(บัดซบ ตามรังควานไม่เลิกเลยหรือไง ไม่บรรลุเป้าหมายก็จะไม่ยอมรามือใช่ไหม)
จางหยวนชิงลอบแยกเขี้ยวในใจอย่างจนปัญญา ทว่าบนใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มสุภาพอ่อนโยน
"คุณเซี่ยโหวทั้งสองท่าน ยังมีธุระอะไรอีกหรือครับ?"
เซี่ยโหวซินนั่งตัวตรง เอียงศีรษะเล็กน้อย มองจางหยวนชิงที่อยู่ริมถนน แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า
"เมื่อครู่ในกรมรักษาความสงบมีบางเรื่องที่ไม่สะดวกพูด หากคุณยินดีช่วยล่อหวังเชียนออกมา ฉันจะมอบไอเทมชิ้นหนึ่งให้น้องชายเป็นของตอบแทน นอกจากนี้ ตระกูลเซี่ยโหวมีอิทธิพลในพันธมิตรห้าธาตุอยู่บ้าง น้องชายมีความสามารถไม่เลว หากได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลเซี่ยโหวอีก ย่อมก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่นอน"
เซี่ยโหวเทียนหยวนที่อยู่ข้างเขาเอนหลังพิงเบาะหนังอย่างเกียจคร้านพลางเล่นโทรศัพท์มือถือ ไม่มีท่าทีเย่อหยิ่งและอารมณ์ร้อนเหมือนตอนอยู่ในห้องทำงานแล้ว
จางหยวนชิงชะงักไปครู่หนึ่ง ถึงเพิ่งเข้าใจว่าสองพ่อลูกคู่นี้ตอนอยู่ในกรมรักษาความสงบที่เอาแต่ตั้งข้อเรียกร้องโดยไม่พูดถึงผลตอบแทน เป็นเพราะไม่ได้คิดจะเจรจาธุรกิจที่นั่นตั้งแต่แรก
(เป็นเพราะกวนหย่ากับหลี่ตงเจ๋ออยู่ด้วย เลยทำแค่หยั่งเชิงงั้นสิ? พอตอนนี้ถึงค่อยเสนอว่าจะใช้ไอเทมแลกเปลี่ยน คงกะจะสร้างความแตกต่างเพื่อให้ฉันเซอร์ไพรส์ล่ะสิ...) เขาพึมพำในใจ
"คุณเซี่ยโหวอย่าทำให้คนตัวเล็กๆ อย่างผมลำบากใจเลยครับ จุดยืนของผู้กองก็คือจุดยืนของผม ผมล่วงเกินวังหยุดสังหารไม่ไหวหรอกครับ" จางหยวนชิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล
เซี่ยโหวซินมองเขาด้วยแววตาเรียบเฉยดังเดิม แล้วกล่าวอย่างเนิบช้าว่า
"สองชิ้น!"
สมกับที่เป็นตระกูลของอาชีพ "บัณฑิต" ร่ำรวยเสียจริง... จางหยวนชิงทอดถอนใจ อาชีพที่ตระกูลเซี่ยโหวสังกัดคือ "บัณฑิต" บัณฑิตระดับสูงจะครอบครองทักษะการสร้างไอเทม เหมือนกับช่างตีเหล็กในเกม
แม้ว่าการสร้างไอเทมสักชิ้นจะถูกจำกัดด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น วัสดุและทักษะ ทำให้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล แต่ตระกูลเซี่ยโหวที่ครอบครองทักษะการหลอมสร้างก็มีข้อได้เปรียบที่ขุมกำลังอื่นไม่อาจทัดเทียมได้
ด้วยเหตุนี้จึงสามารถยืนหยัดอย่างมั่นคง และหยั่งรากลึกลงไปในสำนักไท่อีและพันธมิตรห้าธาตุได้
"ขอโทษด้วยครับ!"
