“คุณชายหวัง คุณชายหวัง?” เสียงของเฮยฮั่นดึงหวังหยางกลับสู่ความเป็นจริง
“ขอเรียนถามคุณชาย รัชศกหย่งหมิงนี้แท้จริงแล้วมีความหมายว่าอย่างไรหรือขอรับ?” เฮยฮั่นถาม
ติงจิ่วหาวหวอดหนึ่ง 'แกมันครัวเรือนทหารที่ยากจนมาแปดชั่วโคตร ยังจะมาศึกษาหาความรู้อะไรอีกวะ?' เขาคิด
'ความหมายของรัชศกแล้วมันเกี่ยวอะไรกับแกวะ? ยังจะไปถามหาหอกอะไรอีก! อีกอย่างหย่งหมิงก็มีแค่สองคำ เขาจะอธิบายให้พิสดารอะไรได้วะ?'
หวังหยางอารมณ์หม่นหมอง จึงตอบส่งๆ ไปว่า “รุ่งโรจน์ตลอดกาล”
เฮยฮั่น “เป็นเช่นนี้นี่เอง” น้ำเสียงเจือความผิดหวังเล็กน้อย
ส่วนติงจิ่วก็แค่นหัวเราะในใจ 'ว่าแล้วเชียว เขาก็อธิบายอะไรไม่ออกเหมือนกันนั่นแหละ'
รอบด้านเงียบสงัด หวังหยางตระหนักได้ทันทีว่าตนเองยังสวมรอยเป็นคนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่ รายละเอียดคือตัวตัดสินความสำเร็จหรือล้มเหลว จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด จึงกระแอมไอแล้วกล่าวว่า
“คัมภีร์ซือจิงบทต้าหยากล่าวว่า ‘แสงสว่างเจิดจ้า สาดส่องยาวนาน’ และยังกล่าวอีกว่า ‘วิญญูชนหมื่นปี สืบสานทายาทตลอดกาล’ คัมภีร์ฉู่ฉือบทเจาหุนกล่าวว่า ‘เทียนสว่างหอมกลิ่นกล้วยไม้ รูปโฉมงดงามพรั่งพร้อม’ ดังนั้นคนโบราณจึงถือเทียนท่องราตรี หมายจะให้ค่ำคืนนี้ยาวนานตลอดไป”
เฮยฮั่นกับติงจิ่วชะงักงันไปทันที
“อันความสุขสันต์ ล้วนปรารถนาให้ยาวนาน อันแสงสว่าง ล้วนปรารถนาให้คงอยู่ชั่วกัลปาวสาน ด้วยเหตุนี้การร่ำสุรายามราตรีจึงไม่ขาดสาย คำอวยพรหมื่นปีจึงเต็มสองหู สิ่งที่เรียกว่า ‘หย่งหมิง’ แท้จริงแล้วคือความหมายแห่งการอวยพรของวิญญูชน หวังให้หนาน... อะแฮ่ม... หวังให้ต้าฉีของเรามีคุณธรรมอันเจิดจรัสธำรงอยู่ยั่งยืนยง!”
หวังหยางอวดภูมิความรู้อย่างได้ใจ จนเกือบจะเรียกราชวงศ์ปัจจุบันนี้ว่า “หนานฉี” ไปแล้ว แต่ “หนานฉี” นั้นเป็นคำเรียกของคนรุ่นหลัง ราชวงศ์ทางใต้ที่ถือตนเป็นสายเลือดแท้ในยุคนี้ย่อมไม่มีทางยอมเติมคำว่า “หนาน” ไว้หน้าชื่อประเทศเด็ดขาด
โชคดีที่หวังหยางไหวตัวทัน ไม่เช่นนั้นต่อให้ความไม่แตก ก็คงโดนข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแน่ๆ
หวังหยางอ้างอิงคัมภีร์ร่ายยาวเป็นคุ้งเป็นแคว เฮยฮั่นฟังจนตาเป็นประกาย คุกเข่าโขกศีรษะคำนับทันที “คุณชายความรู้กว้างขวาง ทำให้ผู้น้อยหูตาสว่างแล้วจริงๆ ขอรับ!”
