วันที่เจ็ดเดือนสิบ ยามเช้า
หัวหน้ามือปราบซุน "ในเมื่อเขามีความเชี่ยวชาญทั้งวิชาดาบ วิชาหมัด และวิชาตัวเบา เช่นนั้นวิชาขาก็คงจะไม่เอาไหน ข้าจะขึ้นไปประลองวิชาขากับเขา น่าจะจับกุมตัวมาได้อย่างง่ายดาย ทุกท่านโปรดวางใจเถอะ!"
หนึ่งก้านธูปให้หลัง หัวหน้ามือปราบซุนพ่ายแพ้ กระดูกขาหัก!
ยามเที่ยง
หัวหน้ามือปราบหลี่ "ในเมื่อวิชาดาบ วิชาหมัด วิชาตัวเบา วิชาขาก็ล้วนรู้หมด เช่นนั้นวิชาฝ่ามือเขาก็คงจะไม่เป็นกระมัง? ข้าจะลองไปดู"
หนึ่งก้านธูปให้หลัง หัวหน้ามือปราบหลี่พ่ายแพ้! แขนหัก ลมปราณปั่นป่วน วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนราวกับสุนัขขี้แพ้!
ยามบ่าย
หัวหน้ามือปราบหนุ่ม "เรื่องนี้รับมือยากเสียแล้ว วิชาขา วิชาดาบ วิชาหมัด วิชาฝ่ามือ วิชาตัวเบา เจ้าเด็กนี่ล้วนบรรลุขั้นแรกสัมฤทธิ์เป็นอย่างน้อย เช่นนั้นก็คงต้องประลองกระบี่เท่านั้น วิชากระบี่ของข้าสืบทอดมาอย่างเป็นเอกเทศ ย่อมมีความมั่นใจอยู่บ้าง!"
หัวหน้ามือปราบหนุ่มพ่ายแพ้! โดนแทงไปสามกระบี่! อาการเป็นตายเท่ากัน!
วันที่แปดเดือนสิบ ยามเช้า
หัวหน้ามือปราบอาวุโส "ในเมื่อวิชาหมัด วิชาขา วิชากระบี่ของเขา... ช่างเถอะ ข้าไม่ไปดีกว่า ข้าไม่มีความมั่นใจเลย!"
"หัวหน้ามือปราบสิงไฉนจึงขี้ขลาดเช่นนี้ อย่างไรเสียพวกเราก็ลองกันไปหมดแล้ว วิชาดรรชนีสามสายของท่าน เขาไม่มีทางทำได้อีกแน่ ท่านจะกลัวอะไร?"
"ถูกต้อง! ห้ามไปเพิ่มความฮึกเหิมให้โจรภูเขา แล้วทำลายความน่าเกรงขามของทางการเด็ดขาด! พวกเราเอาใจช่วยท่าน!"
"ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชายชราอย่างข้าก็จะฝืนใจลองประลองกับเขาดูสักตั้ง!"
หนึ่งก้านธูปให้หลัง หัวหน้ามือปราบอาวุโสพ่ายแพ้ โดนวิชาดรรชนีสามสายซัดใส่จนซี่โครงหักไปสามซี่ กระอักเลือดคำโตก่อนจะกลับมา
กลิ่นอายสารทฤดูยิ่งเข้มข้น ทิวทัศน์ขุนเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาได้เพิ่มความอ้างว้างขึ้นอีกหลายส่วน ราวกับสภาพจิตใจของบรรดากลุ่มหัวหน้ามือปราบและมือปราบในเวลานี้
ทว่าสภาพจิตใจของบรรดาหัวหน้ามือปราบในตอนนี้กลับปลงตกได้อย่างประหลาด ความรู้สึกอัปยศอดสูจากการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับด้วยน้ำมือของโจรภูเขาหนุ่มได้มลายหายไปไม่น้อย
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องที่ว่าไม่กลัวมีน้อยแต่กลัวมีไม่เท่ากันนั้น มันยากที่จะอธิบาย และยากที่จะสื่อสารให้เข้าใจกันได้จริงๆ!
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้ ความคิดที่จะช่วยเหลือแม่นางซูกลับเบาบางลงไป บรรดาหัวหน้ามือปราบไม่อาจห้ามความคิดที่ไปจดจ่ออยู่กับตัวซินจั๋วได้
หากจะบอกว่า เดิมทีเพียงแค่รู้สึกว่าวิชาดาบของเจ้าเด็กนั่นยอดเยี่ยมดั่งเทพสวรรค์ เช่นนั้นตอนนี้ก็รู้สึกได้ว่าค่อนข้างจะสัตว์ประหลาดเกินไปแล้ว!
เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดวิชาใดก็ล้วนแตกฉาน ประเด็นสำคัญคือ นอกจากวิชาหมัดของเฉินจิ้งแล้ว ทักษะการต่อสู้ของหัวหน้ามือปราบที่เหลืออีกห้าคน เขาก็ล้วนทำได้หมด ทั้งยังเชี่ยวชาญเข้าขั้นในระดับที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ถึงขนาดทำให้หัวหน้ามือปราบหลายคนมีความรู้สึกราวกับว่ากำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่
ข้อแตกต่างก็คือ เคล็ดวิชาลมปราณของโจรน้อยผู้นั้นช่างลึกล้ำหาใดเปรียบ ทั้งยังดุดันและต่อเนื่องยาวนาน มิเช่นนั้นหากประลองกันด้วยกระบวนท่าเพียงอย่างเดียว ใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่
ดังนั้น นี่คือเรื่องบังเอิญ หรือว่าอะไรกันแน่?
"เจ้าเด็กนี่... คงไม่ใช่ปีศาจหรอกนะ? พวก พวกเราเป็นวิชาอะไร เขาก็เป็นวิชานั้น ไม่สูงไปกว่าหรือต่ำไปกว่า ฝีมือสูสีทัดเทียมกันพอดี"
มือปราบหนุ่มนอนอยู่บนเปลหาม เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังอย่างถึงที่สุด เน้นย้ำคำว่า "ฝีมือสูสี" อย่างหนักแน่น ราวกับว่านอกจากคำว่า "ปีศาจ" แล้ว ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นใดอีก
"ที่มาของวรยุทธ์ทั่วร่างของเขามีปัญหา!"
หยวนมั่วเอ๋อร์ยกมือกุมหน้าอกด้วยความยากลำบาก ไอเบาๆ ออกมาคราหนึ่ง "ค่ายโจรไม่มีทางมีคัมภีร์วรยุทธ์มากมายถึงเพียงนั้นได้ อายุของเขาก็ไม่ได้เอื้ออำนวยให้เขาเรียนรู้ได้ทั้งหมดทีละวิชา หรือว่าโจรเฒ่าซินเอ้าเทียนผู้นั้นจะเป็นคนถ่ายทอดให้ด้วยตนเอง? เฒ่าโจรนั่นลุ่มหลงในวรยุทธ์ ชอบหาคนมาประลองแบบตัวต่อตัว ท่านปู่ของข้าก็เคยประลองกับเขา ได้ยินมาว่าอาจารย์ของหัวหน้ามือปราบเฉินก็เคยประลองกับเขาด้วยเช่นกัน"
"ไม่ถูก! แม้โจรเฒ่าซินจะชื่นชอบการประลองยุทธ์ แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่สามารถใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟันย้อนคืนสนองผู้ใช้ได้ นี่เป็นทักษะถนัดของปรมาจารย์แห่งวังไท่ผิง และคนที่เคยประลองด้วยเหล่านั้นก็ไม่มีทางถ่ายทอดวิชาให้เขาแน่!"
เฉินจิ้งกดหน้าอกตัวเองลงไปเล็กน้อยพลางเอ่ย "แท้จริงแล้วเฒ่าซินมีชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยยิ่งนัก อีกทั้งพรสวรรค์ก็แสนธรรมดา ใต้เท้าผู้ช่วยนายอำเภอในเมืองหลวงของมณฑลเคยสืบสวนที่มาที่ไปของโจรเฒ่าซินอย่างละเอียด พบว่าเขามาจากเมืองหลวง มีชาติกำเนิดเป็นทาสรับใช้ ครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิต เกิดมาเพื่อวรยุทธ์ และก็ตายเพื่อวรยุทธ์!"
"ครองตัวเป็นโสดตลอดชีวิต แล้วซินจั๋วมาจากที่ใดกัน?" มือปราบอาวุโสเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เฉินจิ้งขมวดคิ้วเล็กน้อย "ฐานะของซินจั๋วผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง ตอนอายุสามขวบ โจรเฒ่าซินพาเขาขึ้นเขามา ประกาศกับภายนอกว่าเป็นหลานชายแท้ๆ ของตน ทว่าผลปรากฏว่าโจรเฒ่าซินนั้นหยาบกระด้างเหลือทน อ้วนท้วนราวกับหมี แต่ซินจั๋วกลับเกิดมามีรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาน่าเอ็นดู
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ข้าค่อนข้างสงสัยว่า ซินจั๋วจะเป็นลูกศิษย์ของท่านตงฟาง! ท้ายที่สุดเขาก็เป็นปัญญาชนคนหนึ่งเช่นกัน!"
