เจียงฉีฟังเขาทวนซ้ำอีกรอบถึงค่อยเข้าใจความหมาย จึงหลุดปากร้องว่า "ความหมายของเจ้าคือ เทพสวรรค์ก็เป็นของปลอมด้วยงั้นรึ? เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเหมือนกัน?"
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินคำกล่าวที่ว่าเทพสวรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น เขาจึงตกตะลึงเป็นอย่างมาก
สวี่อิงหยิบมือของเทพมังกรหลงเยวียนออกมา แล้วบอกเล่าสิ่งที่ตนค้นพบให้ฟังรอบหนึ่ง "อักษรสื่อถึงวิถีเต๋า วิธีเขียนอักษรนกและหนอนไม่กี่ชนิดนี้มันผิดแปลกไป เหตุผลที่แฝงอยู่ก็ย่อมต้องผิดเพี้ยนตามไปด้วย หากเทพสวรรค์เป็นร่างจำแลงของวิถีสวรรค์จริง ย่อมไม่มีทางเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเด็ดขาด"
วิถีสวรรค์สร้างร่างจำแลงของตัวเองขึ้นมา ไฉนเลยจะเกิดความผิดพลาดตอนสร้างได้?
แต่อักขระวิถีสวรรค์บนฝ่ามือของเทพสวรรค์ กลับมีจุดผิดพลาดถึงแปดแห่ง
นี่เป็นเครื่องยืนยันได้เพียงว่า เทพสวรรค์ไม่ใช่ร่างจำแลงของวิถีสวรรค์ แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ผู้ที่สร้างเทพสวรรค์มีความเข้าใจต่อวิถีสวรรค์คลาดเคลื่อน จึงนำไปสู่ช่องโหว่ต่างๆ นานาในตอนที่สร้างเทพสวรรค์ขึ้นมา
ทว่าเรื่องที่เทพสวรรค์เป็นร่างจำแลงของวิถีสวรรค์นั้น เป็นสิ่งที่เล่าขานกันมาตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว แทบจะเป็นสัจธรรมที่ไม่อาจสั่นคลอนได้
เจียงฉีตั้งสติแล้วกล่าวว่า "ข้ารู้เพียงว่าของวิเศษวิถีสวรรค์เป็นของปลอม ของวิเศษวิถีสวรรค์เป็นเพียงของเล่นที่ใครบางคนอ้างนามวิถีสวรรค์ เพื่อกระทำการตามอำเภอใจ และเพื่อรักษาอำนาจการปกครองของตนเองก็เท่านั้น นึกไม่ถึงเลยว่า... แม้แต่เทพสวรรค์ก็ยังเป็นของปลอม..."
ความจริงเท็จของอักขระวิถีสวรรค์บนฝ่ามือเทพสวรรค์นั้นยากจะตัดสินได้ ท้ายที่สุดแล้ว ใครเล่าจะมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับอักขระวิถีสวรรค์อย่างลึกซึ้ง?
ต่อให้มีการศึกษาอย่างลึกซึ้ง ผลการศึกษาก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นวิ่งมาบอกเจียงฉีว่า เทพสวรรค์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น วิถีสวรรค์เป็นเรื่องหลอกลวง เขาคงต้องแค่นเสียงเยาะเย้ย หรือไม่ก็อาจจะตบหน้าฉาดใหญ่กลับไปแล้ว
แต่คนที่พูดคำนี้ออกมาคือสวี่อิง เขาจึงจำต้องให้ความสำคัญ และขบคิดถึงต้นสายปลายเหตุที่ซ่อนอยู่
สวี่อิงไม่เหมือนกับคนอื่นๆ เมื่อหกพันปีก่อนในยุคต้าโจวก็มีตำนานความเยาว์วัยตลอดกาลของเขาเล่าขานกันแล้ว อีกทั้งผู้บำเพ็ญเพียรในยุคนั้นหลายคนก็รู้ดีว่า แม้เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้จักแก่เฒ่าคนนี้จะดูเลื่อนลอยและไม่ประสีประสา ทว่ากลับสามารถตีความตัวอักษรที่สูญหายไปแล้วบางส่วนได้
อย่างเช่น ตำราหยกที่สืบทอดวิถีเซียน หรืออย่างเช่น อักขระวิถีสวรรค์ที่สืบทอดวิถีสวรรค์
ความคิดเห็นของเขาลึกซึ้งยิ่งกว่าความคิดเห็นของใครหน้าไหนในเวลานั้นเสียอีก!
