"อาชาขาวร้องรับวายุประจิม ชักกระบี่พิชิตจิ่วเหิง อัจฉริยะเลิศล้ำเหนือผู้ใด มู่หรงน้อยแห่งฝูเฟิง"
นี่คือกลอนขำขันที่หวงจิ่วไก่ ขอทานอาวุโสที่สุดแห่งถนนจิงหวงในเมืองฝูเฟิง แต่งพรรณนาถึงมู่หรงซิว คุณชายใหญ่ตระกูลมู่หรง ทว่าภายในไม่กี่เดือนกลับแพร่สะพัดไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมือง
เพราะมันตรงตัวเสียเหลือเกิน!
อาชาของเขาคือสิงห์หน้าครามมังกรหยกพันธุ์เลิศ สวมอานบังเหียนทำจากหยกประดับหนังพยัคฆ์ชุดใหม่เอี่ยม
กระบี่ยาวสามฉื่อเจ็ดชุ่น ปากกระบี่ทำจากเหล็กดำตัดโคลน ฝักหนังฉลามขาวฝังไข่มุกราตรีเก้าเม็ด ส่องประกายเจิดจ้ากลางแสงตะวัน อย่าได้สนว่าคมหรือไม่ ขอเพียงมันเปล่งประกายก็พอ!
อาภรณ์ก็เป็นเสื้อคลุมยาวตัดเย็บพอดีตัวสีสันสดใสจากผ้าแพรบรรณาการ ที่เอวห้อย "หยกสวรรค์" ของล้ำเลื่องจากดินแดนตะวันตก ส่วนกระเป๋าเพียงใบเดียวบนเสื้อคลุมยัดถุง "เครื่องหอมเทพธิดา" ซึ่งมีแต่เหล่าพระสนมในวังเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง
เพียงเข้าใกล้คุณชายใหญ่มู่หรงในระยะสิบเมตร ก็จะได้กลิ่นหอมฉุนเตะจมูก
ยิ่งคุณชายมู่หรงมีดวงหน้าผ่องดุจหยก สันจมูกโด่งงาม รูปลักษณ์เจ้าสำราญสง่าผ่าเผย หล่อเหลาองอาจถึงเพียงนั้น ต่อให้เป็นบุรุษด้วยกัน เมื่อเห็นแล้วยังต้องรู้สึกละอายอยู่หลายส่วน
ทั้งที่เขายังมิได้แต่งงาน แต่ในเรือนกลับมีสาวใช้โฉมสะคราญและอนุภรรยาสิบแปดเรือนคอยประชันโฉม ช่างน่าอิจฉาจนแทบหายใจไม่ออก!
ผู้คนจากเมืองฝูเฟิงที่เร่งมาช่วยเหลือในยามนี้ ย่อมรวมตัวโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง
คนกลุ่มนั้นสอบถามเฉินจิ้ง หยวนมั่วเอ๋อร์ และเหล่าหัวหน้ามือปราบถึงเรื่องราวทั้งหมดบนยอดเขา จนเรียกได้ว่ารู้แจ้งแทบทุกกระเบียด
"บุกขึ้นไปช่วยพี่สาวข้าเสีย! อย่างไรก็เป็นเพียงโจรกระจอกไม่กี่คน ข้ารู้จักพวกมันอยู่ จะสนใจให้มากความทำไม ทั้งน้ำอะไรนั่น ทั้งบททรมานที่ต้องไถ่ถอนอะไรนั่น ช่างน่าขันสิ้นดี!"
ผู้พูดคือซูเจ๋อเฟิ่ง บุตรชายสายตรงเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมือง ปีนี้อายุสิบเจ็ด เดิมเป็นบัณฑิตแห่งสำนักบัณฑิตหลวงในเมืองหลวง แต่เพราะเรียนหนังสือย่ำแย่เกินไป ทั้งยังคลุกคลีกับเหล่าบุตรขุนนางที่เอาแต่เที่ยวชนไก่แข่งม้ามากเกินควร จึงถูกบิดาลากหูพามารับตำแหน่งด้วยกัน จากนั้นเข้าเป็นบัณฑิตของหอสารทสถาน ครั้งนี้เขาหยุดพักสิบวันและบังเอิญอยู่ที่เรือนพอดี
"คุณชายซูช่างคิดอะไรเรียบง่ายนัก แต่หากโจรกระจอกพวกนั้นจนตรอกแล้วทำร้ายแม่นางซู เจ้าจะทำอย่างไร?"
