หลี่อี้ถือกระบี่เดินเข้าไปในคฤหาสน์ของหลี่จิ้ง
"ใต้เท้าหลี่ รับพระบัญชาจากอ๋องฉิน ซานจวินค่ายทหารกองทัพทิศประจิมหลี่อี้ มาเชิญใต้เท้าหลี่เข้าค่ายทหารโดยเฉพาะ เพื่อรับตำแหน่งซานจวินค่ายทหารขอรับ"
กล่าวจบ เขาก็ยื่นดาบเหิงเตาประดับทองและเงินในมือให้แก่หลี่จิ้ง "นี่คือสิ่งที่องค์ชายรับสั่งให้ข้านำมามอบให้แก่ใต้เท้าหลี่ขอรับ"
หลี่จิ้งยืนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ กว่าจะเรียกสติกลับคืนมาได้ เขารับดาบเหิงเตาอันงดงามเล่มนั้นมา ดูเหมือนจะยังไม่อยากเชื่อ
ดาบเล่มนี้สวยงามมาก ฝักดาบทำจากหนังปลาฉลาม ด้ามดาบก็หุ้มด้วยหนังปลาฉลาม บนฝักประดับด้วยทองและเงิน ทั้งยังฝังทับทิมและมรกต
"อ๋องฉินทรงเรียกตัวข้าเข้าร่วมกองทัพในตำแหน่งซานจวินจริงๆ หรือ?"
"เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเท็จไปได้อย่างไร ข้าหรือจะกล้าแอบอ้างพระบัญชาของอ๋องฉิน?"
หลี่จิ้งพ่นลมหายใจยาว ชักดาบออกจากฝัก ใบดาบยาวสองฉื่อหกชุ่น สันดาบหนาคมบาง
คมกริบเปล่งประกาย
นี่คือดาบชั้นดีที่ตีจากเหล็กกล้า ปราดเปรียบก็รู้ว่าสร้างโดยยอดช่างฝีมือ หลี่จิ้งไม่ได้ดีใจที่ได้ดาบชั้นดีมาครอบครอง แต่ดีใจที่ดาบเก่าเล่มนี้ของเขา ในที่สุดก็จะได้ชักออกจากฝักเสียที
"ขอบใจมาก" หลี่จิ้งกล่าวขอบคุณหลี่อี้จากใจจริง เขารู้ดีว่าตัวเองถูกดองมานานเพียงใด การเดินทัพสองครั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีชื่อเขา เมื่อวานหลี่อี้บอกว่าจะเสนอชื่อเขาให้อ๋องฉินเพื่อเข้าร่วมกองทัพ มาตอนนี้ก็ถูกเรียกตัวจริงๆ ย่อมต้องเป็นเพราะอีกฝ่ายออกแรงช่วยแน่ๆ
"ข้าเลื่อมใสที่ใต้เท้าหลี่รู้หลักพิชัยสงคราม ประเทศชาติกำลังทำศึกแนวหน้า เป็นช่วงเวลาที่ต้องการคนมีความสามารถขอรับ"
หลี่จิ้งเก็บดาบเข้าฝัก "ไปกันเถอะ"
"ใต้เท้าหลี่ไม่เตรียมเสื้อผ้าเสบียงอาหารสักหน่อย แล้วพาบุตรหลานบ่าวไพร่ไปด้วยหรือขอรับ?" เห็นท่าทางรีบร้อนของเขา หลี่อี้ก็รู้ว่าเขาคงอัดอั้นมานานจริงๆ
สมัยหนุ่มๆ เคยถกเรื่องพิชัยสงครามกับหานฉินหู่เทพเจ้าแห่งสงครามของราชวงศ์สุย ชี้แนะเรื่องบ้านเมือง ฮึกเหิมดั่งพยัคฆ์ แม้แต่หานฉินหู่ยังเอ่ยปากชมว่าเขายอดเยี่ยม
หานฉินหู่คือใคร? ยามเป็นคือเทพเจ้าแห่งสงครามผู้ร่วมก่อตั้งแผ่นดิน ยามตายกลายเป็นพญายมราช
