สวี่ซื่อเยี่ยนหิ้วถาดอาหารกลับบ้านไปอยู่กับภรรยา คืนนี้ก็เลยไม่ได้กลับไปบ้านตระกูลสวี่
พวกหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านที่ปกติจะครึกครื้นกัน ช่วงกลางวันก็ดื่มจนเมากันหมด กลับบ้านไปหลับสนิทจนเย็นก็ยังไม่ตื่น
มีเพียงไม่กี่คนที่แวะมาช่วงเย็น แต่เพราะมี โจวกุ้ยหลานคอยเฝ้าอยู่ คนพวกนั้นก็เลยไม่กล้าล้อเล่นหรือแกล้งในห้องหอ ได้แต่นั่งคุยกันแป๊บเดียวแล้วก็กลับ
หลังจากวุ่นวายกันมา 2 วัน สุดท้ายก็กลับมาเงียบสงบ ทุกคนโล่งใจได้พักผ่อนกันเต็มที่สักที
ปีนี้ตรงกับวันที่ 29 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติ คืนนี้ก็คือวันส่งท้ายปีเก่า
จัดงานแต่งเสร็จก็เข้าสู่ช่วงตรุษจีนพอดี
โชคดีที่บ้านตระกูลสวี่ก็ไม่มีอะไรต้องเตรียมอะไรมาก แค่รออย่างสงบเพื่อฉลองปีใหม่
ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันไว้แล้วว่าจะมีการแยกครอบครัวหลังปีใหม่ ดังนั้น สวี่เฉิงโฮ่วจึงสั่งว่า คืนวันส่งท้ายปีนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยาต้องกลับบ้านมาร่วมฉลองด้วย
เมื่อเป็นแบบนี้ สวี่ซื่อเยี่ยนกับภรรยาก็ไม่ต้องเตรียมอะไรเยอะ แค่จัดบ้านนิดหน่อยแล้วก็เตรียมอาหารเล็กน้อย
แป๊บเดียวก็ถึงวันที่ 29 ตอนประมาณ 9 โมงเช้า สวี่ซื่อเยี่ยนก็พาภรรยากลับบ้าน มาช่วยเตรียมงานปีใหม่
พวกพี่น้องช่วยกันตั้งเสาโคมไฟในลานบ้าน แล้วแขวนโคมแดงที่สวี่ซื่อฉินทำไว้
ต่อมาก็เริ่มตัดกระดาษสีแดง สวี่ซื่อเต๋อใช้พู่กันหัวใหญ่เขียนกลอนคู่ "ตุ้ยเหลียน" ตัวอักษร "ฝู" และแผ่นคำอวยพรต่าง ๆ
ทั้งประตูใหญ่ ประตูบ้าน ห้องเก็บของ คอกหมู รังไก่ ทุกที่ต่างก็ถูกติดแผ่นอักษรไว้หมด
ห้องเก็บของเขียนว่า “ธัญพืชเต็มยุ้ง”, คอกหมูเป็น “หมูอ้วนเต็มคอก”, เล้าไก่คือ “ไก่มงคลเต็มเล้า” ยังมี “ออกนอกบ้านพบโชค”, “เงยหน้าพบโชค” ฯลฯ
พอติดเสร็จรอบบ้าน บรรยากาศตรุษจีนก็ยิ่งชัดเจนขึ้น กับกระดาษอักษรมงคลที่ติดไว้ก่อนหน้าและกระดาษลายดอกไม้ ทำให้ทั้งลานบ้านแดงสดใส เต็มไปด้วยความสุข
ขณะที่ข้างนอกกำลังติดของตกแต่ง ข้างในบ้านก็กำลังวุ่นกับการทำอาหาร ตามธรรมเนียมบ้านสวี่ วันส่งท้ายปีเก่าจะมี 3 มื้อ
เช้าอาหารง่าย ๆ ตอนบ่ายราว 4 โมงกินข้าวเย็นรวมญาติ ตอนกลางคืนก็ห่อเกี๊ยวและนั่งรอเข้าสู่ปีใหม่
ลูกสะใภ้ทั้ง 4 คน ซูอันอิงตั้งครรภ์ใกล้ 7 เดือน ส่วนอู๋ชิวเยี่ยนก็เพิ่งท้องได้ 3 เดือนกว่า
สะใภ้อุ้มท้อง2คนทำงานหนักมากไม่ได้ ได้แค่ช่วยล้างผัก ปอกกระเทียม ส่วนงานหลักก็เป็นโจวกุ้ยหลานกับเสวี่ยซิ่วหลินและเว่ยหมิงหรง