จางหยวนชิงส่ายหน้า เข็นจักรยานเตรียมจะจากไป
วินาทีต่อมา ล้อจักรยานคล้ายกับติดขัดอะไรบางอย่าง เขาก้มหน้าลงไปมอง
บนพื้นถนนเลนจักรยานมีเถาวัลย์เขียวขจีงอกมุดขึ้นมา พันรอบล้อรถเอาไว้ราวกับโซ่ตรวน
เซี่ยโหวซินกล่าวเสียงเรียบ "เทียนหยวน เอาโทรศัพท์มือถือของเขามา"
เซี่ยโหวเทียนหยวนกระตุกมุมปาก ผลักประตูรถออกไป แล้วนำลูกแก้วคริสตัลที่ดูเลือนลางดุจความฝันลูกหนึ่งวางไว้บนหลังคารถ
ชั่วพริบตานั้น จางหยวนชิงรู้สึกเพียงว่ามีม่านพลังที่มองไม่เห็นปกคลุมไปทั่วบริเวณ ภาพรถยนต์และผู้คนบนท้องถนนภายนอกบิดเบี้ยวไป เสียงจากภายนอกก็ถูกตัดขาดเช่นกัน
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย "พวกคุณ..."
นี่มันจะบ้าอำนาจเกินไปแล้ว
เซี่ยโหวเทียนหยวนเลียริมฝีปาก เดินเนิบนาบเข้ามาพลางหัวเราะหึๆ
"เทพบรรพกาล ได้ยินว่านายเคลียร์แดนวิญญาณระดับ S ได้สองครั้ง จนผู้เดินทางของทางการยกย่องให้เป็นอัจฉริยะ บังเอิญจัง นายน้อยอย่างฉันเป็นพวกใจแคบ ทนเห็นใครดีกว่าไม่ได้ ชอบซ้อมอัจฉริยะเป็นที่สุดเลยว่ะ"
สิ้นเสียง รองเท้าของเขาก็ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง ก่อนจะพุ่งพรวดเข้ามาประดุจลูกศรที่ทิ้งภาพติดตาเอาไว้
ความเร็วนั้นไวเกินไป จางหยวนชิงรีบยกสองแขนขึ้นไขว้กันเพื่อป้องกันหน้าอกอย่างลุกลี้ลุกลน
ปั้กๆๆ... ลูกเตะต่อเนื่องอันดุดันราวกับแส้ ฟาดลงบนแขนของจางหยวนชิงครั้งแล้วครั้งเล่า ฟาดจนแขนเสื้อกลายเป็นเถ้าถ่าน ฟาดจนผิวหนังท่อนแขนเกิดรอยไหม้
ระดับ 3? จางหยวนชิงใจกระตุก หลังจากป้องกันการโจมตีอันดุดันระลอกแรกได้ เขาก็ไม่ลังเลที่จะใช้สกิลท่องราตรีเพื่อเข้าสู่โหมดลอบเร้น
ร่างของเขาหายวับไปในพริบตา ราวกับถูกลบทิ้ง
เซี่ยโหวเทียนหยวนยืนหยิ่งผยองอยู่กับที่ สองเท้าลุกโชนด้วยเปลวเพลิงราวกับเหยียบกงล้อไฟ สายตาเฉียบคมกวาดมองไปรอบๆ
ทันใดนั้น เขาก็เห็นม่านพลังทางด้านซ้ายของ "เขตแดน" ถูกกระแทกอย่างแรงจนเกิดรอยกระเพื่อมราวกับระลอกคลื่น
เซี่ยโหวเทียนหยวนพุ่งตัวตามไป ใช้เท้าซ้ายเป็นแกนหมุนแล้วตวัดขาขวาเตะกวาด ท่ามกลางเสียง 'ฟุ่บ' แหวกอากาศ ร่างของคนผู้หนึ่งก็ถูกเตะจนกลิ้งกระเด็นออกมา
คนผู้นั้นคือจางหยวนชิง
มือขวาของเซี่ยโหวเทียนหยวนคว้าหมับไปในอากาศ ดึงตรวนสีทองหม่นคู่ออกมาจากช่องเก็บของ แล้วสะบัดมือขว้างออกไป
"แกร๊ก" ตรวนนั้นดูดติดเข้ากับข้อเท้าของจางหยวนชิงและล็อกเองโดยอัตโนมัติ
เมื่อเห็นดังนั้น เซี่ยโหวเทียนหยวนก็กระตุกมุมปากยิ้ม ทว่าในวินาทีต่อมา ร่างของจางหยวนชิงกลับแตกสลายราวกับเงาสะท้อนและหายวับไป
วิชาลวงตา!
