เนื้อที่กำลังตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยคือขาวัว ใส่ไข่พะโล้ไปสองฟองด้วย อยู่ห่างออกไปตั้งไกลก็ยังได้กลิ่นหอมของเนื้อลอยมาเตะจมูก
ซินจั๋วเปลี่ยนกลับไปสวมชุดผ้าป่านที่ถูกซูเมี่ยวจิ่นแทงจนเป็นรูอีกครั้ง ตอนนี้เขาม้วนแขนเสื้อขึ้น มือซ้ายถือมีดสั้น มือขวาถือตะเกียบ หั่นเนื้อชิ้นหนึ่งแล้วคีบเข้าปาก เคี้ยวอย่างเชื่องช้า น้ำมันไหลเยิ้มตามมุมปาก แล้วเขาก็ซู้ดมันกลับเข้าไป
กระดูกถูกโยนลงพื้น เสี่ยวหวงก็อ้าปากรับไว้ได้อย่างแม่นยำ หนึ่งคนหนึ่งสุนัขไม่กินทิ้งกินขว้างเลยแม้แต่น้อย
อารมณ์ของเขาดีมาก แม้ว่ายังคงเป็นหัวหน้าโจรภูเขาที่ใครๆ ก็อยากทุบตีและมีชีวิตที่ไม่แน่นอน แต่เป้าหมายในปัจจุบันก็สำเร็จลุล่วงแล้ว ต่อไปก็คือการเพลิดเพลินกับผลพลอยได้จากชัยชนะ และเริ่มเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง
บนโลกนี้ไม่มีเรื่องใดที่จะทำให้คนเสพติดและมีความสุขได้มากไปกว่านี้อีกแล้ว
เพียงแต่จะจัดการให้ราบรื่นได้อย่างไร ยังคงต้องระมัดระวัง
บทสนทนาของกลุ่มคนก่อนหน้านี้ เขาได้ยินทุกคำพูดโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าช่วงเวลานี้ตัวเองทำตัวโดดเด่นเกินไปหน่อย โดยเฉพาะตอนที่ข่มขู่มือปราบหนึ่งพันคน ผลัดกันเชิญหัวหน้ามือปราบเฉินจิ้งกับพวกขึ้นมา แล้วใช้วิชาการต่อสู้ของพวกเขามาประลองกับพวกเขาเอง มันน่าสงสัยเกินไป
หากชื่อเสียงแพร่งพรายออกไป นี่มันก็หนูทดลองชัดๆ
โดยเฉพาะอารามจันทราวารีและหอสารทสถาน เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย หลายวันมานี้เขามักจะมีความรู้สึกเหมือนถูกคนแอบมองอยู่เสมอ
แต่จะว่าไป เขาก็หมดหนทางจริงๆ การมีอยู่ของบ่อชมจันทร์มันคือการบังคับให้เขาต้องก่อเรื่องชัดๆ หากไม่มีความสามารถในการก่อเรื่องและเพิ่มพูนความแข็งแกร่ง โจรภูเขาตัวเล็กๆ อย่างเขาจะหนีไปไหนได้? สุดท้ายก็ต้องยอมให้คนอื่นบีบหน้าขยำหลังอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
"จั๊บ..."
เสียงเคี้ยวและกลิ่นหอมของเนื้อตลบอบอวลไปทั่วทั้งถ้ำ
อารมณ์ของเฉินกุยเยี่ยน มู่หรงเหลย หยวนโหย่วหรง ซ่งตงสี และซุนอู่กับพวกช่างย่ำแย่เหลือเกิน
ไม่เพียงเพราะต้องตกเป็นนักโทษ แต่ยังเป็นเพราะไม่ได้กินอะไรดีๆ มาหลายวันแล้ว ท่าทางบ้าๆ บอๆ ของซินจั๋วทำให้คนยากที่จะไม่มอง และเมื่อมองแล้วก็ยากที่จะไม่หิว
"วัตถุดิบชั้นยอด มักจะต้องการแค่วิธีการปรุงอาหารที่เรียบง่ายที่สุด ขาวัวชิ้นนี้ ใส่ทั้งต้นหอม ขิง โป๊ยกั๊ก เต้าเจี้ยว และเกลือ ตุ๋นอยู่นานถึงสองชั่วยาม มันแต่ไม่เลี่ยน เปื่อยยุ่ยละมุนลิ้น ได้กินสักชิ้น รสชาติจะตราตรึงไปอีกนาน เมื่อก่อนตอนข้าอยู่ค่ายพิชิตมังกรไม่เคยกินของแบบนี้เลยจริงๆ..."
