มิน่าล่ะ คฤหาสน์หลังนี้ถึงได้ดูโอ่อ่าเป็นเอกลักษณ์ท่ามกลางความเก่าแก่ ที่แท้ก็เป็นเรือนพักตากอากาศของสตรีผู้เลอโฉมนี่เอง
หลัวอวี้นี
ผู้หญิงคนนี้ก็คือสตรีผู้เลอโฉมหลัวอวี้นีที่ตายอย่างน่าอนาถในเรือนพักตากอากาศตามที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวนั่นเอง
นางคือวิญญาณเรือนของหญิงชราคนนั้นงั้นหรือ
แล้วหนังสือพิมพ์พวกนี้มาจากไหน
แล้วหลัวอวี้นีไปเกี่ยวข้องอะไรกับหญิงชราคนนั้น
เมื่อเห็นหลี่ป้านเฟิงเอาแต่อ้ำอึ้งไม่ยอมเอ่ยชื่อของนางออกมาเสียที หลัวอวี้นีก็ดูเหมือนจะเข้าใจความกังวลของเขา
"คุณอยากรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น"
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง! นาฬิกาตั้งพื้นตีติดกันสิบเอ็ดครั้ง ลูกตุ้มแกว่งไกว ภาพตัดสลับ หลัวอวี้นีเล่าเรื่องราวของนางต่อไป
ฆาตกรที่ฆ่านางตายแล้ว ศพล้มลงบนพื้น
หลัวอวี้นีนั่งอยู่ข้างศพ ตั้งหน้าตั้งตาแต่งหน้าแต่งตัวต่อไป
ศพของชายคนนั้นถูกเก็บไป แต่ผ่านไปไม่นาน ชายคนนั้นก็กลับมาอีกครั้ง เขาอยู่ข้างกายหลัวอวี้นี ถือดินสอเขียนคิ้วและอยากจะเขียนคิ้วให้นาง
เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่ผู้ชายที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่น่าจะเป็นวิญญาณของชายคนนั้น
หลัวอวี้นีไม่แม้แต่จะปรายตามองเขา นางสะบัดมือเบาๆ ทำให้ชายคนนั้นปลิวออกไปนอกหน้าต่าง
นอกหน้าต่างมีต้นหลิวอยู่ต้นหนึ่ง ชายคนนั้นจึงถูกแขวนคออยู่บนต้นหลิวเช่นนั้น
หลัวอวี้นีแต่งหน้าแต่งตัวต่อไป ปล่อยให้กาลเวลาล่วงเลย รอยยิ้มของนางยังคงเย้ายวนอยู่เสมอ
ชายที่ถูกแขวนคออยู่บนต้นไม้มีสีหน้าหลงใหล เฝ้ามองหลัวอวี้นีที่อยู่ในห้องวันแล้ววันเล่า
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ก็มีสามีภรรยาหนุ่มสาวคู่หนึ่งย้ายเข้ามาในคฤหาสน์
ผู้เป็นสามีสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงเอี๊ยมสีดำ ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่และกลับมาตอนดึก ดูเหมือนจะมีหน้าที่การงานที่ค่อนข้างดูดี
ผู้เป็นภรรยาวุ่นวายกับงานบ้านทุกวัน ดูเหมือนจะไม่เคยเห็นเลยว่าในบ้านยังมีผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ผู้หญิงที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาแต่งหน้าแต่งตัวอยู่หน้าลานนาฬิกาตั้งพื้นเรือนเก่า
นางมองไม่เห็น
หากหลัวอวี้นีไม่ยอมปรากฏตัวออกมาเอง หลี่ป้านเฟิงก็มองไม่เห็นนางเช่นกัน
วันเวลาผ่านไปอย่างเรียบง่ายแต่ก็หอมหวาน จนกระทั่งวันหนึ่งผู้เป็นสามีได้เห็นหลัวอวี้นีที่กำลังแต่งหน้าแต่งตัว เขาก็รู้สึกว่าทุกอย่างไม่ได้หอมหวานขนาดนั้นอีกต่อไป
