ดวงอาทิตย์ยามเช้าทอแสงขึ้นทางทิศตะวันออก
ผู้ใหญ่บ้านกัวยืนอยู่ที่ลานกว้างสั่งภรรยา "ต้มปั๋วทัวสักหม้อ ใส่ไขมันหมูเยอะหน่อยนะ"
เขาดึงตัวหลี่อี้ไว้ไม่ยอมให้ไป ยืนกรานจะรั้งให้อยู่กินข้าวเช้าด้วยกันให้ได้
หลัวซานกับผู้ใหญ่บ้านตำบลทั้งสี่คนพอได้ยินว่ามีปั๋วทัวให้กิน ก็หยุดก้าวเดินทันที คนรับใช้ตระกูลกัวตั้งหม้อใบใหญ่ขึ้นกลางลานกว้าง ฝั่งหนึ่งต้มน้ำ อีกฝั่งหนึ่งก็เริ่มนวดแป้ง
อนุภรรยาและลูกสาวของกัวเอ้อร์หลางลงมือช่วยกัน เมื่อนวดแป้งได้ที่แล้ว ก็นำมาปั้นเป็นก้อนขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ ดึงให้ขาดเป็นเส้นยาวสองชุ่น แช่ลงในอ่างน้ำ รอจนน้ำในหม้อเดือดพล่าน พวกนางก็ช้อนแผ่นแป้งที่แช่น้ำไว้ออกมา นวดให้บางลงอีกครั้งแล้วนำลงไปต้มในหม้อ
พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือซุปแผ่นแป้ง
แต่สำหรับพวกผู้ใหญ่บ้านตำบลจากหมู่บ้านหลัวเจีย แค่ข้าวฟ่างต้มก็ต้องกินคู่กับผักป่าแล้ว แป้งขาวแบบนี้ปีหนึ่งจะได้กินสักสองครั้งยังยาก วันนี้พลอยได้อานิสงส์จากหลี่อี้แล้ว
วันนี้ผู้ใหญ่บ้านกัวก็ทุ่มทุนสร้าง ให้ภรรยาตวงแป้งขาวมาไม่น้อย
ในหม้อยังตักไขมันหมูใส่ลงไปตั้งหลายทัพพีใหญ่ พอไขมันหมูละลาย กลิ่นหอมก็โชยเตะจมูก แผ่นแป้งบางๆ กลิ้งตัวไปมาอยู่ในหม้อที่กำลังเดือดปุดๆ ดูขาวนวลน่ากิน
พอแผ่นแป้งเดือดได้ที่ โรยต้นหอมซอยและเกลือปรุงรส ก็พร้อมรับประทานได้เลย
พวกหลัวซานไม่เกรงใจ รับชามใบใหญ่กันไปคนละใบ จากนั้นก็นั่งยองๆ กินกันกลางลาน ซุปแผ่นแป้งร้อนมาก แต่หลายคนก็ซู้ดเส้นกันอย่างอดใจไม่ไหว
ทว่าหลี่อี้นั่งเป่าลมอยู่บนลูกกลิ้งหินอย่างใจเย็น คีบแผ่นแป้งกินช้าๆ อย่างไม่รีบร้อน รู้สึกว่ารสชาติงั้นๆ แหละ แต่เส้นเหนียวนุ่มและมีกลิ่นหอมของแป้งชัดเจนมาก
เพียงแต่ถ้าเติมพริกผัดน้ำมัน โรยกระเทียมสับกับงาคั่ว แล้วเหยาะน้ำส้มสายชูอีกนิดก็จะยิ่งหอมอร่อยกว่านี้
กัวเอ้อร์หลางประคองชามปั๋วทัวมานั่งยองๆ กินอยู่ข้างๆ เขา ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเรื่องที่หลิวเฮยจื่อเป็นขโมยนั้นไม่เกี่ยวข้องกับตนจริงๆ และยังบอกอีกว่าที่ไม่ได้ส่งตัวให้ทางการก็เพราะกลัวจะก่อปัญหาอื่นตามมา หลี่อี้ไร้อำนาจวาสนาแถมเพิ่งสึกออกมา ในมือมีทองคำสิบกว่าตำลึง ขืนถูกพวกเจ้าหน้าที่ในที่ว่าการตามรังควานก็จะยุ่งยากเปล่าๆ