อาหารเย็นวันรวมญาติ เป็นมื้อสำคัญที่สุดในรอบปี
ดังนั้น โจวกุ้ยหลาน ต้องลงมือเอง และต้องมีเมนูพิเศษที่ปกติไม่ได้กิน
อย่างเช่นเมนูประจำบ้าน “ไก่ฮู่ถู” และ “ผักกาดห่อไส้” ที่ต้องมีทุกปี
“ไก่ฮู่ถู” คือไก่หั่นเป็นชิ้นหมักเครื่องปรุง แล้วชุบแป้งทอด
หนึ่งตัวสามารถทอดได้เต็มชาม แล้วค่อยเอาไปตุ๋นในน้ำซุปอีกที
เพราะมองไม่ออกว่าเนื้อไหนคือส่วนไหน เลยเรียกว่า “ไก่สับสน”
ที่จริงเมนูนี้มาจากยุคขัดสน คิดหาวิธีให้ไก่หนึ่งตัวทำกินได้หลายคน อิ่มท้อง
“ผักกาดห่อไส้” ก็ง่าย ๆ ใช้ต้นผักกาดลวกน้ำแล้วหั่นเป็นแผ่นบาง
แล้วกรีดเบา ๆ ตามแนวเส้นใบไม้ ห่อด้วยไส้เนื้อ เอาไปนึ่ง
แบบนี้ผักกาดจะดูดรสเนื้อเข้าไป ลดความมัน ทำให้รสชาตินุ่มนวลหอมหวาน
นอกจากสองจานนี้ ยังมี เนื้อกระต่ายตุ๋นมันฝรั่ง, กระดูกหมูตุ๋นผักดอง, เนื้อกวางผัด, ลูกชิ้นทอด เห็ด แห้ว จัดรวมจาน, หนังหมูแช่แข็ง, ขาหมู, ปลาน้ำจืดตุ๋นใส, ซี่โครงหมูเปรี้ยวหวาน รวม 10 อย่าง พอดี “สิบเต็มสิบ”
เนื้อกระต่ายกับเนื้อกวางแน่นอนว่าคือของที่สวี่ซื่อเยี่ยนนำกลับมาก่อนหน้านี้ ส่วนปลาก็เป็นปลาที่เขาไปเจาะน้ำแข็งตกมาจากแม่น้ำใหญ่
อาหารเย็นต้องมีปลา สื่อถึง “มีเหลือกินเหลือใช้ทุกปี” เป็นมงคล
“ดีนะที่เนื้อที่เจ้าสามเอามาเรายังเก็บไว้บ้าง พอดีเลยเอามาทำกับข้าวเพิ่มช่วงตรุษจีน
ปีนี้สิบจานนี้ล้วนเป็นเมนูหนัก ๆ ให้เด็ก ๆ กินให้อิ่มเลย กินให้เต็มที่”
โจวกุ้ยหลานพูดพลางทอดไก่พลาง พูดกับพวกลูกสะใภ้ไปด้วย
เสวี่ยซิ่วหลินกำลังหั่นผักดองอยู่ ได้ยินแม่สามีชมน้องสามีคนที่สามในบ้าน มือที่กำลังหั่นก็หยุดชะงักไป
เมื่อก่อน เสี่ยวซานคนนี้คือคนที่ไม่มีตัวตนที่สุดในบ้าน ปกติเงียบ ไม่ค่อยพูด ไม่เด่นเลย
แต่ทุกวันนี้ พ่อแม่กลับชมเขามากที่สุดแล้ว
เมื่อก่อน ทำไมถึงไม่เคยรู้เลยว่าน้องสามคนเล็กจะมีฝีมือขนาดนี้?
“แม่ ถ้าแม่ไม่พูด หนูก็คงลืมถามไปแล้วว่าน้องสามเขาไปเรียนล่าสัตว์มาจากใคร? บ้านเราก็ไม่มีใครทำเป็นนี่นา แล้วเขาไปเรียนรู้ได้ยังไง?”
เสวี่ยซิ่วหลินรู้สึกสงสัยอยู่ในใจ ราวกับว่าน้องสามเปลี่ยนไปตั้งแต่แต่งงานแล้ว
โจวกุ้ยหลานที่กำลังทอดไก่ก็หยุดมือ “จริงด้วยสิ ฉันก็ลืมไปเลยว่าจะต้องถาม เจ้าสามไปเรียนล่าสัตว์จากใครกันนะ? เมื่อก่อนก็แค่เห็นเขาจับปลา จับกุ้ง ไม่เคยรู้เลยว่าเขาจะล่าสัตว์เป็นด้วย เดี๋ยวต้องหาเวลาไปถามเขาซะหน่อย”
พอพูดแบบนี้ โจวกุ้ยหลานก็เริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมาจริง ๆ ใช่สิ บ้านสกุลสวี่ก็ไม่มีใครทำเป็น แล้วเขาไปเรียนจากใคร?
