เรื่องของพี่น้องตระกูลเฉินทำให้ทั้งหมู่บ้านฮือฮากันใหญ่ ทุกบ้านต่างก็พูดถึงเรื่องนี้กันไม่หยุดปาก
ชาวบ้านพากันด่าทอพี่น้องเฉินเต๋อหย่งแบบเสีย ๆ หาย ๆ แถมยังพาลไปถึงเฉินหย่งฝูและพวกเขาอีกด้วย
คนในตระกูลสวี่ก็แอบนินทาอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เพราะทุกคนในบ้านต่างก็ยุ่ง เลยไม่มีเวลามานั่งเมาท์มากนัก
สวี่ซื่อเต๋อจะแต่งงานในวันที่ 26 เดือนสิบสองและในวันที่ 25 ก็ต้องฆ่าหมูเตรียมงาน
ยุคนั้นเลี้ยงหมูไม่มีใครให้อาหารดี ๆ หรอก ส่วนใหญ่ก็หาหญ้าหมูมาให้กิน บางทีก็ผสมเปลือกถั่วแห้งหรือเศษถั่วที่เหลือจากการนวดในฤดูใบไม้ร่วง
หมูที่เลี้ยงมาทั้งปี หนักก็แค่ราว 200 จินเท่านั้น
บ้านสวี่เลี้ยงหมูไว้สองตัว ขายให้ชุมชนการค้าไปหนึ่งตัว อีกตัวเก็บไว้ฆ่าเพื่อจัดงานแต่งและฉลองปีใหม่
เช้าวันที่ 25 สวี่ซื่ออันกับสวี่ซื่อเยี่ยนพี่น้องพากันเข้าไปในคอกหมู มัดหมูอ้วนตัวหนึ่งขึ้นมาบนม้านั่งยาว
ทุกคนช่วยกันจับหมูไว้แน่น สวี่ซื่ออันถือมีดแทงหมู จ้วงจากใต้คอไปถึงหัวใจ
มีดเงินเข้า มีดแดงออก ตอนดึงมีดออก เลือดหมูก็พุ่งกระจาย
มีคนยืนรอพร้อมกะละมังเพื่อรองเลือดหมู นี่เป็นของดี ไว้ทำไส้กรอกเลือดต่อไป
พอรองเลือดจนหมดแล้ว ก็นำไปไว้ข้าง ๆ
โจวกุ้ยหลานหาต้นข้าวฟ่าง จึงผ่าตรงกลางแล้วพับเป็นสามส่วน จากนั้นเธอจึงใช้ข้าวฟ่างคนเลือดหมูในอ่างเพื่อป้องกันไม่ให้แข็งตัว
ในลานบ้านสวี่ ตั้งหม้อใบใหญ่ต้มน้ำเดือด
พอหมูเสียเลือดหมดตัวแล้ว ก็เอาน้ำร้อนราดตัวหมู แล้วโกนขนออก เมื่อขนหมูเกลี้ยง ก็ผ่าท้องควักเครื่องในออกมา
เครื่องในหมูเป็นของดี เสวี่ยซิ่วหลินกับน้องสะใภ้ช่วยกันล้างให้สะอาด
โดยเฉพาะไส้หมู ต้องกลับด้านออก ต้องใช้เถ้าไม้ขัด แล้วตามด้วยด่างจากแป้ง เกลือ และน้ำส้มสายชู ล้างซ้ำหลายรอบจนหมดกลิ่นถึงจะใช้ได้
เครื่องในที่ล้างสะอาดแล้ว ก็เอาไปลวกในน้ำร้อนเพื่อขจัดคราบเลือด แล้วต้มต่อด้วยไฟแรง ใส่เครื่องปรุงแล้วเคี่ยวด้วยไฟอ่อน
คนที่คอยดูหม้อจะเปิดดูเป็นระยะ ใช้ตะเกียบจิ้มตับหมู เช็กว่าได้ที่หรือยัง ถ้าได้แล้วก็จะรีบตักขึ้นด้วยกระชอน
ไส้เล็กหมูจะมัดปลายด้านหนึ่งให้แน่น แล้วในเลือดหมูที่ปรุงรสไว้ก็จะใส่มันหมูสับ ต้นหอม เกลือ พริกหอมลงไป จากนั้นใช้กรวยกรอกเข้าไปในไส้