"ข้ารู้ว่าท่านอาเอ้อร์หวังดีกับข้า"
อาหารเช้ามื้อนี้ ทุกคนกินกันอย่างพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ละคนอิ่มจนพุงกาง ปากมันแผล็บ
ก่อนพวกหลี่อี้จะกลับ กัวเอ้อร์หลางจงใจให้คนรับใช้หาบข้าวสาลีมาให้สองสือครึ่งและข้าวฟ่างอีกสองสือครึ่ง
"เจ้าหลิวเฮยจื่อคนนั้นข้าจ้างมันเป็นลูกจ้างประจำ เดิมทีตกลงกันไว้ว่าปีหนึ่งให้ข้าวสิบสือ เป็นข้าวสาลีกับข้าวฟ่างอย่างละครึ่ง ข้าจะดูแลเรื่องเสื้อผ้าให้มันสองฤดู รวมทั้งที่กินที่อยู่ ตอนนี้มันทำมาได้ห้าเดือน ดันมาก่อเรื่องแบบนี้ ข้าไม่จับมันส่งทางการก็ถือว่าปรานีมันเป็นพิเศษแล้ว แต่ค่าจ้างห้าเดือนนี้ ข้าก็คงไม่มีทางให้มันอีก
ข้าวสาลีและข้าวฟ่างห้าสือนี้ ข้าก็ยกให้เจ้าทั้งหมด ถือเสียว่าเป็นค่าชดเชยเล็กๆ น้อยๆ ที่มันมอบให้เจ้าก็แล้วกัน"
ผู้ใหญ่บ้านกัวเพื่อแสดงความขอโทษ ยังแถมเป็ดให้หลี่อี้ไปอีกสองตัวด้วยตัวเอง
"จะว่าไปก็เป็นเพราะอาดูคนไม่ออก แถมยังอบรมสั่งสอนไม่ดี ถึงได้เกิดเรื่องงามหน้าเช่นนี้ โชคดีที่เจ้าจับตัวคนไว้ได้ ไม่อย่างนั้นถ้ามันขโมยสำเร็จแล้วหนีไป ถึงตอนนั้นข้าก็คงเหมือนโคลนเหลืองร่วงใส่เป้ากางเกง ถึงไม่ใช่ขี้ก็เหมือนขี้แล้ว"
"เรื่องทะเบียนบ้านและที่ดินของเจ้า วันนี้ข้าจะไปจัดการให้ที่ที่ว่าการอำเภอว่านเหนียน เมืองฉางอันเลย"
หลี่อี้ปฏิเสธอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล สุดท้ายจึงจำใจต้องรับไว้
ข้าวและข้าวสาลีห้าสือ กับเป็ดอีกสองตัว
ผู้ใหญ่บ้านตำบลทั้งสี่คนที่มาด้วยกัน วันนี้ได้กินปั๋วทัวน้ำมันเยิ้มๆ ไปมื้อหนึ่ง ขากลับย่อมต้องช่วยหาบเสบียง หลี่อี้มือซ้ายหิ้วเป็ดขาวหนึ่งตัว มือขวาก็หิ้วเป็ดขาวอีกหนึ่งตัว
ทุกคนกลับไปพร้อมกับของเต็มไม้เต็มมือ
"เมื่อวานยังพูดอยู่เลยว่าเริ่มสร้างบ้านต้องซื้อเสบียง คราวนี้ได้หาบข้าวสาลีและข้าวฟ่างกลับมาถึงห้าสือเลย" หลัวซานดีใจยิ่งกว่าหลี่อี้เสียอีก
ส่วนหลัวเอ้อร์ก็ถอนหายใจพลางกล่าว "คิดไม่ถึงเลยว่าในชีวิตนี้ ข้าจะยังได้กินปั๋วทัวที่กัวเอ้อร์หลางเลี้ยงนะเนี่ย"
"นั่นสิ กัวเอ้อร์หลางกลายเป็นคนใจป้ำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน"
