เห็นได้ชัดว่าไป๋เหวยไม่ได้สนใจจะดูจริงๆ ว่าหนอนยักษ์ที่หลับใหลจะส่งกลิ่นเหม็นแบบไหนให้โลกใบนี้หลังจากตื่นขึ้นมา
นี่มันรสนิยมแย่เกินไปแล้ว
แต่ไป๋เหวยทำได้เพียงพูดเช่นนั้น เพราะตอนนี้เขามีเพียงนิ้วเดียว สิ่งที่ทำได้จึงมีน้อยเหลือเกิน หากไม่มีร่างกายของอูรู เขาก็ทำได้แค่ตั้งนิ้วขึ้นมาเพื่อชูนิ้วกลางเยาะเย้ยคนอื่น หรือไม่ก็เป็นได้แค่ของเล่นชิ้นเล็กๆ ประดับพื้นที่โซเชียล
มีเพียงการสิงสู่ในร่างของอูรู เขาถึงจะทำบางสิ่งบางอย่างได้ และในขณะเดียวกันก็สามารถยืมร่างกายของเขาเพื่อตามหาชิ้นส่วนศพอื่นๆ ได้ด้วย
ต้องตามหาชิ้นส่วนศพทั้งหมดให้ครบ เขาถึงจะฟื้นคืนชีพได้อย่างสมบูรณ์ และกลับมาสู่โลกมนุษย์อีกครั้งด้วยร่างกายของวิซาส
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ ไป๋เหวยไม่คิดจะบอกอูรู แม้กระทั่งต้องแสดงท่าทีว่าตนเองไม่ได้สนใจการฟื้นคืนชีพ แค่ต้องการท่องไปในโลกกว้างเพื่อเล่นสนุกเท่านั้น
เหตุผลง่ายมาก เขาจะไม่ทำให้อูรูรู้สึกว่า “การฟื้นคืนชีพของวิซาสต้องพึ่งพาข้า” จนเกิดความคิดเพ้อฝันอันตรายขึ้นมา เช่น การพยายามจะควบคุมเขา
คนที่มีความปรารถนาย่อมมีจุดอ่อน ไป๋เหวยเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดี และเห็นได้ชัดว่าอูรูไม่เข้าใจ เขาแสดงความปรารถนาของตนเองออกมาบนใบหน้า สลักลึกไว้ในใจ เหมือนก้นเปลือยที่แอ่นขึ้นมา มองปราดเดียวก็รู้แจ้ง
และหลังจากผ่านไปหนึ่งคืน ตอนนี้อูรูก็ฟื้นจากความตื่นเต้นที่ “ได้รับพลังอันสูงส่ง” เมื่อคืนวานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเขาก้มศีรษะลงมองมือซ้าย นิ้วกลางที่แตกต่างจากอีกสี่นิ้วอย่างเห็นได้ชัดกำลังห้อยตกลงมาอย่างอ่อนปวกเปียก ราวกับไม่เชื่อฟังการควบคุมของตนเอง ตอนนั้นเองเขาถึงได้ตระหนักว่าในร่างกายของตนเองมีตัวตนแบบไหนเพิ่มเข้ามา ความกลัวและความไม่สบายใจจึงค่อยๆ คืบคลานเข้ามาอย่างเชื่องช้า
ช่วยไม่ได้ โลกใบนี้ไม่มีนิยายออนไลน์ การตั้งค่าแบบหนึ่งร่างสองวิญญาณยังคงล้ำยุคเกินไปสำหรับคนพื้นเมืองในโลกแฟนตาซีตะวันตก
“ท่าน...ต้องการให้ข้าทำอะไรไหมครับ” อูรูถามในใจอย่างกระวนกระวาย
“ข้าบอกแล้ว ข้าไม่มีเรื่องอะไรที่อยากทำ” ไป๋เหวยตอบกลับอย่างสงบนิ่ง “ข้าเหนื่อยแล้ว จะพักผ่อน อย่ามายุ่งกับข้า”
