพใช้งานและความต้องการของตัวเอง แม้ยังไม่ได้ดีบัก เขาก็ยังมองเห็นความแตกต่างระหว่างสองเวอร์ชันได้
เขาถามข้อสงสัยที่คิดไม่ออกเป็นพักๆ แค่ครึ่งชั่วโมงสั้นๆ ก็ได้ความรู้อย่างมากมาย ก่อนออกไป เขาอดบ่นออกมาไม่ได้ว่า
“อย่าดูว่าเราสองคนอยู่ด้วยกันทุกวัน เรียนด้วยกัน ร้องคาราโอเกะด้วยกัน เขียนโค้ดด้วยกัน แต่พออยู่กับนายไปนานๆ ฉันรู้สึกว่าฝีมือฉันยิ่งถอยหลังลงเรื่อยๆ เลย”
“ไม่มีหรอก อย่าคิดมาก เดินตามทางที่ทำอยู่ตอนนี้ต่อไป เดี๋ยวไม่นานก็กลายเป็นเทพสายเทคนิคระดับสถาปนิกเอง ไปเถอะ ช่วยไปเรียกจางเชามาหน่อย”
มองตามซุนจื่อเหวยที่ออกไป เขาก็นึกถึงคำพูดสักครู่ในหัว
อ่อนลงเหรอ? ไม่น่าใช่นะ ตนอยู่ใกล้ซุนจื่อเหวยทุกวัน การเติบโตด้านเทคนิคของเขามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ยิ่งหลังกลับจากทริปทำงานเดือนนี้ ยิ่งเห็นพัฒนาการชัดเจน วิธีคิดด้านโปรแกรมเริ่มมีเค้าลางจากนักพัฒนาระดับอาวุโสกำลังขยับไปสู่สถาปนิก
ไม่เกินสองปี เดาว่าคงเป็นสถาปนิกที่ได้มาตรฐาน ขอเงินเดือนเจ็ดหลักจากบริษัทยักษ์ใหญ่ก็คงไม่ใช่ปัญหา
ถ้าอ้างตามทฤษฎีสัมพัทธ์ของหลู่ซวิ่น ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว
เฉินโม่มองดูมือทั้งสองของตัวเอง พึมพำว่า “จื่อเหวย ไม่ใช่นายอ่อนลง แต่เป็นฉัน…ที่แข็งแกร่งขึ้น”







