หวังหยางชะงักไปครู่หนึ่ง ถามว่า "เป็นความต้องการของเจ้า หรือพ่อของเจ้ากันแน่"
"คือว่า..."
พ่อบอกไว้ว่า การตามคุณชายหวังไปย่อมถูกกำหนดให้เป็นได้แค่เพียงอนุภรรยา เผลอๆ อาจจะไม่ได้เป็นแม้อนุภรรยา ทำได้เพียงเป็นภรรยาน้อยที่เลี้ยงดูอยู่นอกจวนเท่านั้น
แต่นี่คือภรรยาน้อยของตระกูลหวังแห่งหลางหยาเชียวนะ! ยังสูงส่งยิ่งกว่าการเป็นภรรยาเอกของพวกเศรษฐีตระกูลใหญ่เสียอีก! หากให้กำเนิดบุตรชาย และโชคดีขึ้นมาหน่อย ก็อาจจะมีโอกาสได้เข้าสู่ผังตระกูล! นั่นก็คือการได้เลื่อนฐานะขึ้นเป็นชนชั้นสูงแล้ว! แถมยังเป็นชนชั้นสูงระดับแนวหน้าอีกด้วย!
"นี่คือโอกาสทะยานขึ้นสู่ฟ้าที่ตระกูลเจียวของเราไม่เคยพบเจอมาเป็นร้อยปี เจ้าต้องคว้ามันไว้ให้ได้! แน่นอนว่าพ่อก็ไม่ได้บังคับเจ้า หากเจ้าไม่ต้องการ ก็ช่างมันเถอะ"
ชนชั้นสูงและสามัญชนห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน ห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน!
ข้างหูของเจียวเยียนดังก้องไปด้วยคำพูดของเจียวเจิ้ง ในใจนึกถึงภาพบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่พูดคุยหัวเราะร่าเริงขณะก้าวขึ้นรถเทียมวัวอันหรูหรา และเมื่อมองไปยังใบหน้าหล่อเหลาหมดจดของหวังหยาง นางก็กล่าวอย่างหนักแน่นว่า "เป็นความต้องการของข้าน้อยเจ้าค่ะ"
หวังหยางส่ายหน้า "ข้าไม่ต้องการคนปรนนิบัติ"
......
"ถูก... ปฏิเสธแล้วหรือ พ่อบอกให้เจ้าโค้งตัวลงมากๆ เจ้าได้ทำหรือเปล่า"
"ก็เขาไม่ต้องการ ข้าจะทำอย่างไรได้!" เจียวเยียนทั้งอายทั้งโมโห
เมื่อเจียวเจิ้งเห็นขอบตาของลูกสาวแดงเรื่อ ก็ถอนหายใจออกมา
"ไม่เป็นไร คนประเภทนี้ไม่ถูกอบรมสั่งสอนมาอย่างเข้มงวด ก็คงเติบโตมาท่ามกลางดงผู้หญิงตั้งแต่เด็ก พ่อเห็นการกระทำของเขา นึกว่าเป็นลูกผู้ดีเสเพล จึงคิดว่าคืนนี้หากไม่มีผู้หญิงเขาคงไม่ชิน เลยกะจะฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังอ่อนไหว แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กนี่มีของมาเสิร์ฟถึงปากแล้วยังไม่กิน "
"ท่านพ่อ!" เจียวเยียนกระทืบเท้า แล้วร้องไห้ออกมา
"ไม่ร้องนะลูก ไม่ร้อง เขาไม่เอาก็ช่างเถอะ! ด้วยฐานะตระกูลและตำแหน่งขุนนางของพ่อ ชนชั้นสูงนั้นพวกเราเอื้อมไม่ถึงอยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็พยายามแต่งเข้าตระกูลหานเหมิน ก็ถือว่าเป็นการเชิดหน้าชูตาให้แก่วงศ์ตระกูลได้เหมือนกัน"
......
