วันรุ่งขึ้นคือวันอังคาร
การเทรดในช่วงเช้า ลู่หมิงถือหุ้นอู่เหลียงเย่ไว้เต็มพอร์ตจนถึงเวลาประมาณ 14:20 น. จึงค่อยขายทำกำไรออกไปทั้งหมด ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วก็ถือว่าขายได้ในจุดสูงสุดของกราฟระหว่างวันแล้ว
ช่วงท้ายตลาด เขาเห็นว่าหุ้นต้าเหลียนจงกงที่เคยเล่นไปแล้วรอบหนึ่งร่วงลงไปแตะฟลอร์อย่างรวดเร็วในช่วงเช้า ก่อนจะถูกรายใหญ่ดึงกลับขึ้นมา พอถึงช่วงบ่ายสองโมงครึ่ง ลู่หมิงก็ทยอยเข้าซื้อที่ราคาต่ำจนเต็มพอร์ตอีกครั้ง
กระทั่งถึงวันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม หลังจากลู่หมิงล้างพอร์ตหุ้นต้าเหลียนจงกง เขาก็หันกลับมาลุยหุ้นกลุ่มโบรกเกอร์อย่างหนักอีกครั้ง
เป้าหมายหุ้นโบรกเกอร์ที่เขาเล่นรอบนี้คือหลักทรัพย์ซีปู้ หุ้นโบรกเกอร์ยักษ์ใหญ่สามอันดับแรกหมดแรงส่งแล้ว ช่วงก่อนหน้านี้ราคาพุ่งแรงเกินไปจนลากไม่ขึ้น เม็ดเงินจึงสลับจากหุ้นราคาสูงมาสู่หุ้นราคาต่ำ โดยย้ายมาเข้าหลักทรัพย์ซีปู้ที่อยู่รั้งท้ายแทน ตอนที่เกิดความเคลื่อนไหวผิดปกติ ลู่หมิงก็จับทิศทางของกระแสเงินได้ จึงตัดสินใจเทหมดหน้าตักเพื่อเกาะขบวนไปด้วย
ตลอดเดือนธันวาคม ลู่หมิงกลายร่างเป็นคนบ้างานที่ลุยตลาดหุ้น A-share อย่างบ้าระห่ำ เขาเทรดอย่างหนักหน่วงทุกวัน เพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สร้างผลตอบแทนให้เป็นรูปธรรม หากระหว่างวันสามารถทำ T+0 ได้เขาก็จะพยายามทำ กำไรแค่หนึ่งหรือสองเปอร์เซ็นต์เขาก็ไม่รังเกียจ
ด้วยปริมาณเงินทุนของเขาในตอนนี้ กำไรหนึ่งหรือสองเปอร์เซ็นต์ก็ปาเข้าไปเจ็ดแปดแสนแล้ว เมื่อคิดทบต้นขึ้นมาก็ถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจมากทีเดียว
ก่อนหน้านี้ที่รังเกียจเป็นเพราะเงินทุนยังน้อย กำไรสุทธิจึงไม่ได้เยอะอะไร
ลู่หมิงรู้สึกว่าคนขยันขันแข็งที่เป็นแบบอย่างของคนบ้างานอย่างเขา ก.ล.ต. ควรจะมอบธงประกาศเกียรติคุณพนักงานดีเด่นให้สักผืน เขาทำ High-Frequency Trading เข้าออกอย่างรวดเร็วทุกวัน ด้วยขนาดเงินทุนของเขาในปัจจุบัน หมายความว่าการเทรดขายออกหนึ่งครั้งในแต่ละวันจะต้องเสียภาษีอากรแสตมป์ถึงสี่ห้าหมื่นหยวนเลยทีเดียว ให้ธงพนักงานดีเด่นสักผืนนี่ไม่เกินไปเลยจริงๆ ใช่ไหมล่ะ
ทางโบรกเกอร์เองก็ฟันกำไรจากเขาไปเหนาะๆ วันละสี่ห้าพัน แถมเมื่อสินทรัพย์ของเขาทะยานทำนิวไฮอย่างต่อเนื่อง ภาษีอากรแสตมป์และค่าคอมมิชชั่นการซื้อขายที่ต้องจ่ายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
พอถึงสิ้นเดือน ภาษีอากรแสตมป์ที่ต้องจ่ายในหนึ่งวันก็ทะลุ 5 หมื่นหยวน ส่วนค่าคอมมิชชั่นก็เกิน 5 พันหยวนเข้าไปแล้ว
......
วันพุธที่ 30 ธันวาคม 2014 เวลา 11:15 น.
ลู่หมิงขายทำกำไรจากหลักทรัพย์ซีปู้ไปทั้งหมด เขามองดูขนาดสินทรัพย์รวมที่ใช้ได้ในพอร์ตหุ้นของตัวเองแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ
58.7819 ล้าน!
