เฉินทิงฉวนคิดว่าตัวเองเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว
"ดังนั้นเกมนี้จึงเทียบเท่ากับการทำให้ระบบควบคุมง่ายขึ้น หลักๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นจะเลือกถูกหรือไม่! ที่สำคัญคือต้องเลือก 'กลยุทธ์มังกรหลับ' ให้ถูก จากนั้นก็คอยรวบรวมขุนนางตงฉินและขุนพลผู้กล้า ขยายขอบเขตอำนาจของตัวเอง สะสมกองกำลังทีละนิด และกอบกู้ราชวงศ์ฮั่นในท้ายที่สุด!
"เอาล่ะ ขอฉันดูก่อนว่าเทิร์นแรกควรเลือกยังไง"
ทุกเทิร์นผู้เล่นจะเริ่มก่อน จากนั้น NPC จึงจะขยับ
ตอนนี้เฉินทิงฉวนพบว่าคนที่เขาสามารถควบคุมได้มีเพียงจูเก่อเลี่ยงวัยแปดขวบแค่คนเดียว อีกทั้งเมือง 'อวี้จาง' ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การปกครองของจูเก่อเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นคำสั่งอย่าง 'การเมืองภายใน' และ 'การทหาร' จึงเป็นสีเทาทั้งหมด
ดูเหมือนว่าจะเลือกใช้ 'กลยุทธ์มังกรหลับ' ได้แค่สามอย่างเท่านั้น
หลังจากเฉินทิงฉวนพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็ว
"เยี่ยม งั้นก็เลือก 'ทำนา', 'ถุงแพร'... แล้วก็ 'ดูดาว' แล้วกัน!"
ผลของทำนาคือการเพิ่มผลผลิตจากการทำนาของทหาร และปริมาณผลผลิตเสบียงภายในอาณาเขตอำนาจอย่างมาก
ผลของถุงแพรคือการมอบแผนการบางอย่างให้กับคนใดคนหนึ่ง เพื่อเสริมความสามารถด้านการเมืองภายในหรือการทหารของเขา เฉินทิงฉวนเลือกใช้ถุงแพรกับจูเก่อเสวียนซึ่งเป็นเจ้าเมืองอวี้จางในขณะนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถด้านการเมืองภายในของเขา
อย่าถามว่าทำไมจูเก่อเสวียนถึงยอมรับถุงแพรของเด็กแปดขวบ ถ้าถามก็ตอบได้แค่ว่าเป็นระบบเกม!
เห็นได้ชัดว่าในยุคสามก๊กฉบับดัดแปลงสุดกาวนี้ 'กลยุทธ์มังกรหลับ' เรียกได้ว่าเป็นอาวุธระดับกฎแห่งกรรมที่ทรงพลังเอามากๆ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ปริมาณผลผลิตเสบียงของอวี้จางในเทิร์นนี้จะต้องดูดีมากแน่ๆ
แต่การเลือกกลยุทธ์มังกรหลับอย่างที่สามนั้นค่อนข้างน่าปวดหัว เพราะสกิลโต้วาที โจมตีด้วยไฟ เมืองเปล่า และต่อชะตา ทั้งสี่อย่างนี้เห็นได้ชัดว่าต้องรอให้เกิดการต่อสู้ขึ้นก่อนถึงจะมีประโยชน์
คิดไปคิดมา เอาสกิล 'ดูดาว' ที่ดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรไปก่อนแล้วกัน
ผลของดูดาวคือสามารถดูข้อมูลและสถานะโดยละเอียดของขุนพลที่พบเจอได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี ดังคำกล่าวที่ว่า 'รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง' การเตรียมพร้อมไว้ก่อนย่อมไม่ผิด
หลังจากเฉินทิงฉวนตัดสินใจ กองกำลังฝ่ายอื่นๆ ก็เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน จนจบไปหนึ่งเทิร์น
เฉินทิงฉวนพบว่า กองกำลังจำนวนไม่น้อยเริ่มมุ่งหน้าไปทางลั่วหยาง ซึ่งหมายความว่าเหตุการณ์ชุมนุมขุนศึกปราบต่งจัวที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ. 190 กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า
"แปลกแฮะ เกมนี้บอกชัดเจนว่า 'ตัวละครทั้งหมดมีความคิดและเป้าหมายเป็นของตัวเอง เหตุการณ์สำคัญในเกมอาจไม่ตรงกับประวัติศาสตร์' แต่เหตุการณ์สำคัญบางอย่างดูเหมือนจะยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี
"ดูเหมือนว่าแม้ NPC พวกนี้จะถูกควบคุมด้วย AI แต่ก็ยังมีตรรกะพฤติกรรมภายในอยู่บ้าง
"อาจเป็นเพราะในการคำนวณของ AI ตอนนี้ การปราบต่งจัวยังคงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกของ NPC พวกนี้ ดังนั้นเหตุการณ์นี้จึงยังคงเกิดขึ้น
"หืม? ทำไมหยวนซู่ถึงไม่ไปล่ะ? นี่คือ 'ความบังเอิญ' ที่ระบบบอกงั้นเหรอ?"
