ขณะที่ซื้อกิ๊บอันนั้น มีสาวๆ ยืนแย่งกันอยู่เยอะ เพราะได้ยินมาว่ากำลังเป็นที่นิยมจากทางใต้มาพอดี
ของชิ้นเล็กๆ แค่นี้ ราคาตั้งหนึ่งหยวนก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี
แต่สำหรับสวี่ซื่อเยี่ยน เขาคิดว่าถ้าลูกสาวตัวเองใช้ออกมาแล้วดูดี ราคามันก็ไม่สำคัญอะไร
เขาจึงเบียดแย่งกับคนอื่นจนได้กิ๊บขนาดเล็กอันหนึ่งมาให้ลูกสาวสำเร็จ
“ว้าว สวยจังเลย”
สวี่จิ่นผิงพูดเลียนแบบคำของพี่ชายตะกี้ ดวงตากลมโตจ้องเขม็งไปที่กิ๊บในมือของพ่อ
“พ่อคะ นี่คืออะไรเหรอ?”
หนูน้อยชอบมาก แต่ก็ไม่เอื้อมมือไปหยิบ กลับนั่งเรียบร้อยอยู่ตรงหน้าพ่อแทน
สวี่ซื่อเยี่ยนจึงเอื้อมมือไปติดกิ๊บให้ลูกสาวบนศีรษะ
“ก็ใช้อย่างนี้แหละ รอหน้าร้อนมา หนูก็ไม่ต้องถักเปียแบบนี้แล้ว ติดกิ๊บอย่างเดียว ใส่กระโปรงสวยๆ จะน่ารักที่สุดเลย”
ลูกสาวเขาทั้งสวยทั้งน่ารัก ถ้าแต่งตัวขึ้นมาล่ะก็ ต้องเป็นเจ้าหญิงน้อยที่น่ารักที่สุดแน่ๆ
อืม...หน้าร้อนเมื่อไหร่ จะหาซื้อรองเท้าหนังสวยๆ มาให้ลูกสาวอีกคู่ ถึงจะเข้าชุดกันพอดี
“รอก่อนนะลูก พ่อยังมีของขวัญอีกเยอะเลย”
เขาพูดพลางล้วงของในกระเป๋าออกมาอีก หยิบตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่งขึ้นมา
หน้าของตุ๊กตานั้นน่าจะเป็นพลาสติกแข็งหรืออะไรสักอย่าง หน้ากลมๆ แก้มอมชมพู
ตากลมโตที่พอลุกขึ้นจะลืม พอนอนลงจะปิด
บนหัวมีหมวกขอบระบายเย็บติดอยู่ ผมทำจากไหมพรม สวมกระโปรงลายดอกไม้
“พ่อ นี่ตุ๊กตาของฉันใช่มั้ย!”
คราวนี้เจ้าหนูทนไม่ไหวแล้ว รีบคว้าตุ๊กตามากอดแล้วกระโดดโลดเต้นบนเตียง
“พ่อรู้มั้ย? เจียงชุนหงคนนั้นน่ะ เขามีตุ๊กตาตัวหนึ่ง หนูอยากอุ้มแต่เขาไม่ให้หนูอุ้มหรอก!”
เจียงชุนหงที่ลูกสาวพูดถึง เป็นเพื่อนใหม่ที่รู้จักกันไม่นาน
ตั้งแต่พี่ชายสวี่ไห่หยวนเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว สวี่จิ่นผิงก็ไม่ได้วิ่งตามพี่ชายอีก แต่หันไปเล่นกับเด็กผู้หญิงแทน
ในกลุ่มนั้นมีทั้งซูลี่จวน เจียงชุนหง ต่างก็เป็นลูกของพนักงานในคลังข้าวทั้งนั้น
อายุไล่เลี่ยกัน เล่นกันได้สนิทดี
พ่อของเจียงชุนหงเป็นหัวหน้าคลังข้าว แม่ก็ทำงาน มีเงิน ฐานะดี
ครั้งก่อนพ่อของเจียงชุนหงกลับมาจากต่างจังหวัด ก็ซื้อของเล่นมาให้ลูกสาวหนึ่งตัว
เธอชอบมาก เอาไปอวดเพื่อนๆ ทุกวัน
เด็กๆ สมัยนี้จะมีของเล่นอะไรมากมาย? ยิ่งตุ๊กตายิ่งหายาก
บางคนแค่ใช้ผ้าขนหนูหรือหมอนมัดเป็นตุ๊กตาเล่น ก็ถือว่าดีใจมากแล้ว
ตุ๊กตาของเจียงชุนหง ทำให้เด็กๆ หลายคนอิจฉา รวมถึงสวี่จิ่นผิงด้วย
บางครั้งแค่อยากจับหรือกอดสักหน่อยก็ไม่ได้ เขาไม่ให้ จึงรู้สึกเศร้าใจ
“คุณปู่ คุณย่า ดูสิ ฉันมีตุ๊กตาสวยๆ แล้ว!”