หลัวซานพูดอย่างมีน้ำโห "พวกเราน่ะพลอยได้อานิสงส์จากอู๋อี้ต่างหาก เมื่อก่อนพวกเรายืมเงินกัวเอ้อร์หลาง ล้วนเป็นแบบเก้าออกสิบสามคืนทั้งนั้น ยืมเสบียง ก็ล้วนเป็นฤดูใบไม้ผลิยืมหนึ่งโต่ว ฤดูใบไม้ร่วงคืนสองโต่ว หรือบางครั้งยังต้องยืมหยาบคืนละเอียด ยืมข้าวฟ่างคืนข้าวสาลี ยืมวัวบ้านเขา ยังต้องหักผลผลิตในนาหนึ่งส่วนเป็นค่าเช่าวัวอีก"
กัวเอ้อร์หลางเกือบจะถูกคนเรียกว่ากัวหน้าเลือดอยู่แล้ว การกู้ยืมแบบเก้าออกสิบสามคืนของบ้านเขา โดยทั่วไปล้วนเป็นสินเชื่อระยะสั้นสามเดือน อย่างเช่นยืมเงินหนึ่งพันอีแปะ เขาจะให้เจ้าแค่เก้าร้อยอีแปะในมือ แต่สามเดือนให้หลัง เจ้ากลับต้องคืนหนึ่งพันสามร้อยอีแปะ เห็นชัดๆ ว่าดอกเบี้ยเดือนละหนึ่งเฟิน แต่ความจริงคือหนึ่งเฟินสี่ลิเกือบจะห้าลิ พอครบกำหนดสามเดือน หากคืนไม่ไหวก็จะคิดดอกเบี้ยทบต้น โหดร้ายยิ่งกว่าดอกเบี้ยเท่าตัวเสียอีก
ทุกคนพูดไปพูดมา ก็วกกลับมาเรื่องที่หลี่อี้จับโจรเมื่อคืนอีกจนได้
หลัวเอ้อร์บอกว่าหลิวเฮยจื่อค่อนข้างกำยำล่ำสัน มีพละกำลังไม่เบา ถึงขั้นมีครั้งหนึ่งวัวของบ้านกัวเอ้อร์หลางสองตัวชนกัน ผลคือหลิวเฮยจื่อใช้มือข้างหนึ่งดึงเขาวัวไว้ข้างหนึ่ง จับวัวสองตัวแยกออกจากกันได้หน้าตาเฉย
เขาสามารถกอดคอวัวตัวใหญ่ แล้วทุ่มวัวลงกับพื้นได้โดยตรง
แต่คนดุร้ายแบบนี้ เมื่อคืนกลับมาเสียท่าให้หลี่อี้เสียได้
ถูกหลี่อี้จัดการจนหมอบราบคาบ ถึงขนาดตอนไป ยังโขกศีรษะให้หลี่อี้อีกต่างหาก
"อู๋อี้ เจ้าใช้วิชาอะไรนะ เคล็ดวิชาอสนีบาตทั้งห้าเป็นจริงๆ หรือ สามารถเชิญเทพสายฟ้าและเทพีอสนีบาตมาได้จริงๆ หรือ"
"ย่อมแน่นอนอยู่แล้ว ไม่เห็นหรือว่าเจ้าหลิวเฮยจื่อเมื่อคืนถูกอู๋อี้ช็อตจนน้ำลายฟูมปาก ชักกระตุกไปทั้งตัวน่ะ"
หลัวซานก็กล่าวเช่นกัน "เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงลุกขึ้นมา เห็นประกายไฟแลบมาจากทางเพิงของอู๋อี้จริงๆ"
ผู้ใหญ่บ้านตำบลทั้งสี่คน มองหลี่อี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงในทันที
หลี่อี้แทบจะกลั้นรอยยิ้มมุมปากไว้ไม่อยู่ ไม่คิดจะอธิบาย ปล่อยให้พวกเขาจินตนาการไปเองเถอะ ถึงอยากอธิบายจริงๆ ก็อธิบายยากอยู่ดี