หยวนโหย่วหรงในชุดเสื้อกระโปรงผ้าโปร่งสีขาวหัวเราะเบาๆ ใบหน้าของนางแต้มรอยยิ้มซุกซนอยู่เสมอ ทว่าฝ่ามือทั้งสองกลับเต็มไปด้วยหนังด้านจากการฝึกอาวุธตลอดหลายปี
นางคือเด็กสาวอัจฉริยะผู้โดดเด่นที่สุดแห่งตระกูลหยวน ทั้งยังเป็นบัณฑิตของหอสารทสถานและกำลังหยุดพักอยู่เรือนสิบวันเช่นกัน ทว่านางมิใช่บัณฑิตห้องปิ่งที่เข้ามาด้วยเส้นสายอย่างคุณชายซูจะเทียบได้ เพราะนางอยู่ในหมู่บัณฑิตห้องเจี่ย และเพิ่งอายุสิบหกก็เข้าสู่ระดับรองขั้นเจ็ดแล้ว
"นี่...จะปล่อยให้พวกมันอยากทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นมิได้ ต่อให้พวกเรายอมรับเงื่อนไขพิลึกเหล่านั้น ก็เพียงลบบททรมานไปทีละข้อ พี่สาวข้ายังคงตกอยู่ในอันตราย
บัดนี้หัวหน้ามือปราบทั้งหกคนลบไปแล้วหกข้อ พวกเราสี่คนรวมถึงผู้ติดตามทุกท่านยังต้องลบอีกสิบสองข้อ หากสุดท้ายมันยังไม่ปล่อยคน ซ้ำยังแจกแจงเพิ่มมาอีกสิบแปดข้อ มิเท่ากับพวกเราต้องเล่นละครกับพวกมันไม่รู้จบหรือ?"
ใบหน้าของซูเจ๋อเฟิ่งแดงก่ำ เขากับซูเมี่ยวจิ่นมิใช่พี่น้องร่วมสายเลือด ทั้งยังเกิดปีเดียวกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าซูเมี่ยวจิ่น เขากลับด้อยกว่าอย่างไร้เหตุผลเสมอ อีกทั้งมักถูกนางอบรมสั่งสอนอยู่เป็นนิจ แม้มิใช่พี่น้องแท้ๆ กลับสนิทเยี่ยงพี่น้องยิ่งกว่า
กล่าวจบ เขาก็มองไปยังที่ปรึกษาประจำจวนซึ่งนิ่งเงียบมาตลอด อีกฝ่ายคือสหายสนิทของบิดา บัณฑิตใฝ่รู้ "เหล่าห่าว ท่านคิดเห็นเช่นไร?"
บัณฑิตใฝ่รู้มีผมขาวแซม สวมชุดบัณฑิต มือทั้งสองสอดไว้ในแขนเสื้อ ดูคล้ายอาจารย์ในสำนักศึกษา ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนดุจฟูจื่อ "ข้าเห็นว่าคุณชายกล่าวมีเหตุผลยิ่ง จะยืดเยื้อต่อไปมิได้แล้ว มิฉะนั้นเกรงว่าคุณหนูใหญ่คงได้จัดงานครบเดือนให้ลูกเสียก่อน!"
สีหน้าซูเจ๋อเฟิ่งแข็งค้าง เขาแค่นเสียง "ฮึ" อย่างเดือดดาล "แล้ววิธีการเล่า?"
บัณฑิตใฝ่รู้กางมือ "ไม่มี!"
ซูเจ๋อเฟิ่งหันไปมองเหล่าหัวหน้ามือปราบอีกครั้ง "แล้วพวกท่านเล่า?"
"อย่างไรก็ได้!"
เฉินจิ้ง หยวนมั่วเอ๋อร์ และเหล่าหัวหน้ามือปราบต่างก้มตานิ่ง ทำทีไม่รับรู้อันใด ในบรรดาคนทั้งสี่ นอกจากซูเจ๋อเฟิ่งซึ่งอยู่ขั้นเก้าและเป็นน้องชายของแม่นางซูแล้ว อีกสามคนล้วนอยู่ระดับรองขั้นเจ็ด ภาระหนักในการช่วยคนย่อมต้องตกอยู่บนบ่าของพวกเขา ส่วนพวกเรายังบาดเจ็บกันอยู่เลย
เมื่อหารือกันไม่เป็นผล ทุกคนจึงอดหันไปมองมู่หรงซิว คุณชายใหญ่มู่หรงผู้มีกลิ่นหอมฟุ้งมิได้
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขายังคงนั่งสูงสง่าอยู่บนอาชาชั้นเลิศ สีหน้าสงบนิ่ง ท่าทางราวกับมีแผนสำเร็จอยู่ในกำมือเช่นนี้ ชวนให้ผู้คนเลื่อมใสจากใจ
"หึๆ..."