เมื่อหักลบเงินมาร์จิ้นออกไปแล้ว มูลค่าสินทรัพย์สุทธิในพอร์ตก็มาอยู่ที่ 51.7819 ล้านหยวน
"หืม? 5178.19? ตัวเลขบังเอิญขนาดนี้เลยเหรอ? นี่มัน..." ลู่หมิงถึงกับชะงักไปครู่ใหญ่ตอนที่หักเงินมาร์จิ้นออกแล้วได้ตัวเลขนี้ออกมา
แต่เขาก็ไม่ได้เก็บมาคิดอะไรให้มากความ มันก็แค่เรื่องบังเอิญล้วนๆ
พรุ่งนี้วันพุธเป็นวันเทรดวันสุดท้ายของปีนี้ หลังจากนั้นก็จะเป็นปี 2015 แล้ว
วันนี้หลังจากล้างพอร์ตหลักทรัพย์ซีปู้ไปแล้วเขาก็ไม่คิดจะเปิดสถานะซื้อเพิ่มอีก เพราะกฎ T+1 ขืนเข้าซื้อไปอีกในวันนี้ พรุ่งนี้ถอนทุนออกมาก็ยังโอนเข้าบัญชีธนาคารไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้ทิ้งพอร์ตว่างไว้สักวัน พรุ่งนี้ก็จะสามารถโอนเงินจากพอร์ตหุ้นเข้าบัญชีธนาคารได้แล้ว
ก็สมควรจะพักผ่อนได้แล้ว
ภายใต้การลุยเทรดอย่างบ้าระห่ำติดต่อกัน ในที่สุดเขาก็บรรลุเป้าหมายกำไร 50 ล้านก่อนจะขึ้นปีใหม่ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าน่าพอใจมาก
แต่การจะไปให้ถึงเป้าหมายนี้ก็เล่นเอาเหนื่อยสายตัวแทบขาด ตลอดเดือนธันวาคมเขาต้องรักษาสภาพการต่อสู้ที่ตึงเครียดเช่นนี้ไว้ตลอด ที่แย่ยิ่งกว่าคือเมื่อก่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์เขายังพอได้พักผ่อนบ้าง
แต่ตอนนี้วันหยุดสุดสัปดาห์กลับยิ่งสูบพลังชีวิต
อันอี้โหรวแทบจะสูบ 'เสบียง' ที่เขาสะสมไว้ตลอดห้าวันทำการไปจนหมดเกลี้ยงในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความสามารถในการขูดรีดของเธอนี่มันโหดกว่าพวกนายทุนซะอีกไม่ใช่หรือไง
ทั้งอันอี้โหรวทั้งตลาดหุ้น A-share ต่างก็สูบพลังกันอย่างหนักหน่วงแบบนี้ ใครมันจะไปทนไหว...
ตลอดเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ลู่หมิงลองชั่งน้ำหนักตัวเองดู แม้จะยังรักษาน้ำหนักไว้ได้โดยไม่ลดลง แต่ก็ยังรู้สึกอยู่ดีว่าร่างกายของตัวเองซูบผอมลงทุกวัน
......
ช่วงบ่าย ลู่หมิงเดินทางมายังบริษัทหลักทรัพย์ไฉเหลียน สาขาที่ 5
การมาเยือนสาขาในครั้งนี้ เขาได้รับการต้อนรับในห้องวีไอพี มาตรฐานการต้อนรับพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เวลาสองเดือนนับตั้งแต่เข้าตลาด จากเงินต้นหนึ่งแสนจนตอนนี้กลายเป็นห้าสิบกว่าล้าน เขาคือรายใหญ่สายเก็งกำไรที่กำลังผงาดขึ้นมาอย่างแท้จริง
หากบอกว่าก่อนหน้านี้เป็นเพราะโชคช่วย ถ้าอย่างนั้นการทำ High-Frequency Trading ตลอดเดือนธันวาคมที่เขาสามารถซื้อถูกขายแพงได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง ก็คงไม่ใช่คำว่าโชคช่วยที่จะอธิบายได้อีกต่อไป ต้องบอกว่าเขามีเคล็ดลับวิชาติดตัวที่ทำให้โลดแล่นในตลาดทุนได้ราวกับปลาได้น้ำ จนตลาดทุนกลายเป็นตู้เอทีเอ็มของเขาไปแล้ว
บางครั้งก็ต้องยอมรับในเรื่องของพรสวรรค์เหมือนกัน
ภายในห้องวีไอพี ซูเสี่ยวม่าน ผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้ามองเขาด้วยรอยยิ้มเบิกบานแล้วพูดว่า "ให้ฉันเดาก่อนนะ วันนี้ที่คุณมาก็เพราะอยากจะเพิ่มเลเวอเรจอีกใช่ไหม?"
