“อย่างที่สองนะ ตอนนี้ฉันยังมีฟาร์มปศุสัตว์ที่นั่นอีกกองโตเลย
ตอนนี้ฟาร์มมีพี่รองช่วยดูแลอยู่ กับฝั่งของเฟิงเชา แล้วก็เฉิงลี่ก็ช่วยกันดูแล
แต่พี่รองเขาก็ปลูกโสมอยู่ด้วยนะ แล้วบ้านเขาก็มีสวนตั้งใหญ่ เขาก็ต้องกลับไปดูแลเหมือนกัน
พ่อครับ ถ้าเราไม่ไปดูแปลงโสม งั้นพ่อช่วยไปดูแลฟาร์มให้ผมแทนได้มั้ยครับ?”
มันไม่สมเหตุสมผลเลยถ้าจะให้พ่ออยู่เฝ้าฟาร์มบนเขา ในเมื่อพ่ออายุก็มากแล้ว จะให้เหนื่อยลำบากไปทำไม?
“อย่างที่สาม ผมว่าชิงกั๋วอาจจะบอกแม่แล้วก็เรื่องคลิเวีย นั่นแหละ
พวกพ่อแม่อาจจะยังไม่รู้ ว่าตอนนี้ในตัวเมืองคลิเวียกำลังนิยมขนาดไหน
ต้นนึงขายกันเป็นร้อยเป็นพันเลยนะครับ
ผมได้ยินมาว่าคลิเวียอาจจะได้เป็นดอกไม้ประจำเมือง ถ้าเป็นแบบนั้น ราคาคงยิ่งพุ่งไม่รู้จะสูงแค่ไหนเลยครับ”
และนี่แหละ...คือหัวข้อสำคัญที่สุด
สวี่ซื่อเยี่ยนอยากลงทุนพัฒนาคลิเวีย ยังไงก็ปิดไม่มิดหรอก ก็เลยตัดสินใจบอกพ่อแม่ไปตรง ๆ จะได้ไม่ต้องมาคอยเห็นคลิเวียแล้วเบ้ปากไม่ชอบใจ
“บ้านเราก็มีเงื่อนไขพร้อม คุณน้องสาวก็สะสมมาได้หลายกระถางแล้วใช่ไหมครับ?
พวกกระถางที่เรียงอยู่ริมหน้าต่างนั่นก็ฝีมือเธอหมดเลย
ดูเหมือนยังเก็บเมล็ดไว้เยอะด้วย ถ้าเรานำมาปลูกหมด นั่นก็หมายถึงเงินทั้งนั้นเลยนะครับ
ความคิดผมก็คือ ธุรกิจทำเงินแบบนี้ เราไม่ควรพลาด
เราควรหาซื้อต้นพันธุ์กับเมล็ดมาเพิ่มให้มากที่สุด พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ผมจะหาทางไปเช่าร้านในตัวเมือง
จะได้ขนต้นไม้ไปขายที่นั่น
ถ้าไม่ขายเอง ก็อาจจะหาพ่อค้าคนกลางในเมืองให้มารับซื้อที่นี่ก็ได้
กระถางละไม่ต้องเยอะเลย เอาสักไม่กี่ร้อยก็พอ คิดดูสิว่ามันจะเป็นเงินเท่าไหร่?”
เขาวางแผนไว้แล้วชัดเจน: ช่วงนี้ใช้บ้านเก่าสามห้องฝั่งตะวันออกที่ว่างอยู่มาปลูกต้นไม้ไปก่อน
เพราะคลิเวียชอบร่ม ไม่ต้องโดนแดดมากก็โตได้
จุดนั้นแค่ก่อไฟให้ร้อน แล้วตั้งชั้นวางต้นไม้เพิ่มอีกหน่อย ก็เลี้ยงได้หลายกระถางแล้ว
ปีหน้า พออากาศเริ่มอุ่น เขาจะสร้างโรงเรือนปลูกไม้ดอกไว้ที่ฟาร์ม แล้วค่อยย้ายต้นไม้ไปไว้ที่นั่น
จะได้ไม่ต้องวางเกลื่อนบ้านให้สะดุดตาคนมากเกินไป
พอดีถ้าพ่อเขาไม่ต้องขึ้นภูเขาไปดูแปลงโสมแล้ว ก็อาจไปเฝ้าโรงเรือนแทนได้
หน้าที่หลักคือดูพวกคนงานอย่างน้อยงานนี้ก็ไม่อันตราย เพราะอยู่ห่างจากเมืองใหญ่ ถึงในเมืองจะวุ่นวายแค่ไหน มันก็ไม่ลามมาถึงนี่หรอก
แถมฟาร์มยังมีทั้งหมา ทั้งปืน และแรงงานอีกเพียบ ถ้าไม่พอก็จ้างชาวบ้านมาเสริมก็ยังได้ กลัวอะไร?
