ซูเจ๋อเฟิ่งถูกไม้เรียวอันเข้มงวดของไป๋เสวียนจีฟาดจนฝ่ามือบวมเป่งราวกับหมั่นโถว หลังจากนั้นนางก็ยอมจำนนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนักในที่สุด
เมื่อมีซูเจ๋อเฟิ่งเป็นตัวอย่างให้เห็น หยวนโหย่วหรงและมู่หรงอวิ๋นซีก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนหน้าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว หวั่นเกรงว่าจะโดนทุบตีอย่างหนักหน่วงเช่นเดียวกัน
แม้แต่ซ่งชีชีเองก็กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนจะแอบเตะเฝิงซานเป่าที่อยู่ข้างๆ เบาๆ "เขา... เขาจะตีข้าไหม"
เฝิงซานเป่ากะพริบตาอย่างงุนงง "ไม่หรอกมั้ง เขาแอบดูเจ้าอาบน้ำ ไม่ใช่เจ้าแอบดูเขาอาบน้ำเสียหน่อย เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด!"
บัณฑิตรอบๆ ต่างส่งสายตาประหลาดใจมองมา
ทั้งสองรีบหุบปากฉับแล้วนั่งตัวตรงอย่างสำรวมทันที
ไป๋เสวียนจีกลับไปที่โต๊ะหนังสือแล้ว
จากนั้น
ในห้องเรียนก็กลับมาอึดอัดและเงียบกริบเช่นเดิมอีกครั้ง
สภาพจิตใจในการสอนของซินจั๋วในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เมื่อดูจากพลังปราณ บัณฑิตในชุดบัณฑิตสีขาวเบื้องหน้า ระดับขั้นต่ำสุดก็คือขั้นเจ็ดรอง ส่วนคนที่ระดับสูงอย่างไป๋เสวียนจีและคนอื่นๆ นั้น มองไม่ออกเลยว่าอยู่ระดับใด
'นี่... ข้าจะสอนไหวไหมเนี่ย'
เขาแอบเรียกบ่อชมจันทร์ออกมา พลางครุ่นคิดว่าหากเก็บพวกเขาทั้งหมดเป็นวิญญาณสังเวย จะสามารถทะลวงไปถึงระดับไหนได้บ้าง
ในตอนนั้นเอง เฮ่อเหลียนเซิ่งก็ลุกขึ้นยืน ทำความเคารพแบบศิษย์กับอาจารย์อย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม "ขอถามท่านฟูจื่อผู้น้อย ท่านสามารถสอนอะไรพวกเราได้บ้าง"
นี่นับว่าเป็นการถามสิ่งที่อยู่ในใจของทุกคนออกมา บัณฑิตทั้งยี่สิบคนจ้องมองตรงมา ราวกับตั้งใจจะซักไซ้ไล่เลียงให้ถึงที่สุด
ซินจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง เรื่องที่ตาเฒ่าคนนั้นบอกให้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆ วาดภาพเล็กๆ คงจะใช้ไม่ได้ผลเสียแล้ว เขาจึงถามกลับไปว่า "พวกเจ้าอยากเรียนอะไรล่ะ"
เฮ่อเหลียนเซิ่งยิ้มบางๆ "หากเป็นบุ๋นก็คือบทกวี ตำรา จารีต อี้จิง คัมภีร์ ประวัติศาสตร์ และตำราโบราณ หากเป็นบู๊ก็คือวิชายุทธ์ต่างๆ และเคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์ ท่าน... ทำได้มากน้อยเพียงใดหรือ"
"ในฐานะฟูจื่อ ข้าย่อมทำได้ทั้งหมดอยู่แล้ว!"
ซินจั๋วพูดจาโอ้อวดโดยไม่กระดากอาย น้ำเสียงเด็ดขาดชัดเจน
'ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามทำพังเด็ดขาด ต้องโม้เอาไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง'
เฮ่อเหลียนเซิ่งมีสีหน้าตกตะลึง แม้แต่ฟูจื่อสาลี่หรือฟูจื่อฉินก็ยังไม่กล้าพูดจาเช่นนี้เลยกระมัง ท่านอายุเท่าไรกันเชียว
"แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป สอนมากไป ข้าเกรงว่าพวกเจ้าจะตามไม่ทัน!"
