ไอน้ำระเหยขึ้นจากถังไม้ อบอวลจนภายในเต็นท์รู้สึกอบอุ่นไปหมด
หวังหยางเพิ่งอาบน้ำเสร็จ ยืนอยู่ข้างถังไม้พร้อมกางแขนทั้งสองข้างออก เฮยฮั่นกำลังสวมเสื้อผ้าให้หวังหยาง ส่วนติงจิ่วกำลังหวีผมและเกล้ามวยผมให้เขา
ไม่ใช่ว่าหวังหยางอยากสัมผัสชีวิตขุนนางผู้ฟุ้งเฟ้อ แต่ประการแรกเขาต้องทำตัวให้สมกับภาพลักษณ์ของตระกูลหวังแห่งหลางหยา และประการที่สองเขาจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีสวมเสื้อผ้าและเกล้ามวยผมจริงๆ
เรื่องเกล้ามวยผมไม่ต้องพูดถึง เกิดมาจนป่านนี้เขายังไม่เคยไว้ผมยาวเลยสักครั้ง
ส่วนเรื่องการสวมเสื้อผ้า เสื้อผ้าโบราณกับเสื้อผ้าสมัยใหม่นั้นแตกต่างกัน วิธีการสวมใส่ย่อมแตกต่างกันไปด้วย
ชุดใหม่ที่เขาเปลี่ยนมาใส่ในตอนนี้คือเสื้อผ้าใหม่ที่หัวหน้ากองเซวียยังไม่เคยสวม ท่อนบนเป็นเสื้อสั้นผ้าสีน้ำเงิน ท่อนล่างเป็นกางเกงเป้าปิดสีดำ การแต่งกายเช่นนี้ในยุคนั้นแทบจะนับว่าไม่มีระดับอะไรเลย อีกทั้งยังไม่พอดีกับรูปร่างของหวังหยางด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดีกว่าเสื้อผ้าป่านหยาบๆ ที่เขาสวมก่อนหน้านี้มาก
"ซี๊ด!" หวังหยางรู้สึกเจ็บแปลบที่หลังศีรษะ "เบามือหน่อย!"
"ขอรับๆ ผู้น้อยจะระวัง! จะระวังให้มาก!" นิ้วมือหนาหยาบของติงจิ่วกำลังรวบผมของหวังหยาง ขั้นตอนนี้ไม่ว่าจะสำหรับตัวติงจิ่วเองหรือสำหรับหวังหยางแล้ว ล้วนไม่มีความสบายเลยแม้แต่น้อย
"โอ๊ย!" หวังหยางรู้สึกถูกรัดที่เอว ที่แท้ก็เป็นเฮยฮั่นที่ผูกเข็มขัดให้แน่นเกินไป
"เป็นอะไรไปหรือขอรับคุณชาย" เฮยฮั่นถามอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว
หวังหยางลอบถอนหายใจในใจ คนอื่นทะลุมิติมาล้วนมีหญิงงามคอยปรนนิบัติ แต่พอมาถึงตาเขา กลับมีแต่ชายฉกรรจ์หยาบกระด้างสองคนมาสร้างความรำคาญ ขณะที่กำลังคิดจะไล่ทั้งสองคนออกไป ก็ได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่ตะโกนเรียกจากนอกเต็นท์ว่า "คุณชายหวัง หัวหน้ากองของเราขอเชิญท่านไปพบขอรับ!"
หวังหยางพาเฮยฮั่นและติงจิ่วเดินตามการนำของหัวหน้าหมู่ ก้าวอาดๆ เข้าไปในเต็นท์ของหัวหน้ากองเซวีย ทันทีที่เข้าไปก็พบว่าบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดีนัก
หัวหน้ากองเซวียไม่มีท่าทีกระตือรือร้นเอาอกเอาใจเหมือนก่อนหน้านี้เลย ซ้ำยังไม่แม้แต่จะลุกขึ้นต้อนรับ ภายในเต็นท์ยังมีชายวัยสี่สิบกว่าปีเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ใบหน้าแปลกตา สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีครามสะอาดสะอ้าน แต่งกายเยี่ยงบัณฑิต กำลังจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มที่เหมือนไม่ได้ยิ้ม
เมื่อนึกโยงไปถึงท่าทีของหัวหน้าหมู่เมื่อครู่นี้ที่ดูแปลกประหลาดไปบ้าง หวังหยางก็ใจหายวาบ
หรือว่าพวกเขาจะสงสัยในตัวตนของเขาแล้ว?
หรือว่าฐานะตัวปลอมของเขาจะถูกเปิดโปงเร็วขนาดนี้?
