ก่อนฟ้ามืด
ซานเหนียงอุ้มลูกแมวลายสลิดมาให้ตัวหนึ่ง บอกว่าจะให้เขาเอาไว้เฝ้าเสบียงและจับหนู
"ลูกแมวตัวนี้หย่านมหรือยังขอรับ" หลี่อี้มองลูกแมวที่ดูยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กะคร่าวๆ น้ำหนักคงแค่สองสามจิน
"เจ้าอย่าดูถูกมันเชียวล่ะ ลูกแมวลายสลิดตัวนี้อายุสามเดือนกว่าแล้ว ตอนอายุสองเดือนมันก็จับหนูเป็นแล้วนะ แถมยังเคยจับหนูพุกหนักตั้งจินกว่าได้ด้วย"
"คิดไม่ถึงเลยว่าลูกแมวตัวนี้จะเก่งขนาดนี้"
"แน่นอนสิ แมวลายสลิดจับหนูเก่งที่สุดแล้ว เสบียงของเจ้าวางไว้ในเพิงฟาง โอ่งใส่เสบียงก็ไม่มี ถ้าไม่มีแมวคอยเฝ้า คืนเดียวคงถูกหนูขโมยไปเป็นสิบจินแน่"
ลูกแมวลายสลิดตัวนี้เป็นลูกของแมวลายสลิดตัวใหญ่บ้านซานเหนียง หัวกลมหน้าแป้น ดวงตากลมโตดั่งเมล็ดซิ่งเปล่งประกายสดใส ลวดลายบนตัวยิ่งแฝงความลึกลับอยู่หลายส่วน มันเป็นนักล่าโดยกำเนิด ไม่จำเป็นต้องคอยให้อาหารเลยด้วยซ้ำ สามารถหากินเองได้อย่างสบาย
เลี้ยงแมวลายสลิดไว้ในบ้านสักตัว รับรองว่าพวกหนูไม่กล้าเข้าใกล้
"มีชื่อไหมขอรับ"
"ไม่มีหรอก"
"งั้นข้าตั้งชื่อให้มันแล้วกัน ชื่อว่าเจาไฉก็แล้วกัน" หลี่อี้ยิ้มพลางรับลูกแมวมา มันไม่ได้ขัดขืนอะไร หลี่อี้ยังจับขาข้างหนึ่งของมันทำท่าแมวกวักอีกด้วย
สุดท้ายก็อุ้มมันไปวางไว้บนกระสอบเสบียง แล้วลูบหัวมันเบาๆ
ซานเหนียงกำชับว่าต่อไปก็ให้มันอยู่ที่นี่
สามพี่น้องหลานเซียงก็ชอบลูกแมวตัวนี้มาก สองพี่น้องโก่วเซิ่งถึงกับตั้งใจไปจับกบมาสองตัวเพื่อป้อนมัน น่าเสียดายที่เจาไฉหยิ่งยโสไม่แม้แต่จะชายตามอง
พอฟ้ามืดลง
หลี่อี้ก็เอาทองคำไปเก็บไว้ในบ้านมิติ แล้วหยิบกุ้งแห้งออกมาสองสามตัว
เจาไฉที่หมอบหลับนกอยู่ตรงนั้น พอได้กลิ่นคาวก็พุ่งเข้ามาหาหลี่อี้ทันที มันชูหางขึ้นแล้วเอาตัวถูไถขาของเขาพลางร้องเหมียวๆ
"กินซะสิ"
กุ้งแห้งที่ตากจากกุ้งลายมังกรตัวใหญ่มาก รสชาติหวานอร่อย กินเป็นของว่างก็เพลินดี เจาไฉเองก็ชอบกินมาก ลูกแมวตัวน้อยเคี้ยวอย่างเมามัน
พอกินเสร็จก็ยอมให้หลี่อี้ลูบขนเล่นครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับไปยืนยามบนกระสอบเสบียงตามเดิม
หลี่อี้หาวหวอด
ยุ่งมาทั้งวัน เขาก็ง่วงแล้วเหมือนกัน
ในอากาศยามค่ำคืนอบอวลไปด้วยควันจากต้นผักไผ่ นั่นคือยากันยุงที่พวกหลานเซียงไปเกี่ยวต้นผักไผ่กับต้นอ้ายเฉ่ามาสับให้ละเอียด ผสมกับรำข้าวและดินเหนียว จุดไฟรมควันกันยุง มันสามารถเผาไหม้อย่างช้าๆ ไปได้ค่อนคืนและปล่อยควันออกมามากมาย
แม้ว่าเพิงฟางในนาข้าวตอนกลางคืนจะเย็นสบายดี แต่ยุงและแมลงก็เยอะมากเช่นกัน
เสียงกบในนาข้าวร้องระงมสลับกันไปมา คลอไปกับเสียงหึ่งๆ ของฝูงยุงที่พุ่งทะยานราวกับเครื่องบินรบ
โชคดีที่หลี่อี้ยังมีปราการด่านที่สอง มุ้งผ้าป่านเก่าที่ผู้ใหญ่บ้านกัวมอบให้ แม้เนื้อผ้าจะค่อนข้างหยาบและระบายอากาศได้ไม่ดีนัก แต่พอมีมุ้งหลังนี้ อย่างน้อยก็ช่วยกันพวกยุงน่ารำคาญไว้ข้างนอกได้
เขาจัดการสอดชายมุ้งอย่างระมัดระวัง
แล้วหลี่อี้ก็นอนกอดหมอนข้างไม้ไผ่หลับสนิทไป
ขณะที่กำลังหลับใหลสะลึมสะลือ
จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงขู่ฟ่อแหลมปรี๊ดแสบแก้วหูของเจาไฉ "ฟ่อ! ฟ่อ!"