เจียงฉีรู้ดีว่า หากสวี่อิงบอกว่าอักขระวิถีสวรรค์บนมือเทพสวรรค์ข้างนี้ผิดพลาดไปแปดจุด เช่นนั้นก็ต้องผิดพลาดแปดจุดอย่างแน่นอน ไม่มีทางมากหรือน้อยไปกว่านี้แม้แต่จุดเดียว!
เจียงฉีหอบหายใจหนักหน่วง อาการบาดเจ็บกำเริบขึ้นมาอีกครั้งจนปวดแปลบ เขาอดกลั้นความเจ็บปวดแล้วกล่าวว่า "ท่านเซียนผู้เป็นอมตะ..."
"ราชครูเจียงเรียกข้าว่าสวี่อิงหรืออาอิ้งก็พอ" สวี่อิงกล่าว
เจียงฉีกล่าวขออภัย ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ผู้อาวุโสอาอิ้ง ผู้เยาว์รู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ช่วงนั้นไม่มากนัก แต่ผู้เยาว์เคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับทัณฑ์สวรรค์เรื่องหนึ่งมาบ้าง"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ชะงักไปอีกครั้ง แล้วกล่าวว่า "ข่าวลือนี้บอกว่า เซียนโบราณรวบรวมวิถีสวรรค์ สร้างของวิเศษวิถีสวรรค์ขึ้นมา แล้วมอบให้กับเทพสวรรค์แห่งโลกแห่งวิถีสวรรค์ พวกเขาให้เทพสวรรค์เป็นตัวแทนคอยดูแลสรรพจักรวาล"
สวี่อิงตกตะลึง หลุดหัวเราะออกมา "ที่แท้พวกไร้การศึกษาเหล่านั้นก็คือเซียนนี่เอง!"
เจียงฉีอึ้งไปเล็กน้อย แม้เขาจะมีศักดิ์เป็นถึงราชครูแห่งต้าโจวและฉลาดหลักแหลมหาใดเปรียบ ทว่าก็ไม่รู้ว่าคำว่าไร้การศึกษานั้นหมายความว่าอย่างไร
"เทพสวรรค์ควบคุมของวิเศษวิถีสวรรค์ แม้แต่ทัณฑ์สวรรค์ของผู้บำเพ็ญเพียรก็ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของของวิเศษวิถีสวรรค์ พวกเขาให้รางวัลและลงทัณฑ์สรรพจักรวาล สำหรับโลกที่ฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์อย่างร้ายแรง ก็จะใช้ของวิเศษบันดาลทัณฑ์เพื่อจัดการ"
เจียงฉีกล่าวต่อ "ของวิเศษวิถีสวรรค์ยังกุมความรุนแรงของทัณฑ์สวรรค์ของผู้บำเพ็ญเพียรเอาไว้อีกด้วย ตามข่าวที่ข้าได้รับมา ของวิเศษวิถีสวรรค์จะกำหนดความรุนแรงของทัณฑ์สวรรค์ครั้งต่อไป โดยอิงจากความแข็งแกร่งของผู้บำเพ็ญเพียรที่ผ่านทัณฑ์ทะยานเป็นเซียนคนก่อนหน้า"
สวี่อิงฟังมาถึงตรงนี้ ตอนแรกยังไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่พอคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนแล้ว ก็พลันตระหนักถึงความไม่ชอบมาพากลได้ทันที
"นี่ไม่ได้หมายความว่า ผู้บำเพ็ญเพียรที่จะผ่านทัณฑ์สวรรค์คนต่อไป จำต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ที่ทะยานเป็นเซียนคนก่อนหน้า อย่างน้อยที่สุดก็ต้องทัดเทียมกัน ถึงจะผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้งั้นรึ?"
