หยวนเว่ยยางได้ยินคำพูดของเขา ก็เข้าใจความหมายทันที ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวกับเซียวป๋อว่า "เร็วๆ นี้เขาจิ่วอี๋จะมีเหตุพลิกผัน เตรียมตัวหลบหนีได้ทุกเมื่อ!"
เซียวป๋อสีหน้าเคร่งขรึม พยักหน้าเงียบๆ
หลังจากนั้นไม่กี่วัน สวี่อิงยังคงใช้ชีวิตตามปกติ กลางวันไปบำเพ็ญเพียรที่ถ้ำสวรรค์เฉาเจินไท่ซวี กลางคืนกลับมานอนที่ตำหนักอู๋ถง เวลาว่างก็ใช้ถอดรหัสเคล็ดวิชาเสวียนถานเทพหยางเก้าชั้นฟ้า
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเผลอแป๊บเดียวก็ผ่านไปอีกสิบกว่าวัน คาดว่าอาการบาดเจ็บของโจวฉีอวิ๋นคงจะหายดีแล้ว ช่วงนี้ฮ่องเต้เซิ่งเสินไม่ได้ส่งคนลงไปกอบโกยปราณหยางในแดนหยินต่ออย่างผิดคาด ในโถงใหญ่ของสำนักชางอู๋ก็ไม่มีเสียงทุบทำลายข้าวของด้วยความเกรี้ยวกราดดังออกมาอีก ทุกอย่างสงบเงียบมาก
สวี่อิงถอดรหัสเคล็ดวิชาเสวียนถานเทพหยางเก้าชั้นฟ้าเสร็จสิ้น คัดลอกครึ่งแรกส่งให้ขันทีเฉิน แล้วกล่าวว่า "ท่านไปทูลฝ่าบาทว่า ครึ่งหลังอยู่ที่ข้า ให้ฝ่าบาทนำวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของคลังลับอวี้จิงมาแลก"
ขันทีเฉินรีบลนลานจากไป
สวี่อิงรีบแจ้งหยวนเว่ยยางทันที ผ่านไปไม่นาน หยวนเว่ยยางก็เก็บของเรียบร้อยและรีบมาพร้อมกับเซียวป๋อ
หยวนชีหดขนาดตัวลงจนเล็กเท่าเส้นบะหมี่ ซ่อนตัวอยู่ในปกเสื้อของสวี่อิง ส่วนระฆังใหญ่ยังคงซ่อนตัวอยู่ในห้วงคำนึงของสวี่อิงเช่นเดิม
ทุกคนเตรียมตัวพร้อมสรรพ สวี่อิงก็นึกถึงกัวเสี่ยวเตี๋ยขึ้นมาในใจ "นางเป็นคนของตระกูลกัว ป่านนี้คนของตระกูลกัวน่าจะได้รับข่าวกันหมดแล้วกระมัง? ไม่รู้ว่าประเดี๋ยวพอเจอกัน จะเป็นมิตรหรือศัตรู"
ผ่านไปไม่นาน ขันทีเฉินก็รีบเร่งกลับมา พร้อมกล่าวกลั้วหัวเราะ "ฝ่าบาทให้ข้านำวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของคลังลับอวี้จิงมาแล้ว ใต้เท้าสวี่ คัมภีร์ครึ่งเล่มหลังกับคัมภีร์ทองคำเล่า?"
