ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำจวนเจียนจะลับขอบฟ้า ในที่สุดบัณฑิตใฝ่รู้ก็ถูกหามกลับมายังค่ายพิชิตมังกร โชคดีที่ทำแผลได้ทันเวลา ห้ามเลือด และกินยาไปแล้ว จึงนับว่ารอดตายมาได้หวุดหวิด
ถึงกระนั้น ใบหน้าของเขาก็ยังคงซีดเซียว อ่อนแรงและไร้กำลัง
เขามองดูแสงอาทิตย์อัสดง จมดิ่งอยู่ในความหดหู่อันหาที่สุดไม่ได้ สีหน้าหม่นหมองถึงขีดสุด
จนกระทั่งหางตาเหลือบไปเห็นเงาร่างเหยียดตรงดุดันนับสิบสายยืนอยู่ตรงประตูใหญ่ของค่ายโจร
โดยเฉพาะผู้นำที่อยู่ด้านหน้าสุด เป็นชายชราสวมชุดผ้าไหมหรูหรา ผมหงอกขาว เอามือไพล่หลัง ใบหน้าสี่เหลี่ยม มีหนวดเครายาวสามปอย ดูน่าเกรงขามแม้ไม่ได้โกรธเกรี้ยว สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที กลายเป็นความเรียบเฉยอย่างบอกไม่ถูก
“อาเจิ้ง เป็นอย่างไรบ้าง?”
ชายชราผู้นั้นก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหา นัยน์ตาสว่างดุจคบเพลิง จ้องมองบาดแผลของบัณฑิตใฝ่รู้เขม็ง “เหตุใดจึงบาดเจ็บหนักถึงเพียงนี้? แม้แต่เจ้าก็พ่ายแพ้ให้ซินจั๋วผู้นั้นหรือ?”
คำพูดของชายชราเต็มไปด้วยความห่วงใย อีกทั้งยังจริงจังเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อฟังเข้าหูบัณฑิตใฝ่รู้ กลับรู้สึกไม่สบายตัวไปทั้งร่าง เขาเอ่ยเสียงเย็นชา “ซินจั๋วผู้นั้นเป็นเพียงแค่ขั้น... ขั้นแปด ข้าจะสู้ไม่ได้ได้อย่างไร? ตัวข้าฝึกยุทธ์มาสี่สิบปี เป็นศิษย์ฟูจื่อเฒ่าจี้อวิ๋นแห่งวังไท่ผิง ฟูจื่อเฒ่าเป็นถึงปรมาจารย์ขั้นสูง วรยุทธ์ลึกล้ำสุดหยั่ง ท่วงท่ามือเปล่าจับมังกรร้ายนั้น ใครบ้างที่ไม่ล่วงรู้?
ข้าย่อมฝึกฝนวิชาตัวเบาย่างก้าวเมฆาคล้อยของผู้อาวุโสมา คนทั่วไปไม่อาจแตะต้องข้าได้แม้แต่ปลายขน นับประสาอะไรกับโจรภูเขากระจอกๆ เพียงคนเดียว?”
“แล้วบาดแผลบนตัวเจ้า...” ชายชราอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา “ช่างน่าแปลกประหลาดยิ่งนัก!”
บัณฑิตใฝ่รู้ยิ้มบางๆ “ในป่าทางเดินลำบาก ย่อมหลีกเลี่ยงการหกล้มคลุกคลานไม่ได้!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้! ข้าเชื่อ!” ชายชราหรี่ตาลง ลูบหนวดเครา มองไปทางขอบฟ้าทิศตะวันตก ราวกับว่าดวงอาทิตย์ยามอัสดงช่างงดงามเหลือเกิน
สีหน้าของบัณฑิตใฝ่รู้เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง เขาพูดเย้ยหยัน “ไม่ปิดบังท่าน หลานชายของท่านไปเข้าพวกกับโจรภูเขาแล้ว!”
สีหน้าของชายชราเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะแค่นเสียงฮึดฮัด “ความจริงแล้วข้ารู้ เจ้าถูกโจรภูเขาทุบตีมา!”
“หลานชายท่านไปเข้าพวกกับโจรภูเขา!”
“เจ้าถูกโจรภูเขาทุบตีมา!”