สวี่อิงโพล่งขึ้นมา "ผู้ทะยานเป็นเซียนคนต่อไปต้องแข็งแกร่งกว่าคนก่อนหน้า ถึงจะผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ และผู้ทะยานเป็นเซียนคนถัดๆ ไปก็ต้องแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกถึงจะทะยานเป็นเซียนได้ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกรงว่าทัณฑ์สวรรค์คงถูกยกระดับไปจนถึงขั้นที่ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ไม่สามารถผ่านไปได้อย่างแน่นอน!"
พูดถึงตรงนี้ เขาก็นึกถึงมหาทัณฑ์สวรรค์ในตอนที่โจวฉีอวิ๋นเผชิญด่านเคราะห์ขึ้นมาทันที
ยังมีร่องรอยที่หลงเหลือจากมหาทัณฑ์สวรรค์กว่าสี่สิบครั้งในถ้ำสวรรค์ฮั่วถงนั่นอีก!
ตลอดจนร่องรอยที่หลงเหลือจากมหาทัณฑ์สวรรค์สองร้อยหกสิบเจ็ดครั้งในไท่อี๋เสี่ยวเสวียนเทียน!
มหาทัณฑ์สวรรค์เหล่านี้ บ่งบอกชัดเจนว่า ในยุคโบราณกาลช่วงใดช่วงหนึ่ง เคยมีผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งไร้เทียมทานผู้หนึ่ง หลังจากที่เขาผ่านทัณฑ์ทะยานเป็นเซียนไปแล้ว ของวิเศษวิถีสวรรค์ก็ได้ออกแบบมหาทัณฑ์สวรรค์ขึ้นมาโดยอิงจากความแข็งแกร่งของเขา
มหาทัณฑ์สวรรค์ครั้งนี้ ได้ตัดขาดความฝันที่จะทะยานเป็นเซียนของผู้บำเพ็ญเพียรทั้งหมด ทำให้การผ่านทัณฑ์ทะยานเป็นเซียนกลายเป็นฝันร้ายที่ปกคลุมอยู่กลางใจของผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน!
นับตั้งแต่นั้นมา ก็ไม่มีใครสามารถทะยานเป็นเซียนได้อีกเลย!
เจียงฉีราวกับมองทะลุความคิดของเขา จึงกล่าวว่า "ถูกต้อง มันคือมหาทัณฑ์สวรรค์"
ระฆังใหญ่เอ่ยถาม "ราชครูเจียง มหาทัณฑ์สวรรค์มีมาตั้งแต่เมื่อหกพันปีก่อนแล้วงั้นรึ?"
เจียงฉีตอบ "มันมีมาตั้งแต่ยุคต้าโจว หรืออาจจะเก่าแก่กว่านั้นด้วยซ้ำ เมื่อก่อนข้าเคยไปสำรวจร่องรอยถ้ำสวรรค์โบราณมาหลายแห่ง และค้นพบร่องรอยที่หลงเหลือจากมหาทัณฑ์สวรรค์ในยุคดึกดำบรรพ์"
สวี่อิง หยวนชี และระฆังใหญ่ล้วนตกใจ พวกเขาคิดว่ามหาทัณฑ์สวรรค์อย่างมากก็ย้อนไปถึงยุคบรรพกาล นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะมีมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์แล้ว!
