โชคดีที่หลิวเจาพูดขึ้นว่า "เหตุใดจึงไม่จำเป็นเล่า เรียนรู้เพียงลำพังไร้มิตรสหาย ย่อมคับแคบและด้อยปัญญา วันนี้คุณชายสอนคัมภีร์ซ่างซูแก่ข้า ข้าก็ต้องเป็นเจ้ามือเลี้ยงต้อนรับอย่างแน่นอน!" จากนั้นก็หันไปมองเซี่ยซิงหาน "หลานข้า เจ้าก็อยู่ร่วมทานอาหารด้วยกันเถอะ"
เซี่ยซิงหานยิ้มบาง "ในเมื่อท่านลุงต้องการต้อนรับแขกคนสำคัญ เช่นนั้นข้าไม่ขอรบกวนเจ้าค่ะ" จากนั้นนางก็หันไปมองหวังหยางด้วยรอยยิ้มที่มีเลศนัย "คุณชายปราดเปรื่องยิ่งนัก หากวันหน้ามีโอกาส ข้าต้องขอคำชี้แนะเรื่องการแต่งกวีจากท่านแน่"
หวังหยางรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ฝืนยิ้มพลางประสานมือคารวะ "เรื่องแต่งกวีข้าไม่ค่อยสันทัดนัก แต่หากเป็นการสนทนาเรื่องคัมภีร์ ข้ายินดีทำตามคำสั่งขอรับ"
ขณะเดียวกัน ณ เมืองเจี้ยนคัง เมืองหลวงของราชวงศ์ฉีใต้ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายพันลี้ ภายในคฤหาสน์แถบชานเมืองแห่งหนึ่งมีองครักษ์ยืนอารักขาอยู่เต็มไปหมด
คุณชายผู้สวมอาภรณ์หรูหราหน้าตาหล่อเหลาถึงขีดสุดคนหนึ่ง กำลังเรียนขี่ม้า
ด้านข้างมีครูฝึกขี่ม้าฝีมือฉกาจยืนอยู่สี่คน พวกเขากำลังจดจ้องทุกท่วงท่าอันละเอียดอ่อนของคุณชายอย่างตึงเครียดด้วยเกรงว่าเขาจะเป็นอันตราย
บนหน้าผากของคุณชายมีเหงื่อผุดพราย ท่วงท่าดูงุ่มง่ามเป็นอย่างมาก ทว่าสีหน้ากลับจดจ่อตั้งใจสุดขีด เขาดึงบังเหียนไว้พลางมองม้าชั้นดีใต้ร่างที่กำลังบิดคออย่าง 'หัวกบฏ' ด้วยความสนใจที่พุ่งทะยานขึ้นเรื่อยๆ
บ่าวชราคนหนึ่งเดินเข้าไปหา โค้งกายลงแล้วกล่าว "คุณชาย ครึ่งชั่วยามแล้วขอรับ"
คุณชายในชุดหรูหรากำลังเล่นอย่างสนุกสนาน ทว่าพอได้ยินว่าหมดเวลาแล้ว เขาก็กระโดดลงจากหลังม้าในทันทีโดยไม่หลงเหลือความอาวรณ์แม้แต่น้อย
เนื่องจากเคลื่อนไหวเร็วเกินไป ตอนที่ลงจากม้าเท้าซ้ายจึงเหยียบพลาด ร่างกายเอียงวูบจนเกือบจะล้มลง
ครูฝึกขี่ม้าทั้งสี่และองครักษ์นับสิบคนเห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งเข้าไปประคอง
คุณชายผู้หรูหรายืนหยัดอย่างมั่นคง โบกมือพลางหัวเราะและกล่าวว่า "ไม่เป็นไร"
พวกครูฝึกขี่ม้าและองครักษ์ถึงได้ถอยกลับไปยังตำแหน่งเดิมอย่างเบาใจ
ทาสรับใช้ตัวน้อยคนหนึ่งนำผ้าเช็ดหน้ามาถวาย คุณชายเดินออกไปพลางเช็ดเหงื่อพลางรำพึงว่า "ครึ่งชั่วยามนี่ไม่พอใช้เลยนะ"
ผู้ติดตามสี่คนรีบเดินตามไปอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งถืออ่างน้ำ สองคนคอยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้คุณชาย ส่วนอีกคนถือถาดซึ่งด้านบนมีเหล้าองุ่นจอกเล็กๆ วางอยู่