ซินจั๋วกระแอมเบาๆ หยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาอย่างลวกๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือตัวอักษรเล็กๆ ที่เขียนเรียงในแนวตั้งอัดแน่นเป็นพรืด แบบที่ไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนและภาพประกอบใดๆ ซึ่งเขาอ่านไม่ออก จึงโยนทิ้งไว้ข้างๆ อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะถามว่า "วิชาสายบุ๋นของพวกเจ้า เรียนถึงไหนกันแล้ว"
หลี่ซีเยวี่ยสะบัดแขนเสื้อ กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา "บัณฑิตปีสามเรียนถึง 'บันทึกจารีตหยวนจื่อ' 'เหวินกงถามไถ่มรรค' และ 'ยุทธศาสตร์ปราบเจ็ดแคว้นของเซียนเจิ้ง' แล้ว ส่วนบัณฑิตใหม่ควรจะสอน 'อักษรห้าพันคำของท่านมหาปราชญ์ไป๋' และ 'บันทึกกวีเอก'"
'ไม่เข้าใจ! ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย!'
ซินจั๋วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง "เรื่องพวกนี้พักไว้ก่อนเถอะ ข้าจะสอนอย่างอื่นให้พวกเจ้า!"
"?"
กลุ่มบัณฑิตต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ฟูจื่อผู้น้อยท่านนี้จะเปิดวิชาสอนเองอย่างนั้นหรือ
เฮ่อเหลียนเซิ่งและหลี่ซีเยวี่ยมองสบตากัน แววตาเผยให้เห็นถึงความไม่เข้าใจและประหลาดใจ จากนั้นมุมปากก็กระตุกยิ้มเหยียดหยามออกมาจางๆ ก่อนจะพากันนั่งลง
กลุ่มบัณฑิตต่างยืดอกเชิดหน้า อาศัยท่าทีที่ทั้งอยากรู้อยากเห็นและรอชมเรื่องตลก เฝ้ามองดูอย่างเย็นชา
บรรยากาศไม่สู้ดีนัก
"พวกเรามาพูดถึง 'คัมภีร์เต้าเต๋อจิง' กันก่อนเถอะ ฟังต้นฉบับก่อน แล้วค่อยมาว่ากันถึงความหมายของคัมภีร์... มรรคที่เอ่ยอ้างได้ ไม่ใช่มรรคที่เที่ยงแท้ นามที่เรียกขานได้ ไม่ใช่นามที่จีรัง ไร้นามคือจุดเริ่มต้นของฟ้าดิน มีนามคือมารดาของสรรพสิ่ง ดังนั้นเมื่อไร้ซึ่งความปรารถนาเสมอ จึงได้เห็นถึงความล้ำลึก เมื่อมีความปรารถนาเสมอ จึงได้เห็นเพียงเปลือกนอก..."