ซินจั๋วอธิบายเรื่องอาหารเลิศรสอย่างละเอียดและมีระดับ
"หุบปากไปเลย!"
หยวนโหย่วหรงทนไม่ไหวอีกต่อไป "เจ้ากำลังหยามเกียรติพวกเราอยู่หรือ? กะอีแค่อาหาร ไม่คิดว่าน่าขันไปหน่อยหรือ นึกว่าพวกเราไม่เคยรับประทานหรืออย่างไร?"
"โครกคราก..."
ปากแข็ง แต่ท้องกลับซื่อตรงมาก
ไม่นานก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ ทั่วทั้งถ้ำเต็มไปด้วยเสียงท้องร้องโครกคราก
"อา หอมจริงๆ!"
ซินจั๋วคีบเนื้อขึ้นมาชิ้นหนึ่ง เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหยวนโหย่วหรง มองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝุ่น ซีดเซียวและอิดโรยของนาง แล้วจ่อเนื้อไว้ที่ริมฝีปากของนาง "เจ้าลองชิมดูสิ!"
"ฮึ! เอาออกไป" หยวนโหย่วหรงฝืนทนต่อกลิ่นหอมที่ยั่วยวน และหันหน้าหนีอย่างดื้อรั้น
ซินจั๋วเอ่ยเสียงเบา "เนื้อนี่สะอาดนะ จะทรมานท้องตัวเองไปทำไมกัน? ผู้ที่รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน ผู้ที่รู้จักยืดหยุ่นได้ถึงจะเป็นสตรีที่แท้จริง เชื่อฟังข้า กินมันซะ"
หยวนโหย่วหรงขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูเหมือนจะรู้สึกว่ามีเหตุผล นางจึงอ้าปากงับอย่างแรง ผลคือกลับงับได้แต่ความว่างเปล่า ฟันกระทบกันดังกึก แทบจะทำเอาฟันผุหลุดออกมา
ซินจั๋วได้ดึงชิ้นเนื้อกลับไปแล้ว เขาหันหลังเดินกลับไป "เสแสร้ง!"
"เจ้า..." หยวนโหย่วหรงขบฟันแน่น "ซินจั๋ว ไอ้โจรชั่ว ไอ้โจรชาติสุนัข ถึงข้าเป็นผีก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป"
"เป็นผีที่ผมเผ้ารุงรัง สวมชุดแดง และช่วยอุ่นเตียงให้ได้หรือเปล่าล่ะ? แบบนั้นข้าก็พอรับได้นะ" ซินจั๋วนั่งลงแล้วกินเนื้อต่อไป
"โฮ่ง..." เสี่ยวหวงเห่าขู่เสียงดุดัน ราวกับฟังคำว่า "สุนัข" รู้เรื่อง มันรู้สึกว่ามีคนกำลังด่าเจ้านายรวมกับตัวมันไปด้วย
"เจ้า..." หยวนโหย่วหรงอยากจะด่าอีกครั้ง แต่ก็จนปัญญาไม่รู้จะอ้าปากด่าอย่างไรดี
"ซินจั๋ว! ลูกชายข้าล่ะ!"