เจียงฉีกล่าว "ข้าสืบสาวกลับไปถึงเมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อน ในเวลานั้นมหาทัณฑ์สวรรค์เกิดการขาดตอนขึ้น"
"สี่หมื่นแปดพันปีก่อน?" สวี่อิงรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย มันช่างเก่าแก่เหลือเกิน
เจียงฉีกล่าว "เมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อน อานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ไม่ได้น่าสะพรึงกลัวเท่าตอนนี้ แต่ก็ถือว่าน่าทึ่งมาก อาณาเขตที่เมฆทัณฑ์สวรรค์ปกคลุมนั้น มีเส้นรอบวงกว้างถึงหกพันลี้"
เส้นรอบวงหกพันลี้ ถือเป็นตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวมากแล้ว อานุภาพของทัณฑ์สวรรค์ในตอนนั้น ก็ใช่ว่าจะน้อยกว่าตอนนี้สักเท่าไหร่!
"พอย้อนกลับไปอีกหนึ่งพันปี เส้นรอบวงของเมฆทัณฑ์สวรรค์คือห้าพันห้าร้อยลี้"
เจียงฉีกล่าว "พอย้อนกลับไปอีกหนึ่งพันปี เส้นรอบวงของเมฆทัณฑ์สวรรค์คือห้าพันสองร้อยลี้ พอย้อนกลับไปอีก เส้นรอบวงของเมฆทัณฑ์สวรรค์คือสี่พันเก้าร้อยลี้"
เขาสืบสาวกลับไปถึงเมื่อหกหมื่นปีก่อน เส้นรอบวงของเมฆทัณฑ์สวรรค์ในตอนนั้นมีเพียงสามร้อยลี้ ซึ่งเป็นขนาดที่ค่อนข้างปลอดภัยสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขั้นทะยานเป็นเซียนส่วนใหญ่
เมฆทัณฑ์สวรรค์สามร้อยลี้ แม้การผ่านไปจะยากลำบาก ทว่าก็ไม่ถึงขั้นที่ไม่อาจทะยานเป็นเซียนได้
หากสืบสาวกลับไปอีก แม้แต่ในถ้ำสวรรค์แดนพรหมคติ ก็แทบไม่มีร่องรอยของทัณฑ์สวรรค์หลงเหลืออยู่เลย
ต่อให้หลงเหลือร่องรอยเอาไว้ แต่เพราะมันเก่าแก่เกินไป จึงถูกกาลเวลาลบเลือนไปจนหมดสิ้น
"สามร้อยลี้ เมื่อหกหมื่นปีก่อน น่าจะเป็นช่วงเวลาที่ของวิเศษวิถีสวรรค์ถูกสร้างขึ้นมา ก่อนหน้านั้นตอนที่ผู้บำเพ็ญเพียรผ่านทัณฑ์สวรรค์ เคราะห์กรรมน่าจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยของวิเศษวิถีสวรรค์ ความแข็งแกร่งของทัณฑ์สวรรค์น่าจะขึ้นอยู่กับเคราะห์กรรมของผู้บำเพ็ญเพียรเอง"
เจียงฉีกล่าว "หลังจากนั้น ของวิเศษวิถีสวรรค์ก็เข้ามาควบคุมทัณฑ์สวรรค์ กลายเป็นการกำหนดความแข็งแกร่งของทัณฑ์สวรรค์โดยอิงจากผู้ทะยานเป็นเซียนคนก่อนหน้า และใครก็ตามที่สามารถทะยานเป็นเซียนได้ ย่อมต้องแข็งแกร่งกว่าผู้ทะยานเป็นเซียนคนก่อนหน้าอย่างแน่นอน เรื่องราวทั้งหมดนี้ดำเนินมาจนถึงเมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อน ในที่สุดก็กลายเป็นโจทย์ที่ไร้ทางแก้ เพราะได้พบกับสุดยอดผู้ทะยานเป็นเซียนผู้หนึ่ง"
สุดยอดผู้ทะยานเป็นเซียนนั้นแข็งแกร่งไร้เทียมทาน แข็งแกร่งจนถึงขั้นทำให้ผู้คนสิ้นหวัง!