รอยยิ้มของมู่หรงซิวอบอุ่นประหนึ่งสายลมวสันต์ แม้แต่ถ้อยคำที่เปล่งออกมาก็ทำให้หัวใจผู้คนอบอุ่น "พวกท่านไม่ต้องกังวล และไม่ต้องเสี่ยงอันตรายขึ้นไปช่วยคน มอบทุกอย่างให้ข้าน้อยเถิด ข้าน้อยจะช่วยแม่นางซูลงจากยอดเขาให้จงได้!"
กล่าวจบ เขาก็กระโดดลงจากอาชาชั้นเลิศแล้วเดินขึ้นสู่ยอดเขาทีละก้าว แม้เท้าจะเหยียบลงในโคลนเน่าแอ่งหนึ่ง ท่วงท่ายังคงสง่างาม สุขุม และผึ่งผาย ไร้ที่ติ
"สมเป็นคุณชายมู่หรง!"
ทุกคนประสานมือคารวะพร้อมกันเพื่อแสดงความนับถือ ไม่มีผู้ใดสงสัยในความสามารถของคุณชายมู่หรง เช่นเดียวกับเมื่อครั้งนั้นที่ไม่มีใครสงสัยว่าเขาจะใช้เพียงหนึ่งคน หนึ่งม้า และหนึ่งกระบี่ กวาดล้างโจรสลัดลำน้ำจิ่วเหิงจนสิ้น
มีเพียงเฉินจิ้งที่มุมปากกระตุก เขาคิดจะเอ่ยเตือนสักสองคำ แต่เมื่อนึกถึงฐานะที่แตกต่างกันเกินไป อีกทั้งอีกฝ่ายยังมีระดับยุทธ์สูงกว่า จึงทำได้เพียงปิดปากเงียบ
บนยอดเขา ซินจั๋วเปลี่ยนมาสวมชุดป่านที่ซูเมี่ยวจิ่นซักให้ ซึ่งยังมีรูโหว่ขนาดนิ้วมือและอบอวลด้วยกลิ่นฝักสบู่เข้มข้น เขายืนสำรวจฝูงชนดำทะมึนเบื้องล่างโดยมีชุยอิงเอ๋อร์ หวงต้ากุ้ย และคนอื่นๆ อยู่เคียงข้าง
โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เพิ่งมาถึงในอาภรณ์หรูหรา
"ประมุขใหญ่ ไอ้หน้าขาวนั่นกำลังขึ้นมาแล้ว!" ไป๋เจียนซี่รู้สึกตึงเครียด จึงขยับเข้าใกล้ประมุขใหญ่ของตนอีกนิด ก่อนกล่าวอย่างรังเกียจ "ข้าเกลียดคนกระตุ้งกระติ้งเช่นนี้ที่สุด ไม่มีไอชายชาตรีเอาเสียเลย!"
มุมปากของหวงต้ากุ้ยกับหานจิ่วหลางกระตุก แต่เพราะศัตรูตัวฉกาจอยู่ตรงหน้า จึงไม่สะดวกเถียงกับนาง
"ประมุขใหญ่ ท่านเห็นว่าอย่างไร? คนผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งมาก!" ชุยอิงเอ๋อร์ถามอย่างกังวล
ซินจั๋วครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วกล่าวว่า "ให้ชีเหนียงคุมตัวแม่นางซูมาเถอะ!"
หานจิ่วหลางจากไปอย่างรวดเร็วและกลับมาเร็วไม่แพ้กัน หานชีเหนียงเดินตามหลังมา มือหนึ่งจับแขนซูเมี่ยวจิ่น อีกมือถือมีดพาดไว้บนลำคอของนาง
ซูเมี่ยวจิ่นมิได้มีอารมณ์แปรปรวนมากนัก ราวกับผู้ที่ถูกลักพาตัวมิใช่นาง อย่างไรเสีย เมื่อครู่ก่อนนางยังดีดพิณผีผาเพื่อบรรเทาความกลัดกลุ้มอยู่เลย เพียงแต่เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ส่วนใบหน้างามล้ำปรากฏความด้านชาจนน่าเวทนา
"พี่หญิง!"