แม้ติงจิ่วจะรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อยที่หวังหยาง “แฉ” เรื่องของเขาไปก่อนหน้านี้ แต่ก็ไม่ยอมพลาดโอกาสประจบสอพลอ รีบคุกเข่าประสานมือ ยกยอปอปั้นว่า “คุณชายเก่งกาจยิ่งนัก! มีความรู้อยู่เต็มท้อง เอ่ยปากมาก็เป็นบทความแล้ว!”
ตอนนั้นเองเสียงฝีเท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้น คนยี่สิบกว่าคนเดินแกมวิ่งเข้ามา เปลวไฟจากคบเพลิงส่ายไหวไปมาท่ามกลางความมืดมิด
หวังหยางใจเต้นตึกตัก 'มาแล้ว!'
ผู้นำมาคือชายร่างใหญ่หนวดเคราครึ้ม เขาไม่ได้สวมชุดเกราะอย่างที่มักจะเห็นในละครย้อนยุค แต่กลับสวมเสื้อคลุมแขนกว้างยาวถึงเข่า ชายเสื้อด้านล่างดูคล้ายกระโปรง บนศีรษะสวมหมวกเกี้ยวใบเล็ก
การแต่งกายเช่นนี้หากมองด้วยสายตาของคนยุคปัจจุบันจะดูประหลาดชอบกล ไม่เข้ากับทหารเอาเสียเลย แต่ในความเป็นจริงแล้วการสวมเสื้อคลุมในกองทัพนั้นพบเห็นได้บ่อยมากในยุคราชวงศ์เหนือใต้ ส่วนหมวกเกี้ยวใบเล็กบนศีรษะนั้นมีชื่อเรียกว่า “ผิงจินเจ๋อ” รูปแบบเช่นนี้มักจะมีให้เห็นบ่อยๆ ในละครโทรทัศน์ที่มีฉากหลังเป็นยุคก่อนราชวงศ์ฉิน
คนผู้นี้เดินเข้ามาหาหวังหยางพลางกวาดสายตามองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า หวังหยางพบว่าในแววตาของคนผู้นี้ไม่มีความยำเกรงอยู่เลยแม้แต่น้อย
หวังหยางรอจนคนผู้นั้นเดินเข้ามาใกล้ ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะอ้าปาก มือขวาก็คว้าถุงน้ำฟาดใส่หน้าเขาเต็มแรง!
เหตุการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน!
เห็นได้ชัดว่าคนผู้นั้นไม่ได้ตั้งตัว รีบเบี่ยงตัวหลบไปด้านหลัง ถุงน้ำตกลงพื้นแตกกระจาย!
เหล่าทหารพากันตกตะลึง หวังหยางลุกขึ้นยืนแล้วชี้หน้าด่าฉอดๆ
“แกคุมทหารประสาอะไร! โอรสสวรรค์มีพระบรมราชโองการไว้แต่แรกแล้วว่า ‘การป้องกันชายแดนพึงให้ความสำคัญ ยามรักษาการณ์ต้องเข้มงวด!’ จารชนแดนเหนือมาพักอยู่ในเขตรับผิดชอบของแกตั้งสองวัน แกกลับไม่รู้เรื่องอะไรเลย! แกเห็นรับสั่งของฮ่องเต้เป็นลมพัดผ่านหูหรือไง?!”
คนผู้นั้นถูกน้ำสาดกระเซ็นใส่จนเปียกโชก ความโกรธพวยพุ่งขึ้นกลางอก กำลังจะอาละวาด แต่จู่ๆ ก็ได้ยินหวังหยางอ้างพระบรมราชโองการของโอรสสวรรค์ก็ชะงักไปทันที
เขาเป็นแค่ขุนนางบู๊ตัวเล็กๆ เคยได้ยินคนพูดถึงราชโองการที่ไหนกัน? พอได้ยินคำถามประโยคสุดท้าย ในใจก็พลันตื่นตระหนก!
เห็นรับสั่งของฮ่องเต้เป็นลมพัดผ่านหู ข้อหานี้เขาไม่มีปัญญารับผิดชอบไหวแน่ๆ! จึงรีบคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นทันที “ผู้น้อยมิกล้า! ผู้น้อยไม่ทราบจริงๆ ขอรับ!”
