"เขาออกจากเสินตูไปแล้ว และยังแทงดาบซ้ำลงบนศพของสือจิ้งถังอีกด้วย"
ตระกูลใหญ่ต่างๆ ในเสินตูยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหวของสวี่อิง ข่าวคราวถูกส่งมาอย่างต่อเนื่อง
เหตุการณ์แต่ละฉากเมื่อครู่นี้ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง ทำให้ทุกตระกูลจำต้องประเมินสวี่อิงเสียใหม่
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเพียงมองว่าคนจับงูบ้านนอกผู้นี้เป็นเด็กหนุ่มที่หัวดีคนหนึ่ง เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเขาเหาะเหินทะยานขึ้นเป็นเซียนได้ การเชิญสวี่อิงมาเสินตู ก็เพื่อจะเลี้ยงดูสวี่อิงไว้เป็นข้ารับใช้ในจวน ให้คอยช่วยถอดรหัสคัมภีร์เซียนที่พวกเขารวบรวมมา
ต่อมาเมื่อมีข่าวลือแพร่ออกไปว่าสวี่อิงคือคนอมตะ ในสายตาของพวกเขา สวี่อิงจึงเปลี่ยนจากข้ารับใช้ที่หลอกใช้ได้ กลายเป็นยาอายุวัฒนะที่กินได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากใช้วิธีการที่เหมาะสม อย่างเช่นการแล่เนื้อของสวี่อิงไปพร้อมกับให้ปรมาจารย์นั่วของตระกูลโจวคอยรักษาเขา ก็ยังสามารถผลิตยาอายุวัฒนะออกมาได้อย่างไม่มีวันหมดสิ้น!
เรียกได้ว่าใครๆ ก็อยากจะได้เนื้อของเขามากิน!
ทว่าตอนนี้ สวี่อิงในสายตาของพวกเขากลับแตกต่างไปจากเดิมแล้ว
เครื่องมือที่จะช่วยให้พวกเขาทะยานเป็นเซียนผู้นี้ โอสถวิเศษรูปร่างมนุษย์ที่จะช่วยให้พวกเขามีอายุยืนยาวผู้นี้ งอกเขี้ยวอันแหลมคมออกมาเต็มปากแล้ว!
แม้ตระกูลสือจะเป็นตระกูลที่เพิ่งผงาดขึ้นมาใหม่ แต่ก็ถือเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่ง มีเซียนนั่วคอยประจำการอยู่ นึกไม่ถึงเลยว่าเพียงชั่วข้ามคืน เซียนนั่วสือโม่เล่อจะถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จากนั้นยังถูกสวี่อิงบุกมาฆ่าถึงจวน ถูกลากตัวออกมา "เผาทิ้ง" ต่อหน้าธารกำนัล!
แม้สือโม่เล่อจะถูกความชั่วร้ายกัดกินไป แต่ในสายตาของผู้คนในเสินตู เขาก็คือคนที่ถูกสวี่อิงเผาจนตายอยู่ดี
หากตระกูลใหญ่เหล่านี้จะคิดแผนการชั่วร้ายอะไรอีก ก็คงต้องชั่งน้ำหนักดูเสียหน่อยว่ามันคุ้มค่าหรือไม่
วิธีการของสวี่อิง ทำให้ผู้คนเกิดความหวาดกลัวจับใจ
หยวนชีเผยร่างจริง งูยักษ์ยาวกว่ายี่สิบจ้างเลื้อยออกจากเสินตู สวี่อิงและจู๋ฉานฉานนั่งอยู่บนหัวของงูยักษ์ จู๋ฉานฉานพยายามบำเพ็ญเพียรอย่างหนักเพื่อหลอมรวมโอสถเซียนในร่างกาย
นางหลบซ่อนอยู่นอกวังโตวซ่วยมานานกว่าหกพันปี ลอบขโมยโอสถเซียนจนเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นมนุษย์โอสถ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่หลอมรวมโอสถเซียน กลิ่นหอมประหลาดจะโชยเตะจมูก ชวนให้น้ำลายสอ
อย่าว่าแต่เทพมารเลย แม้แต่สวี่อิงก็ยังอยากจะอุ้มแม่หนูนี่มากัดกินสักสองคำให้หายอยาก
"อาอิ้ง แม่หนูนี่จะเรียกเทพมารมาจริงๆ นะ"
ระฆังใหญ่เองก็สัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดของจู๋ฉานฉาน มันกระซิบว่า "แม้แต่ข้ายังรู้สึกเลยว่า หากสามารถนำนางมาหลอมเป็นยาเข้าสู่ร่างกายของข้าได้ อานุภาพของข้าจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลแน่!"