บรรดาหัวหน้ามือปราบต่างพากันมองหน้ากันล่อกแล่ก ท่านตงฟางเป็นเจ้าของหอสารทสถาน อีกทั้งยังเป็นฟูจื่อที่อาวุโสที่สุด ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นมาก่อน ได้ยินมาว่าลึกลับมากและมีตบะขั้นลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงได้
หัวหน้ามือปราบหนุ่มพยักหน้า เอ่ยปลอบใจตัวเอง "หากเป็นเช่นนั้น ก็สามารถอธิบายได้แล้ว ท่านตงฟางมีความรู้ความสามารถดุจสวรรค์ประทาน วรยุทธ์ของมือปราบทางการอย่างพวกเราแท้จริงแล้วก็แสนธรรมดา เขาเรียนรู้เอาไปได้ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้"
หยวนมั่วเอ๋อร์แค่นหัวเราะเยาะ "ท่านตงฟางจะสั่งสอนลูกศิษย์ให้ออกมาเป็นโจรภูเขาได้อย่างไร?"
"นี่..."
บรรดาหัวหน้ามือปราบต่างไร้คำพูดจะโต้แย้ง จริงด้วย ฟังจากผู้อาวุโสในบ้านบอกว่า หอสารทสถานมีปณิธานที่จะสร้างความสงบสุขให้แก่ใต้หล้า หากมีลูกศิษย์ไปเป็นโจรภูเขา แล้วจะไปสร้างความสงบสุขให้แก่ใต้หล้าได้อย่างไร?
"จริงสิ!"
หยวนมั่วเอ๋อร์เอ่ย "เหตุใดถึงได้เกิดเรื่องเอิกเกริกใหญ่โตเพียงนี้ แต่แม่ชีสายต่อสู้ของอารามจันทราวารีกับหอสารทสถานกลับไม่เคยออกหน้าเลย?"
เฉินจิ้งยิ้มขื่น "เมื่อหลายวันก่อนข้าได้ยินมาจากผู้มาแสวงบุญคนหนึ่งว่า ไม่รู้ด้วยสาเหตุใด หอสารทสถานกับอารามจันทราวารี แม่ชีสายต่อสู้กับเหล่าบัณฑิตกำลังสู้รบตบมือกันอย่างดุเดือด แล้วจะมีแก่ใจมาสนใจโจรภูเขาได้อย่างไร?"
บรรดามือปราบต่างมองหน้ากันไปมาอีกครั้ง บัณฑิตกับแม่ชีตีกันเนี่ยนะ? หากมีการไปแจ้งทางการ ควรจะเข้าข้างฝ่ายใดดี?
"หัวหน้ามือปราบทุกท่าน!"
ทันใดนั้นเอง มือปราบผู้หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามารายงาน "คุณชายมู่หรงกับบัณฑิตใฝ่รู้และพวกเขากำลังจะมาถึงแล้วขอรับ!"
...
ค่ายพิชิตมังกร
ภายในห้อง ซินจั๋วมองดูวิญญาณสังเวยในบ่อชมจันทร์ที่มีมากถึงสิบสองดวง และเคล็ดวิชาอีกเป็นกระบุงโกย พลางตกอยู่ในห้วงความคิด
นอกจากวิชาดาบ วิชาหมัด และเคล็ดวิชาลมปราณที่เป็นการดัดแปลงและกลายพันธุ์มาจากบ่อชมจันทร์ ซึ่งมีความได้เปรียบต่อศัตรูอยู่บ้างแล้ว วิชากระบวนท่าอื่นๆ ล้วนเป็นการช่วงชิงมาโดยตรงอย่างแท้จริง เป็นวิชาที่แสนธรรมดา ซ้ำยังจิปาถะยุ่งเหยิงเกินไป ข้อดีเพียงอย่างเดียวก็คือ สามารถใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วดั่งใจนึก และสามารถใช้ออกมาได้ตามสะดวก
กระบวนท่าที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเหล่านี้ยังสามารถนำมาผสานเข้าด้วยกันได้ ทว่าเขารู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เอาไว้ใช้ต่อสู้แบบธรรมดากับผู้อื่น ชนิดที่ไม่ถึงตาย ก็นับว่าไม่เลวทีเดียว
ระดับตบะขั้นพลังต่างหากที่เป็นเรื่องเร่งด่วนในตอนนี้!
ปัจจุบันบรรลุถึงขั้นหกในเจ็ดของขั้นเจ็ดระดับรองแล้ว
ขาดอีกเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น!