สวี่อิงหยิบคัมภีร์ครึ่งเล่มหลังและคัมภีร์ทองคำที่บันทึกวิชาเทพหยางเก้าชั้นฟ้าออกมาส่งให้ขันทีเฉิน ขันทีเฉินยื่นสมุดเล่มเล็กเล่มหนึ่งมาให้ พลางหัวเราะร่วน "นี่คือวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งของคลังลับอวี้จิง ฝ่าบาททรงเขียนด้วยลายพระหัตถ์ ใต้เท้าสวี่ ฝ่าบาทยังต้องการเรียกพบพวกท่าน เพื่อประทานรางวัลด้วยพระองค์เอง"
สวี่อิงรับวิชาค้นหามังกรกำหนดตำแหน่งมา โค้งกายขอบคุณพลางกล่าว "กงกงโปรดนำทาง"
ขันทีเฉินเดินนำทางอยู่ด้านหน้า มุ่งหน้าไปยังโถงใหญ่ของสำนักชางอู๋ที่อยู่กลางเขา สวี่อิงและหยวนเว่ยยางมองไป เห็นกององครักษ์จินอู๋ที่เฝ้าประจำการอยู่ตามจุดอันตรายมีจำนวนมากกว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้มาก
เมื่อเดินลงเขาไปอีก ก็เห็นปรมาจารย์นั่วหลายสิบคนถูกกององครักษ์จินอู๋สองคนคุมตัวเดินขึ้นเขา กององครักษ์จินอู๋สองคนนั้น คนหนึ่งสะพายกล่องกระบี่ อีกคนหนึ่งถือธงขาว
ตอนที่พวกสวี่อิงเดินผ่าน กององครักษ์จินอู๋กำลังสั่งให้ปรมาจารย์นั่วเหล่านั้นคุกเข่าลง คนนับสิบต่างคุกเข่าเรียงเป็นแถว จากนั้นก็เห็นกององครักษ์จินอู๋คนหนึ่งตบกล่องกระบี่ ปราณกระบี่พุ่งออกจากกล่อง บั่นคอปรมาจารย์นั่วทีละคน!
ทว่าในบรรดาปรมาจารย์นั่วหลายสิบคนนี้ก็ยังมีผู้เยี่ยมยุทธ์ปะปนอยู่ สามคนในนั้นเห็นท่าไม่ดี จึงรีบเร่งวิชานั่วต่อต้านปราณกระบี่ แล้วกระโจนตัวหลบหนี
กององครักษ์จินอู๋ผู้นั้นตะโกนว่า "นึกถึงครอบครัวของพวกเจ้าสิ! ตายแค่เจ้าคนเดียวก็พอ ถ้าหนีไปจะถูกประหารล้างโคตร!"
ปรมาจารย์นั่วฝีมือดีสองคนลังเลไปชั่วขณะ ก็ถูกปราณกระบี่ทะลวงหว่างคิ้ว สิ้นใจตายอนาถ ปรมาจารย์นั่วที่เหลืออีกคนนั้นเด็ดเดี่ยวเหี้ยมเกรียม ไม่สนใจฟังเสียงใด เอาแต่หนีไปข้างหน้า เขากระโจนขึ้นอย่างแรง พลังเลือดลมด้านหลังกลายเป็นนกกระเรียนขาว กางปีกกว้างหลายจั้ง กระพือปีกโผบิน!
แต่ตามด่านอื่นๆ มีกององครักษ์จินอู๋เฝ้าอยู่ก่อนแล้ว ปราณกระบี่แต่ละสายพุ่งทะลวงอากาศออกมา ฟาดฟันปรมาจารย์นั่วผู้นั้นจนคอขาดกระเด็น ร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ
"อาอิ้ง..." หยวนชีที่ซ่อนอยู่ในปกเสื้อสวี่อิงมองดูจนวิญญาณสั่นสะท้าน เอ่ยเสียงสั่น
ระฆังใหญ่ก็ส่งเสียงดัง 'ตึง' ทุ้มต่ำออกมาเช่นกัน
สวี่อิงตั้งสติ เดินตามขันทีเฉินไป หยวนเว่ยยางทำเป็นมองไม่เห็น มีเพียงเซียวป๋อที่กำหมัดแน่น แต่แล้วก็คลายออก
เดินลงเขาไปอีกไม่ถึงครึ่งลี้ ระหว่างทางมีกององครักษ์จินอู๋กลุ่มอื่นกำลังประหารปรมาจารย์นั่วอีกหลายสิบคน เดินไปอีกครึ่งลี้ ก็เจออีกกลุ่มที่กำลังถูกประหาร ปรมาจารย์นั่วบางคนร้องห่มร้องไห้คร่ำครวญ บางคนก็พยายามวิ่งหนีสุดชีวิต
ทว่าด่านทุกแห่งล้วนถูกคุ้มกันไว้แน่นหนา พวกเขาจะหนีไปไหนได้?