บัณฑิตแปลกหน้าพูดพลางหัวเราะร่วน "วันนี้ได้เห็นสง่าราศีของคุณชายหวังแห่งตระกูลหวังแห่งหลางหยา นับว่าเป็นวาสนายิ่งนัก"
คำพูดแม้จะฟังดูดี แต่กลับแฝงความหมายหยอกล้อเสียดสีอย่างเข้มข้น น้ำเสียงนั้นหาได้มีความเคารพอยู่เลย
แม้ในใจหวังหยางจะกระวนกระวาย แต่ก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาแสดงความขลาดกลัว เขาไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินเนิบนาบไปหยุดอยู่ตรงหน้าบัณฑิตผู้นั้นแล้วเอ่ยปาก "เจ้า ลุกขึ้น"
รอยยิ้มของบัณฑิตชะงักค้างไป
ติงจิ่วเห็นดังนั้นจึงรีบพูดว่า "นี่คือเสมียนหวังประจำกองของเราขอรับ"
"เสมียน? เจ้าบอกว่าเขาคือเสมียน?" หวังหยางสวมวิญญาณนักแสดงรางวัลออสการ์ ทำทีเป็นกลั้นขำอย่างโอหัง "คนที่ไม่รู้อาจจะนึกว่าเป็นหมอชาวบ้านที่ไหนมาถึงเสียอีก ที่แท้ก็เป็นแค่เสมียนคนหนึ่ง ฮ่าๆๆๆๆ! ต่อให้เป็นพวกเสมียนชั้นผู้น้อยแห่งสำนักซ่างซู ต่อหน้าคุณชายอย่างข้าก็ไม่มีสิทธิ์ได้นั่ง แล้วเจ้าที่เป็นแค่ขุนนางปลายแถวต่ำต้อยคู่ควรจะได้นั่งพูดคุยกับข้าอย่างนั้นหรือ?"
ความโกรธแวบผ่านใบหน้าของเสมียนหวังไปชั่วขณะ เขายิ้มบางๆ แล้วกล่าว "คุณชายช่างปากดีนัก แต่ก็ถูกของท่าน ในเมื่อท่านอาของท่านมีตำแหน่งสูงส่งถึงขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์ ย่อมต้องไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตาเป็นธรรมดา"
แย่แล้ว!
ขนหลังคอของหวังหยางลุกซู่ ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าช่องโหว่ของตนเองอยู่ที่ไหน!
อยู่ที่คำว่าขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์นี่เอง!
หน่วยงานราชการที่มีอำนาจในส่วนกลางของราชวงศ์หนานเฉามีคำกล่าวที่เรียกว่า "สามหน่วยห้ากรม"
สามหน่วยหมายถึงตำแหน่งซานกง ได้แก่ ไท่เว่ย ซือถู และซือคง
ห้ากรมได้แก่ กรมซ่างซู กรมจงซู กรมเหมินเซี่ย กรมมี่ซู และกรมจี๋ซู
ซึ่งกรมจี๋ซูนั้นมีขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์เป็นหัวหน้าขุนนาง ดังนั้นจึงเรียกอีกอย่างว่า "กรมซ่านฉี"
ในฐานะหัวหน้าของหนึ่งในห้ากรม ชื่อของขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์จะต้องถูกประกาศให้หัวเมืองต่างๆ ทราบอย่างแน่นอน หากตั้งใจสืบหา ย่อมสามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน
ตอนนั้นเพื่อที่จะข่มขวัญทหารเหล่านั้น เขาใจร้อนเกินไปจนขาดความรอบคอบ มิเช่นนั้นเขาคงไม่มอบตำแหน่งขุนนางที่ "สะดุดตา" ขนาดนี้ให้กับท่านอาผู้ "ไม่มีอยู่จริง" ของตนเองแน่!
จะตื่นตระหนกไม่ได้!
ต้องรีบคิดหาวิธีแก้ไขสถานการณ์ทันที!
ทางด้านหัวหน้ากองเซวียทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตบโต๊ะดังปัง เตรียมจะตะโกนสั่งให้ทหารจับตัวหวังหยาง
หวังหยางกะพริบตา แสร้งทำเป็นโกรธขึ้ง:
"ทำไม จะมาเย้ยหยันว่าท่านอาของข้าไม่ใช่ขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์งั้นรึ? ตระกูลข้าเป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน ย่อมสามารถก้าวหน้าในหน้าที่การงานและขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงได้อย่างราบรื่น ไม่เห็นต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องตำแหน่งขุนนางเลย! ถึงไม่ใช่ขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์แล้วจะทำไม?!"
เสมียนหวังชะงักไป หลุดปากออกมาว่า "อะไรนะ?! หรือว่าท่านอาของท่านไม่ใช่ขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์?"
