"ประมุขใหญ่ซิน ดูท่านพูดเข้าสิ ขำจนคนจะตายอยู่แล้ว ข้านี่แหละลูกผู้ชายที่เปิดเผยตรงไปตรงมา เรื่องมันเป็นแบบนี้..."
หลายชั่วยามต่อมา เจ้าลิงผอมก็ลุยน้ำข้ามเขามาส่งจดหมายตอบกลับของซุนอู่อีกครั้ง
"คราวนี้ซุนอู่พูดว่าอะไร?"
ชุยอิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ ขยับเข้ามาใกล้ เมื่อครู่ตอนที่คุยกันอย่างละเอียด ท่านประมุขใหญ่เอ่ยสำนวนออกมาสองสามคำ อย่างเช่น "ริมฝีปากสิ้นฟันก็หนาว" หรือ "ส่งเสียงบูรพาตีประจิม" ฟังเผินๆ ทีแรกไม่คิดอะไร แต่พอผ่านไปหลายชั่วยามให้ได้ซึมซับ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีเหตุผล
ดังนั้น การทำความเข้าใจเจตนาของซุนอู่ จึงสำคัญต่อความปลอดภัยของค่ายพิชิตมังกรเป็นอย่างยิ่ง!
"พูดแล้วแต่เหมือนไม่ได้พูดอะไรเลย ยี่สิบเอ็ดหน้า สามพันกว่าตัวอักษร เพิ่งจะเขียนถึงเรื่องถ้ำของค่ายพยัคฆ์ดุร้ายน้ำรั่ว กับแม่หมูอีกตัวตกลูกแล้ว!"
ซินจั๋วยื่นจดหมายให้ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
ชุยอิงเอ๋อร์รับไป ขมวดคิ้วอ่านได้สองหน้าก็ไม่มีกะจิตกะใจจะอ่านต่อจริงๆ
หานชีเหนียงอดด่าไม่ได้ "สมองซุนอู่คนนี้ถูกหมากินไปแล้วหรือไง ถึงพูดให้มันง่ายๆ หน่อยไม่ได้?"
"ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายมีบัณฑิตบ้างไหม?" ซินจั๋วถามเจ้าลิงผอมที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ตอนนี้เขาตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนหนังสืออ่านออกเขียนได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็สามารถเล่าเรื่องราวให้ชัดเจนได้
"บัณฑิตที่ไหนจะมาเป็นโจรภูเขา? สู้ไปสอบเป็นซิ่วไฉคร่ำครึเล่นๆ ยังดีกว่า" หวงต้ากุ้ยกับไป๋เจียนซี่นั่งยองๆ อยู่ตรงมุมกำแพงด้วยสีหน้าเจื่อนๆ จากนั้นก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่า ท่านประมุขใหญ่เหมือนจะเป็นบัณฑิต จึงลูบจมูกและไม่ส่งเสียงอีก
กลับเป็นเจ้าลิงผอมที่คุกเข่าอยู่ด้านล่าง เพราะเจอหน้ากันสองครั้งแล้ว คาดเดาว่า 'ประมุขใหญ่ซิน' ก็ไม่ใช่เทพแห่งความตายที่ดุร้ายอำมหิตอะไร จึงเกิดความรู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาบ้าง "ท่านประมุขใหญ่ซินไม่พอใจตรงไหนหรือขอรับ? ประมุขใหญ่บ้านพวกเราเป็นผู้มีความรู้มาก เพียงแต่เพิ่งเคยเขียนจดหมายให้คนอื่นเป็นครั้งแรก เลยตื่นเต้นไปหน่อย นี่ก็เป็นเนื้อหาที่ปรึกษาหารือกับกุนซือหวังหูลู่มาแล้ว เดิมทีคิดว่าท่านประมุขใหญ่ซินจะเข้าใจซะอีก!"
'แม่งเอ๊ย ยังมีความหมายแฝงอีกเหรอ?'
ซินจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง ขยำจดหมายเป็นก้อน โยนไปข้างๆ ตัวเจ้าลิงผอม พยายามอดกลั้นไว้แล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ข้าจะตอบกลับไปอีกฉบับ เอาไปให้ท่านประมุขใหญ่ซุนเถอะ เขาจะเข้าใจเอง!"