คุณชายที่เพิ่งลงจากม้าผู้นี้ก็คือคุณชายผู้สูงศักดิ์แห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา กุนซืออันดับหนึ่งแห่งจวนอ๋องจิ้งหลิง ผู้มีฉายาว่า 'ปราชญ์อันดับหนึ่งแห่งต้าฉี' นามว่าหวังหรง
คนผู้นี้เป็นทายาทสายตรงรุ่นที่เจ็ดของหวังเต่า อัครมหาเสนาบดีผู้เลื่องชื่อแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก สายตระกูลที่เขาสังกัดอยู่คือสายที่ทรงเกียรติและรุ่งเรืองที่สุดในตระกูลหวัง อายุเพียงยี่สิบสามปีก็ดำรงตำแหน่งขุนนางระดับสูงอย่างจงซูซื่อหลางแล้ว ขุนนางในราชสำนักต่างคิดเห็นว่า 'การเลื่อนขั้นรวดเร็วปานนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในยุคหลังๆ นี้'
ดังนั้นคนในราชสำนักส่วนใหญ่จึงมองว่าเขาเป็นหน่อเนื้อของผู้ที่จะได้เป็นอัครมหาเสนาบดีซานกง และเชื่อว่าภายในอายุสามสิบปี เขาย่อมมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีอันทรงเกียรติ!
ในบรรดาชายหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทั้งหมดของจักรวรรดิราชวงศ์ฉีใต้ ชื่อเสียงของเขาโดดเด่นจนไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้
เมื่อหวังหรงเช็ดหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า และดื่มสุราเสร็จเรียบร้อย ผู้ติดตามทั้งสี่ก็ถอยห่างออกไป บ่าวชราจึงรายงานว่า "มีคนมารอพบห้าคนขอรับ ได้แก่ จางซู่ผู้ตรวจการกรมลี่ปู้ หลี่จู้ฝ่าเฉาชานจวินแห่งจวนต้าซือหม่า หลิวม่านบัณฑิตกั๋วจื่อ ฉู่เจินไท่โส่วแห่งอี้ซิง และหนิวมู่ทุนฉีเซี่ยวเว่ยขอรับ"
หวังหรงเช็ดมือพลางกล่าวว่า "นำรายชื่อที่ข้าร่างไว้ไปให้จางซู่ เลือกสาวใช้หน้าตาจิ้มลิ้มรูปร่างอวบอั๋นสักสองคนไปปรนนิบัติฉู่เจิน พาหลิวม่านไปรอที่ห้องหนังสือ จัดงานเลี้ยงรับรองหลี่จู้ ไม่ต้องยกปลาขึ้นโต๊ะ ส่วนอาหารอื่นทำตามสะดวก และเรียกหนิวมู่ไปที่ศาลาบนเขา ข้าจะพบเขาก่อน"
เขาพูดด้วยความเร็วสูงมาก แม้จะเป็นการพูดถึงเรื่องที่แตกต่างกันห้าเรื่อง แต่กลับเหมือนกับการพูดถึงเรื่องเพียงเรื่องเดียว ทั้งต่อเนื่องเป็นสายและไม่มีการหยุดชะงักเลยแม้แต่น้อย
บ่าวชราผู้นั้นก็ไม่ธรรมดา ฟังเพียงผ่านหูก็จำได้ไม่ลืม เมื่อฟังจบก็รับคำสั่งแล้วจากไป ในตอนนั้นเอง ชายที่มีท่าทางเหมือนพ่อบ้านคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา โค้งกายและกระซิบเสียงเบาว่า "คนจากจิงโจวมาถึงแล้วขอรับ"
หวังหรงร้องเรียกบ่าวชราไว้ "ให้หนิวมู่รอไปก่อน ข้าจะพบคนจากจิงโจวก่อน"
......