หวังหยางกล่าวอย่างเนิบช้า "ใครเป็นคนพูดว่าท่านอาของข้าคือขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์?"
เสมียนหวังและหัวหน้ากองเซวียหันไปมองหัวหน้าหมู่พร้อมกัน
หัวหน้าหมู่รีบพูดว่า "ข้าจำได้ ข้าจำได้ว่าเป็น..."
หวังหยางจ้องมองหัวหน้าหมู่ แววตาเย็นเยียบและบีบคั้น "เป็นอะไร? คุณชายอย่างข้าบอกเจ้าชัดเจนแล้วว่าท่านอาของข้าคือขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา! เจ้าพูดจาโอ้อวดตำแหน่งขุนนางเกินจริง มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?"
หากไม่นับรวมตำแหน่ง "เจียกวน" ที่ได้รับพระราชทานเพื่อเป็นเกียรติยศ โดยปกติแล้ว หัวหน้าขุนนางผู้กุมอำนาจที่แท้จริงของกรมซ่านฉีอย่างขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์นั้นจะมีเพียงคนเดียว แม้บางครั้งจะมีการแต่งตั้งสองคนพร้อมกัน แต่ช่วงที่มีมากที่สุดก็ไม่เคยเกินสี่คน
แต่จำนวนผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษากลับมีไม่น้อยเลย เมื่อรวมกับขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษานอกอัตราและขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษาทั่วไปแล้ว บางครั้งอาจมีจำนวนมากถึงสิบกว่าคนด้วยซ้ำ!
แม้หวังหยางจะไม่คุ้นเคยกับประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฉีใต้ แต่ระบบการเมืองของหกราชวงศ์นั้นมีการสืบทอดกันมาอย่างเหนียวแน่น เมื่อเขาใช้ระบบตำแหน่งขุนนางในสมัยราชวงศ์จิ้นและราชวงศ์ซ่งมาคาดเดาระบบของราชวงศ์ฉีใต้ ก็พบว่ามันไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเสมียนอะไรนี่จะรู้จักชื่อของขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษาทั้งหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง!
เสมียนหวังตวาดใส่หัวหน้าหมู่ด้วยความโกรธ "ยังไม่รีบพูดความจริงมาอีก?!"
หัวหน้าหมู่ตกใจจนรีบคุกเข่าลง "ข้า... ผู้... ผู้น้อยไม่รู้ขอรับ!"
เสมียนหวังมองเฮยฮั่นและติงจิ่วด้วยความตึงเครียด "เฮยฮั่น ติงจิ่ว เขา... ตอนนั้นคุณชายหวังพูดว่าอย่างไรกันแน่?"
ติงจิ่วกำลังพยายามนึกทบทวน เฮยฮั่นลังเลอยู่เพียงสองวินาที ก็คุกเข่าประสานมือกล่าวว่า "เรียนใต้เท้า ตอนนั้นคุณชายหวังพูดว่าขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษาขอรับ"
หวังหยางรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คิดในใจ 'หรือว่าเขาจะจำผิด?'
"เจ้า เจ้าจำได้แม่นยำจริงๆ งั้นรึ?" น้ำเสียงของเสมียนหวังสั่นเครือเล็กน้อย
เฮยฮั่นโขกศีรษะพูดว่า "ไม่ผิดแน่นอนขอรับ ข้าจำได้ชัดเจนมากว่าเป็นสี่คำนี้ ตอนนั้นข้ายังคิดอยู่เลยว่าซ่านฉีน่ะเคยได้ยิน แต่ซื่อหลางนี่มันคือตำแหน่งอะไรกันแน่?"
หวังหยางไม่รู้ว่าทำไมเฮยฮั่นถึงต้องโกหก แต่ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลามาซักไซ้ไล่เลียง จึงพยักหน้าพูดขึ้นทันที "ถือว่ายังมีคนรู้เรื่องอยู่บ้าง"
ติงจิ่วนึกไม่ออกจริงๆ ว่าสองคำที่ต่อท้ายคำว่า "ซ่านฉี" คือคำว่าอะไร แต่เมื่อเห็นหวังหยางเอ่ยปากชมเฮยฮั่น เขาก็รีบพูดขึ้นทันที "ผู้น้อยก็นึกออกแล้วขอรับ! เป็นขุนนางผู้ช่วยที่ปรึกษา!"
เสมียนหวังตกใจจนลุกพรวดขึ้นมา ก่อนจะโค้งคำนับหวังหยางจนสุดตัว:
"หวังลั่วแห่งจือเจียง ไม่ล่วงรู้ฐานะของผู้สูงศักดิ์ วาจาสามหาว ล่วงเกินไปมาก หวังว่าผู้สูงศักดิ์จะโปรดอภัย!"