ในสมองของซินจั๋วมีของจิปาถะจากชาติก่อนอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะพวกวรรณกรรมและคัมภีร์โบราณ ชาติก่อนเพราะหน้าที่การงานจึงได้สัมผัสมาค่อนข้างมาก เช่น 'พิชัยสงครามซุนวู' 'กลยุทธ์สามสิบหกประการ' 'จื่อปู้ยวี่' 'จือจื้อทงเจี้ยน' 'ตำนานเย่ว์เฟย' สี่ยอดวรรณกรรมคลาสสิก และอื่นๆ อีกมากมาย
ประกอบกับมีปีหนึ่ง บ้านเก่าที่เช่าอยู่มีเสียงประหลาดดังขึ้น นึกว่ามีผีสางนางไม้ จึงได้หลงใหลคลั่งไคล้ 'คัมภีร์เต้าเต๋อจิง' และ 'อี้จิง' อยู่ช่วงหนึ่ง ภายหลังถึงได้รู้ว่าเป็นท่อน้ำรั่ว ไม่ใช่ผีหลอก
แต่พออ่านจบแล้ว อย่างอื่นคงไม่ได้เรื่อง ทว่าการขัดเกลาจิตใจและการไปเถียงโอ้อวดในบอร์ดสนทนานั้นถือว่าไม่เลวเลย เขาสามารถท่องจำเนื้อหาคร่าวๆ ได้เป็นส่วนใหญ่ และหลังจากทะลุมิติมา ความคิดก็แจ่มชัดขึ้นอย่างน่าประหลาด เนื้อหาที่เคยอ่านผ่านตากลับกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ตอนนี้ต้องตกกระไดพลอยโจนมาเป็นฟูจื่อบ้าบออะไรก็ไม่รู้ ย่อมต้องงัดเอาของพวกนี้ออกมาโม้เป็นคุ้งเป็นแควไปก่อน
ทางด้านเขา ก็ทั้งท่องทั้งอธิบายไป บัณฑิตที่อยู่ด้านล่างจากเดิมที่มีสีหน้าดูแคลนและเคลือบแคลงสงสัย ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นงุนงง จากนั้นก็ตื่นตระหนก และสุดท้ายก็กลายเป็นความตกตะลึงและหวาดกลัว
หลังจากผ่านไปสามร้อยคำ เขาก็รู้สึกคอแห้งเป็นผง จึงหยุดพักชั่วคราว พอมองลงไป ก็เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกทีละดวงๆ
"มีตรงไหนไม่ถูกต้องหรือ เข้าใจยากไปหรือเปล่า"
ซินจั๋วประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่าในโลกนี้ 'คัมภีร์เต้าเต๋อจิง' จะกลายเป็นของหยาบคายต่ำช้าไปได้
เฮ่อเหลียนเซิ่งหายใจหอบถี่ ความแคลงใจและความเย่อหยิ่งบนใบหน้ามลายหายไปจนสิ้น จู่ๆ ก็ลุกขึ้นเดินไปหาซินจั๋ว แล้วคุกเข่าคำนับชุดใหญ่ น้ำเสียงสั่นเทา "ฟู... ฟูจื่อจะถ่ายทอดคัมภีร์เช่นนี้ให้พวกเราจริงๆ หรือขอรับ"
หลี่ซีเยวี่ยก็รีบลุกขึ้นประสานมือคารวะเช่นกัน สีหน้าดูงุนงง "ฟูจื่อโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบด้วย นี่... นี่มันล้ำลึกเกินไปแล้ว เป็นเคล็ดวิชาของผู้บำเพ็ญเพียรใช่หรือไม่เจ้าคะ พวกเรา..."
'บำเพ็ญเพียร?'
ซินจั๋วตามไม่ค่อยทันนัก
เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยวิทยายุทธ์อันเฟื่องฟู ทั้งยังมีตำนานเกี่ยวกับซากโบราณสถานของเซียน เคล็ดวิชาศักดิ์สิทธิ์และวิชายุทธ์ต่างๆ ล้วนผสมปนเปและสับสนวุ่นวาย ส่วนใหญ่จะบอกเล่าถึงการทะลวงจุดชีพจรและทักษะการต่อสู้ แต่จะเรียนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละบุคคล ความเข้าใจคืออะไร ก็คือการหยั่งรู้ถึงความเร้นลับของสรรพสิ่งบนโลกและ 'จักรวาลฟ้าดิน' ในร่างกายมนุษย์นั่นเอง
หากเข้าใจอย่างถ่องแท้ เพียงตวัดมือเบาๆ ก็สามารถผ่าขุนเขาแยกศิลาได้ แต่หากไม่เข้าใจ ก็เป็นได้แค่วิชาหมาตะกุยหมัดเต่าเท่านั้น
หลักการอันเรียบง่ายทว่าลึกซึ้งของ 'คัมภีร์เต้าเต๋อจิง' และมรรคาแห่งธรรมชาติอันกว้างใหญ่และล้ำลึก ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกว่ามันล้ำเลิศเกินไป น่ากลัวเกินไปเสียแล้ว ถึงขั้นที่ว่าสามารถหลอมรวมเคล็ดวิชาและวิชายุทธ์ทั้งหมดเข้าด้วยกัน แล้วใช้วิธีเทียบเคียงเพื่อทำความเข้าใจได้เลยทีเดียว
ความแยบคายและกว้างใหญ่ของหลักการในนั้น ได้ก้าวข้ามความรู้ความเข้าใจของผู้ฝึกยุทธ์ในโลกนี้ไปแล้ว หรือแม้กระทั่งใกล้เคียงกับแนวคิดของการบำเพ็ญเพียรเลยก็ว่าได้
นี่ไม่ใช่เรื่องพูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย!