"แม่นางซู!"
รูปร่างอรชรกับท่าทางโศกเศร้าของนางทำให้ฝูงชนดำทะมึนเชิงเขาใจแทบสลาย หลายคนทำท่าจะกรูกันขึ้นมา
คุณชายมู่หรงซึ่งขึ้นมาถึงยอดเขาแล้วโบกมือเบาๆ ฝูงชนเบื้องล่างจึงค่อยๆ กลับคืนสู่ความสงบ
คุณชายมู่หรงมองซูเมี่ยวจิ่น ใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอบอุ่น อ่อนโยน และชวนให้วางใจเหลือเกิน
ทั่วเมืองฝูเฟิงล้วนเล่าลือว่าเขากับแม่นางซูเมี่ยวจิ่นเป็นคู่สวรรค์สร้าง แม้แต่ผู้ใหญ่ในเรือนทั้งสองฝ่ายก็มีใจจะชักนำให้ครองคู่ การมาเยือนครั้งนี้ของเขาจึงเป็นที่จับตามองของผู้คนนับหมื่น คล้ายตั้งใจช่วยสาวงามจากห้วงทุกข์แล้วพากลับไปครองคู่
ซูเมี่ยวจิ่นฟื้นคืนชีวิตชีวาขึ้นเล็กน้อย หากกล่าวถึงผู้ที่นางมองว่าสูงส่งกว่าใครในเมืองฝูเฟิง ก็คงมีเพียงคุณชายมู่หรงเบื้องหน้าผู้นี้ นางคิดจะรวบชายอาภรณ์แล้วย่อกายคำนับตามธรรมเนียมชนชั้นสูงโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อนึกถึงมีดบนลำคอ จึงจำต้องล้มเลิก
คุณชายมู่หรงยิ้มอีกครั้ง ก่อนหันไปมองซินจั๋ว ดวงตาวาบประกายประหลาด เขาประสานมือกล่าวว่า "คารวะประมุขใหญ่ซิน ข้าน้อยมู่หรงซิวแห่งฝูเฟิง มู่หรงผู้สง่างามเจ้าสำราญ ซิวผู้หล่อเหลาผึ่งผาย!"
ทั้งบนเขาและใต้เขาต่างตกอยู่ในความเงียบ นับว่าสมเหตุสมผล เพราะคุณชายใหญ่มู่หรงมีภาพลักษณ์เช่นนั้นจริงๆ
ซินจั๋วงุนงงเล็กน้อย 'แนะนำตัวเช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ จะอวดหล่อเกินไปหน่อยไหม?' เขาลังเลครู่หนึ่งแล้วประสานมือคารวะตอบ "คารวะคุณชายมู่หรง ข้าน้อย...ซินจั๋ว ซินผู้สง่าดุจหยกต้องลม จั๋วผู้ภูมิฐานงามสง่า"
ทั้งบนเขาและใต้เขายังคงเงียบสนิท เมื่อมองเช่นนี้แล้ว ดูจะไร้ยางอายอยู่บ้าง
"ชิ้ง "
กระบี่ทรายเงินเหล็กดำอันเจิดจ้าถูกชักออกจากฝัก เสียงกังวานดุจมังกรคำรามสะท้อนไปทั่วทุกทิศ
คุณชายมู่หรงไพล่มือซ้ายไว้ด้านหลัง มือขวาชูกระบี่ทำมุมสี่สิบห้าองศา กระบวนท่าเริ่มต้นงดงามยิ่ง "ข้าน้อยจะไม่ดื่มน้ำ ทั้งจะไม่ยอมให้คำมั่นด้วยสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต คำกล่าวพิลึกเหล่านั้นยกเลิกเสียได้แล้ว
ทว่าข้าน้อยจะลบบททรมานที่เหลือของแม่นางซูทั้งหมด ดังนั้น วันนี้เจ้ากับข้าไม่เพียงตัดสินสูงต่ำ แต่ยังตัดสินเป็นตาย! เจ้าหนีไม่พ้น!"
ทั่วบริเวณตกอยู่ในความเงียบ!
ทุกคนล้วนเผยสีหน้าเลื่อมใสและเคารพนับถือ สมเป็นคุณชายมู่หรง ช่างร้ายกาจโดยแท้
"ประมุขใหญ่!" ชุยอิงเอ๋อร์ หานชีเหนียง และโจรค่ายพิชิตมังกรทั้งหมดต่างตึงเครียดกระวนกระวาย