จับพู่กันเขียนอยู่พักหนึ่ง ก็ส่งให้เจ้าลิงผอม
……
สองชั่วยามต่อมา ยอดเขาทางเหนือที่มีเทือกเขาสลับซับซ้อน ถ้ำวกวน และภูมิประเทศสูงชัน
ภายในถ้ำที่ใหญ่ที่สุด จุดคบเพลิงสว่างไสว โต๊ะเก้าอี้สองสามชุดวางระเกะระกะ บนพื้นมีกองกระดูกและไหเหล้าที่ล้มกลิ้งหลงเหลืออยู่
ลึกเข้าไปด้านใน หญิงสาวชาวนาหน้าตาหมดจดแต่สีหน้าเหม่อลอยและเสื้อผ้าหลุดลุ่ยสองคน นอนตะแคงอยู่ท่ามกลางผ้าห่มขาดๆ กับหนังเสือ บนใบหน้าเต็มไปด้วยคราบน้ำตา
ซุนอู่กับชายวัยกลางคนอีกคนที่ไว้หนวดแปดแฉกสวมเพียงกางเกงในเดินไปที่ปากถ้ำ รับจดหมายมาอย่างเร่งรีบ "มาแล้วๆ!"
พอเปิดดู ก็เห็นเขียนไว้ว่า:
"การเขียนจดหมายเนี่ยนะ ก่อนอื่นต้องมีเค้าโครง ตัวอักษรต้องสละสลวย เนื้อหาต้องชัดเจน ไม่ต้องบรรยายเยิ่นเย้อจนเกินไป แค่ระบุหัวข้อให้กระชับก็พอแล้ว
สิ่งที่เรียกว่าการสรรเสริญความจริง ความดี ความงามนั้น อย่าได้ว่างเปล่าจอมปลอม ตัวอักษรง่ายๆ สามารถอธิบายสิ่งที่ต้องการสื่อได้อย่างเพียงพอ การใส่เรื่องจุกจิกมากเกินไป กลับทำให้เสียความตั้งใจเดิม ดูโอ้อวดเกินจริงไปหน่อย ไม่สวยงามเอาเสียเลย ข้าเองก็ไม่สามารถเข้าใจความหมายของพี่ซุนได้ ท่านว่าจริงไหม?"
ซุนอู่อ่านจนจบอย่างยากลำบาก รู้สึกแค่ว่า "มั่วซั่วไปหมด" "ไม่รู้เรื่องรู้ราว" จึงหันไปมองชายวัยกลางคนไว้หนวดแปดแฉกข้างกาย "หวังหูลู่ เจ้ามีความเห็นว่ายังไง? ข้าเพิ่งเคยโต้ตอบจดหมายกับคนอื่นเป็นครั้งแรก รู้สึกอายแทบแย่ ผลคือไอ้เด็กซินจั๋วคนนี้สิ ดันเขียนมาแค่หน้าเดียว ดูถูกใครกัน?"
หวังหูลู่ลูบหนวด ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ "ได้ยินชื่อเสียงไม่สู้ได้พบหน้า ซินจั๋วคนนี้อ้างตัวส่งเดชว่าเป็นบัณฑิต คิดไม่ถึงว่าในท้องจะไม่มีของ พูดจาไม่มีสาระ พวกเราเขียนออกจะสวยงาม มีเรื่องราวซ้อนเรื่องราว แค่ตัวละครกับสัตว์ที่ปรากฏตัวก็มีตั้งสิบเจ็ดสิบแปดตัวแล้ว ท่านปราชญ์ว่าไว้: ผิดหวังอย่างยิ่ง!"
"นี่... ไอ้เด็กนี่มันพวกไร้ความสามารถ คุยด้วยเหตุผลไม่ได้เลย ผูกมิตรแล้วใครจะเป็นท่านประมุข? เขาไม่เข้าใจความหมายของข้าหรือไง? ค่ายของข้ามีเรื่องเยอะ พื้นที่ก็กว้างขวางนะ"
ซุนอู่ถูมือ เดินวนไปวนมา ในใจร้อนรุ่ม
"เขียนต่อ!"
หวังหูลู่กัดฟัน ประกายแห่งปัญญาแล่นผ่านดวงตา "เขียนให้เยอะหน่อย ยังไงเขาก็ต้องเข้าใจ!"
……
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น จดหมายของเจ้าลิงผอมก็ถูกส่งมายังค่ายพิชิตมังกรอีกครั้ง
ซินจั๋วบีบซองจดหมายหนาเตอะ ก็เกิดลางสังหรณ์ใจไม่ดี พอเปิดดูก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
"เสี่ยวซินเอ๊ย เจ้าต้องอ่านหนังสือให้มากๆ เหมือนอย่างข้า..."