พวกสวี่อิงเดินมาตลอดทางสิบกว่าลี้ ก็เห็นปรมาจารย์นั่วนับพันคนที่ถูกประหาร ปรมาจารย์นั่วเหล่านี้บ้างก็เป็นศิษย์และผู้อาวุโสของสำนักชางอู๋ บ้างก็เป็นคนที่ถูกจับตัวมาจากสำนักยุทธภพอื่นๆ
เดิมทีพวกเขายังมีประโยชน์ สามารถลงไปรวบรวมปราณหยางในแดนหยินเพื่อใช้หลอมโอสถให้ฮ่องเต้ได้ แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีประโยชน์อีกแล้ว
ไร้ประโยชน์ ก็หมายความว่าไม่มีความจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อชื่อเสียงอันเกรียงไกรของฮ่องเต้ พวกเขาต้องตาย
พวกเขายังคงเดินหน้าต่อไป เบื้องหน้ามีคนกำลังต่อสู้กัน เป็นเจ้าสำนักชางอู๋ที่กำลังถูกกององครักษ์จินอู๋สามคนรุมล้อม ฝีมือของเจ้าสำนักผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย ไม่รู้ว่าฝึกฝนคลังลับใด พลังเลือดลมด้านหลังพุ่งพล่าน เปิดถ้ำสวรรค์ใหญ่ทั้งหกได้แล้ว นับเป็นปรมาจารย์นั่วผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพ!
แต่ภายใต้การรุมล้อมของกององครักษ์จินอู๋ทั้งสาม เขาก็ตกอยู่ในอันตราย อาจทิ้งชีวิตได้ทุกเมื่อ
เบื้องหน้า โถงใหญ่ของสำนักชางอู๋อยู่ในสายตา
จู่ๆ ขันทีเฉินก็ถอนหายใจ กระซิบเสียงเบา "น้องชายสวี่ หนังสือที่ฝ่าบาทประทานให้พวกเจ้าเป็นแค่กระดาษเปล่า พวกเจ้ายังดูไม่ออกอีกหรือ? รีบหนีไปเถอะ"
เซียวป๋อกดเสียงต่ำลงกล่าว "ขอบคุณมาก"
เขาลงมืออย่างกะทันหัน ฟาดเข้าที่หลังไหล่ของขันทีเฉิน ขันทีเฉินกระอักเลือด กลิ้งตกลงไปในหน้าผา ขณะที่ร่างลอยอยู่กลางอากาศ ก็ร้องเสียงแหลม "รีบจับกบฏเร็ว!"
เซียวป๋อตกตะลึง "ข้าไม่ได้ลงมือหนักขนาดนั้น ทำไมเขาถึงกระอักเลือดออกมาเยอะขนาดนี้..."
"ไป!"
สวี่อิงตะโกนก้อง ก้าวออกไปหนึ่งก้าว ปราณกระบี่ใต้ฝ่าเท้าหมุนวน โอบล้อมตัวเขาไว้ในพริบตา เสียงฟิ้วดังขึ้น ร่างของเขากลายเป็นแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานแหวกอากาศไป!
แสงกระบี่อีกสายพุ่งตามเขามา นั่นคือหยวนเว่ยยาง
ทั้งสองไม่กล้าบินขึ้นไปบนฟ้า ทำได้เพียงบินเลียดพื้น ปราณกระบี่ปะทุรุนแรง ต้นหญ้าและเศษหินบนพื้นแตกกระจายภายใต้ปราณกระบี่ที่สาดซัด!