“ของฉันใหญ่กว่าของเจียงชุนหงอีก สวยกว่าด้วย
ดูสิ ผมสีทอง ตาสีฟ้า สวยที่สุด เลย!”
สวี่จิ่นผิงดีใจจนแทบบินได้ กอดตุ๊กตาแล้ววิ่งไปกระโดดโลดเต้น
ยังไปอวดคุณปู่คุณย่าด้วย
ปู่กับย่าเห็นหลานสาวมีความสุขขนาดนั้น ก็อดยิ้มตามไม่ได้
“งั้นหนูต้องรักษาดีๆ นะลูก อย่าทำหายหรือทำเปื้อนล่ะ”
“ของแบบนี้ไม่ใช่ถูกๆ หายแล้วหาซื้อใหม่ไม่ได้นะ”
โจวกุ้ยหลานเตือนหลานสาวด้วยรอยยิ้ม
“ไม่ต้องห่วงหรอก ยายหนูจิ่นผิงเวลาเล่นอะไรก็ระวังอยู่แล้ว
นี่เป็นตุ๊กตาของเธอเอง จะต้องดูแลอย่างดีเหมือนสมบัติเหมือนกันแหละ”
สวี่เฉิงโฮ่วก็หัวเราะพลางมองหลานสาวอย่างเอ็นดู
ไม่รู้สึกว่าตุ๊กตาแพงเลย
อย่างไรของแบบนี้ก็เล่นได้หลายปี
ต่อไปหลานสาวอีกคนก็เล่นต่อได้
แพงไม่แพงไม่สำคัญ ขอแค่ลูกหลานมีความสุขก็พอแล้ว
“พ่อ ผมซื้อของอย่างนึงมาให้ รับรองว่าพ่อต้องชอบแน่ๆ”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดพลางยิ้ม ยื่นกล่องหนึ่งให้พ่อ
สวี่เฉิงโฮ่วชะงัก “อ้าว ซื้ออะไรให้พ่อด้วยเหรอ?
ดูสิ เอาเงินไปซื้อของให้ลูกๆ ก็พอแล้ว
พ่อแก่แล้ว จะเอาอะไรอีก”
เขาพูดพลางโบกมือปฏิเสธ
“พ่อไม่เอา เดี๋ยวจะเสียใจทีหลังไม่รู้นะ”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดยิ้มๆ เปิดกล่องออก
เผยให้เห็นของชิ้นหนึ่ง ขนาดเท่าฝ่ามือ
ไม่รู้ว่าเป็นโลหะหรือพลาสติกอะไรบางอย่าง...
เมื่อหมุนสวิตช์ด้านข้าง ก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากกล่องสี่เหลี่ยมนั้น
"โห นี่มันวิทยุเหรอ?" สวี่เฉิงโฮ่วตาเป็นประกาย รีบคว้าไปทันที
"ตอนแรกยังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ถ้าเธอบอกก่อนว่าเป็นวิทยุ ฉันจะบอกว่าไม่เอาได้ยังไง?"
"นี่คือวิทยุขนาดเล็กรุ่น 'กวางดาว' ผลิตโดยโรงงานวิทยุฉางชุน"
สวี่ซื่อเยี่ยนยิ้ม รู้ดีว่าพ่อของเขาต้องชอบของพรรค์นี้แน่นอน
สวี่เฉิงโฮ่วถือวิทยุไว้ในมือ ลูบแผ่นพลาสติกอะคริลิกที่แกะลายอยู่บนตัวเครื่อง ฟังเสียงที่ดังออกมาจากในนั้นด้วยความหลงใหล
"ของแบบนี้ราคาแพ้แพงใช่ไหม? ฉันจำได้ว่ามีคนเคยบอกว่า ราคาเท่ากับเงินเดือนตั้งสองเดือนแน่ะ"
เขาทั้งอยากได้ แต่ก็แอบเสียดายเงินในใจ คิดว่าลูกชายใช้เงินเยอะขนาดนี้ซื้อของจิ๋วๆ แบบนี้ก็ดูจะสิ้นเปลืองไปหน่อย
"พ่อ นั่นมันเรื่องสมัยไหนแล้ว?"