แต่พริบตาเดียวก็ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงสามสิบปีแล้ว
เผลอแป๊บเดียวก็จะอายุห้าสิบแล้ว หากเป็นคนทั่วไปเกรงว่าคงยอมรับชะตากรรมไปตั้งนานแล้ว
เมื่อหลี่อี้เตือนสติ หลี่จิ้งจึงหันกายเดินไปที่เรือนชั้นใน
"ข้าต้องเข้าร่วมกองทัพแล้ว ฮูหยินอยู่บ้านดูแลตัวเองให้ดีด้วย"
ที่โถงกลางของเรือนชั้นใน สตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังอ่านหนังสือ นางสวมกระโปรงสีแดง จับคู่กับเสื้อตัวในแขนแคบ สวมทับด้วยเสื้อแขนสั้นคอกลมสีแดงเช่นเดียวกัน ดูหรูหราสูงส่ง และสง่างาม
เสื้อแขนสั้นตัวเล็กประณีตรัดรูปแนบเนื้อเผยให้เห็นเรือนร่างอันอวบอิ่ม
สตรีผู้นี้ก็คือนางเอกในตำนานหงฝูหนวี่หนีตามชายคนรักในยามวิกาลที่ยังคงเล่าขานกันในหมู่ชาวบ้านมานานหลายปี จางชูเฉิน
เดิมทีนางเป็นบุตรสาวของขุนนางชั้นผู้ใหญ่แห่งตระกูลชื่อดังในราชวงศ์เฉินใต้ เนื่องจากบ้านแตกสาแหรกขาด จึงต้องตกเป็นนางรำถือแส้หางจามรีสีแดงในจวนของหยางซู่ นางตาแหลมมองเห็นศักยภาพของหลี่จิ้งในวัยหนุ่ม จึงเป็นฝ่ายไปหาเขายามวิกาลเพื่อสารภาพความในใจ และหลี่จิ้งก็พานางหนีไปจริงๆ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปสามสิบกว่าปีแล้ว หนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เคยกล้าหาญจนถึงขั้นบ้าบิ่น บัดนี้กลายเป็นปู่ย่าตายายกันหมดแล้ว
ทว่าหงฝูหนวี่ยังคงดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี กาลเวลาไม่ได้ทำร้ายนาง ตรงกันข้ามกลับทำให้นางดูมีสง่าราศีมากยิ่งขึ้น
"ตัวข้ารู้ว่าสามีมีปณิธานอันยิ่งใหญ่ในใจ ไม่ยอมแพ้ที่จะต้องเงียบหายไปเช่นนี้ ไปเถิดเจ้าค่ะ"
หลี่จิ้งขอบคุณในความเข้าใจของภรรยา หลายปีมานี้นางติดตามเขามา ไม่ได้เสวยสุขกับความมั่งคั่งร่ำรวยอะไรเลย เป็นหยวนว่ายหลางหนึ่งสมัย เป็นนายอำเภอสามสมัย เป็นจวิ้นเฉิงหนึ่งสมัย รวมกับช่วงเวลาที่รอการแต่งตั้งหลังหมดวาระ เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกถึงสามสิบปี
"ข้าตั้งใจว่าจะพาต้าหลางกับเอ้อร์หลางไปด้วย"
จางซื่อมองสามี "ต้าหลางรูปร่างอ้วนท้วน ไม่สันทัดการขี่ม้ายิงธนู ทั้งยังไม่รู้พิชัยสงคราม ก็ไม่ต้องพาเขาไปหรอก ให้เอ้อร์หลางไปกับท่านเถอะ เอ้อร์หลางชอบร่ายรำดาบแกว่งกระบี่มาแต่ไหนแต่ไร ฝีมือขี่ม้ายิงธนูก็เก่งกาจ บางทีอาจจะเข้าร่วมกองทัพกับท่าน และสร้างตัวด้วยผลงานทางทหารได้"