……
ฝูงชนที่ยืนดำทะมึนอยู่โดยรอบอดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ได้ยินมาว่าเมื่อครั้งอดีตบัณฑิตใฝ่รู้และมู่หรงเจ๋อ ผู้นำตระกูลมู่หรง เคยศึกษาอยู่ที่วังไท่ผิงด้วยกัน สมัยหนุ่มๆ ทั้งสองเคยหลงรักหญิงสาวคนเดียวกันซึ่งบัดนี้กลายเป็นฮูหยินเฒ่าไปแล้ว การที่บัณฑิตใฝ่รู้มาเยือนเมืองฝูเฟิงในครั้งนี้ นอกจากจะมาเป็นเพื่อนท่านเจ้าเมืองผู้เป็นสหายรักเข้ารับตำแหน่งแล้ว ในขณะเดียวกันก็เป็นเพราะคู่ปรับเก่าอยู่ที่นี่ด้วย
ชายชราทั้งสองประคารมกันต่ออีกครึ่งก้านธูป ในที่สุดบัณฑิตใฝ่รู้ก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เขาถอนหายใจออกมาและกล่าวอย่างจริงจัง “ซินจั๋วผู้นั้นแม้อายุยังน้อย แต่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ แผนการเจ้าเล่ห์ก็มีมากมาย ทั้งเคล็ดวิชา เพลงดาบ เพลงหมัด วิชาตัวเบา เพลงฝ่ามือ เพลงกระบี่ ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เชี่ยวชาญ ยังคงต้องระวังตัวให้มาก!”
“เจ้าวางใจกลับเข้าเมืองไปพักรักษาตัวเถอะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง”
นายท่านเฒ่ามู่หรงเจ๋อมองออกไปยังทะเลเมฆเหนือป่าทึบเบื้องหน้า บนใบหน้าเต็มไปด้วยจิตสังหาร “พวกโจรกระจอกอย่างซินจั๋ว เกรงว่าคงจะหลบหนีไปทางหอสารทสถาน เป้าหมายคือการเข้าไปในภูเขาใหญ่ทางเชิงเขาฝั่งตะวันตกของเทือกเขาฝูหลง พวกเจ้าจงรีบตามไปจับกุมตัวมาโดยเร็ว”
ชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่อยู่ด้านหลังประสานมือคารวะเอ่ยถาม “เอาเป็นหรือเอาตายขอรับ?”
มู่หรงเจ๋อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงปราศจากอารมณ์ใดๆ “ไว้ชีวิตมู่หรงซิวไว้คนหนึ่ง ข้าจะนำตัวกลับไปเซ่นไหว้บรรพชน ส่วนพวกโจรที่เหลือ ไม่ต้องออมมือ ฆ่าให้หมด ข้าจะตามไปทีหลัง”
“ขอรับ!”
……
ซินจั๋วมุ่งหน้าลึกเข้าไปในป่าเขาตามคำชี้แนะของเฝิงซานเป่า วิ่งมาได้สองก้านธูป ต้นไม้รอบด้านก็เริ่มบางตาลง เบื้องหน้าปรากฏเส้นทางภูเขาคดเคี้ยวราวลำไส้แกะ
วิ่งตามเส้นทางภูเขาไปทางทิศตะวันตกอีกหลายลี้ ภายในป่าทึบทางทิศใต้ก็ปรากฏมุมกระเบื้องเคลือบให้เห็น ยิ่งเข้าใกล้ เค้าโครงของสิ่งปลูกสร้างนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้น ไม่นานนัก อารามบนภูเขาที่มีกำแพงสีเทาขาวก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา
ประตูใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้างคล้ายซุ้มประตู เหนือกรอบประตูมีป้ายเขียนว่า “หอสารทสถาน” แขวนอยู่ สองข้างมีป้ายคำกลอนคู่เขียนไว้ว่า “บุ๋นกระจ่างบู๊แตกฉาน รุ่งเรือง ณ ที่แห่งนี้”
นี่คือหอสารทสถาน ดูไปแล้วก็ธรรมดาๆ ไม่เห็นมีอะไร
ภายนอกประตูใหญ่ บนลานหินสีเขียวขนาดสิบตารางเมตร มีบัณฑิตหนุ่มสองคนกำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาแน่น ไม่รู้ว่ากำลังฝึกเคล็ดวิชาอันใด เหงื่อแตกท่วมหัว ตัวสั่นเทาไปทั้งร่าง
ขณะที่กำลังมองอย่างเหม่อลอย เงาร่างสายหนึ่งจากด้านหน้าก็พลันพุ่งโถมเข้ามา
ซินจั๋วตกใจสะดุ้ง กำลังจะชักดาบ ก็เห็นผู้มาเยือนพูดด้วยความดีใจอย่างยิ่ง “ประมุขใหญ่ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านต้องไม่เป็นอะไร!”