"ปัง!"
เซี่ยโหวเทียนหยวนได้ยินเสียงแตกหักดังขึ้นในทันใด เขาเห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในระยะไม่ไกลนัก กำลังใช้เท้ากระทืบโทรศัพท์มือถือจนแหลกละเอียด
เมื่อเห็นภาพนั้น คิ้วของเซี่ยโหวเทียนหยวนก็ขมวดเข้าหากัน
ไอ้เด็กเวรนี่ ยอมใช้วิธีนี้ก็ไม่ยอมประนีประนอมกับตระกูลเซี่ยโหวอย่างนั้นหรือ?
จางหยวนชิงพ่นลมหายใจออกมา แล้วกล่าวด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ว่า
"ถ้าขืนทำต่อไป ก็คงต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่งแล้วล่ะ"
เมื่อสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิของเปลวเพลิงที่ลุกโชนใต้ฝ่าเท้า อารมณ์ของเซี่ยโหวเทียนหยวนก็เดือดดาลยิ่งกว่าปกติ "แกรนหาที่ตาย!"
"พอได้แล้ว!" เซี่ยโหวซินที่อยู่ในรถปรายตามองโทรศัพท์มือถือที่แหลกละเอียด แล้วกล่าวเสียงเรียบ "เทียนหยวน กลับมาเถอะ"
เขามองจางหยวนชิงด้วยแววตาลึกล้ำ แล้วกล่าวขอโทษ "ลูกชายฉันชอบใช้กำลัง โปรดอย่าถือสาเลย"
เส้นเลือดดำบนหน้าผากของเซี่ยโหวเทียนหยวนปูดโปน หลังจากพยายามข่มกลั้นอยู่พักหนึ่ง เขาก็ระงับอารมณ์ที่ลุกโชนดั่งกองเพลิงที่ยิ่งไหม้ยิ่งแรงเอาไว้ แล้ว "ดับ" เปลวเพลิงบนรองเท้า
เขากลับมามีท่าทีเกียจคร้านในพริบตา แตกต่างจากท่าทางเดือดดาลเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง
"ไม่เลวนี่ หนังเหนียวเนื้อหนา ซ้อมนายก็สะใจดีเหมือนกัน"
เซี่ยโหวเทียนหยวนแค่นหัวเราะ เดินกลับไปที่รถเก๋งสีดำ เก็บลูกแก้วคริสตัลบนหลังคารถ แล้วมุดตัวเข้าไปในห้องโดยสาร
รถเก๋งสีดำพุ่งทะยานออกไปรวมกับกระแสรถราบนถนน เซี่ยโหวเทียนหยวนยื่นหน้าออกไปนอกหน้าต่าง แล้วทำท่าปาดคอใส่ไอ้หนุ่มที่อยู่ด้านหลัง
"พ่อ ไอ้หมอนี่เก่งใช้ได้เลย เป็นคนมีความสามารถนะ" เขาเอนกายพิงเบาะหนังอย่างเกียจคร้านพลางหัวเราะ
"ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่สมาชิกระดับล่างกล้าไม่เห็นตระกูลเซี่ยโหวของเราอยู่ในสายตา จุ๊ๆ กระดูกแข็งๆ แบบนี้ ทุบให้แหลกถึงจะรู้สึกสะใจ"
"ใช้เส้นสายตระกูลกดดันเขาได้ เล่นงานเขาให้ตายภายใต้กฎเกณฑ์ได้ แต่อย่าทำเรื่องโง่ๆ เขามีความดีความชอบติดตัวอยู่" เซี่ยโหวซินกล่าวเสียงเรียบ
ชายหนุ่มคนนั้นมีความดีความชอบติดตัว ทะเลาะเบาะแว้งกันเล็กน้อยไม่เป็นไร พันธมิตรห้าธาตุอย่างมากก็แค่เรียกไปตำหนิ แต่ถ้าทำร้ายจนบาดเจ็บหรือฆ่าอีกฝ่าย กองกำลังพยัคฆ์ขาวคงไม่ยอมอยู่เฉยแน่
การฆ่าผู้เดินทางของทางการที่มีความดีความชอบ เท่ากับแตกหักกับพันธมิตรห้าธาตุ ความรุนแรงของเรื่องนี้มากกว่าการลากคนธรรมดาเข้ามาเกี่ยวข้องเสียอีก