หลี่จิ้งกับภรรยามีบุตรชายเพียงสองคน บุตรชายคนโตเต๋อเจี่ยน บุตรชายคนรองเต๋อเจี่ยง บุตรชายคนโตอายุใกล้จะสามสิบแล้ว แต่งงานมีครอบครัวไปนานแล้ว บุตรชายคนรองเต๋อเจี่ยง อายุยี่สิบต้นๆ กลับเป็นคนชอบทำตัวเป็นจอมยุทธ์ ชอบคบค้าสมาคม
"ได้" หลี่จิ้งถอดใจจากความคาดหวังที่จะให้บุตรชายคนโตเติบโตในกองทัพมานานแล้ว ทำได้เพียงพึ่งพาคนรอง น่าเสียดายที่เอ้อร์หลางผู้นี้วันๆ เอาแต่คิดอยากจะเป็นจอมยุทธ์แห่งฉางอัน ใช้ชีวิตเสเพลไปวันๆ คบเพื่อนฝูงไปทั่ว
คิดๆ ดูก็น่าปวดหัว
"ให้พี่ใหญ่ไปกับท่านด้วยเถอะ"
พี่ใหญ่ที่จางซื่อพูดถึง มีนามว่าจางซาน มีหนวดเคราครึ้มเต็มหน้า ชาวฉางอันเรียกขานว่าแขกเคราหยิก เป็นทั้งพี่ชายบุญธรรมของจางซื่อ และเป็นอาจารย์ของหลี่เต๋อเจี่ยง
ที่มาของจางซานผู้นี้ก็ค่อนข้างเป็นตำนาน เดิมทีเขาเป็นบุตรชายของคหบดีพ่อค้าทางทะเลแห่งเจียงหนาน แต่พอเกิดมาก็ถูกผู้เป็นบิดารังเกียจว่าหน้าตาอัปลักษณ์จึงคิดจะฆ่าทิ้ง ความจริงแล้วคนที่เคยเห็นหน้าตาของจางซานย่อมรู้ดีว่าเหตุใดบิดาของเขาจึงอยากจะฆ่าเขาในตอนนั้น เพราะเขาตัวดำมาก มีหนวดเครายาวหยิกหยอยเต็มหน้า มองดูแล้วไม่เหมือนชาวฮั่นเลยสักนิด
เห็นได้ชัดว่าตอนที่พ่อค้าทางทะเลผู้นั้นออกทะเล อนุภรรยาในบ้านแอบลักลอบได้เสียกับทาสคุนหลุนจนตั้งครรภ์
ถึงอย่างไรเถ้าแก่จางพ่อค้าทางทะเลก็ไม่เชื่อเรื่องที่ว่าตอนตั้งครรภ์กินซีอิ๊วมากไป เด็กที่เกิดมาเลยตัวดำปี๋อะไรทำนองนั้นหรอก
จางซานถูกจับกดน้ำ แต่ดวงแข็งไม่ตาย ทาสคุนหลุนผู้นั้นช่วยเขาไว้ ทาสคุนหลุนผู้นั้นก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดของเขา เป็นลูกเรือที่มีวรยุทธ์ล้ำเลิศคนหนึ่งของเถ้าแก่จาง จางซานติดตามทาสคุนหลุนรอนแรมไปทั่วสารทิศ ถึงขั้นค้าขายทางทะเล ได้เรียนรู้วิชาความสามารถอันร้ายกาจมามากมาย
ปีนั้นจางซานกับทาสคุนหลุนเคยถูกโจรสลัดรุมล้อมกลางทะเลจนเกือบจะถูกฆ่า โชคดีที่จางจงซู่ขุนพลราชวงศ์เฉินปรากฏตัวขึ้นทันเวลาและเอาชนะโจรสลัดช่วยพวกเขาไว้ได้ ทาสคุนหลุนจึงจดจำบุญคุณอันใหญ่หลวงนี้ไว้ หลังจากนั้นทุกปีเขาจะพาจางซานไปมอบของขวัญสวัสดีปีใหม่ที่จวนตระกูลจาง
จางซานในวัยเด็กก็ได้รู้จักกับจางชูเฉินในตอนนั้นเอง