เหล่าบัณฑิตที่อยู่ด้านล่างนั้นต่างจากซินจั๋ว พวกเขาเป็นคนท้องถิ่นโดยกำเนิด หลักการและความสามารถในการทำความเข้าใจที่รับรู้มาตั้งแต่เด็กนั้นแข็งแกร่งกว่าเขามาก
ดังนั้น ทุกคนจึงเปลี่ยนจากพอจะทำความเข้าใจได้ เป็นความตื่นตระหนกตกใจ
...
นอกเรือนอี่ขุย ตรงมุมกำแพงลับตาคน
"ไม่รู้ว่าฟูจื่อมีแผนการอันใดกันแน่ ช่างยากจะเข้าใจจริงๆ!"
"ซินจั๋วผู้นี้เกรงว่าจะทำเรื่องไร้สาระ ทำลายต้นกล้าชั้นดีไปตั้งมากมาย!"
ฟูจื่อสาลี่ ฉินอวี้หลิว และฟูจื่ออีกสองท่านต่างมองหน้ากันอย่างหมดคำพูด พวกเขาล้วนเป็นผู้ที่มีความรู้แตกฉานและมีระดับพลังอันล้ำลึก ทว่าในเวลานี้กลับต้องมารู้สึกหัวร่อไม่ออกร่ำไห้ไม่ลง เพราะฐานะฟูจื่อของซินจั๋ว
โจรภูเขากระจอกๆ มาเป็นฟูจื่อ ช่างเป็นเรื่องตลกขบขันระดับโลกเสียจริง
ฟูจื่อหญิงรูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อหนัง หน้าตาดุร้ายราวกับยักษ์มาร มืออวบอูมกำก้อนอิฐตรงมุมกำแพงไว้แน่น แล้วออกแรงบีบจนแหลกละเอียด "หากเจ้าโจรภูเขากระจอกผู้นี้ทำตัวเหลวไหล ก่อเรื่องจนวุ่นวายไปหมด ต่อให้ต้องแลกกับการถูกฟูจื่อลงโทษ ข้าก็จะตบมันให้ตายคามือให้จงได้!"
ฟูจื่อวัยกลางคนหน้าเหลี่ยมที่ดูเหมือนปราชญ์เฒ่า กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ฟูจื่อสาลี่ เรื่องนี้ท่านทำไม่ถูกแล้วล่ะนะ หมู่นี้เป็นท่านที่คอยจับตาดูเจ้าโจรภูเขากระจอกผู้นี้ เป็นเพราะท่านชนะพนันได้เงินมาสิบตำลึง จึงเกิดความนึกสนุกขึ้นมา เลยใช้ชื่อของฟูจื่อทำเรื่องเช่นนี้ใช่หรือไม่"
ฟูจื่อสาลี่ก็ไม่โกรธเคือง ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "เรื่องนี้ฟูจื่อเป็นคนทำจริงๆ ทว่าซินจั๋วเป็นคนเสนอตัวเป็นฟูจื่อเอง ไม่เกี่ยวกับข้าเลยแม้แต่น้อย แต่ข้าเห็นด้วยกับข้อเสนอของฟูจื่อเจี่ยงนะ หากในใจเจ้าเด็กนี่ไม่มีความรู้อะไรเลย ดีแต่พ่นคำพูดของพวกโจรภูเขาออกมา ต่อให้ไม่ฆ่าให้ตาย ก็ต้องไล่ออกไปหรือไม่ก็จับขังเสีย!"