ภายในห้องลับ ชายชุดดำผู้สวมผ้าปิดตาซ้ายคนหนึ่งคุกเข่ารายงานว่า
"อ๋องปาตงไม่เต็มใจติดต่อกับบุคคลภายนอก ในยามปกติผู้ที่สามารถเข้าใกล้เขาได้มีเพียงองครักษ์หกสิบคนนั้น แม้แต่จ่างสื่อและซือหม่ายังยากที่จะได้พบหน้าเขา ส่วนขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊คนอื่นๆ ยิ่งไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าเลยขอรับ คนของเราไม่สามารถเข้าใกล้เขาได้ ใต้เท้าหวังจึงอยากขอคำชี้แนะจากคุณชาย ว่าจะสามารถหาช่องโหว่จากองครักษ์ทั้งหกสิบคนได้หรือไม่ขอรับ"
"แน่นอนว่าไม่ได้" หวังหรงปฏิเสธอย่างเด็ดขาด "อ๋องปาตงผู้นี้ ภายนอกดูหยาบกระด้างทว่ามีความละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ มองดูเหมือนเป็นคนคลุ้มคลั่งไร้เหตุผล แต่ความจริงแล้วเขาก็มีกฎเกณฑ์ที่แน่ชัดของตนเอง ไปบอกลูกพี่ลูกน้องของข้า ว่าห้ามแตะต้ององครักษ์ทั้งหกสิบคนเด็ดขาด ให้เขาไปหาวิธีอื่น"
ชายผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวอีกว่า "ใต้เท้าหวังถามมาว่า หากท้ายที่สุดแล้วยังหาโอกาสไม่ได้ จะสามารถข้ามขั้นตอนนี้แล้วเริ่มแผนการโดยตรงเลยได้หรือไม่ขอรับ"
หวังหรงมองชายผู้นั้นโดยไม่พูดอะไร ชายผู้นั้นจึงรีบกล่าวขึ้นทันที "ข้าน้อยเคยทัดทานแล้ว ทว่าใต้เท้าดูเหมือนจะค่อนข้างมั่นใจ..." เมื่อนึกถึงอารมณ์ของคุณชาย เขาก็รีบหุบปากแล้วโขกศีรษะกล่าวว่า "ข้าน้อยจะเกลี้ยกล่อมให้ใต้เท้าหวังทำตามคำสั่งของคุณชายอย่างเคร่งครัดขอรับ"
หวังหรงกล่าวอย่างเนิบนาบว่า "เรื่องบางเรื่อง หากจะทำก็ต้องทำให้รัดกุม หากไม่ทำก็ปล่อยไป สามารถค่อยๆ รอโอกาสได้ ต่อให้ต้องรออีกครึ่งปีหรือหนึ่งปีก็ไม่เป็นไร อันดับแรกคือต้องรอบคอบ อันดับที่สองถึงจะเป็นความสำเร็จ หากเกิดปัญหาขึ้น พวกเจ้าทั้งสองคนก็ไม่ต้องกลับมาอีก"
"ขอรับ" ชายผู้รู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลังโขกศีรษะคารวะอีกครั้ง
น้ำเสียงของหวังหรงเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง "ข้ารู้ ว่าพวกเจ้าอยากกลับเมืองหลวงมาก ช่วงที่ผ่านมานี้ก็เหนื่อยยากแล้ว กลับไปบอกลูกพี่ลูกน้องของข้า ว่าข้าจัดการเตรียมการไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อเขากลับมา หากไม่ได้เป็นขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษาก็จะได้เป็นขุนนางระดับจิ่วชิง ส่วนเจ้า ก็ไปรับตำแหน่งหัวหน้ากองที่จวนอ๋องจิ้งหลิง เป็นอย่างไร"
ชายผู้นั้นกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า "ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตาขอรับ! แต่ข้าน้อยปรารถนาเพียงได้ติดตามคุณชาย ไม่ต้องการเป็นหัวหน้ากองอะไรทั้งนั้น"
"การทำงานในจวนชินอ๋อง ไม่ดีกว่าติดตามข้าหรอกหรือ" หวังหรงกล่าวด้วยน้ำเสียงขบขัน
"ที่ข้าน้อยมีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะคุณชายประทานให้ขอรับ! การที่ข้าน้อยสามารถไปรับใช้ในจวนชินอ๋องได้ก็เป็นเพราะคุณชายเช่นกัน ในวันข้างหน้าหากมีโอกาสได้เข้าไปรับใช้ในวังหลวง ข้าน้อยก็คิดว่าเป็นเพราะคุณชายอีกนั่นแหละ ดังนั้นข้าน้อยจึงอยากติดตามคุณชายเพียงผู้เดียว ไม่คิดหวังสิ่งอื่นใดขอรับ"
หวังหรงหัวเราะและกล่าวว่า "เจ้านี่ช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง เช่นนั้นเจ้าก็ทำงานให้ดี ในวันข้างหน้าอาจจะได้เข้าไปรับใช้ในวังหลวงจริงๆ ก็ได้"
"ขอบพระคุณคุณชายที่สนับสนุนขอรับ! ข้าน้อยจะรีบควบม้ากลับไปส่งข่าวเดี๋ยวนี้เลย"
"วันนี้พักผ่อนสักวันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยไป"
"คุณชาย..."