คือหานชีเหนียงนั่นเอง ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับ กอดซินจั๋วเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สูญหายแล้วได้คืนมา
“สำนักปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรม ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง จงรีบไสหัวไป!”
บัณฑิตสองคนที่หน้าประตูลุกขึ้นยืนกะทันหันและตวาดด้วยความโกรธ
“ดุด่าหาป้าแกสิ ปราชญ์ผู้ทรงคุณธรรมบ้าบออะไรกัน”
หานชีเหนียงผละออกจากซินจั๋ว ย่นจมูกเท้าสะเอวด่ากลับ จากนั้นจึงแลบลิ้น หันไปพูดกับประมุขใหญ่ของตน “เมื่อครู่นี้ก็เป็นสองคนนี้แหละเจ้าค่ะ ที่มาขวางพวกเราไว้ ไม่ยอมให้พวกเราผ่านไป ผลก็คือพี่อิงเอ๋อร์จะประลองกับพวกเขา เลยถกกระโปรงผ้าป่านขึ้น เผยให้เห็นกางเกงชั้นใน พอพวกเขามองเห็น ร่างกายก็อ่อนปวกเปียกไปเลยเจ้าค่ะ! ขำแทบตายอยู่แล้ว!”
ชุยอิงเอ๋อร์นั้นไม่ค่อยแบ่งแยกชายหญิงจริงๆ ทว่าพวกบัณฑิตหอสารทสถานกลุ่มนี้ ทำไมถึงได้มีทั้งคนที่ดุดันก็ดุดันจนตาย คนที่อ่อนแอก็อ่อนแอจนตายเล่า?
ซินจั๋วเอ่ยถาม “พวกรองประมุขอยู่ที่ไหนกัน?”
“ด้านหน้าเจ้าค่ะ”
หานชีเหนียงนำทางไปด้านหน้า
เดินมาได้หลายลี้ ท่ามกลางต้นไม้เก่าแก่สูงเสียดฟ้า ชุยอิงเอ๋อร์ มู่หรงซิว และหวงต้ากุ้ยกำลังนั่งอยู่บนพื้น กินไข่นกกับมันฝรั่ง เมื่อเห็นซินจั๋วเร่งรุดมา พวกเขาก็รีบลุกขึ้นมาต้อนรับด้วยความประหลาดใจระคนยินดี
“ประมุขใหญ่ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“ยังไหวอยู่!”
ซินจั๋วหยิบมันฝรั่งขึ้นมาสองสามลูก กัดกินไปสองคำ แล้วทิ้งตัวลงนั่งบนพื้น
“ประมุขใหญ่ ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ?”
มู่หรงซิวถูมือไปมา ตลอดทางที่วิ่งหนีมานี้เขานับว่ามองออกจนทะลุปรุโปร่งแล้ว หากไม่มีซินจั๋ว โจรภูเขากลุ่มนี้ก็มีแต่ต้องแยกย้าย ไม่มีความคิดเลยว่าจะไปที่ไหนต่อ ซึ่งแน่นอนว่าตัวเขาเองก็เช่นเดียวกัน
ไป๋เจียนซี่กรีดนิ้วก้อยเอ่ยขึ้น “สถานที่ที่มีของให้กิน มีของให้เล่นอย่างที่ประมุขใหญ่บอกไว้ก่อนหน้านี้ คงไม่ใช่หอสารทสถานแห่งนี้หรอกนะขอรับ?”
ชุยอิงเอ๋อร์แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา “ปณิธานของพวกฟูจื่อและบัณฑิตแห่งหอสารทสถานกลุ่มนี้คือการเป็นขุนนาง คือการสร้างความสงบสุขให้ใต้หล้า จะยอมให้พวกเราที่เป็นโจรภูเขาเข้าไปได้อย่างไร? เว้นเสียแต่ว่าพวกเราจะเชื่อฟังพวกเขา ลงจากเขาไปทำนา แล้วก็ถูกทางการกวาดล้างรวบยอดไปในคราวเดียว
ตอนเที่ยงระหว่างทางที่มา หอสารทสถานเพิ่งจะต่อสู้กับพวกแม่ชีอารามจันทราวารีมาหมาดๆ
พวกเขาเพียงแค่ไม่มีเวลามาสนใจพวกเรา มิเช่นนั้นตอนที่พวกเราจับตัวแม่นางซูขึ้นเขา พวกเขาก็บุกมาหาถึงที่แล้ว”
คนกลุ่มนั้นพากันหันไปมองซินจั๋วเพื่อรอฟังคำตอบ
ซินจั๋วหัวเราะเบาๆ “พวกเรามีท่านประมุขไม่ใช่หรือ?”