ครานี้เฉินกุยเยี่ยนทนไม่ไหวอีกต่อไป นางร้องตะโกนถามเสียงแหบพร่า
"แล้วก็เสี่ยวหลีฮวาด้วย!" มู่หรงเหลยจ้องมองด้วยความโกรธแค้นเช่นกัน
ซินจั๋วดีดนิ้วหนึ่งที เสี่ยวหลีฮวาที่เดินตัวสั่นเทา ไม่เหลือท่าทีหลงตัวเองอีกต่อไป กับเด็กชายตัวน้อยที่ยังมีท่าทางไร้เดียงสา ก็เดินเข้ามาเอง จากนั้นพวกเขาก็โผเข้าหามู่หรงเหลยและเฉินกุยเยี่ยนอย่างน่าสงสาร ร้องไห้โฮออกมาด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ชั่วขณะหนึ่งทั้งสี่คนก็กอดกันร้องไห้ ราวกับเป็นการจากลาก่อนความตาย ช่างน่าโศกเศร้าและน่าเวทนายิ่งนัก
ซินจั๋วมองดูด้วยความสนใจพลางกินเนื้อไปด้วย ยิ่งรู้สึกว่ามันหอมอร่อยขึ้นไปอีก
ซ่งตงสีเฝ้าสังเกตการณ์ด้วยสายตาเย็นชามาตลอด เขาดูไม่ออกว่าซินจั๋วมีจุดประสงค์อะไร จึงเอ่ยถามเสียงเย็น "เจ้าจับพวกเรามา แทนที่จะฆ่าทิ้งทันที สรุปแล้วเจ้ามีแผนการอะไรกันแน่?"
คนอื่นๆ ที่เหลือก็มองตามไปพร้อมกัน ใช่แล้ว การทำความเข้าใจจุดประสงค์ของซินจั๋ว เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
ในที่สุดก็รอจนได้ยินประโยคนี้เสียที เปลืองแรงเสียจริง
เริ่มการแสดงได้!
ซินจั๋วถอนหายใจ วางชามเนื้อลง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า "ข้าจะมีแผนร้ายอะไรได้ ข้าก็แค่อยากให้พวกเจ้าเข้าใจในตัวข้ามากขึ้นอีกนิดก็เท่านั้น ข้าไม่มีทางฆ่าพวกเจ้าหรอกนะ ซ้ำยังอยากจะปล่อยพวกเจ้าไปเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ"
เฉินกุยเยี่ยนและพวกมองเขาด้วยสายตาเย็นชา เจ้ามันเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับจิ้งจอก ผีสิถึงจะเชื่อ
ซินจั๋วถอนหายใจอีกครั้ง "พวกเจ้าเห็นเพียงด้านที่เป็นโจรภูเขาของข้า แต่กลับเพิกเฉยต่อตัวตนที่แท้จริงของข้า ข้าเพิ่งจะอายุสิบหกปี ยังเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเท่านั้น
การเป็นโจรก็เป็นเรื่องที่ข้าฝืนใจไม่ได้ ปู่ของข้าเป็นโจรภูเขาแล้วข้าจะทำอย่างไรได้? ข้าเองก็อยากจะสลับตัวกับคุณชายซ่งตงสี คุณชายมู่หรงเหลย ไปเป็นคุณชายตระกูลใหญ่ วันๆ คอยหยอกล้อสาวใช้ แต่ข้าทำได้หรือ?"
ทุกคนเงียบกริบ
ซินจั๋วกล่าวต่อ "แม่นางซูเมี่ยวจิ่นคือความเจ็บปวดที่อยู่ในใจข้าตลอดกาล ข้าปล้นตัวนางมาที่ค่าย โดยไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่ปลายก้อย พวกเจ้ามองออกไหมว่านางเคยถูกทรมานหรือถูกหยามเกียรติ? ไม่มีเลยใช่ไหม!