รัศมีอาณาเขตที่ทัณฑ์สวรรค์ของเขาปกคลุมนั้นกว้างไกลเกินกว่าพันลี้ เส้นรอบวงเกือบเจ็ดพันลี้ ในที่สุดก็ทำให้ความฝันที่จะทะยานเป็นเซียนของผู้บำเพ็ญเพียรกลายเป็นฝันร้าย
และเขาก็ได้กลายเป็นผู้ทะยานเป็นเซียนคนสุดท้าย
หลังจากเขา ก็ไม่มีใครสามารถทะยานเป็นเซียนได้อีก
เพราะไม่มีใครสามารถบำเพ็ญเพียรไปถึงระดับเดียวกับเขาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก้าวข้ามเขา ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้
ในทำนองเดียวกัน เนื่องจากการทะยานเป็นเซียนของคนผู้นี้เมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อน จึงส่งผลให้ผู้บำเพ็ญเพียรค่อยๆ ตกต่ำลง
สวี่อิงค่อยๆ ปะติดปะต่อภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เมื่อสี่หมื่นแปดพันปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เขาหันไปกล่าวกับหยวนชีและระฆังใหญ่ว่า "หลังจากที่ผู้ทะยานเป็นเซียนคนสุดท้ายได้ทะยานเป็นเซียนไป ผู้บำเพ็ญเพียรระดับแนวหน้าในยุคนั้นก็พากันล้มตายภายใต้มหาทัณฑ์สวรรค์ ผู้แข็งแกร่งที่สุดของแต่ละสายสืบทอดสูญสิ้นไปทีละคนๆ จนค่อยๆ เข้าสู่ยุคสิ้นธรรม"
เขาเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง บอกเล่าข้อสันนิษฐานของตนออกมา ไม่เพียงดึงดูดความสนใจของหยวนชีและระฆังใหญ่เท่านั้น แต่ยังดึงดูดความสนใจของเจียงฉีมาด้วยเช่นกัน จนถึงขั้นลืมความเจ็บปวดไปเลย
"ภายใต้สถานการณ์ที่จนตรอก เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรต่างค้นหาวิถีทางต่างๆ ในการทะยานเป็นเซียน ทว่าสุดท้ายก็จบลงด้วยความล้มเหลว ในจำนวนนี้ รวมถึงการค้นพบโลกหน้าด้วย" สวี่อิงกล่าว
เจียงฉีอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง อยากจะขัดจังหวะและโต้แย้งเขาอย่างรุนแรง เพื่อบอกเขาว่าแผนการทะยานขึ้นสู่โลกหน้านั้นไม่ได้ล้มเหลว
แต่พอเขาคิดดูแล้ว สีหน้าก็หม่นหมองลง
การทะยานขึ้นสู่โลกหน้าไม่ใช่การมีอายุยืนยาวอย่างแท้จริง อันที่จริงมันก็คือความล้มเหลวนั่นแหละ มิเช่นนั้นพวกเขาจะกลับมาทำไม?
สวี่อิงกล่าวต่อ "ผู้บำเพ็ญเพียรในยุคต้าโจวค้นพบโลกหน้าและโอสถเซียน ผู้บำเพ็ญเพียรจำนวนมากพยายามเดินทางข้ามไปยังโลกหน้าเพื่อเก็บโอสถเซียน โดยหวังว่าจะมีอายุยืนยาว ในจำนวนนี้ โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวถือเป็นที่จับตามองมากที่สุด"
เขาเอ่ยเสียงเบา "โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวรวบรวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ออกคำสั่งแก่เหล่าเจ้าครองแคว้น ให้ริบอาวุธวิเศษทั่วหล้ามาหลอมสร้างเรือเทวะโลกหน้า ตั้งใจจะบรรทุกขุนนางบุ๋นบู๊เต็มลำเรือเพื่อเดินทางไกลไปยังโลกหน้า ทะยานเป็นเซียนกันทั้งราชสำนักเพื่อไปเสวยสุขกับความเป็นอมตะในโลกหน้า ทว่าหลังจากที่พวกเขาทะยานขึ้นสู่โลกหน้าแล้ว กลับพบว่าตนเองติดอยู่ในโลกหน้า"
หยวนชีรีบชูหางขึ้นมาแล้วเสริมว่า "เรือเทวะโลกหน้าถูกมอบให้ปรมาจารย์ฉานฉานเป็นผู้หลอมสร้าง ปรมาจารย์ฉานฉานมีศักดิ์เป็นถึงช่างเทวะแห่งต้าโจว กลับลักไก่ลดวัสดุ จนทำให้เรือเทวะโลกหน้าเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งหลังจากออกเดินทาง"