“ฮ่าๆๆ...” หวงต้ากุ้ยตื่นเต้นดีใจ ตบต้นขาฉาดใหญ่ “พับผ่าสิ เพิ่งจะนึกถึงค่ายพยัคฆ์ดุร้ายขึ้นมาได้ ที่นั่นของพวกเขาอยู่สบายจะตายไป มีกินมีดื่ม มีของให้เล่น แถมยังมีพวกนังหนูเท้าเหม็นอีกต่างหาก”
หานชีเหนียงถ่มน้ำลายดังถุย “พี่ต้ากุ้ย ท่านก็เอาแต่คิดถึงนังหนูเท้าเหม็นคนนั้น ท่านนี่พึ่งพาไม่ได้เอาเสียเลย! พวกเรากำลังหนีตายอยู่นะ!”
หวงต้ากุ้ยจึงได้แต่ลูบจมูกตัวเอง เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินมันฝรั่งต่อไป
มู่หรงซิวจัดแต่งผมที่สลวยของตนเล็กน้อย แล้วเอ่ยว่า “แต่ว่า... พวกเขาก็น่าจะคิดออกนะว่าพวกเราจะไปที่ค่ายพยัคฆ์ดุร้าย?”
“ค่ายพยัคฆ์ดุร้ายเป็นแค่จุดแวะพักชั่วคราวเท่านั้น!” ซินจั๋วกล่าว “ไปเที่ยวเล่นสักสองสามวันก่อน แล้วค่อยเปลี่ยนที่!”
ชุยอิงเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย “มุ่งหน้าไปตรงๆ เลยหรือ?”
ซินจั๋วส่ายหน้า หยิบกิ่งไม้ขึ้นมาเขี่ยเศษกิ่งไม้ใบไม้แห้งออก แล้ววาดวงกลมลงบนพื้น “พวกเราเปิดเผยร่องรอยไปแล้ว ยอดฝีมือจากทั้งสี่ตระกูลตามมา คนของหอสารทสถานย่อมไม่ปิดบังพวกเขาแน่
ป่าลึกป่าแก่แห่งนี้ไร้ผู้คนสัญจร ร่องรอยการเดินของคนหกเจ็ดคน พวกเขาค้นพบได้ไม่ยาก ดังนั้นจะมุ่งหน้าไปตรงๆ ไม่ได้
เมื่อครู่นี้ข้าเห็นว่าตรงนั้นมีแม่น้ำอยู่สายหนึ่ง พวกเราข้ามแม่น้ำไปก่อน ซ่อนเร้นร่องรอย สร้างภาพลวงตาว่าข้ามไปอีกฝั่งของแม่น้ำแล้ว ปล่อยพวกเขาวิ่งว่าวไปสักสองวัน”
……
ลึกเข้าไปในป่ารกร้าง คนกลุ่มหนึ่งนับสิบคนใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“พี่กุยเยี่ยน ได้ยินมาว่าบ่อนหรูอี้ฟางในเมืองฝูเฟิงได้เปิดรับแทงพนันแล้วว่าตระกูลใดจะสังหารซินจั๋วได้ก่อนหรือเจ้าคะ?”