เฉินทิงฉวนพบว่ามีขุนศึกที่ไปปราบต่งจัวจำนวนไม่น้อยจริงๆ แต่หยวนซู่ที่เดิมทีควรจะเข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นกลับไม่ได้ไป หนำซ้ำยังนำทัพจากหนานหยางมุ่งหน้าลงใต้มาอีกต่างหาก
ทว่าเฉินทิงฉวนก็ไม่ได้คิดอะไรมาก งานหลักของเขาในตอนนี้คือการทำความเข้าใจระบบการเล่นพื้นฐานของเกมนี้
'กลยุทธ์มังกรหลับ' สามข้อก่อนหน้านี้ ได้รับการพิสูจน์ทีละข้อ
'ทำนา' และ 'ถุงแพร' ส่งผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมตามคาด ปริมาณผลผลิตเสบียงของอวี้จางทั้งหมดเพิ่มขึ้นอย่างมาก จะเห็นได้ชัดเจนว่าชาวนาที่ทำนาและเก็บเกี่ยวรอบๆ เมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้น อีกทั้งยุ้งฉางในอินเทอร์เฟซของเมืองก็อุดมสมบูรณ์ขึ้น ตัวเลขเสบียงที่กักตุนไว้ก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
แต่ปัญหาคือ... เสบียงพวกนี้จะได้ใช้หรือเปล่า?
เฉินทิงฉวนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกลังเล ตอนนี้เขาไม่ได้ควบคุมอวี้จางเลยสักนิด แถมตามพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อีกไม่นานราชสำนักฮั่นตะวันออกก็จะส่งคนมาแทนที่ตำแหน่งของจูเก่อเสวียน ถึงตอนนั้นจูเก่อเลี่ยงก็ต้องตามจูเก่อเสวียนไปพึ่งพิงหลิวเปี่ยวที่จิงโจว
เมื่อถึงเวลานั้น เสบียงที่ปลูกด้วยกลยุทธ์มังกรหลับพวกนี้ ดูเหมือนว่าจะเอาไปด้วยไม่ได้นะ?
เฉินทิงฉวนเกาหัว รู้สึกว่าตัวเองกำลังเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้ว
เดิมทีเขาคิดว่าเข้าเกมมาแล้วก็บริหารบ้านเมืองไปตรงๆ ก็จบเรื่อง แต่ตอนนี้เขาไม่มีอาณาเขตเป็นของตัวเอง แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?