ทว่า ได้ยินมาว่ามือปราบที่มีตบะสูงที่สุดที่ตีนเขานั้น มีอยู่เพียงหกคน และบังเอิญว่าทั้งหมดก็ได้ขึ้นเขามากันหมดแล้ว
ต่อจากนี้ไป จะส่งมือปราบธรรมดาขั้นเก้ามางั้นหรือ? หรือขั้นหนึ่งในเจ็ดสิบสองของขั้นเจ็ดระดับรอง?
หรือว่าคนเหล่านั้นบนกระดาษโน้ตกำลังจะมาถึงแล้ว?
หากคนที่มาต่อจากนี้ไม่ยอมจำนนแต่โดยดี แล้วเสนอวิธีอื่นๆ ในการช่วยเหลือซูเมี่ยวจิ่น เขาควรจะดึงดันทำตัวเป็นอันธพาลหน้าด้านต่อไปดีหรือไม่?
เวลานั้นเอง ด้านนอกก็มีเสียงบรรเลงเครื่องดนตรีอันไพเราะแว่วมาให้ได้ยินเลือนราง
ซินจั๋วลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตูห้องออกไป หวงต้ากุ้ยที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกกำลังแบกดาบผู่เตา ตาข้างเดียวเป็นประกายแวววับ รีบขยับเข้ามาหาด้วยใบหน้าประจบสอพลอ
"ประมุขใหญ่มีสิ่งใดให้สั่งการหรือขอรับ?"
ช่วงหลายวันมานี้ ความภักดีของบรรดาโจรที่มีต่อประมุขใหญ่ได้เปลี่ยนจากปริมาณกลายเป็นคุณภาพแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฐานะประมุขใหญ่เลย แต่เป็นความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อยอดฝีมือล้วนๆ
ซินจั๋วมองไปยังทิศทางที่มาของเสียงเครื่องดนตรี "ผู้ใดกำลังดีดพิณ?"
หวงต้ากุ้ยฉีกยิ้มกว้าง "ฮูหยินของค่ายขอรับ! เพิ่งจะซักผ้าล้างชามเสร็จ ก็ดึงดันจะไปดีดผีผาให้ได้ หานชีเหนียงกำลังอยู่เป็นเพื่อนตนนางขอรับ"
ซินจั๋วพยักหน้า ก่อนจะเดินตามเสียงผีผาไป
ทางทิศตะวันตกของค่ายมีลานโล่งแห่งหนึ่ง มีต้นสนเตี้ยๆ ขึ้นอยู่ไม่น้อย ท่ามกลางป่าสนมีเนินดินอยู่หกเจ็ดกอง ดินยังดูใหม่เอี่ยม ด้านข้างมีศาลาหลังหนึ่ง จะเรียกว่าศาลาก็คงไม่ได้ แท้จริงแล้วมันสร้างขึ้นมาจากหญ้าคาและท่อนไม้ ดูคล้ายกับเพิงเฝ้าแตงเสียมากกว่า
หานชีเหนียงกำลังคุกเข่าอยู่หน้าหลุมศพที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่ง พลางเผากระดาษเงินกระดาษทองที่ตัดด้วยมือ
นั่นคือหลุมศพของท่านปู่ซินเอ้าเทียน
ส่วนซูเมี่ยวจิ่นกำลังนั่งดีดผีผาอยู่ในศาลาด้านข้าง ท่วงท่าอ่อนช้อย นิ้วเรียวงามกรีดกรายลงบนสายเบาๆ...
เพียงแต่ซินจั๋วกลับรู้สึกว่าการมาดีดพิณหน้าหลุมศพเช่นนี้ มันออกจะดูผิดที่ผิดทางและน่ากระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง
เขาเดินเข้าไปที่หน้าหลุมศพแล้วเผากระดาษเงินกระดาษทองสองสามแผ่น ก่อนจะเอ่ยถาม "นางรู้หรือไม่ว่าที่นี่คือสุสาน?"
"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่านางรู้หรือไม่" หานชีเหนียงนึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง "อาจจะไม่รู้กระมัง ลูกสาวบ้านคนมีเงิน จะเคยเห็นหลุมศพจากที่ใดกัน?"
มีเหตุผล
ซินจั๋วมองหลุมศพอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าท่านปู่ที่ใช้ชีวิตอย่างดุดันมาตลอดชีวิต แต่กลับต้องมาจบชีวิตลงอย่างกะทันหันเช่นนี้ เขาจะยินยอมพร้อมใจหรือไม่?