เสียงนั้นเดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ เต็มไปด้วยการเตือนภัย
หลี่อี้สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
แสงจันทร์ข้างแรมสาดส่องเข้ามาในเพิงฟาง เขามองเห็นเงาดำเลือนรางสายหนึ่ง กำลังถูกลูกแมวลายสลิดส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ใส่
หลี่อี้เพียงแค่นึกคิด
ในมือก็ปรากฏกระบองไฟฟ้าขึ้นมาหนึ่งอัน นี่แหละคือของดีที่ต้องมีติดตัวไว้ทั้งยามอยู่บ้านและเดินทาง
"ใครน่ะ"
ดึกดื่นค่อนคืนจู่ๆ ก็มาโผล่ในเพิงฟางของเขาแบบนี้ ต้องไม่ใช่คนดีแน่
พอคนผู้นั้นเห็นว่าหลี่อี้ตื่นแล้ว ก็พุ่งพรวดเข้ามาทันที
หลี่อี้รีบเปิดสวิตช์นิรภัยที่ปลายกระบองไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เปิดไฟฉายแสงจ้าส่องใส่เงาที่พุ่งเข้ามา คนผู้นั้นถูกแสงจ้าสาดส่องจนตาบอดชั่วขณะ จึงยกมือขึ้นบังตาตามสัญชาตญาณ พร้อมกับส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตระหนก
หลี่อี้ฉวยโอกาสพุ่งเข้าไป
สลับไปใช้ปุ่มช็อตไฟฟ้า จี้เข้าที่เอวของอีกฝ่ายแล้วช็อตไปสามวินาที
กระแสไฟฟ้าแรงสูงที่เกิดขึ้นในพริบตา ทำให้เขาสลบเหมือด คนผู้นั้นตัวสั่นเทิ้มก่อนจะล้มตึงลงไปกองกับพื้น
สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ในชั่วพริบตา กล้ามเนื้อทุกส่วนเป็นอัมพาต
ทว่าหลี่อี้ยังไม่วางใจ จึงจี้ซ้ำเข้าที่ต้นขาของเขาไปอีกสามวินาที
คนผู้นั้นตัวสั่นกระตุกอย่างรุนแรงอีกระลอก ถูกช็อตจนน้ำลายฟูมปาก
หลี่อี้ถึงได้ยอมหยุดมือ สลับกลับไปใช้โหมดไฟฉายแสงจ้าเพื่อพิจารณาคนผู้นี้
คนผู้นี้นอนกองอยู่บนพื้น น้ำลายฟูมปาก แขนขายังคงกระตุกเกร็ง ตาเหลือกขึ้นบนไปแล้ว
สวมเสื้อผ้าปะชุนเต็มตัว
ผิวคล้ำ ฝ่ามือหยาบกร้านเต็มไปด้วยรอยด้าน ใบหน้านั้นดูแล้วน่าจะอายุราวสามสิบปี
ข้างกายยังมีท่อนไม้ตกอยู่อันหนึ่ง
เพิงฟางของบ้านหลัวซานที่อยู่ข้างๆ มีความเคลื่อนไหว
"อู๋อี้หรือ" เป็นเสียงของหลัวซาน
หลี่อี้รีบเก็บกระบองไฟฟ้า
"เกิดเรื่องอะไรขึ้น"
"ขโมยขึ้นขอรับ" หลี่อี้ตอบ
หลัวซานเดินเข้ามา อาศัยแสงจันทร์มองเห็นคนนอนอยู่บนพื้นก็ตกใจ
"มัดตัวมันไว้ก่อน"
จับมัดมือมัดเท้าเสร็จ ก็จุดคบเพลิง หลัวซานมองสภาพของคนผู้นั้น แล้วหันไปมองหลี่อี้ด้วยความสงสัย
"โชคดีที่ลูกแมวลายสลิดที่ซานเหนียงให้มาสังเกตเห็นคนผู้นี้แล้วส่งเสียงขู่ฟ่อ ทำให้ข้าสะดุ้งตื่น คนผู้นั้นพุ่งเข้ามาหาข้า ข้าเลยจัดการคว่ำเขาซะ" หลี่อี้อธิบายสั้นๆ
"โชคดีที่เจ้ารู้ตัวทัน" หลัวซานมีข้อสงสัยมากมายในใจ แต่ก็รีบไปเรียกหลัวเอ้อร์และเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ทันที