เมื่อกรอกเลือดเต็มแล้ว ก็จะมัดอีกด้านหนึ่ง แล้วนำไปต้มในน้ำเดือด
ระหว่างต้มต้องใช้เข็มแทงเป็นระยะเพื่อให้ไอออก
ถ้าแทงแล้วไม่มีเลือดติดออกมา แสดงว่าสุกแล้ว ก็จะตักขึ้นทันที
ไส้กรอกเลือดที่ทำเสร็จแล้วจะเอาไปต้มกับผักดองกลายเป็น “อาหารฆ่าหมู” แบบดั้งเดิมของชาวตะวันออกเฉียงเหนือ หมูสามชั้นเปรี้ยวกับไส้กรอกเลือด
สมัยนั้นจัดงานแต่งไม่ค่อยมีการจ้างแม่ครัว
เจ้าภาพจะกำหนดเมนูตามกำลังของบ้าน แล้วให้เหล่าสะใภ้ที่มาช่วยงานเตรียมของตามรายการ
ส่วนใหญ่จะเตรียมวัตถุดิบให้เสร็จในวันก่อนงาน วันแต่งจริงก็แค่อุ่น ปรุงรส ใส่แป้งข้นหรือน้ำราด
บ้านสวี่ถึงกับฆ่าหมูตัวหนึ่งเพื่อจัดงานแต่ง ไหนจะหมูที่สวี่ซื่อเยี่ยนกับคนอื่น ๆ หามาอีกมากมาย ไม่ต้องห่วงเลยว่าจะไม่พอ
โจวกุ้ยหลานให้ลูกคนที่ห้าเตรียมเมนูไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วก็แจกจ่ายงานให้สะใภ้ที่มาช่วยกันอย่างเป็นระบบ
ในลานบ้านแม้จะวุ่นวาย แต่ก็เป็นระเบียบดี
สวี่ซื่ออันกับพี่น้องช่วยกันหั่นเนื้อหมูตามที่ต้องใช้ในงานเลี้ยง แยกส่วนที่จะต้ม หั่น หรือทอดให้เรียบร้อย
“โอ๊ย ยัยสะใภ้บ้านที่สี่นี่ช่างโชคดีจริง ๆ ดูสิ งานแต่งมีอาหารมากมายขนาดนี้
แม่สามีก็เลือกรายการอาหารไว้อย่างดี มีทั้งหมูสามชั้นตุ๋นและอาหารมงคลสี่อย่างด้วยนะ!
ตอนเราแต่งงาน ยังไม่ได้ดีขนาดนี้เลย
อิงจื่อ ฉันจำได้เลยว่าเธอแต่งงานแย่สุด ไม่มีแม้แต่เนื้อสัตว์ ต้องใช้แค่เนื้อกระป๋องใช่มั้ย?”
บ้านสวี่วุ่นวายขนาดนี้ แน่นอนว่าซูอันอิงต้องมาช่วยด้วย ถึงจะท้องโตทำอะไรหนัก ๆ ไม่ได้ ก็ยังนั่งช่วยปอกกระเทียมปอกหอมได้
แต่พอว่างอยู่ไม่นาน เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงก็แอบเข้ามาเมาท์ใกล้ ๆ เธอ
เพราะก่อนหน้านี้บ้านอู๋เคยก่อเรื่อง เสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงเลยไม่ค่อยชอบอู๋ชิวเยี่ยน ว่าที่เจ้าสาวที่กำลังจะเข้าบ้าน
ยิ่งมาเห็นบ้านสวี่จัดงานใหญ่โตแบบนี้ สองสะใภ้ก็ยิ่งไม่สบอารมณ์
พวกเธอเลยมาแกล้งพูดยุแหย่ซูอันอิง หวังจะให้ไม่พอใจ แล้วพากันรุมแกล้งเจ้าสาวใหม่ในอนาคต
“พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง เวลามันไม่เหมือนกัน งานแต่งงานก็ต้องต่างกันเป็นธรรมดา
ฉันแต่งงานตอนหน้าร้อน หมูที่บ้านเรายังเลี้ยงไม่โต จะเอาที่ไหนมาฆ่าล่ะ?
