หน้าประตูบ้านสกุลสวี่ มีการใช้ไม้ยาว ๆ แขวนประทัดไว้เป็นพวงยาว
เด็กหนุ่มในหมู่บ้านไม่กี่คน อายุประมาณสิบกว่าขวบ ถือไม้ขีดอยู่ในมืออย่างตื่นเต้น รอแค่ขบวนแห่เจ้าสาวกลับมาถึงก็จะจุดประทัดทันที
ยังไม่ทันสิบโมงครึ่ง ก็เริ่มมีเสียงเอะอะจากที่ไกล ๆ
มีเด็กวิ่งมาพร้อมตะโกนว่า:
"มาแล้ว!มาแล้ว! เจ้าสาวมาแล้ว!"
พวกเด็กที่รอจุดประทัดอยู่หน้าประตูต่างลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น แหงนคอมองไปทางทิศตะวันตก
และแล้วก็เห็นเลื่อนลากด้วยม้าเลี้ยวมาจากที่ไม่ไกล ขบวนแรกมีคนนั่งสวมเสื้อกันหนาวสีแดง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นเจ้าสาวแน่นอน
"เร็ว! เตรียมให้พร้อม! ฉันบอกเมื่อไหร่ก็จุดได้เลย!"
มีคนสั่งเสียงดัง ส่วนอีกคนก็กำไม้ขีดไว้แน่น เตรียมพร้อม
เมื่อขบวนเลื่อนม้ามาถึงหน้าบ้านสกุลสวี่ ยังไม่ทันที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะก้าวลงมา เสียงประทัดก็ดังสนั่น "ปัง ปัง ปัง!"
สวี่ซื่อเต๋อประคองภรรยาอู๋ชิวเยี่ยนลงจากเลื่อน ท่ามกลางเศษกระดาษแดงจากประทัดที่ปลิวว่อน กับกลิ่นดินปืนฉุนจมูก คู่บ่าวสาวจึงก้าวเข้าสู่ประตูบ้านสกุลสวี่
โจวกุ้ยหลานรีบเข้ามารับชามสมบัติจากมือลูกสะใภ้
อู๋ชิวเยี่ยนหยิบดอกไม้แดงจากในชาม ติดลงบนผมของแม่สามีด้วยตนเอง แล้วเรียกอย่างสนิทใจว่า “แม่”
โจวกุ้ยหลานดีใจจนยิ้มไม่หุบ รีบตอบรับ “ดี ดี”
พร้อมทั้งควักซองแดงออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้กับลูกสะใภ้ใหม่ทันที
สมัยนี้พิธีแต่งงานค่อนข้างเรียบง่าย
หลังจากคู่บ่าวสาวเข้าบ้านแล้ว ก็นั่งเพื่อรับพร
พอถึงสิบเอ็ดโมง ก็ออกจากห้องมาอยู่ในลานบ้าน
มีจ้าวต้าไห่เป็นผู้ดำเนินพิธี พูดอะไรไม่กี่คำ
จากนั้นคู่บ่าวสาวก็โค้งคำนับขอบคุณแขก ขอบคุณผู้ดำเนินพิธีและแม่สื่อ
และสุดท้ายก็คำนับพ่อแม่เพื่อขอบคุณที่เลี้ยงดู
ถ้าเป็นเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยังต้องคารวะภาพผู้นำประเทศด้วย
แต่ตอนนี้พวกเขาสามารถข้ามขั้นตอนนี้ได้
พิธีแต่งงานที่อบอุ่นและเรียบง่ายสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เจ้าสาวถูกส่งกลับไปยังห้องตะวันออกเพื่อพักผ่อน จากนั้นงานเลี้ยงก็เริ่มต้นขึ้น
ในปัจจุบันครอบครัวต่างๆ ไม่ค่อยมีฐานะดีนัก ดังนั้นการมาร่วมงานเลี้ยงฉลองงานแต่งงานจะไม่ได้มากันทั้งครอบครับ
ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่มาร่วมมอบของขวัญและร่วมงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน รวมถึงกลุ่มผู้ช่วยอีกจำนวนหนึ่ง
ในบ้านใหญ่มีครัวเรือนอยู่ประมาณร้อยหลังคาเรือน และบางคนที่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลสวี่ก็ไม่ได้มา
ดังนั้นรวมแขกญาติสนิทมิตรสหายกับแขกของฝั่งเจ้าสาวแล้ว นับได้ทั้งหมด 14 โต๊ะ
ฝั่งบ้านสกุลสวี่ตั้ง 6 โต๊ะ บ้านเพื่อนบ้านอีกสองหลังก็ตั้งอีก 8 โต๊ะ
มีอาหารทั้งหมด 8 จาน โดยมี 7 จานเป็นจานเนื้อ และมีเพียง 1 จานเท่านั้นที่เป็นจานผัก
กลิ่นหอมฉุยอบอวล
กับข้าวชุดนี้ ใครเห็นก็ต้องพูดว่าสุดยอด!