จันทร์กระจ่างราวเกล็ดน้ำค้าง สายลมพัดเย็นประดุจสายน้ำ
หลังจากหวังหยางส่งเจียวเยียนกลับไปแล้ว เขาก็นั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือเพียงลำพัง หันหน้าเข้าหาแสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่าง นึกถึงครอบครัวและมิตรสหายที่อยู่ในยุคปัจจุบันด้วยความรู้สึกคิดถึงอย่างสุดซึ้ง โดยไม่รู้ตัวเขาก็เกิดอารมณ์อยากแต่งบทความขึ้นมา จึงอาศัยความเมามาย หยิบพู่กันจุ่มหมึก แล้วเขียนลงบนกระดาษว่า:
"เมื่อครั้งก่อนเห็นหยางชูจื่อถอนหายใจว่าเรื่องราวไม่สมหวังในใต้หล้า มักมีอยู่ถึงเจ็ดแปดส่วนในสิบส่วน
แม้ข้ายังเยาว์วัยและไร้ซึ่งโชคชะตาพานพบ แต่ก็ยังไม่อาจปล่อยวางจากใจได้
ทุกคราที่นึกถึงเรื่องราวในอดีตซึ่งมิอาจย้อนคืน ความกลัดกลุ้มก็ยากจะบรรเทา
บางคราก็ระบายความรู้สึกที่อัดอั้นยามหลับใหล ฝากเสียงถอนหายใจไว้กับวันเวลา
กระทั่งมองเงาจันทร์จึงตื่นรู้ว่ามิอาจเปลี่ยนแปลงได้อีก ทรุดกายนั่งลงอย่างหมดอาลัย ราวกับสูญเสียบางสิ่งไป
ที่จวงจื่อกล่าวว่าฝันว่าได้ดื่มสุราตื่นมากลับต้องร้องไห้ คงมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่เป็นแน่
วันวานไร้เรื่องราว มักเที่ยวเล่นกับเหล่าสหาย
ยามอยู่เพียงลำพังก็ใช้บทกวี ตำรา เสียงเพลง และเงาเพื่อหาความสำราญ ยามร่วมงานเลี้ยงก็สวมหมวกเอียงอย่างอิสระ พูดคุยโอ้อวดและหัวเราะร่าเริง
ทว่าตั้งแต่ทะลุมิติมานี้ ญาติมิตรสายเลือดใกล้ชิด สหายสนิทมิตรสหาย กลับไม่มีสักคนเคียงกาย "
ขณะที่เพิ่งจะเขียนบทความได้อย่างออกรส เงาดำสายหนึ่งก็ทะยานเข้ามาจากนอกหน้าต่าง!
ไม้ไผ่ที่ค้ำหน้าต่างถูกปัดร่วงลงมา หน้าต่างสลักลายสีเขียวบานนั้นก็ปิดดังปัง ส่งเสียงดังฟังชัด!
เพียงพริบตาเดียว เชิงเทียนล้ม ไฟเทียนดับ กระดาษปลิวว่อน
วัตถุเย็นเฉียบชิ้นหนึ่งพาดขวางอยู่ที่ลำคอของหวังหยาง
มันคือกริช!
น้ำเสียงของสตรีดังขึ้นจากข้างกายหวังหยาง เป็นน้ำเสียงที่เย็นชาเล็กน้อย "อย่าส่งเสียง"
ตามติดมาด้วยเสียงฝีเท้าดังกึกก้องวุ่นวายในลานเรือน แสงจากคบเพลิงส่องลอดผ่านช่องว่างของหน้าต่างแกะสลัก กระทบใบหน้าของหญิงสาวและหวังหยางให้เห็นเลือนรางสลัวๆ!
"เป็นเจ้า!" หวังหยางตกใจเมื่อเห็นหน้าของหญิงสาวชัดเจน
จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วคมเข้ม แววตาลึกล้ำราวกับสระน้ำลึก ผิวขาวซีดดุจน้ำค้างแข็ง แผ่กลิ่นอายราวกับคนที่ไม่กินข้าวปลาอาหารของมนุษย์ และห้ามคนแปลกหน้าเข้าใกล้
นางคือแม่นางชุดเขียวที่ช่วยเหลืออาอู่ไว้ที่ตลาดเมื่อวานนี้นั่นเอง!