พูดจบ ไป๋เหวยก็เงียบไป นิ้วกลางนั้นก็ยิ่งอ่อนปวกเปียกลง ราวกับหลับไปแล้วจริงๆ
อูรูไม่รู้ว่าไป๋เหวยต้องการการนอนหลับจริงๆ หรือไม่ แต่เขาก็ไม่กล้าพิสูจน์ ทำได้เพียงกล่าวในใจเงียบๆ ว่า “เช่นนั้นท่านก็ราตรีสวัสดิ์นะครับ” แล้วจึงไปทำงานต่อ
แน่นอนว่าไป๋เหวยไม่ได้หลับไป เขากำลัง “สังเกตการณ์” อูรูอย่างเงียบๆ ด้วยมุมมองของนิ้ว
ใช่แล้ว ส่วนที่ไป๋เหวยควบคุมได้ในตอนนี้ยังคงมีเพียงนิ้วนี้เท่านั้น วิญญาณและจิตสำนึกของเขาก็ยังคงถูกผูกมัดอยู่บนนิ้วนี้ ไม่ได้หลอมรวมเข้ากับร่างกายของอูรูอย่างสมบูรณ์อย่างที่อูรูคิด
เช่นเดียวกับที่อูรูควบคุมนิ้วนี้ไม่ได้ ไป๋เหวยก็ควบคุมร่างกายของอูรูไม่ได้เช่นกัน แม้แต่จะย้ายมุมมองไปยังศีรษะของอูรูก็ยังทำไม่ได้...มุมมองถูกล็อกไว้ที่นิ้วแบบนี้มันช่างน่าหงุดหงิดเสียจริง คนอื่นมองโลกด้วยหัวใหญ่ ส่วนเขามองโลกด้วยหัวเล็ก
แต่สถานการณ์เช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ขอเพียงแค่ให้วิญญาณของคนทั้งสองสอดประสานกัน กลายเป็นเหมือนวิญญาณของคนคนเดียวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ก็พอ
แล้วจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร?
ก็ง่ายมากเช่นกัน ขอเพียงแค่อูรูใช้พลังของไป๋เหวยก็พอ
การใช้พลังของไป๋เหวยผ่านร่างกายนี้ ย่อมทำให้สองวิญญาณในร่างนี้กลมเกลียวกันได้ แต่ปัญหาคือ วิญญาณของไป๋เหวยคือวิญญาณของวิซาส สถานะสูงส่งกว่าคนธรรมดาอย่างอูรูมาก ดังนั้นความกลมเกลียวเช่นนี้แทนที่จะเรียกว่าเป็นการหลอมรวมของทั้งสองฝ่าย ควรเรียกว่าเป็นการกลืนกินฝ่ายเดียวเสียมากกว่า เป็นการกลืนกินอูรูของไป๋เหวย
ยิ่งอูรูใช้พลังของไป๋เหวยมากเท่าไร วิญญาณของเขาก็จะยิ่งถูกไป๋เหวยกลืนกินมากเท่านั้น ไม่ช้าก็เร็ว วิญญาณของเขาจะถูกไป๋เหวยกลืนกินจนไม่เหลือแม้แต่น้อย และร่างกายนี้ก็จะตกเป็นของไป๋เหวย
แต่ถ้าอูรูตระหนักถึงข้อนี้ และไม่ใช้พลังของไป๋เหวยเลย ไป๋เหวยก็จะไม่มีวิธีใดๆ ทั้งสิ้น เพราะตอนนี้ไป๋เหวยเป็นเพียงหัวเล็ก (นิ้วมือ) ส่วนอูรูคือหัวใหญ่ หัวเล็กอยากจะใช้กำลังของตนเองเพื่อกำราบหัวใหญ่นั้นยากเกินไปจริงๆ เว้นแต่...จะทำให้หัวใหญ่ทนไม่ไหวจนอยากจะใช้หัวเล็ก
แล้วจะมีความเป็นไปได้เช่นนั้นหรือไม่?