ขึ้นต้นมาก็เป็นประโยคเปิดตัวฉะกันในเว็บบอร์ดเลย
ห้าพันกว่าตัวอักษรหลังจากนั้น ก็เขียนมั่วซั่วเละเทะไปหมด แต่ในที่สุดก็เขียนจากเรื่องแม่หมูตกลูก ไปจนถึงกลิ่นเท้าเหม็นของหญิงสาวคนหนึ่งในถ้ำ จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุย บะหมี่เนื้อดึงมือที่สือหลี่ผู่รสชาติอร่อยมาก
ซินจั๋วเงียบไปครู่หนึ่ง แต่กลับหัวเราะออกมา เป็นเขาเองที่ไร้เดียงสา ซุนอู่คนนี้เป็นพวกไม่รู้หนังสือเอาเสียเลย เหมือนนักเขียนชั้นเลวในชาติก่อน ในหัวมีความคิดแปลกประหลาดพิสดาร ซาบซึ้งจนตัวเองร้องไห้ ผลคือตอนลงพู่กันกลับลวกๆ ไม่สู้เรียงความของเด็กประถมเสียด้วยซ้ำ ถึงขั้นลืมไปแล้วว่าต้องการจะสื่ออะไร
"ท่านประมุขใหญ่ ข้าว่าเขียนได้ดีมากเลยนะ!" หวงต้ากุ้ยทำท่าทางลับๆ ล่อๆ ขยับเข้ามาใกล้ "เท้าเหม็นๆ ของนังนั่น ข้าว่ามันยอดเยี่ยมมากเลยนะ กำเท้าเล็กๆ เหม็นๆ ไว้เบาๆ ก็ได้รสชาติไปอีกแบบ"
"หวงต้ากุ้ย ไปตายซะ!"
หานชีเหนียงที่ทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว อดไม่ได้ที่จะชักมีดออกมา วิ่งไล่ฟันหวงต้ากุ้ยวนรอบค่ายอยู่สามรอบ
"ซุนอู่น่าจะเอาเรื่องการเขียนจดหมายผูกมิตร มาเป็นการโชว์พรสวรรค์ด้านวรรณกรรม แน่นอนว่าเป็นพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมที่เขาคิดเอาเอง ผลคือยิ่งเขียนยิ่งเยอะ จนลืมความตั้งใจเดิมไปแล้ว"
ชุยอิงเอ๋อร์ผู้มีสติสัมปชัญญะที่สุดในหมู่มนุษย์เอ่ยขึ้น "ข้าเดาว่า คงไม่พ้นเรื่องที่พวกเขารู้ตัวว่าทหารทางการจะจัดการแค่พวกเขา ในใจเกิดความหวาดกลัว เลยอยากจะขอร้องให้พวกเราทำอะไรสักอย่าง สู้ให้ซี่โก่วไปถามดูดีกว่า!"
"ค่อยว่ากันเถอะ"
ความจริงแล้วการที่ซุนอู่ยอมเขียนจดหมาย ก็เป็นการเปิดเผยจุดประสงค์แล้ว เขาไม่ยอมรับการอภัยโทษ และอยากจะก่อเรื่องด้วยกัน แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ส่วนเขาจะคิดยังไง ใครจะไปสนล่ะ?
ตอนนี้ในใจของซินจั๋วเกิดรสนิยมชั่วร้ายขึ้นมา อย่างไรเสียค่ายพิชิตมังกรก็ยังไม่มีอันตรายในตอนนี้ ปราณโลหิตภายนอกของพวกชุยอิงเอ๋อร์ทั้งห้าคนก็นับวันยิ่งหนักหน่วงขึ้น คาดว่าน้ำจากบ่อชมจันทร์คงจะค่อยๆ ออกฤทธิ์แล้ว
ตัวเขาเองก็สามารถฉกฉวยส่วนแบ่งมาได้อย่างราบรื่น อนาคตช่างน่าคาดหวัง
ในเมื่อว่างนัก ซุนอู่อยากจะเล่น เขาก็จะเล่นเป็นเพื่อนเอง
พูดจาเหลวไหลใครบ้างจะทำไม่เป็น?
"เตรียมพู่กันกับหมึก ข้าจะคุยโวโอ้อวดกับไอ้คนงี่เง่านี่เอง!"
……
"ท่านประมุขใหญ่ซุน ยอดเขาของข้าก็สนุกดีเหมือนกันนะ ลูกหมาสีเหลืองเสี่ยวหวงบ้านข้าขนสีแดงงอกออกมา ขนสีแดงนั่นราวกับต้นไม้ผืนนั้นที่หน้าค่าย ต้นหนึ่งคือต้นเฟิง อีกต้นก็เป็นต้นเฟิง ต้นอื่นๆ เฮอะ ล้วนเป็นต้นเฟิงทั้งนั้น ข้ายังนึกโยงไปถึงแผงลอยขายของว่างของป้าหลี่ที่เมืองฝูเฟิง นางไม่เพียงแต่ขายเต้าหู้เหม็น ยังขายเต้าหู้เหม็นรสเผ็ดหอมอีกด้วย..."