กระบองไฟฟ้าแรงสูงของเขานั้น เล็กกะทัดรัดมาก ยาวแค่สิบหกเซนติเมตร ยังไม่ยาวเท่าเจ้านั่นของเขาเลย แต่พลานุภาพกลับดุดันมาก นอกจากประสิทธิภาพของแสงไฟส่องสว่างจะดีแล้ว ที่สำคัญที่สุดคือพลังป้องกันการช็อตไฟฟ้านั้นแข็งแกร่งมาก แรงดันไฟฟ้าสิบแปดล้านโวลต์ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
สามารถปล่อยไฟฟ้าได้ราวสองร้อยครั้งเชียวนะ ถ้าใช้ประหยัดหน่อย หลี่อี้ยังสามารถใช้วิชาอสนีบาตทั้งห้าได้อย่างเงียบๆ อีกตั้งหลายครั้งแน่ะ
สมกับคำกล่าวที่ว่ามีหยกในครอบครองย่อมเป็นภัยโดยแท้ ในมือมีทองคำสิบเอ็ดตำลึง ก็ชักนำโจรเข้ามาทันที ทว่าเมื่อวานคนในหมู่บ้านหลัวเจียที่รู้ว่าเขาแลกทองคำมีไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครเกิดความคิดชั่วร้าย ถือว่ายังซื่อสัตย์สุจริตอยู่บ้าง
พอกลับมาถึงเพิงฟางในนาข้าว
ชาวบ้านต่างก็รุมเข้ามาซักถามผลลัพธ์กันเซ็งแซ่ พวกหลัวซานก็เล่าเรื่องราวให้ฟัง แถมยังโอ้อวดเรื่องที่กัวเอ้อร์หลางเลี้ยงปั๋วทัวไขมันหมูให้ทุกคนกินอีกด้วย
ทุกคนมองดูหลี่อี้ที่หาบเสบียงกลับมาอีกห้าสือ ก็รู้สึกอิจฉาไม่หยุด
"ท่านอาสาม วันนี้ก็เริ่มตีอิฐดินดิบ ปรับหน้าดินตรงลานกว้างได้เลย รื้อหลังคากับกำแพงห้องหลักในเรือนฝั่งตะวันออกของอารามอู๋จี๋ที่ควรรื้อออกให้หมด ท่านลองดูว่าในหมู่บ้านเราครอบครัวไหนว่างและยินดีมาช่วยงานบ้าง เราเลี้ยงข้าววันละสองมื้อ วันหน้าตอนทุกคนซ่อมบ้าน ข้าย่อมต้องไปตอบแทนบุญคุณแน่นอน" หลี่อี้กล่าว
หลัวซานหัวเราะ "เพื่อนบ้านในหมู่บ้านช่วยเหลือเกื้อกูลกันเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว ใครไม่มา วันหลังคนอื่นก็จะไม่ช่วยเขาเช่นกัน"
ปรึกษาหารือกันง่ายๆ สุดท้ายก็ตกลงกันว่าให้แต่ละครอบครัวส่งแรงงานชายฉกรรจ์มาหนึ่งคน เพื่อทำงานเตรียมการในขั้นต้นให้เสร็จ รอจนอิฐดินดิบ ไม้ หญ้าแห้ง และอื่นๆ มาพร้อมแล้ว ค่อยเชิญช่างฝีมือและช่างก่อสร้างมา ถึงตอนนั้นหากคนไม่พอ แต่ละบ้านค่อยส่งคนมาเพิ่ม
ซานเหนียงรับเป็ดสองตัวมาพิจารณาดูอย่างละเอียด "ที่กัวเอ้อร์หลางให้เจ้ามาคือเป็ดตัวเมียสองตัวเลยนะ ให้พวกโก่วเซิ่งกับสือโถวไปตกกบกับงมฝาหอยในร่องน้ำนาข้าวมาให้เป็ดกิน สามารถออกไข่ติดต่อกันเป็นร้อยวันเลยเชียวล่ะ"
หลานเซียงเองก็ชอบเป็ดสองตัวนี้ ร้องบอกว่าจะล้อมคอกให้เป็ดขาวกับเป็ดลาย