ต่อมาเมื่อราชวงศ์เฉินใต้ล่มสลาย จางจงซู่ตายในสนามรบ จางชูเฉินก็เหมือนกับครอบครัวขุนนางชั้นสูงของราชวงศ์เฉินใต้หลายๆ คนที่ถูกคุมตัวไปยังฉางอัน ส่วนจางชูเฉินยังถูกพระราชทานให้แก่หยางซู่
ภายหลังหลี่จิ้งพาหงฝูหนวี่หนีไป จางซานก็เดินทางมาตามหาที่ฉางอัน
แขกเคราหยิกจางซานในปัจจุบันไม่ได้ออกทะเลค้าขายอีกแล้ว เขาพักอยู่ที่จวนของหลี่จิ้งในฉางอัน รับหลี่เอ้อร์หลางเป็นศิษย์ ทว่าแขกเคราหยิกผู้นี้ไม่ได้มาอาศัยอยู่ใต้ชายคาผู้อื่น เขามีร้านค้าของตัวเองในตลาดทั้งสองแห่งของฉางอัน ในทะเลทางใต้ก็ยังมีเรือเดินสมุทรและกองคาราวานสินค้าเป็นของตัวเอง แขกเคราหยิกผู้นี้ไม่มีชื่อเสียงในแวดวงขุนนางฉางอัน แต่ในแวดวงการค้าของฉางอันกลับมีชื่อเสียงโด่งดังมาก
หากต้องการสินค้าต่างแดนที่มาจากทางทะเล ให้ไปหาเขา
ยิ่งไปกว่านั้น จางซานยังเป็นพ่อค้าขายทาสคุนหลุนรายใหญ่ของฉางอัน หากต้องการทาสคุนหลุนชั้นยอด ให้ไปหาเขา
เขาอยู่ในฉางอันมาสองปี
จอมยุทธ์ในฉางอันมากมายล้วนกราบไหว้เขาเป็นพี่ใหญ่
คหบดีพ่อค้าทางทะเลผู้ยอมทุ่มเงินพันตำลึง ใช้จ่ายเงินทองราวกับเศษดิน ทั้งยังมีตระกูลหลี่แห่งตานหยางเมืองหลงซีคอยหนุนหลัง อยากได้คนหนุนหลังก็มีคนหนุนหลัง อยากได้เงินก็มีเงิน ทั้งยังเป็นคนใจกว้างมีน้ำใจ ย่อมเข้าสังคมได้ง่ายเป็นธรรมดา
"ช่วงนี้พี่ใหญ่ขับเคี่ยวกับพวกซาเป่ารายใหญ่ของพ่อค้าชาวซอกเดียอย่างดุเดือด ชักจะเกินเลยไปกันใหญ่แล้ว ให้เขาไปอยู่ค่ายทหารกับข้าสักพักก็ดีเหมือนกัน" หลี่จิ้งพยักหน้า "แล้วก็เอ้อร์หลางด้วย ต้องดัดนิสัยสักหน่อยแล้ว นี่ก็อายุยี่สิบกว่าแล้ว จะเอาแต่ทำตัวเสเพลตามท้องถนนไปวันๆ ไม่ได้ ต้องเข้าสู่เส้นทางขุนนาง แล้วค่อยหาบ้านภรรยาดีๆ สักบ้าน"
ปีนั้นตอนหลี่จิ้งอายุสิบหก ก็ได้เป็นกงเฉาแห่งอำเภอฉางอันแล้ว เจ้าเด็กนี่กลับยังทำตัวเหลวไหลไปวันๆ
ตลาดตะวันออกและตะวันตกของฉางอัน เป็นศูนย์รวมสินค้ามากมายนับไม่ถ้วน ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมียุทธภพ พ่อค้าเองก็แบ่งฝักแบ่งฝ่ายเช่นกัน มีทั้งการรวมตัวกันตามประเภทกิจการอย่างห้างร้านและหอการค้าต่างๆ และยังมีการรวมตัวกันตามพื้นที่ เช่น พ่อค้าชาวซอกเดีย ในหมู่พ่อค้าชาวซอกเดียยังมีพ่อค้าชาวหูซู่เท่อเกาชาง พ่อค้าชาวหูซู่เท่อชิวฉือ พ่อค้าชาวหูซู่เท่อเจาอู่ กระทั่งชาวหูซู่เท่อเหลียงโจว ชาวหูซู่เท่อเหอเป่ย ที่อพยพมาตั้งรกรากทางตะวันออกตั้งแต่ยุคแรกๆ เป็นต้น