พระบรมราชโองการโอรสสวรรค์อะไรนั่น แน่นอนว่าหวังหยางปั้นน้ำเป็นตัวขึ้นมาทั้งนั้น
เขาเห็นคนผู้นี้มาด้วยท่าทีดุดัน เกรงว่าจะรับมือยาก จึงยกเอาฮ่องเต้มาอ้าง โยนความผิดให้ก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ
หวังหยางแค่นเสียงฮึดฮัด “นับว่าแกยังดวงดี ถ้าลูกน้องแกไม่ได้สร้างความชอบสังหารจารชนแดนเหนือ แถมยังช่วยคุณชายอย่างข้าเอาไว้ ต่อให้แกมีสักสิบชีวิตก็รับผิดชอบไม่ไหวหรอก! แต่ในเมื่อจารชนแดนเหนือก็ตายไปแล้ว เรื่องนี้ข้าจะไม่เอาความก็แล้วกัน”
“ขอบพระคุณคุณชายที่เมตตา!” คนผู้นั้นรีบกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็รู้สึกขึ้นมาได้กะทันหันว่ามีบางอย่างทะแม่งๆ
หวังหยางไม่เปิดโอกาสให้เขาตั้งตัว เดินเข้าไปหาแล้วด่าทอต่อว่า
“ข้าขอถามแกอีกอย่าง! แกก็รู้ทั้งรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่ ทำไมถึงเพิ่งจะโผล่หัวมา?! มาแล้วก็ไม่ยอมพาม้ามาสักตัว! จะให้ข้าเดินงั้นเรอะ? แกไม่เห็นตระกูลหวังแห่งหลางหยาอยู่ในสายตาเลยใช่มั้ย?”
หัวหน้ากองถือเป็นนายทหารระดับล่างในกองทัพยุคนั้น แต่ละกองมีกำลังพลตั้งแต่หลายสิบไปจนถึงหลายร้อยคนลดหลั่นกันไป โดยทั่วไปแล้วกองทหารราบหนึ่งกองจะมีห้าสิบคน ส่วนกองทหารม้าจะมีสามสิบคน
หากจะว่ากันตามตรงแล้ว หัวหน้ากองไม่นับว่าเป็นขุนนางด้วยซ้ำ เพราะไม่มีแม้กระทั่งขั้นตำแหน่ง เรียกอย่างฝืนๆ ก็คงเป็นแค่ตำแหน่งขุนนางบู๊ชั้นต่ำสุด
หากรับใช้ขุนนางผู้มีอำนาจ ค่าตัวก็ย่อมแตกต่างออกไป แต่หัวหน้ากองเซวียที่ไร้รากฐานและต้องมาเฝ้าระวังภัยอยู่กลางป่าเขาลำเนาไพรแบบนี้นั้น มีมากพอๆ กับกุ้งฝอยในแม่น้ำทั่วประเทศ อย่าว่าแต่ตระกูลหวังแห่งหลางหยาที่เขาไม่กล้าล่วงเกินเลย ต่อให้เป็นตระกูลบัณฑิตตระกูลใดก็ตาม แค่ขนร่วงเส้นเดียวก็ยังใหญ่กว่าเอวเขาเสียอีก
หัวหน้ากองเซวียลุกลี้ลุกลนละล่ำละลัก “มิกล้า มิกล้า! ผู้น้อยจะกล้าละเลยคุณชายได้อย่างไร? เพียงแต่ในค่ายไม่มีม้า ผู้น้อยอับจนหนทางจริงๆ ขอรับ!”