คำตอบคือแน่นอน
ไป๋เหวยที่กำลังแกล้งหลับกำลัง “สังเกตการณ์” อูรูจากล่างขึ้นบนผ่านมุมมองของหัวเล็ก ขณะเดียวกันก็ระลึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับอูรูในหัว
อูรูเป็นบาทหลวงตัวเล็กๆ คนหนึ่งในนิกายไรน์ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่นิกายหลัก ในเกมนั้นเนื่องจากเขาเคยครอบครองนิ้วของวิซาสในช่วงสั้นๆ จึงมีเนื้อเรื่องอยู่เล็กน้อย ดังนั้นไป๋เหวยจึงพอจะมีความเข้าใจในตัวเขาอยู่บ้าง
เขารู้ว่าเจ้าหมอนี่จะตายเพราะครอบครองของล้ำค่า หากไป๋เหวยไม่ทำอะไรเลย เขาก็จะไปอยู่ในมือของคนถัดไปตามเนื้อเรื่อง
แต่คนคนนั้นควบคุมได้ไม่ง่ายนัก ไป๋เหวยมีโอกาสสูงมากที่จะถูกผนึกไว้เช่นนั้น ตอนนั้นคงจะตะโกนเรียกฟ้าก็ไม่ขาน ตะโกนเรียกดินก็ไม่ได้ยินแล้วจริงๆ
ดังนั้น แม้ว่าเจ้าอูรูนี่จะทั้งโง่ ทั้งเลว ทั้งขี้ขลาด แต่ก็เป็น “ไพ่” ที่ดีที่สุดที่ไป๋เหวยจะมีได้ในตอนนี้แล้ว เขาไม่อาจปล่อยให้พวกระดับสูงกว่าที่รับมือยากกว่ามาตามหาตนเอง แล้วเปลี่ยนตนเองให้เป็นของรางวัลของพวกมันได้ แต่ต้องอาศัยอูรูไปตามหาพวกมัน เพื่อรวบรวมชิ้นส่วนศพที่กระจัดกระจายอยู่ในมือของพวกมันกลับคืนมา และได้รับพลังกลับคืน
แต่ก็ยังคงเป็นคำพูดเดิม ไป๋เหวยไม่อาจเป็นฝ่ายเริ่ม เขาไม่อาจกระโดดออกมาตะโกนใส่อูรูว่า “รีบมาใช้พลังของข้าสิ” เช่นนั้นต่อให้อูรูโง่จริงๆ ก็คงจะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว
ดังนั้น ต้องให้อูรูเป็นฝ่ายเริ่ม ให้เขาเข้ามาใกล้ชิดตนเอง พึ่งพาตนเอง และใช้พลังของตนเองด้วยความสมัครใจ
ยิ่งเขาเข้ามาใกล้มากเท่าไร สิ่งที่ไป๋เหวยสามารถทำได้โดยใช้ร่างกายนี้ก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
...ฟังดูเหมือนจะตั้งรับไปหน่อย
แต่ไป๋เหวยรู้ดีว่าในโลกใบนี้ โอกาสเช่นนี้มีมากเกินไปแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้
ในโบสถ์ที่อูรูอยู่ เนืองแน่นไปด้วยเด็กหนุ่มที่สวมเสื้อผ้าซอมซ่อ หน้าตาซีดเซียว พวกเขากำลังต่อแถว มองไปยังทิศทางที่อูรูอยู่ด้วยสายตาเปี่ยมความหวัง
เพราะตอนนี้กำลังเกิดภาวะข้าวยากหมากแพง และโบสถ์ที่อูรูอยู่กำลังแจกจ่ายอาหารช่วยเหลือ ซึ่งก็คือข้าวต้มหนึ่งชามที่ใสจนแทบไม่ต่างจากน้ำเปล่า
แต่ละคนได้เพียงหนึ่งชาม และยังมีจำนวนจำกัด ทั้งยังไม่อนุญาตให้รับแทนคนอื่น
เพราะ “เฉพาะผู้ที่ศรัทธาต่อเทพเจ้าแห่งไรน์อย่างสุดซึ้งที่สุดเท่านั้น ถึงจะได้รับอาหารเหล่านี้” แล้วจะนับว่าเป็นผู้ที่ศรัทธาต่อเทพเจ้าแห่งไรน์อย่างสุดซึ้งที่สุดได้อย่างไร? ก็ย่อมเป็นคนที่มายิ่งเร็วก็ยิ่งศรัทธา แต่ในสถานการณ์ภัยพิบัติที่รุนแรงเช่นนี้ ผู้ประสบภัยที่ร่างกายอ่อนแอก็หิวโหยจนใกล้จะตายอยู่แล้ว เป็นไปไม่ได้เลยที่จะแย่งชิงกับเด็กหนุ่มที่แข็งแรงเหล่านี้ได้ ดังนั้นพวกเขาย่อมไม่ศรัทธาต่อเทพเจ้าแห่งไรน์เพียงพอ และไม่ได้รับอาหาร