เขารู้สึกว่าภรรยาของตนเองไม่ได้สวยงามขนาดนั้น เมื่อเทียบกับหญิงงามที่แท้จริงแล้ว ภรรยาอาจจะไม่เคยนับว่าสวยเลยด้วยซ้ำ
หลัวอวี้นีมองชายคนนั้นด้วยใบหน้าเวทนา นางค่อยๆ ยื่นแขนออกไปและส่งหวีให้เขา
ชายคนนั้นตื่นเต้นดีใจอย่างหาที่สุดไม่ได้
เขารับหวีจากมือของหลัวอวี้นีอย่างระมัดระวัง การได้หวีผมให้หลัวอวี้นีสักครั้งกลายเป็นความสำเร็จที่ควรค่าแก่การทะนุถนอมที่สุดในชีวิตของเขา
หลี่ป้านเฟิงไม่อาจเข้าใจความคิดของเขา ไม่อาจเข้าใจความหลงใหลและเคลิบเคลิ้มบนใบหน้าของชายคนนั้น
ชายคนนั้นหวีผมให้หลัวอวี้นีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดูเหมือนไม่อยากปล่อยผ่านเส้นผมแม้แต่เส้นเดียว
จนกระทั่งหลัวอวี้นีรู้สึกเบื่อหน่าย นางปรายตามองชายคนนั้นแวบหนึ่ง เขาจึงยอมวางหวีลงอย่างอาลัยอาวรณ์
เมื่อวางหวีลง ชายคนนั้นก็หยิบดินสอเขียนคิ้วขึ้นมา อยากจะเขียนคิ้วให้หลัวอวี้นี
หลัวอวี้นีส่ายหน้า ร่างของนางค่อยๆ เลือนหายไป
นางจากไปแล้ว ทิ้งให้ชายคนนั้นถือดินสอเขียนคิ้วยืนเคว้งคว้างทำอะไรไม่ถูกอยู่กับที่
เขาเอาแต่เหม่อมองนาฬิกาตั้งพื้นทั้งวัน ไม่สนใจคำบ่นและเสียงร้องไห้คร่ำครวญของภรรยาเลยแม้แต่น้อย
วันหนึ่ง เขาใช้ดินสอเขียนคิ้วแทงขมับตัวเอง แทงเข้าไปครั้งแล้วครั้งเล่า ความเจ็บปวดและรอยยิ้มบนใบหน้าบิดเบี้ยวผสมปนเปกัน
เขาเห็นหลัวอวี้นีอีกครั้ง ขอเพียงใช้ดินสอเขียนคิ้วแทงขมับตัวเองไปเรื่อยๆ เขาก็จะได้อยู่กับหลัวอวี้นี
เขาถือดินสอเขียนคิ้วเปื้อนเลือด อยากจะเขียนคิ้วให้หลัวอวี้นี
ผู้เป็นภรรยาเห็นภาพนี้ก็ตกใจกลัวจนวิ่งหนีออกจากห้อง แต่นางไม่สามารถวิ่งออกไปจากลานบ้านได้
วิญญาณที่แขวนคออยู่บนต้นไม้กวัดแกว่งกิ่งหลิวมาพันธนาการนางไว้ แล้วลากตัวกลับเข้าไปในห้อง
มิน่าล่ะต้นหลิวพวกนี้ถึงไม่ยอมให้ใครออกไปจากคฤหาสน์ บนต้นไม้เหล่านี้มีวิญญาณแขวนคออยู่ไม่น้อย พวกเขาล้วนเป็นทาสของหลัวอวี้นี
สามีของนางใช้ดินสอเขียนคิ้วแทงตัวเองจนตายทั้งเป็น
นางถูกกิ่งหลิวมัดไว้จนถึงดึกดื่น จากนั้นก็ถูกหลัวอวี้นีใช้มีดสั้นปาดคอ
ผู้เป็นภรรยาตายแล้ว คมมีดอาบไปด้วยเลือดสดๆ ก่อนที่เลือดจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว
ภาพหยุดนิ่งลงเพียงเท่านั้น หลัวอวี้นีกล่าวกับหลี่ป้านเฟิงอย่างนุ่มนวลว่า "มีดเล่มนี้ ชอบดื่มเลือดในยามจื่อ ยิ่งดื่มเลือดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคมมากเท่านั้น
ฉันใช้เวลาสามปี ถึงมองเห็นความลับของมีดเล่มนี้ แต่ยายแก่นั่นใช้เวลาตั้งสามสิบปี กลับมองไม่ออกเลยสักนิด