ตอนนี้มันใกล้ถึงปีใหม่พอดี ทั้งจัดงานแต่งทั้งฉลองปีใหม่ ก็ต้องฆ่าหมูสิ”
ซูอันอิงเป็นคนอารมณ์ดี ไม่คิดมาก พอได้ยินคำพูดของพี่สะใภ้สองคนก็ไม่เอาไปใส่ใจ
จะจัดงานแต่งแบบไหน ไม่จัดหรือจัดยิ่งใหญ่แค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับทางบ้านสามี
ถ้าฐานะดี ก็จัดให้ดีหน่อย ถ้าฐานะไม่ดี คนอื่นก็เข้าใจได้ ไม่มีอะไรให้น่าบ่น
ตอนที่ซูอันอิงแต่งงาน สถานการณ์ไม่ดี เป็นหน้าร้อน ทุกอย่างเก็บไว้ไม่ได้นาน แถมยังหาซื้อเนื้อยากอีก
โจวกุ้ยหลานก็ลำบากมาก ต้องไปกลับที่ตงฮวาและฮุนเจียงอยู่หลายครั้ง กว่าจะฝากคนซื้อปลากระป๋องมาได้
อีกอย่าง ตอนนั้นในงานยังมีปลาซีหลินด้วย ก็เป็นสวี่ซื่อเยี่ยนที่ออกไปจับมาเอง
ทุกโต๊ะมีปลาซีหลินขนาดสามชั่ง ใครเห็นก็บอกว่างานนี้เลี้ยงดีไม่เบา
เพราะงั้นจะบอกว่าไม่ดีเลยก็ไม่ได้ แค่ว่าไม่คึกคักเท่าคราวนี้ก็เท่านั้นเอง
ซูอันอิงเป็นคนใจกว้างไม่เคยคิดเปรียบเทียบ ขอแค่สวี่ซื่อเยี่ยนดีกับเธอชีวิตคู่สงบสุขก็พอจะเปรียบเทียบไปทำไม?
ถ้าคนในครอบครัวมัวแต่เปรียบเทียบกันแบบนี้ ชีวิตจะมีความสงบได้ยังไง?
ซูอันอิงโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่าง ทำให้เธอเป็นคนอ่อนโยน ยอมคน ไม่แย่ง ไม่แย้ง
เพราะงั้นเรื่องแบบนี้ เธอไม่ใส่ใจจริง ๆ
“อีกอย่างนะ เจ้าเล็กเป็นครู เป็นคนเดียวในบ้านเราที่มีงานประจำ
เขาแต่งงาน ก็สมควรจะจัดให้ดีหน่อย จะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ”
ซูอันอิงไม่ได้โกรธเลย กลับยังคิดแทนครอบครัวสามีอีกต่างหาก
พอเสวี่ยซิ่วหลินกับเว่ยหมิงหรงได้ยินก็แทบจะโมโหจนจมูกเบี้ยว
“ไป ๆ อย่าคุยกับเธอเลย เธอมันคนโง่ คุยไปก็เปล่าประโยชน์
แบบนี้แหละ สักวันสามีขายเธอไป เธอก็คงยังช่วยนับเงินอยู่ดี”
เสวี่ยซิ่วหลินลากเว่ยหมิงหรงลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินจากไปด้วยความโมโห พูดพึมพำไปตลอดทาง
ซูอันอิงก็ไม่ได้หูหนวก จะไม่ได้ยินได้ยังไง? แต่เธอก็แค่ยิ้มแล้วส่ายหัว ก้มหน้าหั่นต้นหอมต่อไป
ในลานบ้านของตระกูลสวี่ ก็ยังคงคึกคักวุ่นวายอยู่เช่นเดิม ทั้งในบ้านนอกบ้าน มีหม้อต้มใบใหญ่หลายใบกำลังเดือดปุด ๆ
กลิ่นเนื้อตุ๋นหอมฟุ้งทั่วลานบ้าน ทุกคนที่อยู่ในนั้น ต่างก็ยิ้มแย้มสดใส
มีคำกล่าวว่า "ยากจนก็ต้องฉลองปีใหม่ รวยก็ต้องฉลองปีใหม่ ได้เจ้าสาวใหม่ฉลองปีใหม่ดีเข้าไปใหญ่"
ไม่ว่าจะยุคสมัยไหน การแต่งงานก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องน่ายินดี
บ้านสวี่จัดงานมงคล ญาติพี่น้องจากที่ไกล ๆ ก็ต้องรีบมาแต่เนิ่น ๆ
ช่วงบ่าย พี่ชายและพี่สะใภ้ของโจวกุ้ยหลาน รวมทั้งซูเหวยจงก็มาถึง
โจวกุ้ยหลานไม่ได้เจอครอบครัวฝั่งพี่ชายมานาน เจอกันก็ยิ่งสนิทสนม
ซูอันอิงไม่ต้องพูดถึงเลย พอเห็นพ่อมา ใจก็เต็มไปด้วยความสุข