"ตอนนี้ของพวกนี้ไม่แพงแล้ว อันนี้ถือว่าดีที่สุดแล้ว ยังแค่สี่สิบห้าสิบหยวนเอง"
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดยิ้มๆ วิทยุที่ว่าเท่ากับเงินเดือนสองเดือนน่ะ มันสิบกว่าปีก่อนแล้ว
ปี 1963 วิทยุ กวางดาว แบบ 2 หลอด ราคาอยู่ที่ 46.6 หยวน ปี 1964 แบบสามหลอดก็ 57 หยวน ปี 1965 แบบหกหลอดยิ่งแล้วใหญ่ ตั้ง 67.2 หยวน
พอถึงปี 1970 ราคาก็เริ่มลดลงทุกปี
ตอนนี้วิทยุขายไม่ออก สต๊อกเยอะ ราคาแบบหกหลอดยังแค่สิบกว่าหยวน ไม่ต้องใช้คูปองด้วย
ตอนยังไม่ไปเมืองหลวง สวี่ซื่อเยี่ยนเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าของแบบนี้ถูกขนาดนี้
วันนั้นเห็นโดยบังเอิญ เลยถามดู พอคนขายบอกราคา ก็ยังตกใจอยู่เหมือนกัน
พอรู้แน่แล้ว ก็รีบซื้อให้พ่อทันที
ของแบบนี้เอาไว้ฟังข่าว ฟังอะไรเพลินๆ ก็ดี ใช้ถ่าน AA สองก้อน ก็ใช้งานได้นานพอสมควร
"ตอนนี้โรงงานวิทยุทั้งหลายก็เริ่มเปลี่ยนไปผลิตเครื่องเล่นเทปแล้ว วิทยุน่ะไม่มีคนซื้อ ก็เลยถูกลง"
ของอิเล็กทรอนิกส์มันก็เป็นแบบนี้ เดี๋ยวนี้คนฮิตเครื่องเล่นเทป โรงงานก็หันไปผลิตเครื่องเล่นเทป
อีกไม่กี่ปีก็อาจจะฮิตอะไรใหม่อีก พวกที่ตามตลาดไม่ทัน ก็เจ๊งไป
"อ้อๆ ถูกขนาดนี้เหรอ งั้นก็ดีแล้วล่ะ ซื้อมาก็ดีแล้ว"
พอสวี่เฉิงโฮ่วได้ยินว่าราคาแค่สิบกว่าหยวน ใจก็เบาโล่ง ของขวัญที่ลูกชายให้ก็ถูกใจมาก
"แม่ ผมไม่ได้เลือกอะไรดีๆ มากหรอก แค่ซื้อหมวกกับผ้าสองผืนให้"
ซื้อของให้แม่เป็นอะไรที่ยากที่สุด สวี่ซื่อเยี่ยนเดินหาตั้งนานก็ยังไม่เจออะไรที่ถูกใจ หมวกนั่นยังถือว่าโอเค
สุดท้ายไม่รู้จะซื้ออะไรดี ก็เลยซื้อผ้ามาสองผืน ผืนหนึ่งเป็นผ้ากำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม อีกผืนเป็นผ้าต่วนลายสีดำเข้ม
"หมวกนี่ ตอนที่คนขายบอกน่ะว่าเป็นขนอะไรนะ?"
"อา ผมนึกไม่ออกแล้วล่ะ จำไม่ได้แล้ว แต่ผมจับดูแล้วรู้สึกนุ่มๆ ใส่แล้วน่าจะอุ่นดี เลยซื้อมาน่ะ แม่ลองใส่ดูสิ"
สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ตอนนั้นเห็นว่าสวยดี เลยซื้อมาเลย
โจวกุ้ยหลานรับหมวกมา พอจับก็รู้สึกเลยว่าขนนุ่มมากๆ แถมรู้สึกอุ่นจนมืออุ่นไปหมด
พอลองมองใกล้ๆ เหมือนจะถักจากไหมพรม แต่ขนนุ่มฟูมาก อุ่นดีจริงๆ
"โอ้ อันนี้ดีเลย ทั้งนุ่มทั้งอุ่น ดีมากเลย"