พวกเราเพิ่งเคยพบกันครั้งแรก ฉันก็บอกความลับของมีดเล่มนี้ให้คุณรู้แล้ว ความจริงใจของฉันยังไม่พออีกเหรอ"
หลัวอวี้นียิ้มอย่างงดงามจับใจยิ่งขึ้น แต่ความสนใจของหลี่ป้านเฟิงกลับไม่ได้อยู่ที่รอยยิ้มของนาง
"คุณโกหก" หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า "หญิงชราคนนั้นรู้ความลับของมีดเล่มนี้ แกไม่ได้รีบร้อนฆ่าผม จงใจเก็บผมไว้จนถึงยามจื่อ ก็เพื่อให้มีดเล่มนี้ดูดเลือดของผม"
หลัวอวี้นีหัวเราะ "นั่นเป็นเพราะเมื่อคืนฉันเป็นคนบอกความลับนี้กับแกเอง คุณดูไม่ออกเหรอว่าลูกชายทั้งสองคนของแกก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงต้องเก็บคุณไว้จนถึงยามจื่อ นั่นเพราะยายแก่ยังไม่ทันได้บอกเรื่องนี้กับพวกเขาน่ะสิ
ยายแก่นั่นโง่เขลาถึงเพียงนี้ ถ้าฉันไม่บอก แกก็คงมองไม่ทะลุไปตลอดชีวิต การต้องร่วมบำเพ็ญเพียรกับแก ถือเป็นการดูถูกและทรมานฉันอย่างยิ่ง"
หลี่ป้านเฟิงถาม "แล้วทำไมคุณถึงเลือกแกล่ะ"
หลัวอวี้นีส่ายหน้า "ไม่ใช่ฉันเลือกแก แต่แกเป็นคนเลือกฉันต่างหาก แกเป็นผู้บำเพ็ญเรือนคนเดียวที่ฉันเคยพบ แกเรียกชื่อของฉันออกมา
ก่อนที่จะพบแก ฉันเป็นแค่วิญญาณอาฆาต เมื่อมีการอัญเชิญของแก ฉันถึงได้กลายเป็นวิญญาณเรือน"
นัยน์ตาของหลี่ป้านเฟิงเป็นประกาย "ต้องทำยังไงถึงจะอัญเชิญวิญญาณเรือนได้"
หลัวอวี้นีเลิกคิ้ว "คุณทำไม่เป็นงั้นเหรอ คุณเองก็เป็นผู้บำเพ็ญเรือนไม่ใช่หรือไง"
หลี่ป้านเฟิงเลิกคิ้วเช่นกัน "คุณดูออกด้วยเหรอ"
หลัวอวี้นีเปล่งเสียงหัวเราะ "ทำไมฉันจะดูไม่ออก ทุกการกระทำของคุณในคฤหาสน์หลังนี้ไม่มีทางเล็ดลอดสายตาฉันไปได้หรอก
คุณมีเรือนที่พิเศษอยู่หลังหนึ่ง เป็นเรือนที่คนธรรมดามองไม่เห็น แม้แต่วิญญาณเรือนทั่วไปก็มองไม่เห็น
แต่ฉันไม่ธรรมดา ฉันมองเห็น ฉันรู้ว่าคุณมีกุญแจดอกหนึ่งที่สามารถเปิดเรือนได้ และเป็นเพราะคุณกลับไปที่เรือน คุณถึงสามารถถอนพิษที่เต๋อไฉวางใส่คุณได้อย่างรวดเร็ว"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลี่ป้านเฟิงก็ตระหนักได้ว่า หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ วันหน้าอย่าได้เข้าไปในเรือนของผู้บำเพ็ญเรือนคนอื่นง่ายๆ
หลัวอวี้นีถามเสียงอ่อนหวาน "คุณอยากเลี้ยงวิญญาณเรือนเหรอ จะเสียแรงเปล่าไปทำไม ฉันยินดีเป็นวิญญาณเรือนให้คุณ มีของสำเร็จรูปอยู่ตรงหน้าแท้ๆ ทำไมคุณถึงไม่เอาฉันล่ะ"
หลี่ป้านเฟิงขมวดคิ้ว "ทำไมคุณไม่บอกวิธีเลี้ยงวิญญาณเรือนให้ผมรู้ล่ะ"
หลัวอวี้นีส่ายหน้า "เสียเวลาเสียแรงเปล่าๆ มันไม่มีประโยชน์หรอกจริงๆ"
หลี่ป้านเฟิงหางตาตก "คุณปิดบังผม นั่นพิสูจน์ได้ว่าคุณยังมีความจริงใจให้ผมไม่พอ!"