สวี่อิงโคจรเคล็ดวิชาคืนใจที่เผยตู้ถ่ายทอดให้ ข่มความคิดที่อยากจะอุ้มแม่หนูมากัดกินเอาไว้ แล้วกล่าวว่า "ตลอดทางนี้ เทพมารยังไม่ทันตามมา พวกเราก็ใกล้จะถูกนางเปลี่ยนให้เป็นเทพมารเสียเองแล้ว ไม่รู้ว่าเสี่ยวเฟิ่งเซียนไปอยู่ที่ไหน?"
สาเหตุที่เขารีบร้อนออกจากเสินตูถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะแรงดึงดูดของจู๋ฉานฉานนั้นมีมากเกินไป แม่หนูนี่คือโอสถเซียนรูปร่างมนุษย์ จะต้องดึงดูดเทพมารมาอย่างแน่นอน สวี่อิงในฐานะ "ผู้พิทักษ์มรรคา" ย่อมรับมือกับเทพมารไม่ได้แน่ แต่เฟิ่งเซียนเอ๋อร์สามารถทำได้
เฟิ่งเซียนเอ๋อร์คือหงสา เป็นดาวข่มของเทพมารและเทพสวรรค์ ดังนั้นสวี่อิงจึงเกิดความคิดที่จะพาจู๋ฉานฉานไปตามหานาง
"พี่สวี่!"
ทันใดนั้น น้ำเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น สวี่อิงมองตามเสียงไป ก็เห็นหยวนเว่ยยางกับเซียวป๋อออกมาจากเสินตูตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ เพื่อมาส่งเขา
สวี่อิงให้หยวนชีหยุดพัก หยวนเว่ยยางและเซียวป๋อกระโดดขึ้นมาบนหลังงูและเดินมาที่หัวของหยวนชี หยวนชีจึงเลื้อยไปข้างหน้าอีกครั้ง เพียงแต่ลดความเร็วลงมาก
หยวนเว่ยยางสูดดมอากาศ พลางกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า "หอมจัง!" พูดจบ เขาก็มองจู๋ฉานฉานด้วยความแปลกใจ
สวี่อิงกล่าวด้วยความซาบซึ้งว่า "น้องหยวน ข้ามีศัตรูอยู่ทั่วหล้า เจ้ายังกล้ามาส่งข้าอีก ทำให้ข้าไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดีแล้ว"
หยวนเว่ยยางมีสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า "ท่านมาหาข้าที่เสินตู แต่กลับถูกลอบทำร้ายมากมายถึงเพียงนี้ เป็นตระกูลหยวนของข้าที่ไร้กำลังจะปกป้องแขก ตอนนี้ท่านกำลังจะไป ข้าจะไม่มาส่งได้อย่างไร?"
ในใจสวี่อิงยังคงห่วงใยอีกคนหนึ่ง จึงเอ่ยถามว่า "น้องหรูซื่อสบายดีหรือไม่?"