จางซานเป็นพ่อค้าทางทะเล ในฉางอันเขาจัดอยู่ในกลุ่มพ่อค้าทางทะเลตะวันออกเฉียงใต้
เขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกับพวกชาวหูซู่เท่อมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะทุกคนล้วนทำการค้าต่างประเทศ ฝ่ายหนึ่งใช้เส้นทางสายไหม อีกฝ่ายใช้เส้นทางสายทะเล สินค้าและธุรกิจมากมายทับซ้อนกัน การต่อสู้แย่งชิงจึงดุเดือด ก่อนหน้านี้กลุ่มพ่อค้าทางทะเลตะวันออกเฉียงใต้มีอิทธิพลน้อย จึงถูกพวกชาวหูซู่เท่อกดหัวมาตลอด หลังจากที่จางซานมาถึง มังกรดุดุจข้ามถิ่น
เขากลับเป็นแกนนำรวบรวมพ่อค้าทางทะเลให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เอาชนะพวกพ่อค้าชาวซอกเดียได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
แต่คราวนี้ในหมู่พ่อค้าชาวซอกเดียมีซาเป่าคนหนึ่งชื่อคังผัว หาคนหนุนหลังที่ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าได้แล้ว นั่นก็คืออัครเสนาบดีในราชสำนักเผยจี้ เดิมทีคังผัวเป็นเชื้อพระวงศ์ของแคว้นคัง คังหลัวเทียดของเขา อพยพคนทั้งตระกูลเข้ามาในแคว้นเป่ยเว่ย และตั้งรกรากอยู่ที่ลั่วหยาง หลายชั่วอายุคนล้วนเป็นซาเป่า
พวกเขามีอำนาจปกครองตนเองในหมู่ชาวหูซู่เท่ออย่างแข็งแกร่ง
คังผัวผู้นี้มีทรัพย์สมบัติมหาศาล มั่งคั่งร่ำรวยเป็นอันดับต้นๆ เป็นผู้มีอิทธิพลค่อนข้างมากในหมู่ชาวหูซู่เท่อในฉางอัน เขาเป็นฝ่ายเข้าไปสวามิภักดิ์ต่อเผยจี้ และถูกเผยจี้แต่งตั้งให้เป็นกั๋วกวนของตนเอง เพื่อช่วยจัดการทรัพย์สิน แท้จริงแล้วก็กลายเป็นเครื่องมือของเผยจี้ไปนั่นเอง
ถึงแม้จางซานจะมีตระกูลของหลี่จิ้งหนุนหลังอยู่ แต่ตอนนี้หลี่จิ้งเองก็ถูกดองอยู่ทุกวัน ชื่อเสียงของบ้านตานหยางตระกูลหลี่แห่งหลงซีจะโด่งดังเพียงใด ทว่าในราชวงศ์ใหม่กลับยังไม่มีอำนาจที่แท้จริงอะไรนัก
หลี่อี้กลับไปที่บ้านใหม่ของตัวเองฝั่งตรงข้ามก่อน
ซู่จวินกับอวี้ซู่รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่หลี่อี้ไปแล้วก็กลับมา คิดว่าจะต้องเลื่อนการออกศึกไปอีก
"ข้าเป็นห่วงพวกเจ้า ก็เลยตั้งใจจะมารับพวกเจ้าไปร่วมกองทัพด้วยกัน"
อวี้ซู่ฟังแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย "ในค่ายทหารห้ามพาผู้หญิงเข้าไปไม่ใช่หรือเจ้าคะ?"