หลัวอวี้นีถอนหายใจเบาๆ "ช่างเถอะ ฉันจะตามใจคุณทุกอย่างก็แล้วกัน"
ลูกตุ้มแกว่งไกว เรื่องราวในรัศมีแสงปรากฏขึ้นต่อไป
วิญญาณของสามีภรรยาคู่นั้นถูกแขวนไว้บนต้นหลิว พวกเขาเฝ้ามองหลัวอวี้นีอย่างหลงใหลเช่นเดียวกัน
ไม่รู้ว่าวันเวลาผ่านไปอีกนานเท่าไหร่ มีครอบครัวสิบกว่าครอบครัวทยอยย้ายเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้ พวกเขาอยู่ได้ไม่นานก็ล้วนต้องตายด้วยน้ำมือของหลัวอวี้นี วิญญาณแต่ละดวงถูกแขวนไว้บนต้นหลิวรอบลานบ้านจนเต็มไปหมด
เมื่อมุมมองภาพสลับไป หลี่ป้านเฟิงก็ต้องประหลาดใจกับขนาดของลานบ้าน ลานแห่งนี้กว้างขวางมาก ลานในภาพกว้างกว่าลานที่หลี่ป้านเฟิงเห็นอยู่มากนัก
มีครอบครัวหนึ่งย้ายเข้ามาอีกครั้ง เป็นผู้หญิงซูบซีดคนหนึ่ง ดูจากรูปลักษณ์น่าจะอายุราวๆ สามสิบปี นางย้ายเข้ามาพร้อมกับลูกสองคน
หญิงชราคนนั้น?
ผู้หญิงคนนั้นเข้ามาในคฤหาสน์ หลังจากอยู่ได้ไม่กี่วัน แก้มที่ซูบผอมก็ค่อยๆ อวบอิ่มขึ้น ผิวพรรณซีดเซียวก็กลับมามีเลือดฝาดอยู่บ้าง
แววตาที่เคยเหม่อลอยกลับมามีประกาย เวลาทำงานบ้านก็มีเรี่ยวแรงมากขึ้น
นี่คือการเข้ากันได้กับเรือน หลี่ป้านเฟิงเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กันนี้มาก่อน
เวลาที่เช็ดถูปัดกวาดในเรือนหลัก นางมักจะสูดดมไปทั่ว ราวกับได้กลิ่นอายที่แตกต่างออกไป
เวลาที่ยืนรับลมเย็นๆ อยู่ในลานบ้าน นางจะแหงนหน้ามองต้นหลิวรอบๆ ราวกับสามารถรับรู้ถึงวิญญาณที่อยู่บนต้นไม้ได้
นางมักจะจมอยู่ในห้วงความคิด และคฤหาสน์ทั้งหลังก็ดูเหมือนจะเงียบสงบและลึกล้ำยิ่งขึ้นตามความคิดของนาง
วันหนึ่ง นางนำหนังสือพิมพ์เก่ากลับมาหลายมัด และพลิกอ่านดูอย่างละเอียดทีละแผ่น
นางคัดเลือกออกมาสิบกว่าแผ่น มองดูข่าวบนหนังสือพิมพ์อย่างพินิจพิเคราะห์ มองดูรูปถ่ายทุกใบในข่าว
ตัวหนังสือหลายตัวนางอ่านไม่ออก แต่นางจำรูปถ่ายได้
นี่ก็คือคฤหาสน์หลังที่อยู่บนหนังสือพิมพ์
กลางดึก นางเกลี้ยกล่อมให้ลูกสองคนนอนหลับในห้องทางทิศตะวันออก แล้วเดินมาที่เรือนหลักเพียงลำพัง
นางจุดเทียน จ้องมองนาฬิกาตั้งพื้นเรือนเก่าเขม็ง
นางกลั้นหายใจ ภายในห้องเงียบสงัด
หลี่ป้านเฟิงสังเกตทุกการกระทำของผู้หญิงคนนี้อย่างละเอียด เขาพบว่าการจ้องมองนาฬิกาตั้งพื้นเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง
ในรูม่านตาของผู้หญิงคนนั้น สามารถมองเห็นเงาสะท้อนของนาฬิกาตั้งพื้นได้อย่างชัดเจน
ได้ยินเสียงหัวใจเต้นช้าลงของนางอย่างเลือนราง บ้านทั้งหลังสั่นไหวไปพร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจนาง ต้นหลิวนอกบ้านก็สั่นไหวไปพร้อมกับตัวบ้าน
พวกเขากลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันแล้ว
หลี่ป้านเฟิงสามารถรับรู้ได้จากแสงและเงาว่า ผู้หญิงคนนั้นกับคฤหาสน์หลังนี้หลอมรวมกันแล้ว
นี่แหละคือพลังของผู้บำเพ็ญเรือน
ติ๊ง! ติ๊ง! ติ๊ง!