กององครักษ์จินอู๋สังเกตเห็นฉากนี้แต่แรกแล้ว เมื่อตบกล่องกระบี่ ปราณกระบี่สิบกว่าสายก็พุ่งเข้ามา ฟาดฟันใส่แสงกระบี่เส้นหนาสองสายนั้น
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางอยู่ท่ามกลางปราณกระบี่ ไม่อาจโจมตีกลับได้ ปราณกระบี่สิบกว่าสายนั้นพุ่งเข้าชนกับปราณกระบี่รอบกายของพวกเขา ทำให้ความเร็วของพวกเขาลดลงฮวบฮาบ
จู่ๆ แสงกระบี่รอบกายสวี่อิงก็สลายไป เขากระโจนตัวกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ
ใต้ฝ่าเท้าของเขาปรากฏบันไดเมฆาสายหนึ่ง เขาอาศัยแรงจากบันไดเมฆากระโดดขึ้นไปอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน กล่องกระบี่บนหลังก็ดัง 'แกรก' แยกออกซ้ายขวา เผยให้เห็นช่องว่างที่ซ่อนอยู่ภายในกล่องเจ็ดช่อง แต่ละช่องซ่อนปราณกระบี่ไว้หนึ่งสาย
สวี่อิงตวัดดรรชนีกระบี่ ปราณกระบี่ทั้งเจ็ดสายพุ่งออกจากกล่องตามลำดับ เสียงดังเคร้งๆๆๆ ฟาดฟันปราณกระบี่ที่พุ่งเข้ามาโจมตีจนขาดสะบั้น!
กล่องกระบี่ของเขาเป็นของวิเศษของหยวนเทียนกัง ปราณกระบี่ในกล่องถูกหล่อเลี้ยงมานับพันปี คมกริบไร้ที่เปรียบ ห่างชั้นกับกล่องกระบี่ของกององครักษ์จินอู๋ลิบลับ!
ในเวลาเดียวกัน ปราณกระบี่คุ้มกายรอบตัวหยวนเว่ยยางก็ค่อยๆ เบาบางลง นางกระโจนตัวขึ้น สัมผัสเทวะทะยาน ทำให้มีที่หยัดยืนกลางอากาศ นางเดินพลังกระบี่ฟันปราณกระบี่ที่รุมล้อมตัวเองจนขาดสะบั้น!
อีกด้านหนึ่ง เซียวป๋อกำลังวิ่งตะบึงอยู่ในป่าเขาราวกับพยัคฆ์ร้ายลงเขา พุ่งชนด่านต่างๆ ตามรายทาง สังหารกององครักษ์จินอู๋ที่เฝ้าอยู่ที่นั่นทีละคน ไม่ก็จับโยนลงหน้าผา!
ปราณกระบี่ทั้งเจ็ดสายพุ่งกลับเข้ากล่องกระบี่ ช่องกระบี่ซ้ายขวาของกล่องกระบี่ดัง 'แกรกๆ' ประกบเข้าหากันแนบสนิทดังเดิม
ปราณกระบี่พันรอบกายสวี่อิง กลายเป็นแสงกระบี่เส้นหนาพุ่งเลียดพื้นไปอีกครั้ง แสงกระบี่เส้นหนาอีกสายพุ่งเฉียงเข้ามาประกบ นั่นคือหยวนเว่ยยาง พุ่งเลียดพื้นสลับไปมากับเขา
จู่ๆ ปราณกระบี่ของทั้งสองก็หายไปในป่าเขา แต่ละคนส่งเสียงตวาดกร้าว เพียงชั่วพริบตาก็จัดการศัตรูตัวฉกาจที่เฝ้าอยู่ที่นั่นได้ แล้วขี่กระบี่เหาะไปอีกครั้ง
บนเขามีเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังก้อง กององครักษ์จินอู๋และยอดฝีมือตระกูลกัวต่างพากันออกโรง สกัดกั้นเส้นทางหนีทั้งหมด
ในที่สุด สวี่อิงและหยวนเว่ยยางก็พุ่งไปยังหน้าผาของหุบเขาชางอู๋ ริมหน้าผามียอดฝีมือตระกูลกัวเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว ผู้นำคือกัวเยว่ หลี่อิงจู และมีกัวเสี่ยวเตี๋ยรวมอยู่ด้วย
ทุกคนแผ่จิตสังหารพลุ่งพล่าน ตั้งขบวนรอรับมืออย่างรัดกุม
ตระกูลกัวเป็นตระกูลขุนนาง แม้จะไม่ใหญ่โตเท่าตระกูลโจว แต่ก็เก่าแก่กว่าและมีรากฐานลึกซึ้งกว่า พวกเขาจัดค่ายกลเตรียมพร้อมไว้นานแล้ว หากถูกพวกเขาสกัดไว้ได้ ก็มีแต่ทางตายสถานเดียว!