"กลับไปเยี่ยมแม่ของเจ้าบ้างเถิด นางคิดถึงเจ้าแล้ว"
ขอบตาของชายผู้นั้นเปียกชื้น เขาโขกศีรษะให้หวังหรงอย่างแรงหนึ่งที
......
ภายในสำนักศึกษาประจำจวิ้นในจิงโจว หวังหยางกำลังรับประทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ที่เขาทะลุมิติมาที่เขาได้กินข้าวสวย คู่กับน้ำซุปไก่สีเหลืองทอง เนื้อขาวหมักซอสย่าง เห็ดหูหนูผัดเต้าเจี้ยวและต้นหอม (สมัยนั้นเรียกว่า 'เห็ดหูหนูดอง') แล้วก็มีผักสดตามฤดูกาลอีกสองอย่าง
นอกจากนี้ยังมีอาหารรสเลิศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอีกหนึ่งอย่าง ซึ่งใช้ใบบัวห่อข้าวและเนื้อปลาฝานหมัก มีชื่อว่า 'กั๋วจ่า' ในชั่วขณะหนึ่ง หวังหยางถึงกับกินแล้วรู้สึกเหมือนกำลังกินซูชิอยู่นิดๆ
มิน่าเล่าหวังซีจือถึงชอบอาหารจานนี้มาก ถึงขั้นเคยเขียน 'จดหมายกั๋วจ่า' โดยกล่าวว่า 'กั๋วจ่ารสเลิศ' ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่คำพูดเกินจริงเลย
หลิวเจาคอยรินสุราให้ด้วยความเอาใจใส่พลางสนทนาเรื่องคัมภีร์ซ่างซู หวังหยางดื่มสุราจนเริ่มกรึ่มๆ และไม่จำกัดวิธีการอธิบายคัมภีร์อยู่แค่ในรูปแบบของการวิเคราะห์รากศัพท์และการพิสูจน์อักษรอีกต่อไป ที่ก่อนหน้านี้เขาเลือกหัวข้อประเภทนี้ก็เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้คน และไม่ให้ถูกโต้แย้งได้ ทว่าตอนนี้เมื่อเริ่มคุยกันอย่างถูกคอ หวังหยางก็ไม่สงวนท่าทีอีกต่อไป เขาบรรยายถึงแนวทางการเขียนและหลักธรรมของคัมภีร์ซ่างซูอย่างกว้างขวาง จากนั้นก็ขยายความไปถึงระบบทหารและกฎหมายอาญาในยุคโบราณ สิ่งเหล่านี้ทำให้หลิวเจาที่ได้ฟังรู้สึกเบิกบานใจเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเสียดายที่พวกเขาได้พบกันช้าเกินไป
ภายใต้การกระตุ้นของสุราเลิศรส ทั้งสองคนก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นเรื่อยๆ หลิวเจาถึงกับเรียกชื่อรองของหวังหยางว่า 'จือเหยียน' แทนคำว่า 'คุณชายหวัง' ที่ฟังดูห่างเหิน
อวี่อวี๋หลิงยิ่งรู้สึกเลื่อมใสศรัทธาในตัวหวังหยางอย่างหมดหัวใจ เมื่อเห็นว่าจอกสุราของหวังหยางว่างเปล่า เขาก็ลุกขึ้นยืนด้วยตนเองและจับป้านสุรารินเติมให้จนเต็ม หวังหยางเองก็กำลังคุยอย่างออกรสออกชาติ ประกอบกับตอนที่กำลังเมามายเล็กน้อย เขาก็เผลอใช้ 'มารยาทการเคาะโต๊ะ' ซึ่งเป็นมารยาทในการดื่มชาและสุราในยุคปัจจุบันออกมาโดยไม่รู้ตัว ด้วยการงอนิ้วทั้งห้าแล้วเคาะลงบนโต๊ะเบาๆ สามครั้ง พลางกล่าวออกมาว่า "ขอบคุณ ขอบคุณ"
อวี่อวี๋หลิงและหลิวเจาเห็นเช่นนั้นต่างก็ชะงักงันไป