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหยวนเว่ยยาง เซียวป๋อที่อยู่ด้านหลังกระแอมไอออกมาหนึ่งครั้ง รอยยิ้มบนใบหน้าของหยวนเว่ยยางก็จางหายไป เขากล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า "น้องสาวของข้าดื้อรั้นนัก ท่านแม่จึงสั่งให้นางอยู่เย็บปักถักร้อยอยู่กับบ้าน ห้ามออกไปไหน พี่สวี่ ข้ามาส่งท่าน แต่พอพบหน้าท่านกลับถามหาน้องสาวของข้า ดูจะเสียมารยาทไปสักหน่อยนะ"
เซียวป๋อพยักหน้าเบาๆ คิดในใจว่า "การตอบรับเช่นนี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว"
สวี่อิงรู้สึกเสียดายอยู่ลึกๆ กล่าวว่า "ช่วงนี้ข้ามักจะนึกถึงน้องหรูซื่ออยู่บ่อยๆ"
หยวนเว่ยยางมีสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า "น้องสาวข้ายังเป็นสาวเทื้ออยู่ในเรือน ยังไม่ได้ออกเรือน ท่านจะมาคิดเกินเลยไม่ได้นะ"
พอเขาพูดประโยคนี้ออกมา สวี่อิงก็มีความคิดเกินเลยขึ้นมาทันที
ทว่าเขากับหยวนหรูซื่อเป็นเพียงความรู้สึกฉันหนุ่มสาว แต่กับหยวนเว่ยยางนั้นคือสหายรู้ใจ ทั้งสองนั่งอยู่บนหัวของหยวนชี และเริ่มพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรกันอีกครั้ง
สวี่อิงเล่าถึง "เคล็ดวิชาเตาหลอมจันทร์เสี้ยวเจียงกง" ที่ตนเองแก้ไขปรับปรุงแล้วให้ฟัง "เคล็ดวิชาเตาหลอมจันทร์เสี้ยวเจียงกง" เป็นความลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของตระกูลกัว เขาเพียงตัดเอาเคล็ดวิชาการโคจรของถ้ำสวรรค์จันทร์เสี้ยวมาเท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยแก่นแท้ของวิชาออกไป
"ข้าสงสัยว่าบนโลกนี้มีการดำรงอยู่ของความชั่วร้ายบางอย่าง อย่างเช่นนายแห่งวังหนีหวาน ที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด พวกเขาเผยแพร่วิชานั่ว โดยมักจะทิ้งช่องโหว่เอาไว้"
สวี่อิงกล่าว "น้องหยวน เจ้ามีพรสวรรค์เหนือคน ความเฉลียวฉลาดและละเอียดอ่อนนั้น แม้แต่ข้าก็ยังสู้เจ้าไม่ได้ เจ้าลองอ้างอิงเคล็ดวิชานี้ดู ไม่แน่อาจจะบรรลุวิชาหลอมรวมโอสถเซียนของตระกูลหยวนได้ และอาจช่วยยืดอายุขัยให้ปรมาจารย์หยวนอู๋จี้แห่งตระกูลเจ้าได้ เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องพบกับความโชคร้ายในบั้นปลายชีวิต"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา เซียวป๋อก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นไหว
ของขวัญชิ้นใหญ่นี้ ช่างล้ำค่าเกินไปจริงๆ
ในดวงตาของหยวนเว่ยยางมีความรู้สึกบางอย่างไหลเวียนอยู่ เขาตั้งสติ แล้วเก็บเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์นั้นไว้ พลางกล่าวว่า "บุญคุณที่ราชันย์ปีศาจสวี่มีต่อตระกูลหยวนของข้า ข้าจะไม่มีวันลืมเลือน แม้ตระกูลหยวนของข้าจะตกต่ำลง แต่ก็รู้บุญคุณคน ข้ารู้ว่าพี่สวี่ยังไม่ได้เปิดขุมทรัพย์ลับหวงถิง จึงไม่สามารถก้าวหน้าในด้านสัมผัสเทวะไปได้มากกว่านี้"
เขาหยิบม้วนคัมภีร์ทองคำออกมาจากอกเสื้อ ฉีกสองหน้าแรกออก แล้วส่งสองหน้านั้นใส่มือสวี่อิง
สีหน้าของเซียวป๋อเปลี่ยนไปทันที เขากล่าวว่า "คุณชาย..."
หยวนเว่ยยางไม่สนใจ เขายิ้มและกล่าวว่า "ท่านแม่คงไม่ยอมให้ข้าถ่ายทอดสัมผัสเทวะวิถีหยวนซึ่งเป็นสมบัติประจำตระกูลหยวนให้แก่ท่านแน่ แต่ในฐานะที่ข้าจะเป็นผู้นำตระกูลหยวนในอนาคต วันนี้ข้าขอตัดสินใจเอง ขอมอบครึ่งแรกของวิชานี้ให้แก่ท่าน"
เซียวป๋อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ขัดขวาง
ของขวัญชิ้นใหญ่ที่สวี่อิงมอบให้นั้นล้ำค่าเกินไปจริงๆ เรียกได้ว่าเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตตระกูลหยวนเลยทีเดียว ต่อให้หยวนเว่ยยางจะยกคัมภีร์สัมผัสฟ้าดินวิถีหยวนฉบับสมบูรณ์ให้ ก็ยังยากจะเทียบเคียงกับของขวัญชิ้นใหญ่นี้ได้!