“เจ้าสาม นี่คลิเวียมันขายได้ราคาดีขนาดนั้นเลยเหรอ?
แม่ฟังแล้วมันเหมือนฝันไปเลยนะ ยังรู้สึกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่
คิดดูสิว่าโสมบ้านเรายังขายไม่ได้เท่านั้นเลย
ของอย่างโสมบนเขา ใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะโต แถมยังรักษาคนได้ด้วยนะ
สุดท้ายยังขายได้แค่พันสองพันหยวนเอง
แต่นี่ ต้นไม้ที่กินก็ไม่ได้ ดื่มก็ไม่ได้ มันจะมีค่าอะไรขนาดนั้นเชียว?”
จางกุ้ยหลานอุ้มหลานสาวตัวน้อยไว้แน่น สีหน้าสงสัยเต็มเปี่ยม
ในสายตาเธอ มันก็แค่ต้นไม้กระถางหนึ่ง สวยก็จริง แต่มันไม่ใช่ข้าวปลาอาหาร จะไปมีค่าอะไรนักหนา?
“แม่ครับ คนในเมืองเขาไม่เหมือนพวกเรา เขาเป็นพวกลูกจ้าง เป็นข้าราชการ ได้เงินเดือนทุกเดือน
เขาไม่ได้กังวลเรื่องปากท้องแบบชาวไร่ชาวนาอย่างพวกเรา
วิธีคิดเลยต่างกัน พวกเขาแสวงหาความสุนทรีย์ทางใจ
เห็นต้นไม้ดอกไม้สวยๆ งาม ๆ แล้วสบายใจ สำหรับเขาของที่ถูกใจต่อให้แพงก็ยอมจ่ายครับ”
ในความจริงแล้ว สวี่ซื่อเยี่ยนก็แอบนับถือพ่อแม่มากอยู่ในใจ
เพราะแนวคิดของท่านเรียบง่ายและจริงใจเสมอ
แต่ก็เข้าใจนะฐานะทางวัตถุกำหนดความคิดของคน
คนรุ่นเก่าเคยผ่านยุคอดอยากลำบากมาก่อน จะให้เข้าใจความฟุ่มเฟือยพวกนี้มันก็ยากอยู่
“เอาเถอะ ไม่ต้องคิดอะไรซับซ้อน เราก็แค่หาเงินไปตามโอกาส
ในสายตาผมนะ ไม่มีอะไรน่าหลงใหลเท่ากับเงินอีกแล้ว
มีเงินอยู่ในมือ ข้าวโพดหรือถั่วเหลือง ผมก็เห็นว่าสวยเหมือนดอกไม้เลยล่ะครับ”
นอกจากหาเงิน สวี่ซื่อเยี่ยนก็ไม่มีเป้าหมายอื่นอะไร
คลิเวียหรือดอกโบตั๋นเขาก็ไม่ได้ซาบซึ้งอะไรกับพวกนั้นหรอก เขาเป็นคนไม่ซับซ้อน
“พ่อ แล้วตกลงหลังปีใหม่ไปช่วยดูฟาร์มให้ผมหน่อยได้ไหม?
ผมจะจ่ายเงินให้เหมือนกับที่จ่ายพี่รองเลย ตกลงมั้ย?”
สวี่ซื่อเยี่ยนจับตามองสีหน้าพ่อก็ยังดูโอเคอยู่ ไม่ได้ขมวดคิ้วหรือหน้าหนักอะไร ก็น่าจะคุยได้
ไม่ใช่ว่ากลัวพ่อหรอกนะ แต่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี่ พวกเขาอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขมาตลอด
เขาไม่อยากทะเลาะให้เหนื่อยใจ
ยิ่งมีลูกหลานอยู่ด้วย จะให้ทะเลาะตะโกนใส่กันให้เด็กดูมันก็ไม่งาม
“ตกลง ลูกว่าไงก็ว่าตามนั้น พ่อแก่แล้ว ก็ฟังลูกล่ะ”
สวี่เฉิงโฮ่วเงียบไปพักนึงก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่ต้องจ่ายเงินหรอกนะ ลูกจะให้พ่อช่วยงาน จะไปเอาเงินลูกได้ไง?