ทุกคนเริ่มยุ่งวุ่นวายกันขึ้นมา
หลี่อี้กลับกลายเป็นคนว่างงานไปเสียได้
งานขุดดินตีอิฐดินดิบนี้ค่อนข้างเหนื่อย ไปแบกไม้ที่ตลาดก็ยิ่งเหนื่อย สุดท้ายหลี่อี้จึงตัดสินใจรับหน้าที่เสบียง เขาเรียกพวกโก่วเซิ่ง สือโถว และเด็กหนุ่มวัยรุ่นในหมู่บ้านอีกสิบกว่าคน ไปตกกบในนา ไปงมหอยขมในร่องน้ำ และไปจับปลาที่แม่น้ำ
เรื่องพวกนี้ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มเหล่านี้ชอบทำมากที่สุด แถมแต่ละคนยังเชี่ยวชาญสุดๆ
หาไม้สั้นๆ มาท่อนหนึ่ง ผูกเชือก จับลูกกบมา ฉีกออกเป็นสองซีก ไม้ท่อนหนึ่งผูกไว้ซีกหนึ่ง แกว่งเบาๆ ในนาข้าวก็พอ เดี๋ยวก็มีกบตัวใหญ่กระโดดขึ้นมาฮุบซากเพื่อนพ้องของมันเอง ถึงแม้ตอนกลางวันจะตกได้แต่พวกกบเขียว ไม่มีกบเสือหรือกบนาตัวละหลายขีดถึงครึ่งกิโลกรัมแบบนั้น แต่พอลอกหนังตัดหัวทิ้ง เอามาทำอาหารใส่ทั้งน้ำมันและเกลือ ความจริงก็รสชาติดีไม่เลว เนื้อก็ไม่ใช่น้อยๆ
ในแม่น้ำลำคลอง ความจริงก็มีกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ อยู่มากเช่นกัน
หลี่อี้กลายเป็นหัวหน้าเด็ก ออกล่าของป่าไปทั่ว ยุ่งจนสนุกสนานเพลิดเพลิน
ผลเก็บเกี่ยวกลับมีไม่น้อยเลยทีเดียว
ทุกคนรังเกียจพวกปลาเล็กปลาน้อย หอยขม หอยกาบ กบ หรือแม้แต่หนูนา ว่าถ้าก้างไม่เยอะ ก็มีเนื้อน้อย แถมยังไม่มีน้ำมัน แต่หลี่อี้มีน้ำมันและมีเครื่องปรุงสูตรเด็ด
เหล้าทำอาหาร เหล้าขาว ขิงสด กระเทียม ต้นหอมไม่ต้องพูดถึง ยังมีพริกหอม โป๊ยกั๊ก อบเชย พริกไทยป่น ผงพะโล้ พริก และอื่นๆ อีกมากมาย วัตถุดิบต่างๆ ในครัวของเขายังครบครันมาก
เกลือ น้ำตาล ซีอิ๊ว ซีอิ๊วขาว ซีอิ๊วดำ ซอสเต้าเจี้ยว น้ำส้มสายชู ซอสหอยนางรม แป้งมัน น้ำผึ้ง ก็มีพร้อม
มีเครื่องปรุงมากมายขนาดนี้ ต่อให้เอาแผ่นรองเท้ามาทำก็ยังอร่อยได้
ยามพระอาทิตย์ตกดิน
หลี่อี้ย้ายสมรภูมิมาที่ห้องครัว ซานเหนียงกับหลานเซียงตกเป็นผู้ช่วยของหลี่อี้ หลี่อี้ลงมือทำอาหารด้วยตัวเอง มีหอยขมผัดกุยช่าย ปลาจิ๋วต้มสะระแหน่ หนูนาตุ๋นน้ำแดง กบผัดไฟแดง ซุปหอยกาบใส่ใบจื่อซู ยำเต้าหู้โรยต้นหอม โจ๊กกากถั่วเหลือง และผักบุ้งต้ม
ล้วนเป็นวัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น
แต่หลี่อี้แอบเติมเครื่องปรุงลงในจานนี้ แอบใส่น้ำมันเพิ่มในจานนั้น