สวี่อิงหันไปมองเจียงฉี
เจียงฉีพยักหน้าหงึกๆ ถอนหายใจพลางกล่าว "แม้อุบัติเหตุจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ก็ล้วนเป็นอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ ช่างเทวะจู๋แม้จะบกพร่องเรื่องจรรยาบรรณ แต่ฝีมือกลับล้ำเลิศ เรือเทวะโลกหน้าฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามนับพันนับหมื่นประการมาได้อย่างยากลำบาก จนไปถึงโลกหน้าได้ในที่สุด"
ความน่าตื่นเต้นหวาดเสียวในระหว่างนั้น ไม่อาจนำไปเล่าให้คนนอกฟังได้เลย
สวี่อิงกล่าวต่อ "โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจวบรรทุกผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นไปยังโลกหน้า สายสืบทอดมากมายของผู้บำเพ็ญเพียรจึงไม่มีใครสามารถตีความได้ ซ้ำยังต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่ จึงยิ่งตกต่ำลงเร็วกว่าเดิม ดังนั้น คนบางกลุ่มจึงเริ่มใช้สติปัญญาความสามารถ จนก่อเกิดเป็นการผงาดขึ้นของปรมาจารย์นั่วในเวลาต่อมา"
จากยุคต้าโจวถึงราชวงศ์ฉิน คือช่วงเวลาที่ปรมาจารย์นั่วก่อร่างสร้างตัวจากความว่างเปล่าจนกระทั่งผงาดขึ้นมา
ในช่วงเวลานั้นได้เกิดเรื่องราวมากมายที่เปลี่ยนแปลงคนรุ่นหลัง อย่างเช่น บรรพชนมังกรค้นพบว่าวิชานั่วซุกซ่อนหลุมพรางเอาไว้ สิ่งที่ถ่ายทอดออกมาส่วนใหญ่ล้วนเป็นวิชาจอมปลอม จึงได้เผาตำราฝังนัว นำวิชาจอมปลอมเหล่านั้นรวมถึงผู้บำเพ็ญเพียรที่เผยแพร่วิชาจอมปลอมไปเผาทิ้งและฝังทั้งเป็น
นอกจากนี้ก็ยังมีช่วงยุคฮั่นอู่ตี้ ผู้บำเพ็ญเพียรแซ่ต่งได้ยกเลิกสำนักคิดร้อยตระกูล เทิดทูนเพียงวิชานั่วแต่เพียงผู้เดียว ก่อให้เกิดกระแสการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ขึ้น
กระแสการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์ครั้งนี้ นำไปสู่การที่ผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้นได้ติดต่อกับเทพต่างถิ่น
ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด การสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสวรรค์จึงกลายเป็นการผนึกฟ้าดินครั้งใหญ่ ฟ้าดินพับซ้อน แผ่นดินเสินโจวหดเล็กลง ภูเขาและแม่น้ำสายสำคัญ รวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ค่อยๆ เลือนหายไปทีละแห่ง และถูกหุบเขาชางอู๋กลืนกินไปจนหมด
ผู้บำเพ็ญเพียรสูญพันธุ์ไปอย่างสิ้นเชิง หายสาบสูญไปนานถึงสามพันปี วิชานั่วเข้ามาแทนที่วิชาบำเพ็ญเพียรอย่างสมบูรณ์ และกลายเป็นสายหลักที่ถูกต้อง
"จนกระทั่งสวีฝูเข่นฆ่าผู้คนในแคว้นจูตู้ อัญเชิญเทพโรคระบาด ทำให้แม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทาง แดนหยินรุกราน"
สวี่อิงกล่าวสรุป "นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หุบเขาชางอู๋คืนดินแดนที่ถูกผนึก ภูเขาและแม่น้ำสายสำคัญอันเก่าแก่ รวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใหญ่น้อย ล้วนปรากฏขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง"
เจียงฉีฟังจนเคลิ้ม จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นมาว่า "สวีฝูคือใคร?"