เกิดเรื่องโจรขโมยขึ้นแบบนี้ ย่อมต้องแจ้งให้ทุกคนทราบ
ไม่นาน ทุกคนก็ถือคบเพลิงมารวมตัวกัน
ทั้งชายหญิงคนเฒ่าคนแก่และเด็กต่างแตกตื่น
ภายในเพิงสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน
ทุกคนล้อมวงพิจารณาหัวขโมยที่ยังสลบไสลไม่ได้สติ
"ทำไมข้าดูแล้วรู้สึกหน้าคุ้นๆ" หลัวเอ้อร์พูดขึ้น
เฒ่าหลัวเอ้อร์ครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง "ไม่ผิดแน่ ข้ารู้จักคนผู้นี้ เขาคือลูกจ้างบ้านกัวเอ้อร์หลางแห่งหมู่บ้านกัว เหมือนจะชื่อหลิวเฮยจื่อ เป็นลูกจ้างที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ปีนี้ ได้ยินว่าบ้านเกิดอยู่เซียงหยาง หนีภัยแล้งมา กัวเอ้อร์หลางจ้างเขาปีละสิบสือเป็นข้าวสาลีและข้าวฟ่าง แถมเสื้อผ้ารองเท้าหมวกสำหรับฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวให้อีกสองชุด"
ทุกคนไม่คาดคิดเลยว่าคนผู้นี้จะเป็นลูกจ้างบ้านผู้ใหญ่บ้านกัว
หลัวซานขมวดคิ้ว ขยับเข้าไปกระซิบข้างหูหลี่อี้ "หรือว่าผู้ใหญ่บ้านกัวจะสั่งให้เขามาขโมยทองคำค่าหม้อของเจ้ากลับไป"
หลี่อี้รู้สึกว่าไม่น่าจะใช่
"ปลุกเขาขึ้นมาถามดูสิ"
น้ำเย็นจัดสาดโครมลงบนหัวของคนผู้นั้น เขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา พอเงยหน้าเห็นทุกคนก็ร้องลั่นด้วยความตื่นตระหนก คิดจะหนี แต่กลับถูกมัดไว้อย่างแน่นหนา
"หลิวเฮยจื่อ" หลี่อี้ตวาดเสียงดัง
คนผู้นั้นหันไปตามเสียง
พอเห็นว่าเป็นหลี่อี้ หลิวเฮยจื่อก็หวาดกลัวสุดขีด จู่ๆ ก็สลบเหมือดไปอีกรอบ
เมื่อเขาถูกสาดน้ำจนตื่นขึ้นมาอีกครั้ง อารมณ์ก็ยังคงตื่นตระหนกอย่างหนัก ประสบการณ์เมื่อครู่ไม่อาจทำให้ไม่ตื่นตระหนกได้ แสงสว่างจ้าดุจสายฟ้าแลบที่พุ่งวาบเข้ามาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็มีสายฟ้าฟาดเข้าใส่ร่างจนชาไปทั้งตัว เจ็บปวดรวดร้าว ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน โดยเฉพาะความลึกลับที่ไม่อาจหยั่งรู้ได้นั้น ยิ่งทำให้เขาหวาดกลัวจับใจ
"หลิวเฮยจื่อ สารภาพมาตามตรงเถอะ"
หลิวเฮยจื่อหดตัวคุดคู้ ตัวสั่นงันงก ทว่ากลับไม่ยอมปริปาก
หลี่อี้นั่งยองๆ ลงตรงหน้าเขา "เจ้ายังอยากลองลิ้มรสวิชาห้าอสนีบาตของข้าอีกงั้นหรือ" พูดจบ หลี่อี้ก็หงายฝ่ามือทั้งสองข้าง นิ้วเหยียดตรงตามธรรมชาติ เริ่มทำมุทราสายฟ้า พร้อมกับท่องคาถา "เทพสายฟ้าและเทพีอสนีบาต โปรดประทานอิทธิฤทธิ์ลงมาโดยพลัน ช่วยข้าปราบโจรผู้ร้าย เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง ข้าขออัญเชิญไท่ซั่งเหลาจวิน จงศักดิ์สิทธิ์ดั่งบัญชาเดี๋ยวนี้..."