"ลุกขึ้น" หญิงสาวมีใบหน้าเย็นชาดุจน้ำแข็ง ใช้กริชบังคับให้หวังหยางถอยห่างจากหน้าต่าง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แสงไฟส่องสว่างมาถึงตัว
นางตัวสูงมาก สูงเกือบถึงหน้าผากของหวังหยาง ชุดพรางตัวตอนกลางคืนรัดรูปแนบเนื้อเผยให้เห็นเรือนร่างเพรียวบางที่ดูตึงกระชับและมีพลัง
ทั้งสองคนเผชิญหน้ากัน ก้าวเท้าเคลื่อนไหวไปพร้อมๆ กัน ราวกับกำลังเต้นรำ
ลมหายใจของหญิงสาวรินรดลงบนใบหน้าของหวังหยาง ทำให้บรรยากาศที่ตึงเครียดแต่เดิมมีความรู้สึกชวนให้หวั่นไหวเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น!
"คุณชาย นอนหลับแล้วหรือยังขอรับ เมื่อครู่ในจวนมีโจรบุกเข้ามา โจรนั่นมีฝีมือดีมาก ไม่ทราบว่าได้มารบกวนคุณชายหรือเปล่าขอรับ"
กริชขยับเข้ามาขวางเล็กน้อย เตรียมพร้อมที่จะกรีดเส้นเลือดของหวังหยางได้ทุกเมื่อ!
หวังหยางปรับลมหายใจ ร้องตอบไปว่า "ข้านอนแล้ว ทางข้าไม่มีอะไร รบกวนขุนนางเจียวแล้ว"
คนข้างนอกชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "คุณชายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ข้าน้อยขอตัวขอรับ"
เสียงฝีเท้าค่อยๆ ไกลออกไป
หวังหยางแสร้งทำท่าทางดีใจ กล่าวว่า "เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เมื่อวานที่ตลาดใหญ่จิงโจว เจ้าช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งให้พ้นจากกีบเท้าม้า! เดิมทีข้าตั้งใจจะขอบคุณเจ้าให้ดี แต่เพียงพริบตาเดียวเจ้าก็หายตัวไปเสียแล้ว"
พูดพลางปัดกริชของหญิงสาวออกอย่างเป็นธรรมชาติ
หญิงสาวกำกริชแน่นขึ้น กดลงบนเส้นเลือดที่คอของหวังหยาง แล้วกล่าวเสียงเย็นว่า "อย่าขยับ"
หวังหยางฝืนยิ้มตีสนิท "ข้าไม่ขยับ เจ้าเอากริชออกไปห่างๆ หน่อย เจ้าช่วยน้องสาวของข้าเมื่อวาน ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเจ้าเลย ข้าไม่ทำร้ายเจ้าหรอก"
กริชของหญิงสาวไม่มีท่าทีผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย น้ำเสียงปราศจากอารมณ์ความรู้สึกใดๆ "เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่"
"ชู่ว" หวังหยางชี้ไปที่ประตูแล้วกระซิบว่า "ขึ้นเตียง"
หญิงสาวนึกว่ามีเสียงฝีเท้าอยู่ข้างนอก จึงตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เห็นหวังหยางเริ่มถอดกางเกง
สวบสาบ...
ดวงตาอันลึกล้ำของหญิงสาวเบิกกว้างขึ้นในพริบตา
นางใช้เวลาเต็มๆ ถึงสามวินาที กว่าจะเข้าใจว่าตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น! ใบหน้าของนางพลันแดงซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ราวกับดอกเหมยที่ผลิบานท่ามกลางหิมะ งดงามจนหาที่เปรียบมิได้
ข้อมือพลิกกลับ ประกายเย็นเยียบของกริชพาดผ่านไป...
......
ปัง!
ประตูห้องถูกเตะเปิดออก!
เจียวเจิ้งถือดาบบุกเข้ามา ด้านหลังตามมาด้วยผู้คุ้มกันจวนหกเจ็ดคนที่ถืออาวุธและคบเพลิง
ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขายืนตะลึงงันอยู่กับที่ในชั่วพริบตา!
หวังหยางนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ กางเกงร่นลงมาครึ่งหนึ่ง ท่อนล่างปกปิดด้วยแผ่นกระดาษที่กระจัดกระจาย มือข้างหนึ่งยังคงจับเชิงเทียนที่ดับไปแล้ว น้ำตาเทียนทิ้งรอยหยดเป็นจุดๆ อยู่บนพื้น
หวังหยางหน้าซีดเผือด เอามือกุมกระดาษปิดบังท่อนล่างไว้มิดชิด แล้วคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว "ไสหัวไปให้พ้น!"
"ข้าน้อยขอตัวขอรับ!"
เจียวเจิ้งนำทุกคนถอยออกจากห้องด้วยความลุกลี้ลุกลน แต่ละคนกลั้นหัวเราะเอาไว้ สีหน้าดูแปลกประหลาดถึงขีดสุด
เมื่อเดินมาไกลแล้ว เจียวเจิ้งก็หัวเราะออกมาเป็นคนแรก จากนั้นทุกคนก็ฉีกยิ้มหัวเราะตามกันไปหมด
เจียวเจิ้งโบกมือกล่าวว่า "เอาล่ะๆ! เรื่องนี้ปิดปากกันให้สนิทหน่อย ใครกล้าแพร่งพราย ข้าจะตัดลิ้นมัน!"
เหล่าผู้คุ้มกันจวนรับคำสั่งโดยพร้อมเพรียง
เจียวเจิ้งหันกลับไปมองทางห้องพักของหวังหยาง ในใจนึกทอดถอน
ไม่แปลกใจเลยที่เป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยา รสนิยมก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน!
แถมแม่งยังหยดน้ำตาเทียนอีก เล่นท่ายากซะด้วย...
......
ภายในห้อง หวังหยางเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก นึกถึงลมแรงที่บาดตาเมื่อครู่ และกริชที่พาดผ่านเฉียดใบหน้าไป ก็ยังคงรู้สึกหวาดผวาอยู่ เขาพูดพลางสวมกางเกงไปด้วยว่า
"เจ้าเห็นไหม ข้าไม่ได้ทำร้ายเจ้าเสียหน่อย"
จากด้านในมุ้งบนเตียงมีเสียงเย็นชาดังลอดออกมา
"ภายในเจ็ดก้าว มีดบินไม่เคยพลาดเป้า หากเจ้าไม่เชื่อ ก็ลองดูได้"
"แล้วข้าจะหาเรื่องลองทำไม เจ้าเคยช่วยอาอู่ไว้ ข้ายังติดหนี้น้ำใจเจ้าอยู่ อย่าว่าแต่เจ้าเก่งมีดบินเลย ต่อให้เจ้าไม่มีวิชามีดบิน ข้าก็ไม่หนีหรอก ถึงอย่างไรก็ไม่มีความแค้นต่อกัน เจ้าคงไม่ทำร้ายข้าหรอก"
แน่นอนว่าหวังหยางอยากจะหนี และก่อนที่เจียวเจิ้งจะเข้ามา เขาก็เกือบจะลงมือทำอยู่แล้ว
แต่หากทำเช่นนั้นจริงๆ โอกาสที่มากที่สุดก็มีอยู่สองทาง หนึ่งคือถูกหญิงสาวซัดมีดบินปลิดชีพทันที สองคือถูกจับเป็นตัวประกัน
เขาไม่รู้ฐานะของหญิงสาว หากเป็นโจรธรรมดา เจียวเจิ้งน่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรับรองความปลอดภัยในชีวิตของเขา แต่ถ้าทั้งสองคนมีความแค้นฝังลึกอะไรกัน นั่นก็พูดได้ยาก เผลอๆ อาจจะแหลกสลายไปด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ความหวังที่จะหนีรอดสำเร็จก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่เขาไม่กล้าเสี่ยง
ดังนั้นหลังจากที่เขาคิดทบทวนไปมา ก็ยังคงช่วยหญิงสาวซ่อนตัวอยู่ดี
หญิงสาวถามว่า "เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาจะกลับมา"
นางไม่มีท่าทีตอบสนองต่อการแสดงเจตนาดีของหวังหยางเมื่อครู่นี้เลย น้ำเสียงยังคงเย็นชาเช่นเดิม