หยวนชีตอบ "คนผู้นี้มีรูปลักษณ์ราวๆ ยี่สิบสามสิบปี ยืนอยู่บนหินยักษ์ทรงลูกบาศก์ สวมชุดดำคาดสายรัดเอวสีแดง หางตาซ้ายมีรอยแผลเป็นอยู่หนึ่งรอย เวลาตื่นเต้น รอยแผลเป็นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ราวกับมีตะขาบเลือดเกาะอยู่ที่หางตา"
เจียงฉีประหลาดใจ "เขาชื่อสวีฝูงั้นรึ?"
สวี่อิงถามอย่างสงสัย "ราชครูเจียงรู้จักเขางั้นรึ?"
เจียงฉีกล่าว "ไท่ผู(ขุนนางดูแลรถม้า)กงหยางเช่อเคยกล่าวถึงคนผู้นี้ กงหยางเช่อเป็นทัพหน้าเบิกทางของเรือเทวะโลกหน้า เขากลับมายังแผ่นดินเสินโจวก่อนหน้าข้าก้าวหนึ่ง กงหยางเช่อเกือบจะถูกคนผู้นี้ทำร้ายเอาในสุสานขนาดใหญ่แห่งหนึ่งใกล้กับฮ่าวจิง ความหมายของเจ้าคือ สวีฝูเป็นตัวการทำให้ดินแดนใหม่ปรากฏขึ้นงั้นรึ?"
สวี่อิงเล่าการกระทำของสวีฝูให้ฟังรอบหนึ่ง เริ่มตั้งแต่เขาพาผู้บำเพ็ญเพียรกลุ่มหนึ่งไปเข่นฆ่าผู้คนในแคว้นจูตู้เพื่อสังเวยแก่เทพโรคระบาด เล่าไปจนถึงแม่น้ำไน่เหอเปลี่ยนทิศทางและแดนหยินรุกราน รวมถึงการช่วยเหลือเด็กสาวในโลงศพ นางฟ้าชิงปี้ การผุดขึ้นของดินแดนใหม่ การคืนชีพของบรรพชนมังกร และเหตุการณ์ต่างๆ อีกมากมาย
"เขาบอกว่า เขามีเป้าหมายสามประการ เป้าหมายแรกคือการคืนชีพบรรพชนมังกร ซึ่งก็สำเร็จลุล่วงไปแล้ว"
สวี่อิงกล่าว "เป้าหมายที่สองคือการฟื้นฟูผู้บำเพ็ญเพียร ในมุมมองของข้า การบำเพ็ญเพียรทั้งวิชานั่วและปราณควบคู่กันไปต่างหาก ถึงจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด การฟื้นฟูผู้บำเพ็ญเพียรนั้นไม่เข้ากับยุคสมัย ถูกลิขิตให้ต้องล้มเหลว"
ดวงตาของเจียงฉีค่อยๆ เปล่งประกายขึ้นมา เอ่ยชมว่า "คนผู้นี้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นับว่าเป็นบุคคลที่ร้ายกาจไม่เบา"
สวี่อิงครุ่นคิด "เขาไปเยี่ยมเยียนผู้บำเพ็ญเพียรหลี่เซียวเค่อที่เขาจิ่วหลงหลิงกุยช่าย หลี่เซียวเค่อถึงได้ปลดปล่อยดินแดนใหม่เขาจิ่วหลงออกมาให้ปรากฏขึ้นบนโลกมนุษย์อีกครั้ง ดังนั้นข้าจึงสงสัยว่า ดินแดนใหม่น้อยใหญ่ ล้วนเกิดจากการที่เขาไปเยี่ยมเยียนผู้บำเพ็ญเพียรที่หายสาบสูญไป แม้กระทั่งการปรากฏขึ้นอีกครั้งของอวิ๋นเมิ่งเจ๋อ ก็ไม่แน่ว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย"
เจียงฉีกำลังจะเอ่ยปาก จู่ๆ โลกภายในท้องปลาก็สั่นคลอนไปมา เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จากนั้นท้องฟ้าก็ฉีกขาดออก!