แม้จะทำหม้อใหญ่ และล้วนใช้หม้อดินเผาทำ ทว่าแม้แต่ซานเหนียง หญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งงานบ้านงานเรือน ยังต้องยอมรับในฝีมือการทำอาหารของหลี่อี้
ชาวนาก็ไม่มีใครพูดคำว่าวิญญูชนอยู่ห่างไกลห้องครัวอะไรทำนองนี้หรอก ผู้ชายทำอาหารเป็น ยังถือเป็นการเพิ่มคะแนนความนิยมเสียอีก
วันนี้ในหมู่บ้านทั้งสิบแปดหลังคาเรือน แต่ละบ้านส่งหนุ่มสาววัยฉกรรจ์มาช่วยงาน รวมกับครอบครัวท่านอาสามสี่คนและซานเหนียง กับข้าวสำหรับคนยี่สิบกว่าคนในตอนเย็น
หลี่อี้ทำออกมาตั้งหลายอย่าง ทำเอาทุกคนที่ทำงานเสร็จแล้วมากินข้าวถึงกับตะลึงงัน
ช่วยกันสร้างบ้าน พึ่งพาอาศัยกัน ตามธรรมเนียมคือเลี้ยงข้าวหนึ่งมื้อ เลี้ยงสองมื้อนั่นถือว่าใจป้ำมากแล้ว มีแค่ผักดองสักอย่าง หรือทำผักป่าสองอย่างกินกับข้าว ก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว
"สิ้นเปลืองแย่เลย"
"เหมือนจัดโต๊ะจีนงานขึ้นเสาเอกเลยนะเนี่ย"
ทุกคนได้กลิ่นหอมนั้นแล้วน้ำลายสอ
"วันนี้เริ่มสร้างบ้าน ไม่มีกับข้าวอะไรดีๆ ทุกคนกินกันตามสบายเลยนะ"
หลี่อี้จัดแจงให้ทุกคนกินข้าว ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ ถ้วยชามและตะเกียบต่างคนต่างนำมาจากบ้าน ตักข้าวแล้วก็คีบกับข้าวโปะหน้า นั่งยองๆ กินตรงไหนก็ได้ตามสบาย
กัวเอ้อร์หลางขี่ล่อกลับมาอีก แผ่นหลังของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ แม้แต่ล่อสีเทาตัวนั้นก็เหงื่อท่วมตัว
"จัดการธุระให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว อู๋อี้" ผู้ใหญ่บ้านกัวตะโกนบอกเขาอย่างภูมิใจเล็กน้อย "ทะเบียนบ้านของเจ้าลงเรียบร้อยแล้ว อยู่ที่หมู่บ้านหลัวเจีย เขตซิงเซิ่ง ตำบลอวี้ซิ่ว อำเภอว่านเหนียน โจวหยงโจวของเรานี่แหละ ที่ดินก็ขอมาให้เจ้าแล้ว ขอมาให้เต็มโควตาสำหรับชายฉกรรจ์หนึ่งคนห้าสิบหมู่ในชนบทแคบๆ ของเราเลย
ไร่หม่อนยี่สิบหมู่บนที่ราบสูงเป็นที่ดินกรรมสิทธิ์ นาข้าวสามสิบหมู่ริมฝั่งใต้แม่น้ำฮ่าวใต้ที่ราบสูงนี้เป็นที่ดินจัดสรร ล้วนเป็นที่ดินผืนงามที่ติดกัน อารามอู๋จี๋ก็ขอให้เป็นที่ดินสำหรับสร้างที่อยู่อาศัยของเจ้าแล้วด้วย"
"ยังมีอีก ข้ายังเสนอชื่อเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่ของหมู่บ้านหลัวเจียแล้ว ทางอำเภอก็อนุมัติเห็นชอบแล้วด้วย"