"ท่านระฆัง "
เสียงของสวี่อิงยังไม่ทันขาดคำ ก็เห็นระฆังทองแดงใบใหญ่พุ่งออกมาจากด้านหลังศีรษะ หมุนวนส่งเสียงหึ่งๆ ผนังระฆังเปล่งประกายเจิดจ้า ทันใดนั้นแสงที่ผนังด้านนอกของระฆังใหญ่ก็ซ้อนทับกัน ก่อตัวเป็นกำแพงแสงที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม!
ด้านนอกกำแพงแสงมีอักขระยันต์ไหลเวียน ด้านในกำแพงแสงมีสรรพสิ่งเบ่งบาน สรรพชีวิตเติบโต พลังชีวิตอันเปี่ยมล้นกลายเป็นอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว!
"ง่าง "
ระฆังใหญ่สั่นสะเทือน ระฆังกำแพงแสงรอบนอกก็สั่นสะเทือนตาม อานุภาพอันน่าสะพรึงกลัวสั่นสะเทือนจนหน้าผาโยกคลอน ยอดฝีมือตระกูลกัวเร่งค่ายกลต่อต้านอานุภาพระฆังแต่แรกแล้ว พลังปราณก่อตัวเป็นกำแพงเมือง ดุจกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก ปะทะกับระฆังใหญ่อย่างดุดัน!
วินาทีต่อมา เสียงระฆังทำลายกำแพงเมือง ยอดฝีมือตระกูลกัวพลังเลือดลมปั่นป่วน ต่างถอยร่นไป ทว่าค่ายกลยังไม่แตกพ่าย!
"ง่าง!"
เสียงระฆังครั้งที่สองดังขึ้น สั่นสะเทือนจนกำแพงพังทลาย ยอดฝีมือตระกูลกัวต่างกระอักเลือด ระฆังใหญ่ส่งเสียงกึกก้องเกรียงไกร เสียงระฆังครั้งที่สามดังสนั่น ยอดฝีมือตระกูลกัวค่ายกลแตกพ่ายทันที ถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นไปทุกทิศทุกทาง!
"อาอิ้ง ข้าไม่ไหวแล้ว!" ระฆังใหญ่ร้องขึ้นมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นกำแพงแสงก็หดกลับ ระฆังใหญ่หดตัวเข้าไปในหลังศีรษะของสวี่อิง หายลับไป
สวี่อิงและหยวนเว่ยยางฉวยโอกาสพุ่งไปถึงริมหน้าผาแล้ว ขอเพียงกระโดดลงจากหน้าผา ก็จะตกลงไปในทะเลสาบ ดำดิ่งลงสู่หุบเขาชางอู๋ อาศัยแดนหยินหลบหนีไปได้!
ในตอนนั้นเอง เหนือโถงใหญ่ของสำนักชางอู๋ เมฆามงคลก้อนนั้นก็ลอยมาทางพวกเขาอย่างกะทันหัน
เมฆามงคลก้อนนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งพระราชอำนาจ ยังไม่ทันมาถึง เสียงสวดมนต์อธิษฐานของราษฎรนับหมื่นก็ทำให้พวกเขาวิงเวียนศีรษะ สติพร่าเลือนเสียแล้ว!
ทว่าเมฆามงคลยังไม่ทันลอยมาถึงหน้าผา ก็ราวกับปะทะเข้ากับกำแพงทองแดงกำแพงเหล็ก ชะงักอยู่กลางอากาศ ไม่อาจเคลื่อนไปข้างหน้าได้แม้แต่น้อย!