สวี่อิงรับคัมภีร์ "สัมผัสฟ้าดินวิถีหยวน" ฉบับไม่สมบูรณ์มา แล้วยิ้มกล่าวว่า "เอาอย่างนี้ดีไหม เจ้ากับข้ามาแข่งกัน ดูว่าใครจะบรรลุวิชาหลอมรวมโอสถเซียนของขุมทรัพย์ลับหวงถิงได้ก่อนกัน"
ดวงตาของหยวนเว่ยยางเป็นประกาย เกิดความรู้สึกอยากเอาชนะขึ้นมา เขายิ้มกล่าวว่า "ตกลง! แต่ว่า ราชันย์ปีศาจสวี่สนใจจะพนันกันสักหน่อยไหมล่ะ?"
สวี่อิงเองก็ยังมีนิสัยรักสนุกแบบเด็กหนุ่ม จึงถามว่า "พนันอย่างไรล่ะ?"
แววตาของหยวนเว่ยยางเป็นประกาย เขากล่าวว่า "ข้ามีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ท่านก็เคยเห็นแล้ว หากท่านบรรลุวิชาหลอมรวมโอสถเซียนหวงถิงได้ก่อนข้า ข้าจะเป็นคนตัดสินใจยกหรูซื่อให้ท่านเอง"
ด้านหลังของเขา เซียวป๋อร้อนรนจนกระทืบเท้าซ้ำๆ ร้องว่า "โธ่! โธ่! คุณชาย ทำเช่นนี้ได้อย่างไรขอรับ?"
หยวนชีถูกเขากระทืบเท้าใส่จนมึนงงไปหมด รีบกล่าวว่า "ท่านลุง ท่านเหยียบเบาๆ หน่อย! สมองข้าจะไหลออกมาเพราะท่านเหยียบแล้วเนี่ย"
เซียวป๋อร้อนรนจนเหงื่อเย็นผุดพรายเต็มหน้าผาก ร้อนรนใจเป็นอย่างยิ่ง "มีที่ไหนพนันแพ้แล้วเอาตัวเองไปแต่งงาน? อีกอย่างฐานะก็ไม่คู่ควรกัน ทางฮูหยินเฒ่าต้องไม่ยอมตกลงแน่!"
สวี่อิงรู้สึกเร่าร้อนขึ้นมาในใจ หัวเราะฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า "ตกลง! เป็นอันตกลงตามนี้! เพียงแต่ว่า หากข้าแพ้ ข้าไม่มีน้องสาวที่จะยกให้เจ้านะสิ เอาเป็นว่า..."
เขามองดูจู๋ฉานฉานที่กำลังบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ในใจก็เกิดความคิดขึ้นมา "ยกแม่หนูนี่ให้น้องหยวนดีไหมนะ..."
หยวนเว่ยยางยิ้มกล่าวว่า "หากท่านแพ้ ข้าไม่เอาน้องสาวของท่านหรอก ขอเพียงท่านทำเรื่องเรื่องหนึ่งให้ข้าก็พอ เรื่องนี้ข้ายังนึกไม่ออก รอให้นึกออกในวันข้างหน้าแล้วค่อยบอกท่าน"
สวี่อิงดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มกล่าวว่า "เจ้าแพ้แน่!"
หยวนเว่ยยางส่ายหน้ากล่าวว่า "ก็ไม่แน่เสมอไป ข้าจะทุ่มเทอย่างสุดความสามารถ"
"ข้าก็เหมือนกัน!"
หยวนเว่ยยางกระโดดลงจากหัวของหยวนชี โบกมืออำลาเขา แล้วหันหลังกลับไปยังเสินตู เซียวป๋อเดินตามหลังเขาไป ถอนหายใจไปตลอดทาง หยวนเว่ยยางยิ้มกล่าวว่า "เซียวป๋อ เรื่องนี้อย่าบอกท่านแม่กับฮูหยินเฒ่าเชียวนะ"
เซียวป๋อถอนใจกล่าวว่า "คุณชาย กระดาษห่อไฟไม่มิดหรอกขอรับ..."
สิ่งที่เขาอยากจะพูดก็คือ เรื่องนี้ปิดบังฮูหยินเฒ่าไว้ได้ไม่นานหรอก แต่สิ่งที่หยวนเว่ยยางคิดกลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เขากล่าวว่า "ท่านพูดถูก ข้าจะหาโอกาสเหมาะๆ บอกเขาว่า ความหมายของชื่อหยวนหรูซื่อนั้นก็คือ แท้จริงแล้วข้าเป็นสตรี!"