ในยุคนี้ ไม่มีบ้านไหนในหมู่บ้านทำได้เท่านี้แน่นอน
พออาหารขึ้นโต๊ะ
ทุกคนก็ร้องว้าวด้วยความประทับใจ
อดไม่ได้ที่จะชมว่า "ต้องบ้านสกุลสวี่เท่านั้นแหละที่ทำได้แบบนี้!"
ดูพวกเขาใช้ชีวิตสิ
เดินรอบทั้งหมู่บ้าน จะมีบ้านไหนเทียบได้บ้าง?
อาหารพร้อม เหล้าก็เทเต็มแก้ว จะต้องรออะไรอีก นอกจากกินให้อิ่ม
ปกติจะเห็นเนื้อสัตว์และน้ำมันน้อยมาก แต่นี่มีแต่กับข้าวจานเนื้อทั้งนั้น
จะไม่กินให้เต็มที่ได้ยังไง? ทุกคนจึงเงยหน้าขึ้นและเริ่มกินแบบไม่เกรงใจ
กินกันอย่างเอร็ดอร่อย ญาติฝ่ายเจ้าสาวที่มาส่งตัว
ถูกจัดให้นั่งที่เตียงในห้องฝั่งตะวันออก พอดี 2 โต๊ะ
สำหรับแขกฝั่งเจ้าสาวสองโต๊ะนี้
อาหารยิ่งหรูหรากว่าด้านนอก
นอกจาก 8 อย่างที่กล่าวมา
ยังมีมันหวานเคลือบน้ำตาล กับจานรวมเนื้อเค็มเพิ่มอีกด้วย
ฝั่งบ้านสกุลสวี่ได้จัดให้ลุงของสวี่ซื่อเยี่ยนสองคน กับจ้าวต้าไห่มาเป็นเจ้าภาพร่วม เพื่อให้เกียรติฝ่ายบ้านอู๋อย่างเต็มที่
การต้อนรับอย่างเอิกเกริกขนาดนี้ ฝ่ายบ้านอู๋ก้มหน้ากินดื่มกันแทบไม่ทัน ไม่มีใครมีอารมณ์จะมาจับผิดอะไรอีกแล้ว บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความสุขและกลมเกลียว
หลังจากเริ่มงานเลี้ยง เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ต้องเดินไปยกแก้วคารวะแขกหนุ่ม ๆ ในหมู่บ้านเริ่มแกล้ง ขอให้สวี่ซื่อเต๋อดื่มเหล้าให้ได้
เสียงโห่ร้องดังสนั่น พากันกรอกเหล้าใส่สวี่ซื่อเต๋อจนเมาหัวทิ่ม กลางคืนถึงกับปีนเตียงไม่ขึ้น
แต่บ้านสกุลสวี่เตรียมพร้อมไว้แล้ว สวี่ซื่อเสียง โจวว่านซิง โจวว่านเฉิง และพวกเด็กหนุ่มอีกหลายคนมาช่วยกันรับหน้าที่คอทองแดงแทน
สุดท้ายพวกเขาเหล่านี้ก็โดนกรอกเหล้าไปไม่น้อย หน้าแดงก่ำ เดินเซ ๆ หาที่นั่งพักกันไปตามเรื่อง
แน่นอนว่าฝ่ายที่กรอกเหล้าคนอื่นก็ไม่รอดเช่นกัน เมากันจนล้มระเนระนาด บางคนถึงกับไถลลงไปใต้โต๊ะเลยทีเดียว
ยังไม่ทันจะถึงเที่ยงครึ่ง ฝ่ายบ้านอู๋ที่มาส่งเจ้าสาวก็กินดื่มกันเต็มที่แล้ว ก็ลุกขึ้นกล่าวลาและเดินทางกลับ
ทางบ้านสกุลสวี่จึงให้หนุ่ม ๆ หลายคนช่วยกันขับเลื่อนม้าส่งแขกกลับบ้าน
ส่วนแขกคนอื่น ๆ ก็อิ่มกันถ้วนหน้า ต่างคนก็ค่อย ๆ ลากันกลับบ้าน
พอแขกกลับหมด เหล่าสะใภ้ที่มาช่วยงานก็รีบเก็บล้างจานชามกันวุ่น
คนสมัยนี้ท้องว่างกันทั้งนั้น จะมีแค่แปดอย่างได้ยังไง? จะให้แถมอีกแปดอย่างก็ยังเกลี้ยงเหมือนเดิม
โต๊ะแต่ละโต๊ะแทบไม่มีอะไรเหลือเลย น้ำแกงในจานยังเอาข้าวลงไปคลุกกินกันจนเกลี้ยง
อย่างนี้ล้างจานก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก แค่เอาใส่น้ำร้อนลวกในหม้อใหญ่ ๆ ถู ๆ กับเบกกิ้งโซดานิดหน่อย แล้วล้างน้ำเปล่าก็สะอาดแล้ว