เสียงนาฬิกาดังขึ้น นาฬิกาตั้งพื้นในสายตาของผู้หญิงคนนั้นกลับมีจิตวิญญาณขึ้นมา นางรับรู้ได้ถึงที่อยู่ของวิญญาณเรือน
ผู้หญิงคนนั้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วร้องเรียกชื่อของนางออกมา "หลัวอวี้นี!"
ติ๊ง!
ห้าทุ่มครึ่ง
เสียงนาฬิกาดังขึ้นหนึ่งครั้ง
เสียงของหลัวอวี้นีดังก้องอยู่ข้างหูหลี่ป้านเฟิง "เธอได้ยินเสียงนาฬิกา ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็กลายเป็นวิญญาณเรือนของเธอ"
หลี่ป้านเฟิงถาม "คุณไม่ได้ออกมายืนยันต่อหน้าเธอเหรอ"
ในภาพที่หลี่ป้านเฟิงเห็น หลัวอวี้นีไม่เคยปรากฏตัวพร้อมกับผู้หญิงคนนั้นเลย
เสียงหัวเราะของหลัวอวี้นีดังขึ้น "ตลอดสามสิบปีเต็ม ฉันไม่เคยให้นางเห็นใบหน้าที่แท้จริงของฉัน และไม่เคยให้นางได้ยินเสียงของฉัน อย่างมากฉันก็แค่ให้คำใบ้นางนิดหน่อย แค่มองนางเพิ่มอีกสักแวบ ฉันก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว
นางทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อเอาใจฉัน วิญญาณที่แขวนอยู่บนต้นไม้พวกนี้ เจ็ดในสิบส่วนคือสิ่งที่นางส่งมาให้ฉัน ฉันไม่เคยรู้สึกซาบซึ้งใจในตัวนางเลยสักนิด อีกอย่างเดิมทีนางก็อาศัยอาชีพนี้ประทังชีวิตอยู่แล้ว
การต้องร่วมบำเพ็ญเพียรกับนางมันเป็นเรื่องสุดวิสัย ความเข้าใจของฉันดีกว่านางมาก ระดับของฉันก็สูงกว่านางมาก ฉันสามารถมอบตบะที่สูงกว่านี้ให้นางได้ แต่ฉันยอมให้นางบำเพ็ญเพียรถึงแค่ขั้นหนึ่งเท่านั้น เพราะฉันเกลียดนาง"
เรื่องนี้หลี่ป้านเฟิงเองก็สงสัยมากเช่นกัน หญิงชราอายุปูนนี้แล้ว ทำไมถึงยังมีตบะแค่ขั้นหนึ่ง "ไม่ได้บอกว่าบำเพ็ญเพียรผ่านไปสิบปีก็จะได้ตบะเพิ่มขึ้นหนึ่งขั้นหรอกเหรอ แกบำเพ็ญเพียรมาตั้งสามสิบปี ทำไมถึงยังอยู่แค่ขั้นหนึ่งล่ะ"
เมื่อหลัวอวี้นีได้ยินดังนั้น ก็ส่ายหน้าเบาๆ "คุณนี่เป็นคนแปลกประหลาดมาก เวลาฆ่าคนดูเหมือนพวกมือฉมัง แต่เวลาพูดจากลับเหมือนเป็นมือใหม่
ผู้ฝึกตนบำเพ็ญเพียรตามขั้นตอน หากไม่มีข้อผิดพลาดหรือบกพร่องใดๆ สิบปีถึงจะได้ตบะมาหนึ่งขั้น
มีผู้ฝึกตนสักกี่คนที่กล้าพูดว่าในช่วงสิบปีนี้ไม่มีข้อผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย แล้วมีผู้ฝึกตนสักกี่คนที่กล้าพูดว่าในช่วงสิบปีนี้ไม่มีข้อบกพร่องเลย ผู้ฝึกตนที่สามารถบำเพ็ญเพียรจากขั้นหนึ่งไปถึงขั้นสองได้ภายในสิบปี มีน้อยจนแทบนับนิ้วได้"