และภาวะข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ จะเกิดขึ้นทุกๆ ยี่สิบปี
ไป๋เหวยระลึกถึงเนื้อเรื่องช่วงนี้ในเกม พลางมองอูรูตักข้าวต้มขาวให้เด็กหนุ่มเหล่านี้ มุมมองนี้ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก
โชคดีที่ในฐานะนักบวช อูรูยังคงมีความยำเกรงและระมัดระวังต่อตัวตนอย่างไป๋เหวยอยู่บ้าง
ไป๋เหวยบ่นในใจเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เห็นเด็กหนุ่มที่ดูคุ้นตาคนหนึ่งเดินมาตรงหน้าอูรูอย่างลังเล เป็นเด็กหนุ่มคนเดียวกับที่อยู่ในห้องของอูรูเมื่อคืนวาน
“ทะ ท่านบาทหลวง” เด็กหนุ่มพูดอย่างอ้ำอึ้ง “คือว่า...เมื่อคืนนี้...”
พอเห็นเด็กหนุ่ม ใบหน้าของอูรูก็ฉายแววขุ่นเคืองทันที
เรื่องเมื่อคืน เจ้าจะมาพูดอะไรตอนกลางวัน?
เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของอูรูเช่นกัน จึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่แล้วก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ จึงยังคงพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอนว่า “ท่านบาทหลวง ข้าก็ไม่มีทางเลือกแล้ว แม่กับน้องสาวของข้าทนต่อไปไม่ไหวแล้วจริงๆ ได้โปรดเถอะครับ ได้โปรดท่านช่วยอีก...”
“หุบปาก” อูรูขัดจังหวะเด็กหนุ่มอย่างเย็นชา “กฎก็คือกฎ อาหารเหล่านี้คือของประทานจากองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าแด่ผู้ศรัทธาที่เลื่อมใสที่สุด คนในครอบครัวของเจ้าไม่ได้มาที่นี่ ก็แสดงว่าพวกเขาไม่ศรัทธาเพียงพอ”
เด็กหนุ่มอ้าปาก เหมือนอยากจะพูดอะไรอีก แต่อูรูก็โบกมืออย่างรำคาญ ไล่ให้เขาไปแล้ว
อูรูรู้สึกสับสนเล็กน้อย
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงที่แก่ชราและอ่อนโยนก็ดังขึ้น ทำให้ร่างของอูรูสั่นสะท้านราวกับหนูที่ได้ยินเสียงแมว
เขาหันศีรษะไปอย่างยากลำบาก เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยกำลังเดินตรงมาทางนี้ บนใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและเปี่ยมเมตตา
ไป๋เหวยก็ “มอง” ไปเช่นกัน จากนั้นข้อมูลของคนคนนี้ก็ปรากฏขึ้นในหัวอย่างรวดเร็ว
บาทหลวงลูจี ผู้ที่มีอาวุโสที่สุดในโบสถ์แห่งนี้ อายุมากกว่าอูรูไม่น้อย เป็นบาทหลวงมาก่อนที่อูรูจะเข้ามาในโบสถ์เสียอีก หรือกระทั่งเป็นผู้นำทางของอูรูด้วยซ้ำ
แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือ...ดูเหมือนว่าเจ้าหมอนี่จะมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งกว่านั้นกับอูรู
และท่าทาง “เหมือนเห็นผี” ของอูรูก็ยิ่งยืนยันความทรงจำของไป๋เหวย
เหอะ โอกาสมาแล้วไม่ใช่หรือ?