ช่วงหลายปีมานี้ ลูกก็ส่งเงินมาช่วยบ้านตั้งเยอะแยะ
หน้าทำไร่ฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูใบไม้ร่วง พ่อก็จะไปลงนา
ถ้าไม่ยุ่งอะไร พ่อก็จะไปฟาร์มช่วยลูกดูงานเอง”
สวี่เฉิงโฮ่วตอบตกลงอย่างง่ายดายจนน่าแปลกใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสวี่ซื่อเยี่ยนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากังวลอยู่จริง ๆ ว่าคุณพ่อหัวดื้อคนนี้จะไม่ยอมเปลี่ยนความคิด ดึงดันจะขึ้นเขาให้ได้
แต่แบบนี้แหละดีแล้ว พวกเขาจัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อย ยังจะได้ผลดีกว่าการไปดูแลโสมเสียอีก
“โอย ผมลืมหยิบของออกมาแบ่งให้ทุกคนเลย” สวี่ซื่อเยี่ยนเห็นกระเป๋าเป้ตรงมุมผนังพอดี ก็รีบไปหยิบออกมา
“ก่อนกลับบ้าน ผมกับลี่เหว่ยแวะเดินดูของที่ร้านขายของชำในเมืองมาด้วยนะ
บอกเลย ของในเมืองหลวงนี่มันดีกว่าบ้านเราจริง ๆ ผมกับลี่เหว่ยก็เลือกซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ มาฝากคนในบ้านด้วย ตอนนั้นมัวแต่คุย ลืมหยิบออกมาให้เลย”
สวี่ซื่อเยี่ยนพูดไป หยิบของออกจากกระเป๋าไปด้วย
“หยวนหยวน นี่ของลูก กล่องใส่ดินสอหนึ่งกล่อง แล้วก็มีดินสอกับยางลบด้วย ตั้งใจเรียนหนังสือนะลูก”
เขาหยิบกล่องเหล็กสีฟ้าสำหรับใส่เครื่องเขียนออกมา สมัยนี้กล่องเครื่องเขียนยังเรียบง่ายมาก ด้านในยังโล่ง ๆ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเริ่มมีกล่องพลาสติกที่มีแม่เหล็ก ด้านในแบ่งช่องได้ มีที่วางดินสอ ยางลบ บางอันยังมีที่เหลาดินสอในตัวด้วย
ตอนเดินดูของสวี่ซื่อเยี่ยนก็อยากจะซื้อแบบนั้นแหละ แต่เดินดูตั้งหลายร้านก็ไม่เจอสักร้าน
ตอนนั้นสวี่ไห่หยวนกำลังเล่นกับน้องสาวอยู่ตรงหัวเตียง พอได้ยินว่ามีของขวัญให้ ก็รีบวิ่งมา
“ว้าว กล่องใส่ดินสอสวยจังเลย ขอบคุณครับพ่อ!”
เด็ก ๆ สมัยนี้ที่ไปโรงเรียน จะมีกล่องเครื่องเขียนใช้กันไม่กี่คน บางคนแม้แต่เครื่องเขียนยังแทบไม่มี
บางคนมีแค่ดินสอกับยางลบ ดินสอก็ใช้มีดเหลาให้เป็นร่องตรงปลาย แล้วเอาเชือกผูกไว้
ยางลบก็เจาะรูร้อยเชือก ทั้งสองอย่างก็ห้อยคอเอาไว้ กันหล่นหาย
บางคนก็ใส่ไว้ในกล่องกระดาษแข็ง อย่างกล่องใส่น้ำเกลือของโรงพยาบาล ก็ใช้แทนได้เหมือนกัน
ตอนสวี่ไห่หยวนเข้าเรียนชั้นเตรียมอนุบาล สวี่ซื่อฉินเป็นคนเย็บกระเป๋านักเรียนให้ มีช่องแยกด้านใน สำหรับใส่ดินสอและยางลบ
กล่องเครื่องเขียนที่สวยแบบนี้ สวี่ไห่หยวนไม่เคยเห็นมาก่อน ถูกใจสุด ๆ
ดินสอก็สวย มีลวดลายสีสันสดใส ตรงปลายยังมียางลบติดมาด้วย
ส่วนยางลบนั้นก็ธรรมดา เป็นยางลบสีขาวทั่วไป
แบบที่มีกลิ่นหอม หรือทำเป็นรูปผลไม้หรือสัตว์ต่าง ๆ ยังไม่มีวางขายในช่วงนี้
“ถ้าลูกตั้งใจเรียน พ่อจะซื้อกล่องดินสอที่สวยกว่านี้ให้ รวมทั้งหนังสืออีกเยอะเลย” สวี่ซื่อเยี่ยนลูบหัวลูกชาย พร้อมยิ้มพูด
“พ่อ แล้วของหนูล่ะ หนูก็อยากได้กล่องดินสอด้วย”
แล้วสวี่จิ่นผิงก็วิ่งจากตรงนั้นเข้ามาหาสวี่ซื่อเยี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง ขอของขวัญจากพ่อ
“ลูกยังเล็กอยู่เลย ไว้ขึ้นชั้นเตรียมอนุบาลเมื่อไร พ่อจะซื้อกล่องดินสอให้ดีไหม? แต่ดูสิ พ่อซื้ออะไรให้ลูกแล้ว”
สวี่ซื่อเยี่ยนหยิบกิ๊บติดผมพลาสติกสีแดงออกมา บนกิ๊บมีลายจุดสีขาว และติดโบรูปผีเสื้ออยู่ด้วย