ลู่หมิงพยักหน้าพลางหัวเราะ "เพิ่มแบบคูณสองเลยครับ!"
ซูเสี่ยวม่านถอนหายใจเบาๆ อย่างอ้อยอิ่ง "สองเดือนทำกำไรได้ห้าร้อยกว่าเท่า ฉันล่ะไม่รู้จริงๆ ว่าคุณทำได้ยังไง จนฉันอยากจะลาออกแล้วไปทำงานกับคุณเลยเนี่ย"
หลังจากทักทายพูดคุยกันพอหอมปากหอมคอ ลู่หมิงก็เข้าประเด็นทันที "พี่เสี่ยวม่าน พี่บอกผมมาเลยดีกว่า ว่าแผนกของพี่ให้มาร์จิ้นผมสูงสุดได้กี่เท่า?"
ซูเสี่ยวม่านมองเขาด้วยความประหลาดใจ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น "น้องลู่หมิง คุณจะบ้าบิ่นเกินไปแล้วนะ คุณเหมือนคนกำลังเดินไต่ลวด เต้นรำอยู่บนปลายมีด การทำแบบนี้จะพลาดไม่ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ต่อให้ก่อนหน้านี้จะชนะมา 99 ครั้ง แต่ถ้าครั้งที่ 100 ดันพลาดแพ้ขึ้นมา ชัยชนะทั้ง 99 ครั้งก่อนหน้านี้ก็จะมลายหายไปในพริบตาเลยนะ"
เธออยากจะเตือนลู่หมิงด้วยความหวังดี เพราะในสายตาของเธอ ลู่หมิงถูกผลกำไรก้อนโตที่ได้มาในระยะเวลาอันสั้นทำให้หน้ามืดตามัวไปแล้ว
ลู่หมิงยิ้มบางๆ อย่างไม่ยี่หระ "ผมจะชนะต่อไปเรื่อยๆ ครับ ครั้งนี้ผมขอเลเวอเรจ 20 เท่า"
ซูเสี่ยวม่านนิ่งอึ้งไปหลายวินาที จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วหันหลังกลับทันที "ขอตัวนะคะ!"
เมื่อเห็นท่าทีหันหลังเดินหนีของเธอ ลู่หมิงก็หลุดขำออกมา เขาเอนหลังพิงโซฟาโดยไม่ได้ลุกขึ้นตาม ซูเสี่ยวม่านเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดชะงัก ก่อนจะหันกลับมาอีกครั้ง เธอจ้องมองลู่หมิงด้วยสายตาจนปัญญาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า
"ฉันมีข่าวร้ายจะบอกคุณ ไม่เพียงแต่เลเวอเรจ 20 เท่าที่คุณต้องการจะไม่มีทางเป็นไปได้แล้ว แต่อัตราส่วนที่คุณมีอยู่ในปัจจุบันก็จะถูกปรับลดลงเหลือ 2 เท่าด้วย ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้วที่ตลาดทุนเริ่มคึกคัก ช่องทางการระดมทุนอย่างการกู้ยืมมาร์จิ้น หรือการจัดสรรเงินทุนเพื่อเล่นหุ้นก็เฟื่องฟูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน"
"แต่ช่วงนี้ทางหน่วยงานกำกับดูแลได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกิจมาร์จิ้นของบริษัทหลักทรัพย์มากขึ้น คณะกรรมการทั้งสามแห่งได้คุมเข้มการปล่อยมาร์จิ้น ก.ล.ต. รื้อฟื้นการตรวจสอบมาร์จิ้น ธนาคารเพิ่มความเข้มงวดในการจัดการสินเชื่อ คณะกรรมการกำกับดูแลการประกันภัยก็เริ่มตรวจสอบธุรกิจมาร์จิ้นของกองทุนประกันภัย... สรุปสั้นๆ ก็คือ พวกเขากำลังจัดระเบียบเงินทุนเลเวอเรจที่จะไหลเข้าสู่ตลาดอย่างจริงจัง"
พูดถึงตรงนี้ ซูเสี่ยวม่านก็เดินกลับมานั่งที่เดิม เธอยกมือเรียวขึ้นกอดอกแล้วเสริมว่า "วงเงินสินเชื่อของคุณตอนนี้คือ 7 เท่า ซึ่งจะต้องถูกลดยอดลงมาเหลือ 2 เท่า ต่อให้วันนี้คุณไม่มา อีกสองวันฉันก็ต้องโทรไปแจ้งเรื่องนี้กับคุณอยู่ดี ถือซะว่าช่วยประหยัดค่าโทรศัพท์ไปได้ก็แล้วกัน"
ลู่หมิงส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มขื่น "ฟังจากที่คุณพูด ก็พอจะดูออกว่าหน่วยงานกำกับดูแลคงอยากให้ 'ตลาดกระทิงเลเวอเรจ' ในตอนนี้ค่อยๆ ปรับตัวเป็นตลาดกระทิงแบบช้าๆ แต่การทำแบบนี้รังแต่จะส่งผลเสียตามมา ถ้าไม่คุมก็ปล่อยไปเลย แต่ถ้าจะคุมก็ต้องคุมให้หมด การคุมเข้มแค่มาร์จิ้นในระบบ ย่อมต้องไปกระตุ้นให้การปล่อยกู้นอกระบบเฟื่องฟูขึ้นมาอย่างแน่นอน พอฝั่งนี้ถูกบีบ พวกปล่อยกู้นอกระบบก็คงปล่อยเลเวอเรจกันสนุกสนานเลยสิ?"