ผู้คนที่อาศัยอยู่ในโลกท้องปลาต่างตื่นตระหนกตกใจ วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทั่วทิศ แต่จะหนีออกไปได้อย่างไร?
บรรพบุรุษของพวกเขาพาพวกเขาบินออกจากแผ่นดินเสินโจว ห่างไกลจากโลกหยวนโซ่ว มายังสถานที่แห่งนี้ เนื่องจากชีวิตสุขสบายเกินไป อีกทั้งไม่มีใครให้แลกเปลี่ยนวิชาด้วย พวกเขาจึงลืมเลือนเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรที่บรรพบุรุษสืบทอดมาให้ไปจนหมดสิ้นแล้ว
ผู้บำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกใบนี้ ก็มีตบะเพียงแค่ขั้นเคาะด่านเท่านั้น ไม่มีทางที่จะหนีออกจากโลกใบนี้ไปได้อย่างแน่นอน
"เทพมังกรหลงเยวียนตามมาเจอแล้ว!"
สวี่อิงใจหายวาบ เงยหน้ามองขึ้นไป ก็เห็นว่าท้องฟ้าก็คือท้องปลาของปลายักษ์ บัดนี้ท้องปลาถูกผ่าออก ปลายักษ์ตัวนี้ย่อมต้องตายอย่างแน่นอน!
เมื่อปลายักษ์ตาย โลกภายในท้องปลาแห่งนี้ก็จะต้องพังทลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ผู้คนทั้งหมดในโลกท้องปลา จะต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับปลายักษ์ภายในดวงดาวก๊าซดวงนี้!
เจียงฉีสีหน้าหม่นหมอง ถอนหายใจพลางกล่าว "ข้าอยากจะกวาดล้างอุปสรรคให้โอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โจว หลังจากแย่งชิงแก่นแท้วิถีดั้งเดิมมาได้มากขึ้นแล้ว ก็จะให้คนส่วนหนึ่งฟื้นฟูตบะ แล้วค่อยกลับไปยังมาตุภูมิ นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอกับหลงเยวียน จนต้องมาตายอยู่ที่นี่ในวันนี้..."
เขายกมือขึ้นคลำหาน้ำเต้าที่เอว สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย "แก่นแท้วิถีดั้งเดิมของข้าล่ะ?"
หยวนชีรีบหยิบน้ำเต้าออกมา แล้วกล่าวอย่างอึกอัก "ข้าเก็บได้น่ะ"
เจียงฉีปลุกเร้ากำลังใจ ไม่สนที่จะถามว่าเขาไปเก็บมาจากไหน พยายามฝืนลุกขึ้นยืน รับน้ำเต้ามา แล้วกล่าวว่า "ข้าคงไม่รอดแล้ว ความสามารถในการฟื้นฟูของเขาแข็งแกร่งกว่าข้ามากนัก ศึกนี้ข้าทำได้เพียงสู้อย่างสุดความ..."
เขากำลังจะดึงจุกน้ำเต้าออก เพื่อเงยหน้าดื่มด่ำแก่นแท้วิถีดั้งเดิม ทว่าตอนนั้นเอง สวี่อิงก็ยื่นมือไปแย่งน้ำเต้ามาจากมือเขา เงยหน้าดื่มแก่นแท้วิถีดั้งเดิมอย่างเต็มคราบ แล้วถอนหายใจพลางกล่าว "ศึกนี้ ข้าทำได้เพียงสู้อย่างสุดความสามารถแล้วล่ะ"