ใต้เมฆามงคล เด็กหนุ่มคิ้วขาวคนหนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ที่นั่น เขามองไปยังโถงใหญ่ของสำนักชางอู๋ แววตาเป็นประกาย ราวกับกำลังประเมินคุณค่าของสวี่อิง ว่าคุ้มค่าพอให้เขาแตกหักกับฮ่องเต้เซิ่งเสินหรือไม่
"ปรมาจารย์โจว ข้าทิ้งวิชา 'แท่นเสวียนถานเทพหยางเก้าชั้นฟ้า' ไว้ให้ท่านฉบับหนึ่งในตำหนักอู๋ถง!"
จู่ๆ สวี่อิงก็ตะโกนเสียงดัง "เคล็ดวิชานี้สามารถแก้ข้อเสียของคัมภีร์เซียนถัวอวี้ได้ ทำให้ท่านบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร้อุปสรรค!"
โจวฉีอวิ๋นจิตใจสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เผยสีหน้าเหลือเชื่อ หันขวับมามองสวี่อิง
"สวี่อิง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วนะที่เจ้าพยายามจะหนี"
เขาหันหน้ากลับไป เผชิญหน้ากับโถงใหญ่ น้ำเสียงราบเรียบ "พวกเจ้าหนีไปเถอะ อย่าให้ข้าจับได้ก็แล้วกัน"
สวี่อิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก กระโจนลงจากหน้าผา ร่วงหล่นลงสู่ทะเลสาบสีมรกตผืนนั้น ในขณะเดียวกัน กององครักษ์จินอู๋ต่างก็พากันกระโจนลงจากหน้าผา ยอดฝีมือตระกูลกัวก็ทะยานขึ้นฟ้า ต่างใช้วิชาข้ามฟ้าดุจเมฆา ไล่ตามสวี่อิงและหยวนเว่ยยางที่อยู่กลางอากาศไป
เซียวป๋อมีท่าทีดุดันราวกับพยัคฆ์ร้าย กระโจนลงมา เหยียบลงบนหลังของกององครักษ์จินอู๋คนหนึ่ง ต่อยกององครักษ์จินอู๋คนนั้นจนร่างแหลกเหลวด้วยหมัดเดียว เขาคว้ากล่องกระบี่มาตบอย่างแรง กล่องกระบี่ระเบิดออก ปราณกระบี่ภายในพุ่งกระจายไปทั่วทิศ บีบให้กององครักษ์จินอู๋และยอดฝีมือตระกูลกัวต้องต้านทาน!
ทันใดนั้น กัวเยว่ก็กระโจนเข้ามา ขยับมือเพียงนิด ท้องฟ้าก็เกิดลมเมฆแปรปรวน ปะทะกับเซียวป๋อไปหนึ่งกระบวนท่า
เซียวป๋อร้องเสียงหลง ถ้ำสวรรค์ทั้งห้าเบื้องหลังปรากฏขึ้น แต่ก็ยังถูกกระแทกจนกระอักเลือด ร่วงตกลงไป
กัวเยว่กำลังจะสังหารเขา จู่ๆ สวี่อิงก็กระโจนเข้ามารับเซียวป๋อไว้ ร้องเสียงหลง "ท่านระฆัง!"
ระฆังใหญ่พุ่งออกมา ร้องว่า "ข้าไม่มีแรงแล้ว!"
สวี่อิงเหวี่ยงระฆังใหญ่ ฟาดใส่ร่างกัวเยว่อย่างแรง ระฆังใหญ่ส่งเสียงดัง 'ตึง' สนั่นหวั่นไหว ร้องโวยวาย "ข้าบอกแล้วว่าไม่มีแรงจริงๆ เจ้าก็ยังไม่เชื่อ"
กัวเยว่ใช้มือเดียวต้านระฆังใหญ่ไว้ รู้สึกได้ว่าอานุภาพของระฆังใหญ่ด้อยกว่าเมื่อก่อนมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นไม้ใกล้ฝั่งแล้ว ในใจก็ลอบยินดี ยื่นมืออีกข้างออกไปบีบคอสวี่อิงโดยไม่ลังเล
ในตอนนั้นเอง งูน้อยตัวหนึ่งก็มุดออกมาจากปกเสื้อของสวี่อิง กัดเข้าที่ง่ามนิ้วโป้งของเขาไปหนึ่งคำ
กัวเยว่สูญเสียความรู้สึกที่มือทั้งข้างไปในทันที จากนั้นแขนก็สูญเสียความรู้สึกไปด้วย ในใจหวาดกลัวสุดขีด ร้องลั่น "อิงจู อิงจู รีบมาช่วยข้าเร็ว! ข้าโดนพิษงูประหลาด!"