เขาเดินเข้าไปในศาลา นั่งลงด้านข้าง มองดูเหวลึกหมื่นจ้างที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ข้างๆ หูฟังเสียงบรรเลงดุจสายน้ำไหลจากหญิงงาม ก็นับว่าได้อรรถรสไปอีกแบบ
ซูเมี่ยวจิ่นมองเขาแวบหนึ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน ความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดของนางได้ค่อยๆ มลายหายไปพร้อมกับการพ่ายแพ้อย่างย่อยยับของหกหัวหน้ามือปราบ
นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า เพียงแค่ถูกปล้นครั้งเดียว กลับต้องมาเจอกับเด็กหนุ่มปีศาจที่แม้แต่หกหัวหน้ามือปราบก็ยังรับมือไม่ได้
เมื่อในใจมีความคิดว้าวุ่น จังหวะการบรรเลงในมือจึงช้าลงอย่างเลี่ยงไม่ได้
ซินจั๋วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ "เหตุใดจึงไม่บรรเลงต่อแล้วล่ะ?"
จะดีดต่อหรือไม่ดีด? ดีดให้เขาฟังงั้นหรือ?
ซูเมี่ยวจิ่นไม่อยากสบตากับเขา นางกอดผีผาไว้แนบอกพลางใช้มันบดบังใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง นิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจบรรเลงต่อไป
ดีดให้ตัวเองฟัง เพื่อคลายความทุกข์ใจในอกนี้
ใครจะไปรู้ว่าซินจั๋วที่ตอนแรกมองนางอย่างอึ้งๆ จะทำท่าราวกับปลดปลงได้ในเวลาต่อมา เขายกสองมือขึ้นหนุนศีรษะ แล้วท่องกลอนออกมาด้วยท่าทางเบื่อหน่าย
"...กอดผีผาซ่อนหน้าไว้ครึ่งดวง
...
สายใหญ่ดังโครมครามประดุจห่าฝน สายเล็กดังแว่วกระซิบดั่งคำรำพัน
เสียงหนักเบาสลับซับซ้อนบรรเลงประสาน ประหนึ่งไข่มุกเม็ดเล็กใหญ่ร่วงหล่นลงบนจานหยก...
บทกวีชั้นยอด! เข้ากับบรรยากาศเสียจริง!"
หานชีเหนียงที่กำลังเผากระดาษหันขวับมามองด้วยความตกตะลึง ประมุขใหญ่แต่งกวีอีกแล้วหรือ?
ซูเมี่ยวจิ่นจ้องมองซินจั๋วอย่างเหม่อลอย ทั้งร่างแข็งทื่อราวกับคนโง่งม นี่เป็นบทกวีที่ยอดเยี่ยมหาใดเปรียบ โครงสร้างเป็นระเบียบ เสียงหนักเบามีจังหวะจะโคน สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเอก
ซ้ำยังเป็นบทกวีที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน
กอดผีผาซ่อนหน้าไว้ครึ่งดวง กำลังพูดถึงข้าอยู่งั้นหรือ?
สายใหญ่ดังโครมครามประดุจห่าฝน... สายเล็กดังแว่วกระซิบดั่งคำรำพัน... เสียงหนักเบาสลับซับซ้อนบรรเลงประสาน... ประหนึ่งไข่มุกเม็ดเล็กใหญ่ร่วงหล่นลงบนจานหยก...
เพียงแค่ไม่กี่ประโยคนี้ ในใต้หล้าก็ไม่มีบทกวีใดที่พรรณนาถึงผีผาได้ดีไปกว่านี้อีกแล้ว
โจรน้อยผู้นี้ช่างมีพรสวรรค์ด้านอักษรศาสตร์ ทว่า... ความอ้างว้างอันเข้มข้นบนใบหน้าของเขามันคือเรื่องอันใดกัน? อายุเพียงแค่นี้ แต่วรยุทธ์กลับสูงส่งถึงเพียงนั้น เขาไม่ควรจะใช้ชีวิตอย่างสำราญใจและหยิ่งผยองดั่งไฟหรอกหรือ?
"ประมุขใหญ่ขอรับ ด้านล่างมีคนกลุ่มใหญ่มากันแล้วขอรับ มีไอ้หน้าขาวคนหนึ่งขึ้นมา บัดซบเอ๊ย ดูอวดดีชะมัดเลยขอรับ!"
ทันใดนั้นเอง หวงต้ากุ้ยก็โกยอ้าววิ่งหน้าตั้งเข้ามา ทำลายความเงียบสงบลง
ซินจั๋วลุกขึ้นยืนทันที นัยน์ตาสว่างวาบ "ลุย!"