ซูเสี่ยวม่านกอดอกยักไหล่ "คุณมาพูดเรื่องพวกนี้กับฉันแล้วจะได้อะไร? นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผู้จัดการดูแลลูกค้าตัวเล็กๆ ในสาขาบริษัทหลักทรัพย์อย่างฉันจะไปกะเกณฑ์อะไรได้เสียหน่อย"
"ก็แค่บ่นไปงั้นแหละ..." ลู่หมิงหัวเราะเบาๆ ถอนหายใจอย่างจนปัญญา "เพิ่มไม่ได้แถมยังโดนหั่นแล้วหั่นอีก เอาเถอะ หั่นก็หั่น ไม่ให้เลเวอเรจผมก็ยังทำกำไรส่วนเกินออกมาได้อยู่ดีนั่นแหละ"
คงต้องเป็นแบบนั้นแล้ว
การคุมเข้มของหน่วยงานกำกับดูแลถือเป็นเหตุสุดวิสัย ส่วนเรื่องการกู้ยืมเงินนอกระบบก็เป็นเส้นทางที่ลู่หมิงเดินไปไม่ได้เหมือนกัน
อย่างแรกคือเขาไม่มีเส้นสาย แพลตฟอร์มปล่อยกู้บนอินเทอร์เน็ตพวกนั้นถ้าไม่ใช่พวกหลอกลวง ก็คงไม่สามารถตอบสนองขนาดเงินทุนที่เขาต้องการได้ ไม่มีใครกล้าให้เงินเขาหรอก
ลู่หมิงต้องการเลเวอเรจ 20 เท่าจากเงิน 50 ล้าน นั่นหมายถึงขนาดเงินทุนระดับพันล้าน แพลตฟอร์มปล่อยกู้นอกระบบไม่มีทางให้ได้หรอก แพลตฟอร์มปล่อยกู้ส่วนใหญ่มีขนาดเงินทุนแค่ระดับสิบล้านเท่านั้น ส่วนแพลตฟอร์มระดับร้อยล้านก็มีน้อยมาก
ในทางทฤษฎีอาจจะทำได้ นั่นคือการไปขอกู้จากทุกแพลตฟอร์มให้ครบ แต่ในทางปฏิบัติมันเป็นไปไม่ได้อย่างเห็นได้ชัด ข้อแรกคือมันซับซ้อนและเสี่ยงต่อการเกิดปัญหา ข้อสองคือต้องใช้เวลามาก
เอาเวลานี้ไปใช้ประโยชน์จากเงินทุนที่มีอยู่เพื่อปั้นผลตอบแทนให้สูงขึ้นยังจะเข้าท่ากว่า
ตราบใดที่ในแต่ละวันเขาสามารถทำกำไรจากพอร์ตที่อัดเต็มได้เสถียรอยู่ที่ราวๆ 6-8 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคิดทบต้นออกมาแล้ว มันก็เป็นตัวเลขที่พุ่งกระฉูดมากเลยทีเดียว
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ลู่หมิงก็ออกจากบริษัทหลักทรัพย์ไฉเหลียน สาขาที่ 5 เขาคืนเงินมาร์จิ้นก่อนหน้านี้พร้อมดอกเบี้ยให้กับโบรกเกอร์ และจัดการทำเอกสารใหม่ทั้งหมด โดยวงเงินสินเชื่อมาร์จิ้นถูกปรับลดลงเหลือ 2 เท่า
ในขณะเดียวกันลู่หมิงก็ใช้เงินต้น 50 ล้านเพื่อขอกู้มาร์จิ้นตามวงเงินสูงสุด 2 เท่า ทำให้เขามีเงินทุนที่สามารถเทรดได้จริงอยู่ที่ 150 ล้าน
นอกเหนือจากนั้น ลู่หมิงยังเปิดที่นั่งเทรดอิสระ ซึ่งก็คือช่องทางการซื้อขายแบบรวดเร็วอีกด้วย
......