หลี่ป้านเฟิงถาม "แล้วยายแก่นั่นมีข้อผิดพลาดอะไร ถึงขนาดที่บำเพ็ญเพียรมาสามสิบปีก็ยังไม่ถึงขั้นสอง"
หลัวอวี้นีหัวเราะ "ข้อผิดพลาดของแกอยู่ที่ตัวฉันเอง ถ้าผู้บำเพ็ญเรือนกับวิญญาณเรือนใจไม่สื่อถึงกัน วิญญาณเรือนก็จะกดทับผู้บำเพ็ญเรือนไว้ ยายแก่นั่นทำให้ฉันขยะแขยง ต่อให้แกบำเพ็ญเพียรไปอีกร้อยปี แกก็จะเป็นได้แค่ขั้นหนึ่งไปตลอดกาล"
เป็นอย่างนั้นจริงๆ ด้วย!
การนอนบำเพ็ญเพียรอยู่บ้านไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นจริงๆ
พ่อค้าเร่และหม่าห้าเคยพูดไว้ว่า วิญญาณเรือนคือกุญแจสำคัญของผู้บำเพ็ญเรือน หากเข้ากับวิญญาณเรือนไม่ได้ ตบะของผู้บำเพ็ญเรือนก็จะไม่ก้าวหน้า
พูดถึงตรงนี้ หลัวอวี้นีก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "คุณไม่รู้หรอกว่ายายแก่นั่นน่าขยะแขยงแค่ไหน สามสิบปีมานี้แกไม่ยอมหาผู้ชาย และไม่ยอมให้ลูกชายของตัวเองแตะต้องผู้หญิง แค่ฉันพูดกับลูกชายทั้งสองคนของแกสักประโยค แกก็แทบจะเป็นบ้าแล้ว
หนำซ้ำแกยังไม่ยอมให้ลูกชายทั้งสองคนออกจากบ้าน บังคับให้ลูกชายทั้งสองคนใช้ชีวิตอยู่กับแกในคฤหาสน์หลังนี้ไปตลอดชีวิต
เต๋อไฉลูกชายคนโตของแกฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก อยากไปหาพ่อค้าเร่เพื่อซื้อยาเข้าสู่วิถีผู้บำเพ็ญยุทธ์ ยายแก่ก็ไม่ยอม พออายุสามสิบห้า ก็ถูกแกบังคับให้เข้าสู่วิถีผู้บำเพ็ญพิษ เต๋อไฉอ่านหนังสือไม่ออกกี่ตัว ถือหนังสือเก่าๆ ไม่กี่เล่มปรุงยามั่วซั่วจนเกือบจะวางยาพิษตัวเองตาย
เต๋อเม่าลูกชายคนรองก็ฝึกวรยุทธ์ ยายแก่ก็ไม่ยอมเหมือนกัน เขายังถือว่าโชคดีที่วานให้คนของพรรคเจียงเซี่ยงแอบซื้อยาของผู้บำเพ็ญยุทธ์มาให้ ปีที่แล้วเพิ่งขึ้นขั้นหนึ่ง น่าเสียดายที่ไม่มีคนคอยชี้แนะ ทำได้แค่อ่านหนังสือเรียนรู้กระบวนท่ามาบ้าง พอมาเจอคนที่ไม่เล่นตามกระบวนท่าอย่างคุณ เขาก็ได้แต่รนหาที่ตายเท่านั้น
ต้องมาเจอคนที่น่าขยะแขยงแบบนี้ ฉันเฝ้าภาวนาทุกวันให้แกไสหัวออกไปจากคฤหาสน์หลังนี้ แล้วฉันมีเหตุผลอะไรที่จะต้องยอมให้ตบะของแกก้าวหน้าด้วยล่ะ"
หลี่ป้านเฟิงพยักหน้า "น่าขยะแขยงจริงๆ นั่นแหละ แค่ฟังก็รู้สึกขยะแขยงแล้ว"