"อย่า อย่า อย่าช็อตเลย ข้าบอกแล้ว ข้าจะบอกทุกอย่าง"
หลิวเฮยจื่อรีบร้องตะโกนอย่างลนลาน "อย่าอัญเชิญเทพสายฟ้ากับเทพีอสนีบาตเลย ข้าจะบอกทุกอย่าง ข้าเป็นลูกจ้างของบ้านเอ้อร์หลางผู้ใหญ่บ้านกัว ข้า ข้าแอบได้ยินตอนกลางวันว่ากัวเอ้อร์หลางใช้ทองคำสิบตำลึงกับวัวหนึ่งตัว ซื้อของวิเศษเงินเร้นลับจากท่านไปชิ้นหนึ่ง ข้าเกิดความโลภชั่ววูบ เลยฉวยโอกาสตอนดึกที่ทุกคนหลับ แอบย่องมาหวังจะขโมยทองคำ..."
หลิวเฮยจื่อหวาดกลัวการถูกช็อตเข้าไส้ จึงสารภาพออกมาจนหมดเปลือก พูดไปพูดมา ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ถึงกับมีน้ำไหลนองออกมาจากหว่างขา
กลิ่นเหม็นฉุนกระจายฟุ้ง
เจ้านี่ถึงกับกลัวจนฉี่ราด
หลี่อี้มองเจ้านี่อย่างเอือมระอา "เจ้ายังมีผู้สมรู้ร่วมคิดอีกไหม"
"ไม่มี ข้าแค่โดนผีบังตาชั่ววูบ ข้าผิดไปแล้ว"
หลัวซานและเพื่อนบ้านคนอื่นๆ มองเจ้านี่แล้วก็โมโหจนต้องเข้าไปเตะสั่งสอนคนละทีสองที
"แจ้งทางการเถอะ" หลี่อี้กล่าว
หลิวเฮยจื่อพอได้ยินว่าจะแจ้งทางการก็ลนลาน รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอร้องหลี่อี้
หลัวซานดึงหลี่อี้ไปด้านข้างแล้วกระซิบ "ยอมตายดีกว่าขึ้นศาล ยอมรับเคราะห์ดีกว่าฟ้องร้อง คำว่าขุนนางมีสองปาก กินทั้งโจทก์กินทั้งจำเลย เราไปยุ่งกับที่ว่าการไม่ได้หรอก โดยเฉพาะพวกเสมียนนั่นแหละ รับมือยากที่สุด"
ความคิดตามความเคยชินของหลี่อี้คือ เจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องแจ้งทางการอยู่แล้ว ทว่าในค่านิยมของพวกหลัวซาน หากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ทางที่ดีอย่าแจ้งทางการจะดีกว่า มิฉะนั้นหากเรียกคนของที่ว่าการมา ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลยก็ต้องเสียเลือดเสียเนื้อกันทั้งนั้น
"คนผู้นี้เป็นลูกจ้างบ้านกัวเอ้อร์หลาง สู้ส่งให้กัวเอ้อร์หลางจัดการดีกว่า" หลัวซานเสนอแนะ
ผู้ใหญ่บ้านของหมู่บ้านหลัวเจียถูกหน้าผาถล่มทับตายไปคราวก่อน ตอนนี้ในหมู่บ้านไม่มีผู้ใหญ่บ้าน กัวเอ้อร์หลางจากหมู่บ้านกัวที่อยู่ข้างๆ จึงรับหน้าที่ดูแลหมู่บ้านหลัวเจียแทนในช่วงนี้ การรายงานเรื่องโจรขโมยให้เขาทราบก็ถือว่าถูกต้องตามขั้นตอน อีกอย่าง คนผู้นี้เป็นลูกจ้างบ้านกัว การไม่แจ้งทางการแต่ส่งตัวให้เขาก็ถือเป็นการไว้หน้าเขาด้วย
หลี่อี้คิดดูแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ทุกคนจับหัวขโมยไปแขวนไว้กับต้นป็อปลาร์ข้างนอกให้ยุงกัด แล้วผลัดเวรกันเฝ้า