"ช่างเถอะ ปล่อยไปก่อนแล้วกัน มาดูผลของสกิลดูดาวดีกว่า"
เฉินทิงฉวนไม่ได้คิดอะไรมาก เขาคลิกเปิดเมืองต่างๆ รอบๆ เพื่อดูค่าสถานะของขุนพลเหล่านี้
หน้าต่างค่าสถานะที่เดิมทีมองไม่เห็น กลับเผยให้เห็นทั้งหมดภายใต้ผลของสกิล 'ดูดาว'
ในเกม "ตำนานมังกรหลับลิขิตฟ้า" นี้ ขุนพลจะมีค่าสถานะที่แตกต่างกันเจ็ดอย่าง ได้แก่ พลังยุทธ์ สติปัญญา ความเป็นผู้นำ การเมือง ความภักดี สุขภาพ และเสน่ห์
ค่าสถานะเหล่านี้คล้ายกับเกมวางแผนสามก๊กหลายๆ เกม จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ
สิ่งที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษคือสถานะความเป็นผู้นำและการเมืองอย่างหลัง อย่างแรกส่งผลต่อจำนวนทหารที่ควบคุม หากค่าความเป็นผู้นำไม่สูงพอ การฝืนนำทัพใหญ่ไปรบอาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่หายนะได้ ส่วนการเมืองนั้นส่งผลต่อการเมืองภายในเป็นหลัก การส่งขุนพลที่มีสถานะการเมืองต่ำไปปกครองเมือง แม้จะเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้องก็อาจส่งผลเสียได้
เฉินทิงฉวนคลิกเปิดหน้าต่างค่าสถานะของหยวนซู่ตามความเคยชิน
【พลังยุทธ์ 65, สติปัญญา 61, ความเป็นผู้นำ 37, การเมือง 16, ความภักดี 9, สุขภาพ 66, เสน่ห์ 39】
เมื่อเห็นหน้าต่างค่าสถานะนี้ เฉินทิงฉวนก็แทบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมา
"สมกับเป็นนายจริงๆ หยวนกงลู่ ค่าสถานะนี้ตรงกับภาพจำที่ฉันมีต่อนายเป๊ะเลย"
แม้ว่าในฐานะนายท่าน ค่าความภักดีจะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ค่าความภักดีที่มีเพียง 9 แต้มนี้ก็ถือว่าสร้างสีสันให้รายการได้ดีทีเดียว
เฉินทิงฉวนดูต่อไป และพบว่าด้านล่างของหน้าต่างค่าสถานะรูปเจ็ดเหลี่ยมยังมีข้อมูลสำคัญอีกสองอย่างคือ 'ขุนพลที่ชื่นชอบ' และ 'ขุนพลที่เกลียดชัง'
【ขุนพลที่ชื่นชอบ: -】
【ขุนพลที่เกลียดชัง: จูเก่อเลี่ยง, หยวนเซ่า, เฉาเชา】
เมื่อเห็นตรงนี้ เฉินทิงฉวนก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
จากนั้นเขาก็ร้องอุทานออกมาอย่างเหลือเชื่อ "เฮ้ย เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่สิ จูเก่อเลี่ยงของฉันตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กแปดขวบ มีความสามารถอะไรถึงได้ไปอยู่หน้าสองคนนั้นล่ะ?"
......
เฉินทิงฉวนไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไรไปชั่วขณะ
เรื่องนี้มันโคตรจะไร้สาระเลย!
ในบรรดาขุนพลที่หยวนซู่เกลียดชัง หยวนเซ่ากับเฉาเชาสองคนนี้ยังพอมีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่เกลียดชังจูเก่อเลี่ยงนี่มันบ้าอะไรกัน? จูเก่อเลี่ยงตอนนี้ยังเป็นแค่เด็กแปดขวบอยู่นะ!
แถมระดับความเกลียดชังยังอยู่หน้าหยวนเซ่ากับเฉาเชาอีก นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!
ทันใดนั้นเฉินทิงฉวนก็ตระหนักถึงเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น หยวนซู่จู่ๆ ก็เดินทัพลงใต้มาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คงไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ฉันหรอกนะ?
ลองคิดดูดีๆ แม้ว่าข้อสันนิษฐานนี้จะดูไร้สาระมาก แต่หลังจากตัดตัวเลือกที่เป็นไปได้ทั้งหมดออกไปแล้ว ตัวเลือกที่เหลือไม่ว่าจะไร้สาระแค่ไหน มันก็ต้องเป็นความจริงแล้วล่ะ!
เขาคงไม่ได้มาเที่ยวหรอกมั้ง?