แต่ทำไมนางถึงไม่ฆ่าหญิงชราทิ้งเสียเลยล่ะ
ไม่ใช่ว่ามีตัวอย่างของวิญญาณเรือนสังหารเจ้านายมาก่อนหรอกเหรอ
คำถามนี้ หลี่ป้านเฟิงอดกลั้นไว้ไม่ได้ถามออกไป
ภาพทั้งหมดหายไป เหลือเพียงหลัวอวี้นีที่กำลังแต่งหน้าแต่งตัวอยู่ตรงหน้าหลี่ป้านเฟิง นางยิ้มอย่างเย้ายวนแล้วกล่าวกับหลี่ป้านเฟิงว่า
"ตั้งแต่คุณก้าวเข้ามาในคฤหาสน์หลังนี้ ฉันก็รู้ว่าเจ้านายที่แท้จริงของฉันคือคุณ
ถ้าฉันลงมืออย่างสุดกำลัง คุณไม่มีทางเอาชนะยายแก่นั่นได้เลย คุณไม่มีโอกาสชนะแม้แต่น้อย
แต่ฉันถูกใจคุณ แค่เรียกชื่อฉันออกมา ฉันก็จะเป็นคนของคุณแล้ว มาสิ ฉันรอคุณอยู่นะ เจ้านาย!"
หากเปลี่ยนเป็นผู้ชายคนอื่น คำว่า 'เจ้านาย' คำนี้คงทำให้เขายอมละทิ้งการต่อต้านทั้งหมดโดยตรง
แต่หลี่ป้านเฟิงกลับไม่หวั่นไหว เขาส่ายหน้าโดยไม่ได้พูดอะไร
หลัวอวี้นีขมวดคิ้วเล็กน้อย ถามว่า "คุณไม่ต้องการฉันเหรอ"
"ไม่ใช่ว่าไม่ต้องการคุณ" หลี่ป้านเฟิงส่ายหน้า
หลัวอวี้นีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พยายามคาดเดาความในใจของหลี่ป้านเฟิง "คุณไม่อยากทำอาชีพนี้สินะ คุณช่วยสองแม่ลูกคู่นั้นไว้ คุณเป็นคนจิตใจดี
ฉันเองก็เกลียดอาชีพนี้ ฉันเบื่อหน่ายกับวันเวลาที่ต้องฆ่าคนแล้ว ฉันยินดีสลายวิญญาณทั้งหมดในคฤหาสน์หลังนี้ ขอเพียงคุณรับฉันไว้ ฉันก็ยินดีจะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไปกับคุณ"
หลัวอวี้นีค่อยๆ ยื่นมือไปหาหลี่ป้านเฟิง
หลี่ป้านเฟิงไม่ได้จับมือนาง เขาเดินออกจากตำแหน่งที่หันหน้าเข้าหานาฬิกาตั้งพื้นเรือนเก่าอย่างเงียบๆ
นาฬิกาตั้งพื้นเรือนเก่าคือร่างต้นของหลัวอวี้นี แต่วิญญาณของหลัวอวี้นีอาจจะไม่ได้อยู่ในนาฬิกาตั้งพื้นตลอดเวลา
ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้
หากมองจากสายตา หลี่ป้านเฟิงกำลังพูดอยู่กับหลัวอวี้นีซึ่งๆ หน้า
แต่หากมองจากเงาสะท้อนของลูกตุ้มนาฬิกา หลี่ป้านเฟิงกับหลัวอวี้นีอยู่ในห้องเดียวกัน และต่างก็หันหน้าเข้าหานาฬิกาตั้งพื้น
พูดอีกอย่างก็คือ ทั้งสองคนน่าจะนั่งอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน และนั่งใกล้กันมากๆ
ตอนนี้ วิญญาณของหลัวอวี้นีก็อยู่ข้างกาย หรือไม่ก็อยู่ด้านหลังของหลี่ป้านเฟิง