คนในยุคราชวงศ์เหนือใต้เวลาบอกชื่อแซ่ ล้วนต้องใส่ชื่อเมืองที่เกิดไว้หน้าแซ่เสมอ ว่าจะเป็นผู้สูงศักดิ์หรือสามัญชน บางครั้งเพียงแค่อาศัยชื่อเมืองเกิดก็สามารถคาดเดาได้ถึงเจ็ดแปดส่วนแล้ว
ตัวอย่างเช่น หากแซ่หวังจะถือว่าสูงศักดิ์ ก็ต้องเป็นตระกูลหวังแห่งหลางหยา ไม่ก็ตระกูลหวังแห่งไท่หยวน รองลงมาก็ยังมีตระกูลหวังแห่งเป่ยไห่ ตระกูลหวังแห่งซานหยาง ตระกูลหวังแห่งตงไห่ เป็นต้น แม้หวังลั่วผู้นี้จะแซ่หวังเหมือนกัน แต่เมื่อเพิ่มคำว่า "จือเจียง" เข้าไป ก็กลายเป็นไม่มีค่าอะไรเลย
หวังหยางกล่าวอย่างเย็นชา "นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรจะนั่ง ไสหัวลงไป"
"ขอรับๆ ผู้สูงศักดิ์โปรดระงับโทสะด้วย ผู้สูงศักดิ์โปรดระงับโทสะด้วย" เสมียนหวังรีบลุกขึ้นถอยไป อีกทั้งยังใช้แขนเสื้อปัดกวาดที่นั่ง แล้วผายมือเชิญให้หวังหยางนั่งลง
หวังหยางนั่งลงโดยไม่สนใจผู้ใด เสมียนหวังจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง "บังอาจเรียนถามคุณชายหวัง นามของท่านอาท่านคือ..."
มุมปากของหวังหยางอมยิ้มเยาะ เลียนแบบพวกตัวเอกหลงอ้าวเทียนในนิยายออนไลน์ แววตามีความเหยียดหยามอยู่สามส่วน และความโกรธเกรี้ยวอยู่สามส่วน "คนอย่างเจ้ามีสิทธิ์มาสืบถามชื่อเสียงเรียงนามผู้อาวุโสในตระกูลข้าด้วยรึ?"
เสมียนหวังหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้า รีบกล่าวติดๆ กัน "เป็นผู้น้อยที่ล่วงเกินไปแล้ว ล่วงเกินไปแล้ว"
หวังหยางปรายตามองหัวหน้ากองเซวียที่ยังคงงุนงงอยู่ แล้วถามว่า "หัวหน้ากองเซวียตบโต๊ะเมื่อครู่นี้ หมายความว่าอย่างไร?"
แม้หัวหน้ากองเซวียจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นท่าทีของเสมียนหวังเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ก็รู้ว่าต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่าง จึงรีบพูดว่า "ผู้น้อยกำลังตําหนิเสมียนหวังว่าห้ามเสียมารยาทต่อคุณชายขอรับ!"
หวังหยางหัวเราะเย้ยหยัน "หัวหน้ากองเซวียช่างเป็นคนที่รู้จักธรรมเนียมมารยาทเสียจริง แต่ทว่า 'ขุนนางและสามัญชนไม่นั่งปะปนกัน' การที่พวกเรามานั่งรวมกันเช่นนี้ ก็คงจะไม่ถูกต้องตามธรรมเนียมกระมัง"
ยุคราชวงศ์เหนือใต้ให้ความสำคัญกับสายเลือดและชาติตระกูลมากที่สุด มีคำกล่าวที่ว่า "ขุนนางและสามัญชนห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน" หมายความว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงกับตระกูลสามัญชนนั้นกว้างใหญ่ราวกับฟ้าและดิน
อย่าว่าแต่หัวหน้ากองเซวียที่เป็นเพียงขุนนางฝ่ายบู๊ชั้นผู้น้อยเลย ต่อให้วันหนึ่งเขาโชคดีได้เป็นขุนนางใหญ่โต แต่ก็ยังไม่คู่ควรที่จะทัดเทียมกับตระกูลชนชั้นสูงอยู่ดี เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตำแหน่งขุนนางเล็กหรือใหญ่ แต่เกี่ยวข้องกับสายเลือดและชาติตระกูลเท่านั้น
เสมียนหวังรีบขยิบตาให้หัวหน้ากองเซวีย หัวหน้ากองเซวียก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ด้วยความลนลานจึงเกือบจะชนเข้ากับโต๊ะ