"ท่านสามารถสอนอะไรพวกเราได้บ้าง"
จู่ๆ ก็มีเสียงตั้งคำถามของบัณฑิตดังมาจากในห้องเรียน
"เริ่มแล้ว!" ฟูจื่อฉินอวี้หลิวกล่าวเสียงเรียบ
ไม่นานนัก
"มรรคที่เอ่ยอ้างได้ ไม่ใช่มรรคที่เที่ยงแท้ นามที่เรียกขานได้ ไม่ใช่นามที่จีรัง..."
น้ำเสียงที่มีเสน่ห์ดึงดูดและแสร้งทำเป็นทุ้มต่ำของซินจั๋วก็ดังแว่วออกมา
ฟูจื่อทั้งสี่ท่านเริ่มแรกก็ตั้งใจฟังด้วยความประหลาดใจ ต่อมาคิ้วก็ขมวดมุ่น จากนั้นก็มองหน้ากันอย่างงุนงง และสุดท้ายก็ตกอยู่ในห้วงความคิด เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง ก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนหาที่เปรียบไม่ได้เสียแล้ว
ความเข้าใจของพวกเขาลึกซึ้งกว่าเหล่าบัณฑิตเสียอีก
สีหน้าที่ดูเย็นชาหรือขี้เล่นบนใบหน้าของฟูจื่อสาลี่มลายหายไปในพริบตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า "เจ้าโจรภูเขานี่ไปเอาคัมภีร์พรรค์นี้มาจากไหนกัน นี่มัน..."
ฉินอวี้หลิวผู้สง่างามหลุดพ้นจากโลกีย์และไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด ก็ยังหลุดปากพูดออกมาว่า "หลักการอันล้ำลึกถึงเพียงนี้ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ..."
ฟูจื่อเจี่ยงที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยเนื้อหนัง เนื้ออ้วนๆ สั่นกระเพื่อม เบิกตากว้าง "มิน่าล่ะ มิน่าล่ะ..."
บนใบหน้าเผยให้เห็นคำว่า 'มิน่าล่ะ' ถึงเจ็ดครั้ง
ฟูจื่อสวีผู้เป็นปราชญ์เฒ่าลูบเคราด้วยอาการสั่นเทา "ฟูจื่อเคยทำพลาดที่ไหนกัน ท้ายที่สุดแล้วก็คือผู้มีสายตาแหลมคมมองเห็นอัญมณี เจ้าโจรภูเขานี่ไม่รู้ว่าไปได้คัมภีร์อันลึกล้ำพิสดารและเคล็ดวิชาของเซียนมาจากที่ใด การเชิญเขาเข้าหอเพื่อมาถ่ายทอดวิชา และปฏิบัติกับเขาด้วยความเคารพเยี่ยงฟูจื่อนั้น นับว่าไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมเลย!"
ฉินอวี้หลิวมองไปรอบๆ "ข้ากับฟูจื่อเจี่ยงจะจดจำคัมภีร์เอาไว้ ฟูจื่อสวีและฟูจื่อสาลี่ยังต้องคอยสังเกตการณ์รอบๆ ใกล้จะถึงงานชุมนุมศิลาจารึกไร้อักษรแล้ว ต้องป้องกันไม่ให้แขกที่มาถึงก่อนกำหนดแอบฟังไปได้ คัมภีร์นี้มิอาจเผยแพร่มั่วซั่วได้"
ฟูจื่อสาลี่ขมวดคิ้วกล่าวว่า "เรื่องนั้นง่ายมาก แต่ฟูจื่อฉิน ท่านควรจะไปพูดคุยกับซินจั๋วสักหน่อยนะ ความสำคัญของคัมภีร์เล่มนี้ ไม่ควรนำไปเผยแพร่มั่วซั่วจริงๆ ต้องคอยป้องกันไม่ให้นิสัยโจรภูเขาของเขาทำเรื่องเหลวไหล!"