เซียวป๋ออ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
หยวนชีพาสวี่อิงและจู๋ฉานฉานเลื้อยไปตามแนวเขา มุ่งหน้าไปยังทิศทางของซงซาน
ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ภูเขาและแม่น้ำสายใหม่ผุดขึ้นมาจากรอยแยกขนาดใหญ่ ทำให้ซงซานดูห่างไกลออกไปอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น ก็มีเสียงคำรามที่ทำให้จิตใจสั่นสะท้านดังมาจากป่าเขาเบื้องหน้า สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งขุนเขา สวี่อิงเงยหน้ามองไป ก็เห็นสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ตัวหนึ่งหมอบคู้ตัวอยู่ใต้น้ำตกขนาดใหญ่ รอบๆ มีสัตว์ประหลาดร่างยักษ์นับไม่ถ้วน ดูจากขนาดตัวแล้ว ไม่ได้เล็กไปกว่าหยวนชีเลย
พวกมันราวกับเป็นข้าแผ่นดินของสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ คุกเข่าหมอบกราบอยู่รอบๆ สัตว์ประหลาดร่างยักษ์นั้น เคารพบูชามัน ราวกับมนุษย์ธรรมดาที่กำลังบวงสรวงเทพเจ้า
สัตว์ประหลาดร่างยักษ์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ทราบชื่อ มีขาหน้ายาวขาหลังสั้น รอบกายมีเปลวเพลิงสีดำลุกโชน แต่กลับไม่ได้เผาไหม้ป่าไม้ เปลวเพลิงแต่ละดวงลอยอยู่รอบตัว ราวกับเป็นลวดลายประดับ
กลิ่นอายของมันน่ากลัวอย่างยิ่ง นั่นคือกลิ่นอายหลังจากที่สายเลือดบรรพกาลตื่นขึ้น บนตัวของหยวนชีก็มีกลิ่นอายความดุร้ายที่คล้ายคลึงกัน แต่หยวนชีไม่ได้รุนแรงเท่ามัน อีกทั้งยังเป็นผู้ฝึกปราณ จึงสามารถปกปิดจุดนี้ได้เป็นอย่างดี
"นี่คือสัตว์ยักษ์ดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่โตเต็มวัย"
ระฆังใหญ่เองก็อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา มันลอยออกมาจากด้านหลังศีรษะของสวี่อิง แล้วกล่าวว่า "สิ่งมีชีวิตชนิดนี้เกิดมาเพื่อเป็นราชา และในขณะเดียวกันก็เป็นเทพเจ้าแห่งยุคดึกดำบรรพ์ สรรพสัตว์บวงสรวงพวกมัน ทำให้พวกมันมีพลังเทพที่ไม่อาจจินตนาการได้"
มันเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ พลางกล่าวว่า "ในยุคสมัยของเจ้านายข้า ไม่มีเทพราชันย์อสูรมากมายถึงเพียงนี้หรอกนะ แปลกจริง เจ้าพวกนี้โผล่มาจากไหนกัน?"
เทพราชันย์อสูรตนนั้นคำรามออกมาหนึ่งครั้ง ทันใดนั้นสัตว์ยักษ์ที่อยู่ข้างกายก็พากันหลั่งไหลมาทางนี้ เป้าหมายก็คือจู๋ฉานฉานที่ส่งกลิ่นหอมประหลาดออกมานั่นเอง!
หยวนชีโคจรวิชาบำเพ็ญแท้งูยักษ์ปาเสอ ทันใดนั้นลำตัวก็ยาวถึงร้อยจ้าง อ้าปากงับสัตว์ยักษ์ตัวหนึ่งเอาไว้ สะบัดลำตัวเพียงครั้งเดียว ก็ซัดสัตว์ยักษ์ที่พุ่งเข้ามาจนกระเด็นไป!
เขาเป็นผู้ฝึกปราณเผ่าปีศาจ หากพูดถึงสติปัญญา ย่อมเหนือกว่าสัตว์ยักษ์เหล่านี้มากนัก
เทพราชันย์อสูรตนนั้นโกรธจัด กระโจนพุ่งเข้ามา หยวนชีมีกลิ่นอายไม่รุนแรงเท่ามัน รู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ จึงรีบร้องเรียก "อาอิ้ง!"