“บา-บาทหลวงลูจี...” อูรูเค้นรอยยิ้มออกมาอย่างฝืนๆ “ท่าน ท่านมาได้อย่างไรครับ”
ลูจีถอนหายใจเบาๆ ใบหน้าชรานั้นเผยให้เห็นความเวทนาออกมาโดยไม่รู้ตัว “ถึงปีทุพภิกขภัยอีกแล้ว ข้าทนมองเฉยๆ ไม่ได้จริงๆ ถึงแม้ข้าจะแก่แล้ว แต่ก็ยังพอจะทำอะไรที่พอทำได้บ้าง...ฮ่าๆ ไม่ต้องห่วงหรอก บาทหลวงอูรู ข้าไม่รบกวนเจ้าหรอก ข้าแค่มาดูว่าอาหารจากทางท่านบิชอปมาถึงหรือยัง ถ้ายังไม่มา ข้าจะได้ไปเร่งให้หน่อย ฮ่าๆ ถึงข้าจะแก่แล้ว แต่ก็ยังไม่ตายเสียหน่อย ทุกคนก็ยังพอจะให้หน้าข้าอยู่บ้าง”
ลูจีพูดพลางยิ้มมองอูรู
สีหน้าของอูรูแข็งทื่อ ต้องพยายามอย่างมากถึงจะรักษารอยยิ้มไว้ได้
ยี่สิบปีก่อน ลูจีก็เป็นบาทหลวงของโบสถ์แห่งนี้แล้ว ส่วนอูรูเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่มีข้าวกิน
ตอนนั้นก็เป็นปีแห่งภัยพิบัติเช่นกัน บาทหลวงลูจียืนอยู่ตรงที่ที่อูรูยืนอยู่ตอนนี้ ส่วนอูรูยืนอยู่ตรงที่ที่เด็กหนุ่มคนนั้นยืน
เดิมทีหลายเรื่องเขาก็เกือบลืมไปแล้ว แต่พอเห็นลูจีปรากฏตัว ความทรงจำเหล่านั้นก็พรั่งพรูขึ้นมาไม่หยุด
และลูจี ก็เหมือนกับเมื่อยี่สิบปีก่อน เดินไปตรงหน้าเด็กหนุ่ม ลูบแก้มของเขาเบาๆ “อา ช่างเป็นดวงตาที่มีชีวิตชีวาอะไรเช่นนี้ องค์พระผู้เป็นเจ้าต้องโปรดปรานเด็กเช่นเจ้าแน่ มา บอกข้าสิ เจ้าเจอปัญหาอะไรหรือ?”