หยวนโหย่วหรงใช้วิชา “ระบำเหินเวหา” ของตระกูลหยวน รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น ท่วงท่าพลิ้วไหวงดงาม เพียงชั่วพริบตาก็พุ่งไปไกลหลายจั้งแล้ว
การมาในครั้งนี้ นางรับหน้าที่เป็นผู้นำของตระกูลหยวนในการไล่ล่าโจรน้อยซินจั๋ว โดยนำยอดฝีมือของตระกูลหยวนมาด้วยแปดคน
“ตระกูลมู่หรงแทงหนึ่งจ่ายสาม ตระกูลหยวนแทงหนึ่งจ่ายสี่ ตระกูลเฉินแทงหนึ่งจ่ายห้า ตระกูลซ่งแทงหนึ่งจ่ายหก”
เฉินกุยเยี่ยนมีคิ้วที่ค่อนข้างหนามาตั้งแต่กำเนิด ริมฝีปากก็หนาเล็กน้อย หน้าตาดูธรรมดามาก ทว่ารูปร่างกลับเป็นที่หนึ่งในบรรดาคุณหนูจากตระกูลต่างๆ ในเมืองฝูเฟิง หน้าอกอวบอิ่มนูนเด่นจนแทบจะปริเสื้อผ้าออกมา แต่ขาทั้งสองข้างกลับเรียวยาวเหยียดตรง ทำให้ผู้ที่พบเห็นอดไม่ได้ที่จะรู้สึกลุ้นระทึก
สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้นางได้ไม่น้อย ประกอบกับการที่นางมีอายุเพียงยี่สิบสามปี แต่บรรลุถึงขั้นเจ็ดแล้ว ในเมืองฝูเฟิงแห่งนี้ นางถือว่าเป็นอัจฉริยะที่โดดเด่นเหนือใคร
“นี่พวกเขาใช้มาตรฐานอันใดมากำหนดกัน?”
หยวนโหย่วหรงยากที่จะทำความเข้าใจ ทั้งสี่ตระกูลมีกำลังความสามารถทัดเทียมกัน ยากที่จะแยกแยะความแข็งแกร่งอ่อนแอได้ แล้วมองออกได้อย่างไรว่าใครมีโอกาสสังหารซินจั๋วได้มากกว่ากัน?
มู่หรงเหลย บุตรชายคนโตสายตรงของบ้านสายรอง รูปร่างกำยำล่ำสัน ผู้เป็นผู้นำของตระกูลมู่หรงในครั้งนี้ที่อยู่ด้านข้างหัวเราะเบาๆ “หรูอี้ฟางเป็นบ่อนพนันเก่าแก่ร้อยปี พวกตัวใหญ่หัวหมอจะตายไป อัตราต่อรองนี้ยังถือว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง
ตัวอย่างเช่นคุณชายใหญ่บ้านข้าที่ไปเข้าพวกกับโจร ทำให้เสียหน้าครั้งใหญ่ เพื่อทำความสะอาดสำนัก คนที่มาจึงมีมากที่สุดเป็นธรรมดา
รองลงมาก็คือตระกูลหยวน จูจูและหยวนมั่วเอ๋อร์ล้วนพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของซินจั๋ว แม่นางจูจูยังถูกบังคับให้แต่งงานกับพ่อค้า พวกเขาย่อมต้องเอาจริงเอาจังมากแน่ๆ
ตระกูลเฉินมีความสัมพันธ์อันดีกับท่านเจ้าเมือง เกรงว่าคงจะออกแรงช่วยเช่นกัน
ส่วนตระกูลซ่งไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้เลย ส่งคนมาเพียงห้าคน ทำพอเป็นพิธีมากกว่าจะมาไล่ล่าโจร!”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง!” หยวนโหย่วหรงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
ชายหนุ่มรูปร่างผอมแห้งที่อยู่ด้านหลังแค่นเสียงเย้ยหยัน “ตระกูลซ่งของข้าออกหน้าเพียงห้าคน ก็สามารถคว้าชัยชนะมาได้ พวกท่านหลายตระกูลถูกโจรภูเขาน้อยนั่นปั่นหัวจนหัวหมุน ตัวข้านั้นไร้ความสามารถ แต่ในใจกลับนึกสงสัยยิ่งนัก!”
หยวนโหย่วหรง เฉินกุยเยี่ยน และมู่หรงเหลยทั้งสามคนสบตากัน แต่ไม่ได้ใส่ใจ เฉินกุยเยี่ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถาม “วรยุทธ์ของโจรภูเขาน้อยซินจั๋วผู้นั้นร้ายกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือ? ข้าได้ยินมาว่าเขาสูงแปดจั้ง แผ่นหลังหนาดั่งเสือ เอวหนาดั่งหมี ปากกว้างแดงฉานดั่งอ่างเลือด?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหยวนโหย่วหรงค่อยๆ จางหายไป “ไม่ได้เกินจริงถึงเพียงนั้น เขาก็หน้าตาหล่อเหลาดี ราวกับสตรีก็ไม่ปาน ส่วนเรื่องวรยุทธ์ ข้า... อย่างไรเสียข้าก็ดูไม่ออก!”