สตรีรูปงามผู้นั้นกำลังจะจับกุมหยวนเว่ยยาง ได้ยินดังนั้นก็จิตใจปั่นป่วน รีบเข้ามาช่วย เห็นไอสีดำกำลังจะลามเข้าสู่หัวไหล่ของเขา หากถึงตอนนั้นพิษแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ ปอด และสมอง เกรงว่าต่อให้เป็นเทพเซียนก็ยากจะช่วยชีวิต นางจึงได้แต่กลั้นน้ำตากัดฟัน ฟันแขนของเขาทิ้งทั้งแขน!
"ท่านพี่วางใจเถอะ ข้าจะฆ่าราชันย์ปีศาจสวี่นั่นเพื่อแก้แค้นให้ท่านเอง!"
หลี่อิงจูช่วยเขาห้ามเลือด สองสามีภรรยามองไป ก็เห็นสวี่อิงพาเซียวป๋อพุ่งลงไปในทะเลสาบสีมรกต เข้าสู่หุบเขาชางอู๋ไปแล้ว พวกเขาจึงพุ่งตามเข้าไปด้วย
เมื่อถึงหุบเขาชางอู๋ สองสามีภรรยาก็เห็นกององครักษ์จินอู๋และยอดฝีมือตระกูลกัวกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดตามแนวหุบเขาลึก แสงกระบี่ปะทะกันไม่หยุดหย่อนเหนือหุบเขานี้ มีศพคนร่วงหล่นลงมาตายอนาถอย่างต่อเนื่อง
สวี่อิงฆ่าจนตาแดงก่ำ เรียกกล่องกระบี่ของหยวนเทียนกังมาใช้สังหารคนด้วย กล่องกระบี่ใบนั้นบินอยู่กลางอากาศ บางครั้งก็เปิดออก ปราณกระบี่พุ่งออกมา อานุภาพพุ่งพรวด ฟันคนราวกับหั่นผัก บางครั้งปราณกระบี่ก็บินวนรอบตัวสวี่อิง พุ่งฝ่าการโจมตีของทุกคนเข้าไปในฝูงชน ทันใดนั้นเศษซากแขนขาขาดก็ปลิวว่อน!
หลี่อิงจูและกัวเยว่สองสามีภรรยามองดูจนตาแดงก่ำ ตวาดกร้าว "ถอยไปให้หมด!"
สองสามีภรรยาใช้วิชาข้ามฟ้าดุจเมฆา พุ่งเข้าประชิดอย่างรวดเร็ว สวี่อิงและหยวนเว่ยยางสลัดหลุดจากการพัวพันของทุกคน กลายเป็นแสงกระบี่สองสายพุ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
สองสามีภรรยาค่อยๆ แซงหน้าทุกคน ไล่ตามไปตลอดทาง จู่ๆ ก็เห็นแสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งมา ขวางทางพวกเขาไว้ ในแสงกระบี่มีเสียงหนึ่งดังขึ้น เป็นกัวเสี่ยวเตี๋ยนั่นเอง นางร้องเรียก "ท่านน้าสอง ท่านอาสี่ อย่าตามไปเลย!"
หลี่อิงจูเห็นปราณกระบี่ที่พันรอบตัวนาง ก็รู้ทันทีว่านางได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาคุมกระบี่ของสวี่อิงมา จึงกระทืบเท้าถาม "เสี่ยวเตี๋ย เขาถ่ายทอดให้เจ้าหรือ? ต้องแลกด้วยสิ่งใด?"