เด็กหนุ่มมองอูรู แล้วก็มองลูจี สุดท้ายก็ยังคงบอกความต้องการของตนเองออกไป
“อา ช่างเป็นข่าวที่น่าเศร้าจริงๆ” ลูจีถอนหายใจเบาๆ “ภัยพิบัติเช่นนี้ มักจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่าเสมอ”
ลูจีพูดพลางเลื่อนมือจากศีรษะของเด็กหนุ่มมาวางบนไหล่ของเขา
“ถึงแม้กฎก็คือกฎ...” ลูจีค่อยๆ ย่อตัวลง กระซิบข้างหูเด็กหนุ่มเบาๆ “แต่ก็ใช่ว่าจะผ่อนปรนไม่ได้เลย ที่ข้ายังมีอาหารอยู่บ้าง เห็นแก่ที่เจ้ามีความกตัญญูเช่นนี้ คืนนี้มาหาข้านะ ข้าพอจะแบ่งให้เจ้าได้บ้าง”
เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นทันที ความหวังที่เคยเป็นสีเทาในดวงตากลับมาลุกโชนอีกครั้ง “จ-จริงหรือครับ”
ลูจียิ้ม “แน่นอนว่าจริง”
เด็กหนุ่มตื่นเต้นจนหน้าแดงก่ำ เขาใจร้อน แต่ก็ยังถามอย่างตะกุกตะกักว่า “ถะ งั้นข้าจะไปหาท่านได้ที่ไหนครับ”
“ฮ่าๆ...อย่าเพิ่งรีบร้อน” ลูจียืดตัวขึ้น แล้วหันไปยิ้มให้แก่อูรู ในดวงตาฉายแววประหลาด “ตอนกลางคืน เจ้าไปหาบาทหลวงอูรูก่อน เขารู้ว่าห้องของข้าอยู่ที่ไหน จะพาเจ้ามาหาข้าเอง”
พูดจบ ลูจีก็ตบศีรษะเด็กหนุ่มเบาๆ แล้วให้เขาไปก่อน
จากนั้น เขาก็เดินมาข้างๆ อูรูอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อน พลางหัวเราะเบาๆ “เด็กคนนี้เหมือนเจ้าในตอนนั้นเลย ว่าไหม?”
ไป๋เหวยเห็นว่าร่างกายของอูรูแข็งทื่อราวกับก้อนหิน
“คืนนี้พาเขามาหาข้าด้วยล่ะ” ลูจีตบอูรูกะทันหัน
ในชั่วพริบตานั้น ร่างกายที่แข็งทื่อของอูรูก็สั่นสะท้านราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
แน่นอนว่าลูจีก็สังเกตเห็น แล้วก็หัวเราะเสียงดังจากไป
เมื่อลูจีจากไป อูรูก็เงยหน้าขึ้นทันที จ้องมองแผ่นหลังของเขาเขม็ง
บทสนทนาที่เขาคิดว่าลืมไปแล้ว กลับผุดขึ้นมาในใจอย่างรุนแรง
พอคิดถึงเรื่องเหล่านี้ อูรูก็แทบจะขบฟันจนแหลกละเอียด
“บัดซบ บัดซบ บัดซบ!” เขาด่าทอในใจ “เจ้าสารเลว! ทำไมเจ้ายังไม่ตาย ทำไมยังไม่ตายอีก?!”
อูรูที่โกรธจัดจนลืมตัวไปแล้ว ระบายความแค้นและความโกรธที่มีต่อลูจีออกมาในใจอย่างเต็มที่
“ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะฆ่าเจ้า!”
อูรูกัดฟันพูด
จากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงที่แทบจะทำให้หัวใจหยุดเต้น “โอ้? นี่คือคำวิงวอนของเจ้าที่มีต่อข้างั้นหรือ?”
อูรูตะลึงงัน เขาก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัว พบว่านิ้วกลางที่เคยอ่อนปวกเปียก บัดนี้กลับตั้งตรงอย่างผงาด ราวกับเพิ่งตื่นขึ้นมา
ทั้งๆ ที่เป็นนิ้วที่ไม่มีดวงตา อูรูกลับรู้สึกได้ถึงสายตาและแรงกดดันที่ต้านทานไม่ได้ซึ่งส่งผ่านมา
“เจ้า...อยากจะฆ่ามันหรือไม่?”