วันนี้กัวเอ้อร์หลางตั้งใจมากจริงๆ กินข้าวเช้าเสร็จก็รีบไปฉางอัน ไปหาพี่ชายคนโตที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของอำเภอฉางอันก่อน จากนั้นก็ไปจวนจ้าวขั๋วกงกับพี่ชาย เพื่อไปหาตู้เค่อมิง ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของภรรยา ซึ่งดำรงตำแหน่งปิงเฉาซานจวินประจำจวนจ้าวกั๋วกง
มีเส้นสายสองสายนี้ช่วยเจรจาให้ กัวเอ้อร์หลางไปจัดการธุระให้หลี่อี้ที่อำเภอว่านเหนียน จึงผ่านฉลุยไปได้ด้วยดี ได้รับการปฏิบัติเป็นกรณีพิเศษ ไม่เพียงแต่ทำทะเบียนบ้านเสร็จภายในวันเดียว แถมที่ดินกับที่อยู่อาศัยก็ขอมาได้แล้ว แถมยังขอมาในจำนวนสูงสุดอีกด้วย
"ที่ดินห้าสิบหมู่ที่ขอมาให้เจ้านี้ ไม่เพียงแต่เป็นที่ดินผืนงามที่ติดกันเท่านั้น แต่ยังจงใจเลือกที่ดินของครอบครัวที่ประสบภัยจนไร้ทายาทในครั้งนี้ด้วย ในนามีข้าวปลูกอยู่ ไร่หม่อนก็มีต้นหม่อน ต้นพุทรา ต้นอวี๋ ทุกอย่างพร้อมสรรพ อีกสักร้อยวันก็เก็บเกี่ยวข้าวได้แล้ว"
หลี่อี้ถึงกับตกใจเล็กน้อยกับข่าวดีต่อเนื่องเหล่านี้
กัวเอ้อร์หลางคนนี้ดีกับเขาเกินไปหน่อยหรือเปล่า รู้สึกไม่ค่อยวางใจเลย
"ท่านอาเอ้อร์ ข้าเพิ่งสึกออกมา ปีนี้ก็เพิ่งอายุสิบแปด แถมยังไม่ได้แซ่หลัว ข้ามาเป็นผู้ใหญ่บ้านคงไม่เหมาะสมกระมัง"
"มีอะไรไม่เหมาะสม อาให้เจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็ล้วนหวังดีกับเจ้าทั้งนั้น วันนี้ตอนข้าไปพบคารวะลูกพี่ลูกน้องของภรรยา ได้ยินเขาบอกว่าราชสำนักกำลังเตรียมทำศึกกับเซวียจวี่ที่หลงโย่วเร็วๆ นี้ จ้าวกั๋วกงจะนำทัพออกศึกด้วยตัวเอง ถึงตอนนั้นไม่เพียงแต่ต้องเกณฑ์ทหารรักษาพระองค์ในกวนจงจำนวนมาก แต่ยังต้องเกณฑ์ชายฉกรรจ์หลายคนไปเป็นคนงานเพื่อขนส่งเสบียงและอาวุธยุทโธปกรณ์ด้วย
สนามรบดาบและธนูไร้ความปรานีนะ
เจ้าแม้ยังไม่ถึงเกณฑ์เป็นชายฉกรรจ์ แต่ตามกฎก็ต้องไปเป็นแรงงาน พอเจ้าเป็นผู้ใหญ่บ้าน ก็เท่ากับรับตำแหน่งหน้าที่ไปแล้ว จึงได้รับการยกเว้นจากการเกณฑ์แรงงานอื่นๆ คนอื่นน่ะต่อให้ขอก็ยังไม่ได้เลย ใครใช้ให้เจ้าเรียกข้าว่าอาล่ะ"
"แต่ทุกคนในหมู่บ้านจะยอมรับได้หรือ"