พอพูดคุยกันไปก็ทำกับข้าวกันไป ทั้งทอด ผัด ต้ม นึ่ง วุ่นวายอยู่ในครัวกันอย่างขยันขันแข็ง
จนถึงบ่ายสามโมงกว่า ๆ กับข้าวกับปลาทั้งหลายก็ทำเสร็จ ถูกทยอยยกขึ้นโต๊ะ
คนในบ้านเยอะ ก็ยังคงต้องแยกกันนั่งสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งที่ฝั่งเตียงทิศใต้เป็นผู้ใหญ่ ได้แก่ สวี่เฉิงโฮ่วกับภรรยา ลูกชายทั้งหลาย รวมถึงลูกสะใภ้ใหม่สองคนที่เพิ่งเข้าบ้านปีนี้
อีกโต๊ะฝั่งเตียงทิศเหนือเป็นเสวี่ยซิ่วหลิน, เว่ยหมิงหรง, สวี่ซื่อฉิน พร้อมกับพวกเด็ก ๆ
ทั้งสองโต๊ะมีอาหารเหมือนกัน กินได้ตามสบาย
สวี่ซื่อเยี่ยนมองดูโต๊ะ เห็นแต่กับข้าวที่เป็นเนื้อ ก็รีบถามแม่
“แม่ ผมจำได้ว่าคราวที่แล้วเอาลูกแพร์ดอง มันเทศ แยมงุ่นแดง เปลือกลูกซานจาวจากป่ามาใช่ไหม?
แม่เก็บไว้ที่ไหน? เอาออกมาล้างน้ำแล้วนึ่งสักกะละมังสิ
กับข้าวพวกนี้อร่อยก็จริง แต่ถ้ากินแบบนี้ลูก ๆ จะย่อยไม่ดีเอานะ”
อาหารพวกนี้ถ้าเป็นวันปกติ ทำแค่อย่างเดียวผสมกับอาหารอื่น ๆ ก็กินได้ไม่เป็นไร
แต่ถ้าเอามาวางเต็มโต๊ะแบบนี้ กลัวเด็ก ๆ จะกินไม่รู้จักพอ แล้วก็อาจจะอึดอัด ท้องอืด ย่อยไม่ดี
ถ้าพรุ่งนี้เช้าเกิดท้องเสียขึ้นมา จะยุ่งเอา
เปลือกลูกซานจาว มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร บำรุงกระเพาะ ส่วนแยมองุ่นก็เปรี้ยวหวาน ช่วยเจริญอาหาร
เอาทุกอย่างใส่กะละมัง เติมน้ำแล้วนึ่ง ก็เหมือนได้ดื่มน้ำผลไม้ อร่อยและดีต่อเด็ก ๆ
“อุ๊ย ตายจริง แม่ลืมไปเลย
มัวแต่คิดว่ามีของอร่อยเยอะ ก็เลยอยากให้เด็ก ๆ กินให้เต็มที่ ลืมไปว่าท้องพวกเขายังอ่อนแออยู่”
โจวกุ้ยหลานได้ยินลูกชายเตือน ก็นึกขึ้นได้ทันที
ก็จริงนะ ถึงแม้ปีนี้ฤดูหนาวในบ้านจะไม่ขาดของดี แต่ท้องของเด็ก ๆ ก็ยังไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ดี
กินแบบนี้ ผู้ใหญ่อาจจะพอไหว แต่เด็ก ๆ จะรับไหวเหรอ?
ว่าแล้ว โจวกุ้ยหลานก็รีบลงจากเตียงไปค้นของในตู้
หยิบลูกแพร์ดอง แยมองุ่นเปลือกลูกซานจาวที่สวี่ซื่อเยี่ยนเคยเอามาออกมานิดหน่อย ใส่กะละมัง ล้างน้ำสองรอบ แล้วเติมน้ำใส่หม้อนึ่งไว้
สวี่เฉิงโฮ่วเห็นภรรยากำลังยุ่งอยู่ ก็นึกถึงเรื่องสมัยก่อนตอนยังอยู่บ้านเก่าที่กวานเตี้ยนขึ้นมา
“เฮ้อ ตอนฉันยังเล็ก ๆ ตอนที่บ้านเรายังอยู่แถวเหมืองเงิน ทุก ๆ ฤดูใบไม้ร่วง แม่ฉันก็จะทำแบบนี้ ตอนปีใหม่ก็เหมือนกัน นึ่งใส่กะละมัง เปรี้ยว ๆ หวาน ๆ รสชาติดีมากเลยนะ”
“ตอนนั้นบ้านเราก็อยู่ดีกินดี มีที่ดินหลายสิบไร่ มีสวนผลไม้ใหญ่ ๆ ลูกพีช แอปเปิล แพร์ มีหมด
โดยเฉพาะต้นแพร์ มีเยอะมากเลย เต็มทั้งเชิงเขา
ไม่ว่าจะเป็นแพร์แหลมเปรี้ยว แพร์หัวแบนหอม แพร์ดอกไม้ หรือแพร์แข็ง ๆ เย็น ๆ แบบแช่เย็นก็มีสารพัด”
พูดถึงบ้านเก่า สวี่เฉิงโฮ่วก็เหมือนกับเปิดสวิตช์ความทรงจำ พูดถึงเรื่องเก่า ๆ อย่างออกรสออกชาติ