จีซื่อที่อยู่ข้างๆ กล่าวว่า "ในค่ายทหารมีผู้หญิงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว กองทัพใหญ่มากมายเวลาออกศึกก็ยังพาคณิกาค่ายทหารไปด้วย เพียงแต่ต้องตามไปกับค่ายเสบียง ไม่สามารถอยู่ในค่ายหลักได้ แม่ทัพบางคนก็จะพาอนุภรรยาหรือนางรำประจำบ้านไปร่วมกองทัพด้วย และให้ตามค่ายเสบียงไป เวลาที่ทุกคนตั้งค่ายหรือพักผ่อน ก็จะไปพบกันที่ค่ายเสบียงเจ้าค่ะ"
"ร่วมกองทัพไปแล้วจะอันตรายไหมเจ้าคะ ผู้ชายเป็นพันเป็นหมื่นคน หากมีใครคิดไม่ซื่อกับพวกเราจะทำอย่างไร?" ท่าทางของสาวใช้ซินหลัวทำให้น่าขันนัก
"ข้าล้อเล่นน่ะ เดินทัพทำศึกไม่ใช่ไปเที่ยวปิกนิกนะ มันทั้งอันตรายและลำบากมาก ข้าทนให้พวกเจ้าต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้ไม่ได้หรอก อีกอย่างที่อวี้ซู่พูดก็ถูก ในค่ายทหารมีผู้ชายเป็นหมื่นเป็นพัน นานวันเข้า เห็นแม่หมูแก่ๆ ก็ยังคิดว่าเป็นเตียวเสี้ยน พวกเจ้าสองคนเป็นหญิงงามหยดย้อย จะไม่เป็นการยั่วยุให้คนทำผิดหรือ"
ทหารในสนามรบที่ละเมิดกฎทหารข่มขืนกระทำชำเรานั้นมีอยู่ไม่น้อย
พูดคุยกันในบ้านอยู่ครู่หนึ่ง
บ่าวไพร่บ้านหลี่จิ้งฝั่งตรงข้ามก็มาเชิญเขาไป
"ข้าไปล่ะ พวกเจ้าอยู่บ้านก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ หากมีเรื่องอะไรจริงๆ สามารถไปหาศิษย์พี่จงเฉิงซุนของข้าที่ฟางต้าหนิง หรือไปหาลิ่งสื่อหวังที่ฟางฉางโส่วก็ได้ หรือจะไปขอความช่วยเหลือจากคนตระกูลหลี่ฝั่งตรงข้ามโดยตรงก็ยังได้ เดี๋ยวข้าจะไปทักทายพวกเขาแล้วฝากฝังพวกเจ้าเอาไว้หน่อย"
"นายท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ พวกเราจะดูแลตัวเองให้ดี นายท่านอยู่ข้างนอก ก็ต้องดูแลตัวเองให้ดีเช่นกันนะเจ้าคะ" จีซื่อช่วยจัดเสื้อผ้าให้หลี่อี้
หลี่อี้ดึงทั้งสองคนเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก โอบซ้ายอุ้มขวา หอมแก้มไปคนละฟอด ทำให้สาวใช้ซินหลัวร้องอุทานออกมาอย่างตื่นตระหนกตกใจ ส่วนจีซื่อเพียงแค่หน้าแดงซ่านแล้วก้มหน้าลง
หลี่อี้หัวเราะร่าพลางเดินออกจากบ้าน
ผู้ชายที่มีฐานะในยุคโบราณนี่ช่างเสวยสุขจริงๆ ไม่จำเป็นต้องมานั่งคุยเรื่องความรักอะไรเลย ไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดว่าจะเอาอกเอาใจหรือตามจีบผู้หญิงอย่างไร
จีซื่อกับอวี้ซู่ดีถึงเพียงนี้