สังคมในยุคตระกูลขุนนางเรืองอำนาจจะวัดความสูงต่ำกันที่ความสูงส่งหรือต้อยต่ำของแซ่ ไม่ว่าตระกูลหวังแห่งหลางหยาจะรับราชการหรือไม่ก็ตาม หัวหน้ากองเซวียที่มีแซ่เป็นสามัญชนเมื่อได้พบก็ต้องเรียกตัวเองว่าผู้น้อยอยู่ดี
เจียงหนานมีม้าน้อย การรบจึงเน้นใช้ทหารราบเป็นหลัก อัตราส่วนของทหารม้านั้นต่ำเตี้ยเรี่ยดิน บางครั้งกองกำลังสู้รบระดับหลายหมื่นคนถึงจะมีทหารม้าประจำการอยู่เพียงไม่กี่ร้อยนาย ถือว่าไม่เป็นรูปเป็นร่างเอาเสียเลย หวังหยางเห็นว่าหัวหน้ากองเซวียไม่ได้ขี่ม้ามา ก็พอจะเดาสาเหตุได้แล้ว จึงจงใจหาเรื่องตั้งข้อหาเพื่อข่มขวัญให้กลัวเท่านั้น หากหัวหน้ากองเซวียหาม้ามาได้จริงๆ เขาก็ยังต้องมานั่งหาข้ออ้างปัดสวะอีก ในเมื่อเขาขี่ม้าไม่เป็นนี่นา
หวังหยางถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แกแซ่อะไร? ชื่ออะไร? เป็นหัวหน้ากองตั้งแต่ปีไหนเดือนไหน?”
“ข้าน้อยแซ่เซวีย นามว่าหลิง เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ากองเมื่อเดือนสี่ รัชศกหย่งหมิงปีที่หกขอรับ”
“แกรู้ตัวมั้ยว่าเป็นหัวหน้ากองมาได้กี่ปีแล้ว?”
“ทราบขอรับ ทราบขอรับ อีกสิบกว่าวันก็ครบสองปีพอดี”
ในที่สุดหวังหยางก็หลอกถามเวลาปัจจุบันออกมาได้สำเร็จ... เดือนสี่ รัชศกหย่งหมิงปีที่แปด!
เขากล่าวเสียงเย็น “นับว่าแกยังรู้ตัวนะว่าเป็นหัวหน้ากองมาสองปีแล้ว นี่เห็นว่าเป็นข้านะ ถ้าเปลี่ยนเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าละก็ เขาตั้งข้อหาเล่นงานแกไปแล้ว ถึงตอนนั้นแกตายยังไงก็ยังไม่รู้ตัวเลย”
“ขอรับ ขอรับ” เซวียหลิงหนาวเยือกไปทั้งแผ่นหลัง ได้แต่ตอบรับคำไปแกนๆ ชั่วชีวิตนี้เขาไม่เคยพบเห็นตระกูลขุนนางสูงศักดิ์อย่างตระกูลหวัง เซี่ย หยวน เซียว มาก่อน แค่อาศัยจินตนาการก็รู้สึกว่าสิ่งที่หวังหยางพูดนั้นมีความเป็นไปได้สูงมาก ในสายตาของชนชั้นสูงเหล่านี้ ชีวิตของเขาก็คงมีค่าพอๆ กับผักปลานั่นแหละ
“แต่ยังไงซะคนของแกก็เป็นคนช่วยข้าไว้ ข้าไม่ใช่คนอกตัญญูไม่รู้คุณคน เอาล่ะ แกลุกขึ้นมาเถอะ ข้าเหนื่อยแล้ว หาที่ให้ข้าพักผ่อนที”
เซวียหลิงราวกับได้รับพระราชทานอภัยโทษ รีบพาหวังหยางกลับค่ายทันที ระหว่างทางยิ่งคิดก็ยิ่งทะแม่งๆ เขาตั้งใจจะมาสอบสวนรายละเอียดเพื่อพิสูจน์ความจริงเท็จไม่ใช่หรือ แล้วทำไมถึงไม่ได้ถามสักประโยค กลับโดนอีกฝ่าย “สอบสวน” ซะเองล่ะ?!