รอจนฟ้าสาง
เป่าจ่างของหมู่บ้านหลัวเจียสองสามคน ก็คุมตัวหลิวเฮยจื่อไปหมู่บ้านกัวพร้อมกับหลี่อี้
ตลอดทางเจ้านี่เอาแต่ร้องขอความเมตตาจากหลี่อี้ไม่หยุด หวังว่าจะได้รับการอภัยสักครั้ง
เจ้านี่มีสภาพอิดโรยไร้เรี่ยวแรง ตอนแรกโดนช็อตไปสองรอบ จากนั้นก็โดนทุกคนรุมเตะต่อย ตามด้วยเป็นอาหารยุงไปครึ่งค่อนคืน ตอนนี้ทั่วทั้งตัวมีแต่ตุ่มแดงปูดบวม แถมหน้าตายังบอบช้ำเขียวปัด
เมื่อทุกคนมาถึงบ้านตระกูลกัว
กัวเอ้อร์หลางแปลกใจว่าทำไมลูกจ้างบ้านตัวเองถึงมีสภาพดูไม่ได้แบบนี้ พอหลี่อี้อธิบายเรื่องราวให้ฟัง กัวเอ้อร์หลางก็โกรธจัด ไม่คิดเลยว่าบ้านตัวเองจะมีขโมย
นี่ถ้าหลี่อี้ส่งตัวคนร้ายให้ทางการโดยตรง ไม่แน่ว่าเบื้องบนอาจจะสงสัยว่าเขาเป็นคนบงการให้ไปขโมยก็ได้ ถึงแม้ว่าพี่ชายคนโตของเขาจะเป็นซือฝ่าจั่วแห่งอำเภอฉางอัน แต่ที่นี่อยู่ภายใต้การดูแลของอำเภอว่านเหนียน
แผนกยุติธรรมอำเภอว่านเหนียนมีซือฝ่าจั่วห้าคน เสมียนสิบคน เบื้องบนยังมีนายอำเภอฝ่ายปราบปรามโจรผู้ร้าย มีปลัดอำเภอ มีนายอำเภอ ต่อให้พี่ชายของเขาออกหน้าวิ่งเต้นให้ แต่ถ้าผ่านมือทางการแล้ว ก็จะยุ่งยากมาก อาจถึงขั้นต้องเสียเงินก้อนโต
"ระวังกลางวันระวังกลางคืน สุดท้ายก็ระวังเกลือเป็นหนอนไม่ได้ อู๋อี้เอ๊ย อาขอโทษเจ้าจริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีขโมยโผล่มา หลิวเฮยจื่อคนนี้ ต้นปีมาขอข้าวขอทาน อาเห็นว่าน่าสงสาร เลยรับไว้เป็นลูกจ้าง นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นขโมย"
"ท่านอาขอรับ รู้หน้าไม่รู้ใจ คนผู้นี้เพิ่งทำงานที่บ้านตระกูลกัวได้ไม่นาน ท่านเองก็คงไม่อาจรู้จักเขาได้อย่างทะลุปรุโปร่งหรอกขอรับ
โชคดีที่เมื่อคืนคนผู้นี้ทำไม่สำเร็จ ตอนนี้ข้าเลยส่งตัวเขามาให้ท่านอาจัดการขอรับ" หลี่อี้ดูจากปฏิกิริยาของเขาแล้ว รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกัวเอ้อร์หลาง
"ดีๆๆ" กัวเอ้อร์หลางพอใจกับการกระทำของหลี่อี้มาก ส่งมาให้เขาจัดการน่ะดีที่สุดแล้ว น้ำใจครั้งนี้เขาจดจำไว้ และจะต้องตอบแทนแน่นอน
"จับเจ้านี่แขวนขึ้นไป แล้วเฆี่ยนมันห้าสิบแส้ก่อน"
การจัดการกับขโมยคนหนึ่งนั้นง่ายมาก ถึงขั้นไม่ต้องผ่านทางการเลยด้วยซ้ำ
การขโมยครั้งนี้ไม่สำเร็จ ตามกฎหมาย หากขโมยทรัพย์สินไม่สำเร็จต้องรับโทษเฆี่ยนด้วยไม้หวายห้าสิบที หากขโมยทรัพย์สินสำเร็จ จะพิจารณาโทษตามมูลค่าทรัพย์สิน ผ้าไหมหนึ่งฉื่อโดนโบยด้วยไม้พลองหกสิบที หนึ่งผืนเพิ่มโทษหนึ่งขั้น ห้าผืนจำคุกหนึ่งปี หากเป็นคนเฝ้าทรัพย์แล้วขโมยเสียเอง โทษจะหนักกว่า หากของกลางมีมูลค่าสามสิบผืน ต้องรับโทษแขวนคอ