พวกเราหิวโหยกันมาก ถึงได้ลงเขามาปล้น โดยที่ไม่รู้ถึงฐานะของนางเลยแม้แต่น้อย ถ้ารู้ก่อนข้าคงปล่อยพวกนางผ่านไปแต่โดยดี แต่เรื่องมันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ข้าหวาดกลัวจึงได้จับนางมาเป็นตัวประกัน ข้าเคารพนางดั่งเทพยดา นางนอนบนเตียง ส่วนข้านอนบนพื้น คอยปกป้องนางอยู่ตลอดเวลา
ลองถามดูเถิดว่าโจรภูเขาใต้หล้านี้ มีใครบ้างที่ขี้ขลาดและจิตใจดีงามอย่างข้า? ซุนอู่หรือ? หากแม่นางซูตกไปอยู่ที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ซุนอู่จะยอมปล่อยนางไปหรือ?"
หยวนโหย่วหรงกับพวกอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซุนอู่ ฝ่ายหลังถูกยกมาเป็นตัวอย่างด้านลบ จะแย้งก็แย้งไม่ออก จึงได้แต่สะบัดหน้าหนี เอาหน้าแนบพื้น แกล้งตายไปเลย
ซินจั๋วเอ่ยอีกว่า "ยังมีเฉินจิ้ง หยวนมั่วเอ๋อร์ และหัวหน้ามือปราบเหล่านั้น ไม่ปิดบังเลยนะ วิทยายุทธ์ของพวกเขาสู้ข้าไม่ได้จริงๆ แต่พวกเขากลับคอยทดสอบและลอบสังหารข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ข้ามีความสามารถพอที่จะฆ่าพวกเขาปิดปาก ข้าทำหรือไม่? ไม่! ข้าแค่ทนลงมือไม่ได้ก็เท่านั้น
ข้าปล้นแม่นางซูก็แค่เพื่อหาเลี้ยงปากท้อง มือปราบก็ทำงานเพื่อหาเลี้ยงปากท้องเช่นกัน สรรพสัตว์ล้วนมีความทุกข์ จะต้องมาเข่นฆ่ากันไปทำไม?
พวกเจ้าลองเอามือทาบอกถามมโนธรรมดู โจรภูเขาที่มีจิตใจดีงาม ทำงานอย่างมีหลักการเช่นข้า จะไปหาได้ที่ไหนอีก?"
"เหอะ! เพิ่งเคยได้ยินโจรภูเขายกยอตัวเองขนาดนี้เป็นครั้งแรก" หยวนโหย่วหรงเบ้ปากอย่างเหยียดหยาม
"นี่ไม่ได้ยกยอตัวเองนะ มันคือความจริง"
ซินจั๋วกล่าวต่อไปว่า "แม้กระทั่งพวกเจ้า หากไม่ใช่เพราะพวกเจ้าบีบคั้นข้าอย่างหนัก ข้าจะลุกขึ้นสู้กลับ แล้วจับพวกเจ้ามัดไว้แบบนี้หรือ? นี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันใช่ไหมล่ะ?"
มู่หรงเหลยขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม "เช่นนั้นประมุขใหญ่ซิน สรุปแล้วมีแผนการอะไรกันแน่?"
เปลี่ยนมาใช้คำเรียกขานที่ให้เกียรติอย่างไม่รู้ตัว เห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกว่าคำพูดของซินจั๋วนั้นมีเหตุผลอยู่บ้าง
"ข้าตัดสินใจว่าจะปล่อยพวกเจ้าไป!"
คำพูดประโยคนี้ของซินจั๋วทำให้ทุกคนถึงกับงงงวยไปในทันที แม้แต่กลุ่มผู้ฝึกยุทธ์สี่ตระกูลใหญ่ที่กำลังห่อเหี่ยวก็ยังเงยหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ในใจสั่นสะท้าน
เปลืองแรงไปตั้งมากมาย สุดท้ายกลับปล่อยพวกเราไปง่ายๆ แบบนี้เลยหรือ? นี่มัน...
"ประมุขใหญ่ซินช่างมีคุณธรรมน้ำมิตรเสียจริง!" ซ่งตงสีหัวเราะแห้งๆ สภาพจิตใจที่สิ้นหวังเริ่มมีความหวังขึ้นมา