เฉินทิงฉวนเงียบไปนาน ก่อนจะพูดกับกล้องว่า "เพื่อนๆ ครับ ตอนนี้ผมคือจูเก่อเลี่ยง แต่ผมเจอปัญหาเข้าแล้ว
"ในปี ค.ศ. 190 ซึ่งเดิมทีควรจะเป็นปีที่สิบแปดขุนศึกร่วมกันปราบต่งจัว แต่ไม่รู้ทำไม หยวนซู่ถึงได้ฉีกบททิ้ง แล้วพากองทหารหลายหมื่นนายออกจากหนานหยางมุ่งตรงมายังอวี้จาง และเป้าหมายของเขาก็คือผมในวัยเพียงแปดขวบ
"เพื่อนๆ ครับ พวกคุณว่าตอนนี้ผมควรทำยังไงดี?"
ไม่นานก็มีคอมเมนต์ที่ 'สร้างสรรค์มากๆ' ลอยผ่านตาไปหลายข้อความ
"ขำจะตาย เกมนี้ไม่เล่นตามบทเลยสักนิด!"
"ไม่รอดแล้ว รอความตายเถอะ!"
"แนะนำให้หนีไปเลย!"
"เด็กแปดขวบจะหนีบ้าอะไรล่ะ ไม่ก็ลองเรียนแบบเมิ่งเต๋อ ตัดหนวดทิ้งเสื้อคลุมดูสิ เผื่อจะใช้ความน่ารักเอาตัวรอดไปได้!"
"ลองไปเกาะขาหลิวเปี่ยวดูไหม? เขาคงไม่เห็นคนกำลังจะตายแล้วไม่ช่วยหรอกมั้ง?"
"ตอนเริ่มเกมก็บอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ? ช่วงนี้เรียกว่าอะไร? 'มังกรซ่อนกายห้ามใช้'! หมายความว่าเด็กแปดขวบอย่างนายก็ควรอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอย่าหาทำอะไรวุ่นวาย แต่นายดันดันทุรังจะใช้ ก็สมควรโดนกรรมตามสนองแล้วล่ะ"
"รีบใช้กลยุทธ์มังกรหลับไร้เทียมทานของนายคิดหาวิธีเข้าสิ!"
เฉินทิงฉวนถอนหายใจเงียบๆ "เอาเถอะ ตอนนี้ก็คงต้องลองใช้กลยุทธ์มังกรหลับดูแล้วล่ะ!"
เนื่องจากแต่ละเทิร์นใช้เวลาสามเดือน เฉินทิงฉวนจึงมีเวลาไม่มากนัก เขาต้องรีบตัดสินใจให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นหากรอจนหยวนซู่บุกมาถึงตรงหน้า ทุกอย่างก็จะสายเกินไป
แม้ว่าหยวนซู่จะจัดอยู่ในกลุ่มที่ค่อนข้างอ่อนหัดในบรรดาสิบแปดขุนศึก แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีทหารและเสบียงมากมาย แล้วเฉินทิงฉวนในตอนนี้จะเอาอะไรไปสู้ได้ล่ะ?
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง เฉินทิงฉวนก็เลือกกลยุทธ์มังกรหลับสามอย่างสำหรับเทิร์นต่อไป
อย่างแรกคือ 'ถุงแพร' เขายังคงมอบตำราพิชัยสงคราม 'ตั้งรับ' ให้กับจูเก่อเสวียนเจ้าเมืองอวี้จาง โดยหวังว่าเขาจะสามารถตั้งรับอยู่ในเมืองได้นานขึ้นอีกสักหน่อย
ส่วนถุงแพรอีกสองอันที่เหลือ เขาใช้ 'เมืองเปล่า' และ 'โต้วาที' ตามลำดับ โดยหวังว่าจะเป็นการรับประกันความปลอดภัยให้ตัวเองอีกชั้นหนึ่ง
สถานการณ์วิกฤตแบบนี้ ไม่ต้องไปห่วงเรื่องทำนาแล้วล่ะ ยังไงเสบียงที่ตุนไว้ก็ไม่แน่ว่าจะเอาไปด้วยได้ รักษาชีวิตน้อยๆ ไว้ก่อนสำคัญกว่า!
ไม่นาน กองทัพใหญ่ของหยวนซู่ก็มาประชิดกำแพงเมือง
และจูเก่อเสวียนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง... ยอมจำนนแต่โดยดี!