ภายในถ้ำชุมนุมของค่ายพยัคฆ์ดุร้าย ซุนอู่อ่านทีละคำทีละประโยคอยู่หนึ่งชั่วยาม กระดาษยี่สิบห้าหน้า มีแต่เรื่องจุกจิกสารพัด มั่วซั่วไปหมด
วางกระดาษจดหมายลง ซุนอู่อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าถอนหายใจยาว "คลื่นลูกใหม่ไล่คลื่นลูกเก่า คลื่นลูกใหม่ย่อมสูงกว่าคลื่นลูกเก่า ไอ้เด็กนี่มีฝีมือได้สักสามส่วนของข้าแล้ว ก้าวหน้าเร็วดีจริงๆ เขียนได้ดี!"
กุนซือหวังหูลู่กวาดตามองคร่าวๆ รอบหนึ่ง "ทำยังไงดีล่ะนี่? ทุกคนต่างก็เป็นโจรภูเขากันทั้งนั้น ไอ้เด็กนั่นวรยุทธ์ล้ำเลิศ ถ้าพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมยังดีกว่าพวกเราอีก พวกเราก็เป็นท่านประมุขไม่ได้น่ะสิ? แบบนี้ไม่ได้การแล้ว!"
"แล้วกุนซือมีความเห็นว่ายังไง?" ซุนอู่ถาม
หวังหูลู่หรี่ตาลง "เขียนต่อ ทำให้เขาละอายใจ แล้วเขาจะคอยทำตามคำสั่งพวกเราไปเอง!"
……
โต้ตอบกันไปมา
ซินจั๋วเขียนจดหมายไปถึงแปดฉบับ ตัวอักษรราวๆ สามหมื่นคำ เขียนตั้งแต่ต้นเฟิงไปจนถึงลูกหมาสีเหลืองเสี่ยวหวง จากเสี่ยวหวงเขียนไปถึงกระบวยตักน้ำในห้องครัว จนโยงไปถึงเรื่องที่ฮ่องเต้ขี้เสร็จแล้วใช้ไม้ไผ่หรือใบไม้เช็ด ช่างตัดเสื้อที่ไม่อยากเป็นพ่อครัวไม่ใช่โจรภูเขาที่ดี และอื่นๆ อีกมากมาย
ซุนอู่ก็ไม่ยอมน้อยหน้า จดหมายแปดฉบับ ห้าหมื่นตัวอักษร จากเรื่องแม่หมูตกลูกไปจนถึงซานเก่าจื่อถูเท้า แล้วจากโคมไฟดวงใหญ่หน้าประตูบ้านแม่ม่ายหลี่แห่งอำเภอหยางเฉิง เขียนไปจนถึงเรื่องโจรภูเขาคนหนึ่งมีฝีงอกที่ก้น
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขียนบ้าบออะไรกัน สรุปคือใครเขียนเยอะ แถไปได้ไกล คนนั้นเจ๋ง
ดังนั้นหมึกของซินจั๋วก็เลยแห้ง พู่กันก็พัง กระดาษก็หมด และก็ค้นพบด้วยความประหลาดใจว่า ตัวอักษรพู่กันจีนของตนเองถูกฝึกฝนมาได้ไม่เลวเลย
……
ที่ตีนเขาทางเหนือ ริมฝั่งแม่น้ำซื่อสุ่ย
ในป่าทึบมีค่ายทหารทอดยาวสองลี้ มีมือปราบสวมชุดดำพกดาบคาดเอวปรากฏตัวให้เห็นเป็นระยะ
"หัวหน้ามือปราบ คนส่งจดหมายไปมาระหว่างค่ายโจร ยอมสวามิภักดิ์แล้วขอรับ จดหมายลับถูกยึดไว้ได้ทั้งหมดแล้ว"
มือปราบผู้หนึ่งก้าวเท้าฉับไว วิ่งตรงไปยังริมแม่น้ำ
บนหาดหินเร้นลับแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ เบ็ดเกี่ยวไส้เดือนลากสายเอ็น ตกลงในบริเวณที่กระแสน้ำไหลเอื่อยอย่างมั่นคง
เฉินจิ้งฝึกยุทธ์มาตลอดทั้งปี ท่วงท่าจึงมั่นคงหนักแน่น ลมหายใจยาวลึก ตอนนี้มือขวาถือคันเบ็ด ภายใต้หมวกผู่โถว นัยน์ตาหงส์คู่หนึ่งมีแววตาล้ำลึก "ดีมาก!"