เหตุใดจึงต้องหาเรื่องใส่ตัวไปขับเคี่ยวกับตระกูลตู้ด้วย และก็ไม่จำเป็นต้องไปยั่วยุแม่นางน้อยตู้สือเหนียงเลย หากสุดท้ายสองคนไม่ได้ครองคู่กัน ก็เท่ากับทำลายชีวิตนางเสียเปล่าๆ
เมื่อมาถึงลานเรือนด้านหน้าของบ้านหลี่จิ้ง
"ใต้เจาหลี่ ข้าเตรียมตัวพร้อมแล้ว" พูดพลางเขาก็แนะนำให้รู้จัก "นี่คือจางซานพี่ชายบุญธรรมของข้า นี่คือเต๋อเจี่ยงบุตรชายของข้า"
หลี่อี้มองบุรุษหนวดเคราหยิกที่ไม่แซ่หลี่ ทั้งยังมีหน้าตาไม่เหมือนชาวฮั่นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าถูกเรียกว่าพี่ชายด้วยความประหลาดใจ
"จางซาน ผู้คนเรียกขานว่าแขกเคราหยิก ฝากเนื้อฝากตัวด้วย"
พอเขาอ้าปากพูด หลี่อี้ก็ยังรู้สึกไม่ค่อยชินนัก ภาษาฮั่นนี้ช่างสำเนียงเป๊ะเสียจริง
หลี่เต๋อเจี่ยงก็เข้ามาทักทายเช่นกัน "เรียกข้าว่าหลี่เอ้อร์ก็พอ"
การเข้าร่วมกองทัพของหลี่จิ้งในครั้งนี้ ได้พาสองคนนี้ไปด้วย ถือว่าเป็นบุตรหลาน นอกจากนี้ยังพากองกำลังส่วนตัวไปอีกสิบห้าคน
เมื่อพวกเขายืนรวมกันตรงนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าแต่ละคนจะเหมือนนักมวยปล้ำ มีทั้งสูงต่ำดำขาวผสมกันไป ดูเหมือนจะธรรมดามาก แต่แววตานั้นกลับให้ความรู้สึกถึงจิตสังหารที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน
เขารู้ดีว่า คนเหล่านี้ย่อมต้องเป็นทหารประจำตระกูลที่จงรักภักดีของตระกูลหลี่ อาจจะเป็นทหารผ่านศึกที่รอดชีวิตจากการฆ่าศัตรูมานับไม่ถ้วนในสนามรบก็เป็นได้
นี่แหละคือรากฐานของตระกูลใหญ่
แค่คิดจะพาก็สามารถพาทีมหน่วยรบพิเศษไปได้หนึ่งทีม
ส่วนหลี่อี้อย่างเขากลับทำได้เพียงลากเอาอดีตลูกจ้างระยะยาวหลิวเฮยจื่อ กับอดีตลูกจ้างร้านค้าเฉินเหลียงไปเท่านั้น
พอออกจวนมา หลี่อี้ก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
คณะของบ้านหลี่จิ้งทั้งสิบแปดคนนี้ แต่ละคนพาม้ามาคนละสามตัว ตัวหนึ่งสำหรับขี่ ตัวหนึ่งปล่อยว่างไว้สำรอง และอีกตัวหนึ่งใช้บรรทุกสัมภาระ
ทุกคนสะพายธนูพกดาบ สองพ่อลูกหลี่จิ้งยังมีทวนบนหลังม้าอีกด้วย
คาดว่าหากไม่ใช่เพราะราชสำนักสั่งห้ามครอบครองชุดเกราะและหน้าไม้เป็นการส่วนตัว พวกเขาก็คงจะมีคนละชุดอย่างแน่นอน
คนตระกูลหลี่สามคน แต่ละคนพาหน่วยรบพิเศษห้าคนมาด้วยหนึ่งทีม หลี่อี้อิจฉาจนน้ำลายแทบหก หากอยู่ในสนามรบ ต่อให้พ่ายแพ้ยับเยิน ก็ยังสามารถรับประกันได้ว่าจะหลบหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้กระมัง