"ใครกล้าไม่ยอมรับ" กัวเอ้อร์ถลึงตา "เจ้าก็ทำไปอย่างวางใจเถอะ พูดตามตรง ข้าก็เชื่อในความสามารถของเจ้า ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนี้ก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ หรอกนะ วันข้างหน้า เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ของสิบเก้าครอบครัวในหมู่บ้านหลัวเจียล้วนต้องอยู่ในความดูแลของเจ้าแล้ว ข้าถือว่าได้ปลดแอกภาระนี้แล้ว ไม่ต้องมาคอยจัดการเรื่องวุ่นวายของหมู่บ้านหลัวเจียควบคู่ไปด้วยอีก"
ทะเบียนบ้าน ที่ดินและที่อยู่อาศัยล้วนจัดการเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้หลี่อี้ได้ลงหลักปักฐานในต้าถังอย่างเป็นทางการ และกลายเป็นคนที่มีที่ดินห้าสิบสองหมู่แล้ว
"ท่านอา กับข้าวเสร็จพอดี หากไม่รังเกียจความเรียบง่าย ก็มากินด้วยกันเถอะ"
กัวเอ้อร์หลางก็ไม่เกรงใจ ผูกล่อไว้ รับข้าวปลาอาหารที่หลี่อี้ตักมาให้ ก็นั่งยองๆ กินอยู่หน้าเพิงฟางเหมือนกับทุกคน พลางกินพลางเอ่ยอย่างไม่เกรงใจว่า "ข้าพบว่า กับข้าวบ้านเจ้านี่ อู๋อี้ อร่อยกว่าบ้านข้าตั้งเยอะ กินครั้งหนึ่งก็อยากกินอีกเป็นครั้งที่สอง
พอกินข้าวบ้านเจ้า ข้าวบ้านตัวเองก็ไม่อร่อยแล้ว"
"ถ้าอย่างนั้นวันหลังท่านอาก็มากินบ่อยๆ สิ ไม่ต้องเกรงใจ"
"ดี นี่เจ้าพูดเองนะ" กัวเอ้อร์หลางคีบขาหนังกบขึ้นมาหนึ่งชิ้น เนื้อนี้พอดูดก็หลุดล่อนออกจากกระดูก รสชาติกลมกล่อมมาก ของพรรค์นี้เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยกินนักหรอก ถ้าจะกินก็ต้องกินกบเสือ และต้องกินแบบที่หนักเกินครึ่งกิโลกรัมด้วย กบเขียวแบบนี้เขาไม่แม้แต่จะชายตามอง แต่ทว่าวันนี้กลับกินเอาๆ จนหยุดไม่ได้
พวกปลาเล็กปลาน้อย แม้กระทั่งกากเต้าหู้ ก็ล้วนอร่อยเป็นพิเศษ
แม้แต่ผักบุ้งนั้น ก็ยังรู้สึกว่าอ่อนและหอมเป็นพิเศษ
"กับข้าวของเจ้านี่ใส่เครื่องปรุงลงไปสินะ" กัวเอ้อร์หลางเติมข้าวไปถึงสามครั้ง ท้องก็เริ่มตึงนิดๆ ในที่สุดก็พอจะจับความรู้สึกได้บ้างแล้ว
"อืม ล้วนเป็นเครื่องปรุงตามหมู่บ้านต่างๆ ที่เก็บรวบรวมมาตอนตามท่านอาจารย์ท่องไปทั่วสารทิศเมื่อก่อน แล้วนำมาผสมเอง เวลาทำอาหารต่างชนิดกัน ก็เติมเครื่องปรุงที่ต่างกันลงไป ไม่เพียงแต่ทำให้อาหารอร่อยขึ้น แต่ยังช่วยปรับสมดุลความเย็นความร้อนของอาหารบางชนิดได้อีกด้วย..."
กัวเอ้อร์หลาง เชื่อสนิทใจ