จานชามและอุปกรณ์ต่าง ๆ ก็ไปยืมมาจากบ้านอื่น ๆ หลังล้างเสร็จต้องแยกตามสัญลักษณ์ที่ทำไว้ แล้วเช็คกับรายการให้ครบ ก่อนจะนำไปคืนเจ้าของ
แน่นอนว่าเวลาไปยืมของมาจัดงานแบบนี้ เวลาคืนของก็ต้องใส่ของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วย เช่น เมล็ดแตง ลูกอม หรือของกินเล็ก ๆ น้อย ๆ
พวกคนที่มาช่วยงาน วันนี้โจวกุ้ยหลานก็เตรียมของฝากให้บ้างเป็นเมล็ดแตง ลูกอม หรือกับข้าวที่เหลือ เพื่อเป็นการขอบคุณ
กว่าทุกอย่างจะจัดการเรียบร้อย แขกก็กลับหมดแล้ว เวลาก็ล่วงเลยไปจนถึงบ่ายสามสี่โมง
ช่วงนี้ใกล้จะถึงตรุษจีน ทุกบ้านก็ยุ่งกันหมด ญาติจากต้าหยิงและแม่น้ำซงเจียงก็ไม่ได้ค้างคืน หลังจากกินเลี้ยงเสร็จก็คุยกันอีกหน่อยแล้วก็ลากันกลับ
ครอบครัวสกุลสวี่ที่วุ่นกันมาตลอดทั้งวัน ตอนนี้ก็ได้พักกันเสียที
“ในที่สุดก็ได้พักซะที วันนี้ยุ่งจนเท้าแทบจะเตะหัวตัวเองได้แล้ว ปวดไปหมดทั้งตัวเลย”
โจวกุ้ยหลานที่วุ่นหัวหมุนมาตลอดทั้งวัน พอนั่งพักได้ก็รู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
“ก็ใช่น่ะสิ ถึงว่าทำไมคนเค้าถึงพูดว่า ‘แต่งเมียเหมือนถลกหนัง’ ไม่ผิดเลย เหนื่อยแทบตาย
ดีนะว่า ลูกชายห้าคนของเราน่ะ แต่งเมียไปแล้วสี่ เหลือแค่เจ้าคนสุดท้อง ยังไม่รีบ อีกสองปีค่อยว่ากัน อย่างน้อยเราก็พอได้พักบ้าง”
สวี่เฉิงโฮ่วเองก็เพิ่งมีเวลานั่งพัก สูบยาใบหนึ่งอย่างสบายใจ
“เอาล่ะ กลับเข้าห้องไปพักกันเถอะ เย็นนี้ทำอาหารง่าย ๆ ก็พอ ยังเหลือกับข้าวอยู่ เอามาอุ่นกินกันก็ได้”
โจวกุ้ยหลานเห็นลูกชายลูกสะใภ้แต่ละคนหน้าเหนื่อยล้า ก็โบกมือให้แยกย้ายกันกลับไปพัก
“แม่ งั้นผมกลับก่อนนะ เย็นนี้ถ้าไม่มีอะไรผมไม่มากินละ ผมกับอิงจื่อกินกันเองที่บ้านก็พอ”
สวี่ซื่อเยี่ยนเป็นห่วงภรรยาที่อยู่บ้าน จะอยู่ที่นี่ให้เสียเวลาก็ไม่ใช่เรื่อง เลยบอกลาแม่แล้วเตรียมกลับ
“เจ้าสามเดี๋ยวก่อน แม่เตรียมกับข้าวให้ เอากลับไปบ้านลูกสองคนนั่นแหละ เอาไปอุ่นกินเองก็พอ”
โจวกุ้ยหลานพอได้ยินลูกชายจะกลับ ก็รีบลุกขึ้นใส่รองเท้า จัดกับข้าวใส่ชามให้หนึ่งกะละมัง
“อิงจื่อไม่ได้มากินเลี้ยงวันนี้ เอาไปให้เธอกินเยอะหน่อย”
ตามธรรมเนียมชนบท หญิงตั้งครรภ์จะไม่ไปร่วมงานแต่งผู้อื่น เพราะเชื่อว่าจะกระทบกับพลังงานสีแดง
แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีการรณรงค์เลิกความเชื่อเก่า แต่บางอย่างก็ยังต้องรักษาไว้
ไหนจะคนเยอะ ไหนจะความวุ่นวาย ถ้าเกิดเดินสะดุดหกล้มขึ้นมา มันอันตรายเกินไป