กัวเสี่ยวเตี๋ยโค้งกายตอบ "ไม่ได้แลกด้วยสิ่งใดเลย! เขาเห็นข้าไม่เข้าใจ ก็เลยสอนให้ตรงๆ เลย!"
หลี่อิงจูอึ้งไป หันไปมองแขนที่ขาดของกัวเยว่ แล้วกล่าวอย่างหดหู่ "นี่คือสิ่งที่ตระกูลกัวของข้าต้องแลกมาเพื่อเคล็ดวิชาคุมกระบี่สินะ..."
กัวเยว่เจ็บปวดจนหน้าซีดเผือด หน้าผากเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ กระซิบเสียงเบา "ฮูหยิน ข้ารู้จักยอดฝีมือตระกูลโจวอยู่สองสามคน มันงอกกลับมาได้"
หลี่อิงจูสีหน้าดีขึ้นเล็กน้อย กล่าวว่า "หรือว่า ตระกูลกัวเราจะได้เคล็ดวิชาคุมกระบี่มาเปล่าๆ?"
กัวเยว่พยักหน้าเบาๆ
หลี่อิงจูเบิกบานใจยิ่งนัก หัวเราะกล่าว "ถ้าเช่นนั้น ก็ไม่ควรทำเกินไปจริงๆ เสี่ยวเตี๋ย ยังไงก็ต้องแสร้งทำเป็นไล่ตามหน่อย มิฉะนั้นจะอธิบายกับฝ่าบาทได้ยาก ปล่อยให้พวกเขามีทางรอดสักทางก็แล้วกัน"
กัวเสี่ยวเตี๋ยดีใจมาก หันกลับไปมอง พวกสวี่อิงก็หายลับไปในแดนหยินอันกว้างใหญ่ไร้ร่องรอยเสียแล้ว
สวี่อิง หยวนเว่ยยาง และเซียวป๋อถูกไล่ล่าอีกหลายครั้ง ในที่สุดก็อาศัยภูมิประเทศของแดนหยินสลัดทหารที่ไล่ตามมาจนพ้น ทว่าแดนหยินนี้กว้างใหญ่ไพศาล พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ใด
เผลอแป๊บเดียว สวี่อิงก็เงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มองเห็นรูปปั้นเทพเจ้าสูงตระหง่านเทียมเมฆตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางหมู่เขา สูงตระหง่านเหนือขุนเขาทั้งปวง ควันธูปคละคลุ้ง จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ที่นั่นก็คือสภายมโลก
ถึงสภายมโลกแล้ว เช่นนั้นวิหารเทพสวรรค์ก็คงอยู่ไม่ไกล!
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาถึงวิหารเทพสวรรค์ ภายใต้สายตาหลายคู่ที่จับจ้อง พวกเขาค่อยๆ เดินผ่านวิหารเทพโบราณแห่งนี้ไปอย่างระมัดระวัง และกลับเดินผ่านไปได้อย่างปลอดภัยตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ถูกตำหนิหรือซักไซ้ใดๆ
นอกเขาผีเด็ก หยวนเว่ยยางหยุดฝีเท้า แย้มยิ้มกล่าว "ราชันย์ปีศาจสวี่ พวกเราแยกย้ายกันตรงนี้เถอะ ข้าก็ควรกลับไปรายงานท่านแม่แล้วเหมือนกัน"
สวี่อิงหยุดเดิน รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง กล่าวว่า "ข้าเองก็จะไปตามหาชาติกำเนิดของข้าแล้ว จากกันครานี้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจะได้พบกับท่านอีก"
หยวนเว่ยยางลังเลเล็กน้อย ยิ้มกล่าว "ช่วงเวลาที่อยู่กับเจ้า ข้ามีความสุขมาก หากเจ้ามาที่เมืองหลวง ข้าจะแนะนำน้องสาวข้าให้เจ้ารู้จัก"
เซียวป๋ออึ้งไป มองหยวนเว่ยยางอย่างไม่เข้าใจ นึกในใจ "คุณชายเป็นลูกสาวคนเดียวนี่นา? ไปมีน้องสาวมาจากไหน?"