สวี่อิงยืนอยู่บนหน้าผากของหยวนชี เรียกขวานหินออกมา ทันใดนั้นอานุภาพอันดุร้ายที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดินก็ระเบิดออก สีเลือดแผ่ซ่าน ประกายขวานสายหนึ่งฟาดฟันลงมา ศีรษะของเทพราชันย์อสูรตนนั้นก็ร่วงหล่นลงพื้น ศพขนาดมหึมาไถลไปข้างหน้า จนกระทั่งมาอยู่ใต้ร่างของหยวนชีจึงหยุดลง
ขวานหินนั้นเป็นของวิเศษที่เผ่ายักษ์ในยุคบรรพกาลหลอมขึ้น ดื่มเลือดของสัตว์ยักษ์มานับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ามีเทพราชันย์อสูรมากมายเพียงใดที่ต้องสิ้นชีพภายใต้คมขวานนี้ มาบัดนี้เมื่อได้ดูดกลืนเลือดของเทพราชันย์อสูรตนนั้นเข้าไป ความดุร้ายก็ยิ่งเพิ่มพูน!
เมื่อโคจรพลังให้ขวานเล่มนี้ ก็จะเห็นว่าในนิมิตทะเลเลือดอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นมีเทพราชันย์อสูรเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งตน ช่วยเพิ่มอานุภาพให้อีกหลายส่วน!
เมื่อเทพราชันย์อสูรตนนี้ตายลง สัตว์ยักษ์ตัวอื่นๆ ก็พากันวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน แตกฉานซ่านเซ็น หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
สวี่อิงเก็บอาวุธร้าย มองเห็นเมืองศิลาสูงตระหง่านอยู่ไม่ไกล จึงกล่าวขึ้นทันทีว่า "ท่านเจ็ด คืนนี้พวกเราจะไปพักที่นั่น ลากเทพราชันย์อสูรตัวนี้ไปเถอะ คืนนี้จะกินเจ้านี่แหละ"
หยวนชีรับคำ ใช้หางม้วนศพของเทพราชันย์อสูร แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองศิลาแห่งนั้น
พวกเขาเดินทางต่อไป ก็เห็นทิวเขาทั้งสองข้างทางสูงชัน หน้าผาหินขรุขระ ราวกับถูกมีดเฉือนขวานจาม หินประหลาดรูปร่างคล้ายภูตผีปีศาจ ยื่นโผล่ออกมาจากหน้าผาอย่างน่าสยดสยอง ดูดุร้ายน่ากลัว
เมืองศิลาตั้งอยู่ที่ปลายสุดของหุบเขา กำแพงเมืองตั้งตระหง่าน ถนนหนทางเป็นระเบียบเรียบร้อย
สวี่อิงเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นตัวอักษรโบราณสองตัวเขียนอยู่บนประตูเมือง
ตี้ชิว
"ชื่อแปลกจัง" สวี่อิงละสายตากลับมา
หยวนชีย่อขนาดตัวลง เลื้อยเข้าไปในเมือง เดินอยู่บนท้องถนน บนถนนของเมืองนี้ยังมีซึ้งนึ่งซาลาเปาของร้านขายซาลาเปาที่มีควันสีขาวลอยกรุ่นอยู่ สุราในโรงเตี๊ยมก็ยังส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
พวกเขาเดินผ่านโรงน้ำชาแห่งหนึ่ง น้ำชาในถ้วยยังร้อนอยู่เลย!
ที่มุมถนนมีไม้เสียบฟางของพ่อค้าเร่พิงอยู่ ด้านบนมีกังหันกระดาษเสียบเอาไว้ กังหันลมยังคงหมุนติ้วๆ อยู่ ทว่าพ่อค้าเร่กับเด็กๆ ที่วิ่งตามพ่อค้าเร่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ทั่วทั้งเมืองไม่มีคนเลยแม้แต่คนเดียว!
อย่าว่าแต่คนเลย แม้แต่หนูสักตัวก็ยังไม่มี!
เมืองแห่งนี้ เงียบสงัดจนน่ากลัว!
ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในเมืองนี้ หายตัวไปอย่างกะทันหัน จากนั้นเวลาของทั้งเมืองก็หยุดนิ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ผู้คนหายตัวไป อาหารในเมืองไม่มีวันเน่าเสีย ไฟในเตาไม่มีวันดับ และน้ำชาไม่มีวันเย็นชืด
สวี่อิงกระโดดลงจากหัวงูยักษ์ เปิดซึ้งนึ่งของร้านซาลาเปา ซาลาเปาข้างในยังร้อนกรุ่น นุ่มนิ่ม ส่งกลิ่นหอมของต้นหอมและเนื้อ
เขาวางซาลาเปาลง ขมวดคิ้วเล็กน้อย ริมถนนมีเนื้อวัวพะโล้ตุ๋นเอาไว้ สีแดงระเรื่อ มีเอ็นวัวสีเหลืองแทรกอยู่
สุราในร้านสุราข้างๆ ยังอุ่นอยู่ ส่งกลิ่นหอมอบอวล ผสมผสานกับกลิ่นหอมของเนื้อวัว ชวนให้น้ำลายสอ
ระฆังใหญ่ถามด้วยความสงสัยว่า "เมืองนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น? คนในเมืองหายไปไหนกันหมด?"
หยวนชีวางศพเทพราชันย์อสูรลง แล้วกล่าวว่า "อาอิ้ง ที่นี่มีของกิน พวกเรายังต้องทำอาหารอีกไหม?"
สวี่อิงส่ายหน้ากล่าวว่า "อาหารที่นี่ทางที่ดีอย่าไปแตะต้องเลย"
ทันใดนั้น ก็มีเสียงสั่นสะเทือนดังตู้มมาจากแดนไกล อีกครึ่งหนึ่งของเมืองศิลาแห่งนี้ค่อยๆ ปรากฏขึ้นจากสายหมอกที่ปกคลุม ราวกับเพิ่งถูกปลดผนึกกาลเวลา และปรากฏขึ้นมาจากสายธารแห่งกาลเวลา
ทว่าชาวเมืองกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
จู๋ฉานฉานเองก็ตื่นขึ้นมา มองดูรอบๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "ที่นี่คือที่ไหน?"
นางสูงขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนเด็กอายุราวสิบขวบ เป็นเด็กหญิงที่น่ารักน่าเอ็นดู ทว่าเสื้อผ้าบนตัวกลับสั้นไปหน่อย
จู๋ฉานฉานรีบร้อนเปิดปากของหยวนชีออก แล้วเข้าไปในตัวของหยวนชี เปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าของกัวเสี่ยวเตี๋ยข้างในนั้น แต่กลับดูใหญ่ไปสักหน่อย หลวมโพรกไปหมด
"ที่นี่มีนามว่าตี้ชิว"
ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น สวี่อิงมองตามเสียงไป ก็เห็นชายชราชุดขาวผู้หนึ่งก้าวเท้าอย่างรวดเร็ว เดินเข้ามาในเมืองศิลาแห่งนี้ ชายชราชุดขาวผู้นี้เขาเคยเห็นที่เขาอู๋วั่ง อยู่ด้วยกันกับเฒ่าหน้าเศร้า
สวี่อิงรู้สึกหวั่นไหวในใจ "ชายชราผมขาวที่ข้าเห็นประลองกับผู้นำตระกูลชุยในเสินตูที่สองเมื่อคืนนี้ ก็คือเขานี่เอง! เขามาทำอะไรที่นี่?"
ชายชราผมขาวหัวเราะหึๆ กล่าวว่า "ตี้ชิวหายสาบสูญไปในรัชสมัยของฮั่นอู่ตี้แห่งราชวงศ์ฮั่น ทั้งเมืองศิลาหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย กลายเป็นคดีที่ยังไขไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบเมืองลึกลับแห่งนี้ที่นี่! สหายตัวน้อยสวี่ บังเอิญพบกันดีกว่านัดหมาย นึกไม่ถึงว่าจะได้พบท่านที่นี่อีกครั้ง ท่านกับข้ามีวาสนาต่อกันจริงๆ"
เขาคิดในใจว่า "เจ้าเด็กนี่เป็นกระต่ายที่ไม่ยอมอยู่กับรัง วิ่งพล่านไปทั่ว หากหนีพ้นสายตาข้าไปได้ จะไม่แย่เอาหรือ? ข้าสู้เข้าร่วมกับพวกเขาก็สิ้นเรื่อง ทีนี้เขาก็หนีไม่รอดแล้ว!"