ส่วนความผิดฐานลักทรัพย์ของชาวบ้านทั่วไป โทษสูงสุดคือหากของกลางมีมูลค่าถึงห้าสิบผืน ต้องถูกเนรเทศไปไกลสามพันลี้และใช้แรงงานในสถานที่เนรเทศเป็นเวลาสามปี
กัวเอ้อร์หลางสั่งให้คนเฆี่ยนหลิวเฮยจื่อห้าสิบแส้ แล้วไล่ออกจากหมู่บ้านกัว การทำงานเป็นลูกจ้างมาหลายเดือนก็ถือว่าทำฟรี
ก่อนไป หลิวเฮยจื่อเดินมาตรงหน้าหลี่อี้ แล้วโขกศีรษะให้เขาสามครั้ง
เขารู้ดีว่า แม้กฎหมายจะระบุว่าขโมยทรัพย์สินไม่สำเร็จโดนเฆี่ยนด้วยไม้หวายห้าสิบที แต่ในความเป็นจริงหากเข้าที่ว่าการไปแล้ว ต่อให้ไม่ตายก็ต้องคางเหลือง ตอนนี้ดีไม่ดีอาจถูกลากตัวไปออกรบด้วยซ้ำ
การที่เขาโขกศีรษะให้หลี่อี้ยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง นั่นคือเมื่อคืนหลี่อี้ได้ฝากความประทับใจที่ยากจะลบเลือนไว้ให้เขา เขาเชื่ออย่างหมดใจว่าหลี่อี้ใช้วิชาห้าอสนีบาตช็อตเขาจนสลบ ในใจจึงรู้สึกยำเกรงอดีตนักพรตที่สึกแล้วอย่างหลี่อี้เป็นอย่างยิ่ง
หลี่อี้ไม่ได้รู้สึกสงสารเจ้านี่เลยสักนิด เขาไม่ใช่ผู้อพยพที่กำลังจะอดตายเสียหน่อย เขาทำงานเป็นลูกจ้างที่หมู่บ้านกัว มีกินมีที่พัก มีค่าจ้าง แต่กลับยังถือท่อนไม้มาขโมยของ พอเรื่องแดง ยังจะแกว่งท่อนไม้พุ่งเข้ามาอีก เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนเป็นการปล้นชิงแล้ว
การที่ไม่ลงมือสังหาร ก็เพราะไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว ยอมความกันได้ก็ยอมความกันไป ไม่อยากผ่านทางการให้พวกเหลือบไรและหมาป่าเข้ามาวุ่นวาย
"กลับตัวกลับใจ เป็นคนดีซะเถอะ อย่าได้เดินเส้นทางสายโจรอีกเลย หากมีคราวหน้า คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว ดูแลตัวเองให้ดีก็แล้วกัน"
กัวเอ้อร์หลางยืนอยู่ตรงนั้น ทว่าในใจกลับครุ่นคิดถึงคำสารภาพของหลิวเฮยจื่อ เขาบอกว่าหลี่อี้สามารถปล่อยสายฟ้าได้ ปล่อยแสงสว่างจ้าจนเขามองไม่เห็น แถมยังฟาดสายฟ้าใส่จนเขาสลบและขยับตัวไม่ได้
หลิวเฮยจื่อยังให้ดูรอยไหม้สีเขียวคล้ำสองแห่งบนตัวด้วย
ในใจของกัวเอ้อร์หลางเชื่อไปแล้วว่าหลี่อี้ใช้วิชาห้าอสนีบาตช็อตคนได้จริงๆ จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยำเกรงชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นมาอีกหลายส่วน