ดูจากลักษณะการพูดจาและท่าทางของคนผู้นี้แล้ว ไม่น่าจะเป็นตัวปลอมเลย ไม่ต้องพูดเรื่องอื่นหรอก แค่ประโยคในพระบรมราชโองการของฮ่องเต้นั่น ต่อให้เขาพยายามอ่านตามทีละตัวอักษรก็เกรงว่าจะยังอ่านได้ไม่คล่องปากเลย คุณชายน้อยคนนี้กลับเอ่ยปากท่องออกมาได้ฉลุย ยังไงก็ต้องมีที่มาที่ไปบ้างแหละ
อีกอย่างถ้าเป็นตัวปลอมจริงๆ ก็ต้องหาทางหนี หรือไม่ก็หาข้ออ้างหลอกให้เขากับทหารพวกนี้ออกไปให้พ้นทางแล้ว แต่เขากลับเดินตามพวกเขากลับค่ายมาอย่างองอาจผ่าเผย ดูไม่เหมือนคนมีชนักติดหลังเลยสักนิด
รอเสมียนหวังกลับค่ายมาก่อนดีกว่า ตาเฒ่านั่นยังไงก็เคยร่ำเรียนหนังสือมาบ้าง ดูซิว่าเขาจะมองออกว่ามีอะไรผิดปกติบ้างหรือเปล่า
อันที่จริงหวังหยางจะไม่อยากหนีไปได้ยังไงกัน?
เขาเคยคิดถึงขั้นจะตวาดไล่เซวียหลิงไปตรงๆ ไม่ให้พวกนั้นตามเขามาด้วยซ้ำ แต่ถ้าทำแบบนั้น เซวียหลิงจะต้องสงสัยแน่! เพื่อเป็นการรั้งตัวเซวียหลิงไว้ ก็ได้แต่ต้องตามเขากลับค่ายไปก่อน แล้วค่อยหาทางเอาตัวรอดทีหลัง
......
ยามราตรีหนาวเหน็บราวกับสายน้ำ
ภายในกระโจมค่าย เสมียนหวังกับหัวหน้ากองเซวียนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่ง หัวหน้าหมู่ยืนอยู่หน้าโต๊ะ กำลังโค้งคำนับพูดอะไรบางอย่างอยู่
“เดี๋ยวก่อน เจ้าพูดใหม่อีกทีซิ เขาบอกว่าท่านอาของเขาเป็นขุนนางตำแหน่งอะไรนะ?” เสมียนหวังโน้มตัวไปข้างหน้า
หัวหน้าหมู่พยายามนึกย้อนความหลัง “เหมือนจะเป็นขุนนาง.......อะไรสักอย่างประจำพระองค์?”
“ขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์?”
“อ้อ ใช่ ฟังดูคล้ายๆ”
“คล้ายๆ?” เสมียนหวังขมวดคิ้ว
“เหมือนว่า......เหมือนว่าจะเป็นชื่อนี้แหละขอรับ” สายตาของหัวหน้าหมู่ค่อยๆ หนักแน่นขึ้น
“แน่ใจหรือ?” เสมียนหวังจ้องหัวหน้าหมู่เขม็ง
หัวหน้าหมู่พยักหน้า “ก็น่าจะใช่ขอรับ”
“เป็นอะไรไป? เจออะไรเข้าแล้วงั้นรึ?” หัวหน้ากองเซวียถามอย่างเคร่งเครียด
เสมียนหวังตั้งสมาธิไม่ตอบคำถาม จากนั้นก็หันไปพูดกับหัวหน้าหมู่ว่า “เจ้าออกไปก่อน”
หัวหน้าหมู่ทำความเคารพแล้วเดินออกจากกระโจมไป
หัวหน้ากองเซวียถามอย่างร้อนรน “ท่านมองอะไรออกก็รีบพูดมาสิ! อยากให้ข้าอกแตกตายหรือไง?”
แววตาของเสมียนหวังแน่วแน่ “คนผู้นี้น่าจะเป็นตัวปลอม!”
“หา!” หัวหน้ากองเซวียผุดลุกขึ้นยืนพรวดพราด เบิกตากว้าง “ท่านพูดจริงรึ?!”
“เรื่องแบบนี้ข้าจะเอามาล้อเล่นได้งั้นรึ? ข้าเพิ่งกลับมาจากจวนผู้ว่าการ ขุนนางที่ปรึกษาประจำพระองค์คนปัจจุบันคือหนานผิงหวัง ควบตำแหน่งแม่ทัพเซียวจี้ เซียวรุ่ย ไม่ใช่คนของตระกูลหวังแห่งหลางหยาเลยสักนิด!”
โครม!
หัวหน้ากองเซวียเตะโต๊ะกระเด็นคว่ำไม่เป็นท่า