ดังนั้นหลังจากที่ชายหนุ่มคนนั้นเหยียบโทรศัพท์มือถือจนพัง เซี่ยโหวซินจึงสั่งยุติเรื่องนี้
"ผมเข้าใจ!" เซี่ยโหวเทียนหยวนยิ้มเหี้ยม
"เบนเป้าไปที่สมาชิกวังหยุดสังหารคนอื่นๆ แทนเถอะ" สีหน้าของเซี่ยโหวซินทะมึนลง "ผู้หญิงคนนั้นรีดเค้นความลับจากพี่ชายแกไปมากเกินไป เก็บไว้ไม่ได้แล้ว ครั้งนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องกำจัดเธอให้ได้"
เซี่ยโหวเทียนหยวนบ่นอุบ "พี่ใหญ่นี่มันสวะชัดๆ เจอผู้หญิงทีไรก็ก้าวขาไม่ออกทุกที ถ้าไม่ใช่เพราะเขา พวกเราคงไม่ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับแบบนี้หรอก"
ตอนนั้นเอง เซี่ยโหวซินเหลือบไปเห็นรอยเลือดที่ข้อเท้าของลูกชาย จึงขมวดคิ้วถามว่า
"แกบาดเจ็บหรือ?"
เซี่ยโหวเทียนหยวนชะงัก ก้มหน้าลงไปมอง ถึงเพิ่งพบว่าข้อเท้าถูกข่วนจนหนังถลอก
"ไม่เป็นไร เรื่องเล็กน้อย" เขาพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก
........
"ตระกูลเซี่ยโหวจะบ้าอำนาจเกินไปแล้ว แค่หวังเชียนคนเดียว ถึงกับต้องลงแรงขนาดนี้เลยเหรอ? ใครไม่รู้คงนึกว่าฉันเป็นชู้กับเจ้าวังหยุดสังหารซะอีก"
จางหยวนชิงมองดูรถเก๋งสีดำหายลับไปจากสายตา แล้วดึงสายตากลับมาพลางบ่นอุบ
เขาก้มมองรอยไหม้น่ากลัวบนท่อนแขน สีหน้าก็พลันทะมึนลง
ต่อให้ตระกูลเซี่ยโหวจะบ้าอำนาจแค่ไหนก็ไม่กล้าฆ่าเขา เว้นเสียแต่ว่าอยากจะเปิดศึกกับพันธมิตรห้าธาตุ สมาชิกที่มีความดีความชอบติดตัว หากต้องมาตายด้วยน้ำมือของตระกูลแดนวิญญาณ พันธมิตรห้าธาตุจะต้องให้ตระกูลเซี่ยโหวชดใช้ด้วยเลือดอย่างแน่นอน ต่อให้มีเส้นสายแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์
ไม่อย่างนั้นจะซื้อใจคนได้อย่างไร ผู้เดินทางของทางการระดับกลางและล่างจะคิดอย่างไร?
ดังนั้นจางหยวนชิงจึงตัดสินใจทำลายโทรศัพท์มือถือทิ้งอย่างเด็ดขาด เพื่อยุติความขัดแย้งในครั้งนี้
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะจบลงแล้ว
ตระกูลเซี่ยโหวบ้าอำนาจเกินไปแล้ว เริ่มจากเอาผลประโยชน์มาล่อ พอไม่สำเร็จก็ลงมือกันดื้อๆ
ถ้าเขาไม่มีความดีความชอบ เป็นแค่สมาชิกระดับล่างธรรมดา ตระกูลเซี่ยโหวจะยอมหยุดแค่นี้งั้นหรือ?
และถึงแม้จะเป็นเขา แต่จากพฤติกรรมที่สองพ่อลูกตระกูลเซี่ยโหวแสดงออกมา หลังจากนี้ก็คงหาทางลอบกัดและแก้แค้นอย่างแน่นอน
จางหยวนชิงหยิบกระดาษทิชชู่ออกมา เช็ดคราบเลือดเล็กน้อยตามซอกเล็บออก พับอย่างระมัดระวังแล้วเก็บใส่กระเป๋า พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ ว่า
"จะไม่มีครั้งหน้าอีกแล้ว"
......







