หลี่อี้ย้ายเข้าไปในบ้านโครงเปล่าที่ยังไม่มีแม้กระทั่งประตู หน้าต่าง หรือเฟอร์นิเจอร์
บ้านหลังใหม่สร้างขึ้นจากดินเหลือง ไม้ซุง หญ้าแห้ง และวัสดุอื่นๆ จึงไม่ต้องกังวลเรื่องฟอร์มาลดีไฮด์หรืออะไรเทือกนั้นเลย และไม่มีกลิ่นแปลกปลอมใดๆ
เมื่อเทียบกับเพิงฟางริมคลอง บ้านใหม่ที่ก่อกำแพงด้วยอิฐดินดิบและมุงหลังคาด้วยหญ้าแห้งหลังนี้อยู่สบายกว่ามาก ไม่เพียงแต่เย็นสบาย ยุงยังน้อยกว่ากันเยอะ
พวกหลัวซานช่วยหลี่อี้ย้ายบ้าน จะบอกว่าย้ายบ้าน แต่ที่จริงก็ไม่มีของอะไรให้ย้ายนักหรอก
แผ่นไม้ไม่กี่แผ่นในเพิงฟาง เอามาประกอบกันก็กลายเป็นเตียงแล้ว มุ้งเก่าๆ หลังหนึ่งก็เป็นของที่ผู้ใหญ่บ้านกัวให้มา ยังมีชุดอุปกรณ์ทำอาหารอย่างหม้อดินเผา ไหดิน อ่างดินเผา ถังไม้พวกนี้ ก็เป็นของเก่าที่ผู้ใหญ่บ้านกัวมอบให้เช่นกัน
ของมีค่าจริงๆ ในบ้านคือแม่วัวเหลืองอายุสามปีตัวนั้น กับเสบียงที่กินเหลืออยู่อีกหนึ่งต้านครึ่ง
"ท่านอาสาม ไม่สู้พวกท่านย้ายไปอยู่บ้านข้าก่อนเถอะ เพิงฟางริมคลองนี้ กลางวันร้อนแทบตาย กลางคืนยุงก็กัดแทบตาย ยังไงซะตอนนี้บ้านข้าก็มีห้องตั้งเยอะ" จากการอยู่ร่วมกันในช่วงที่ผ่านมา หลี่อี้ค่อนข้างชอบครอบครัวหลัวซาน
"ข้าขออยู่ที่นี่ชั่วคราวไปก่อนดีกว่า รออีกสักพัก ข้าค่อยกลับไปขุดถ้ำดินตีนหน้าผา ถ้ำดินหน้าหนาวอุ่นหน้าร้อนเย็น อยู่สบายจะตายไป"
สามพี่น้องหลานเซียง โก่วเซิ่ง และสือโถวกลับอยากย้ายไปอยู่บ้านหลี่อี้ แต่หลัวซานไม่ยอมไป นั่นมันบ้านของหลี่อี้
รังทองรังเงินก็ไม่สู้รังหญ้าของตัวเองนี่นะ
หลี่อี้เห็นดังนั้นก็ไม่อยากเกลี้ยกล่อมมากความ แต่เสนอว่าจะทิ้งเสบียงไว้ให้เขาหนึ่งต้าน
หลัวซานพยักหน้า "ได้ เสบียงนี้ถือว่าอาขอยืม ถึงเวลาจะคืนเจ้าสองต้าน"
"ท่านอาสาม ท่านกำลังด่าข้าทางอ้อมอยู่หรือ ข้าเป็นคนที่ท่านขุดออกมาจากถ้ำที่ถล่มลงมานะ ช่วงนี้ท่านยังช่วยข้าตั้งมากมาย พวกเรายังต้องเกรงใจกันขนาดนี้อีกหรือ บ้านท่านเองก็เสบียงขาดแคลนแล้ว เอาเสบียงต้านนี้ไปกินก่อนเถอะ วันหน้าไม่พอพวกเราค่อยหาวิธีกันใหม่"
"มียืมมีคืน ยืมคราวหน้าไม่ยาก ในเมื่อเป็นการยืม ก็ต้องมีดอกเบี้ยสิ จะเสียกฎไม่ได้" หลัวซานยืนกราน
หลี่อี้กล่าว "อีกแค่สามเดือนเศษก็จะถึงฤดูเก็บเกี่ยวแล้ว เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ยืมหยาบคืนละเอียด หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ท่านคืนข้าวเปลือกข้าหนึ่งต้านก็พอ"
หลัวซานส่ายหน้าเป็นป๋องแป๋ง "อย่างนั้นจะไปได้ยังไง ตอนนี้ข้ายืมข้าวฟ่างเจ้าหนึ่งต้าน ถึงเวลาคืนข้าวเปลือกเจ้าหนึ่งต้าน นั่นจะไม่โดนน้ำลายชาวบ้านชาวช่องจมน้ำตายเอาหรือ"
ข้าวเปลือกที่ยังไม่กะเทาะเปลือกหนึ่งต้านเทียบเท่ากับข้าวสารแค่หกโต่ว ซึ่งเทียบเท่ากับข้าวฟ่างหนึ่งต้านพอดี
ทั้งสองเถียงกันไปมาไม่ยอมลดละ ซานเหนียงบังเอิญเดินมาพอดี เมื่อได้ยินจึงเสนอทางออกที่ประนีประนอมขึ้นมา "อู๋อี้ เจ้าก็รับดอกเบี้ยไว้สักหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้นท่านอาสองก็ไม่ยอมยืมเสบียงเจ้าหรอก ดอกเบี้ยเดือนละหนึ่งโต่ว หลังเก็บเกี่ยวค่อยคืนทั้งต้นทั้งดอกเป็นข้าวฟ่างหนึ่งต้านสามโต่วก็แล้วกัน"
"ถึงเวลาข้าคืนเป็นข้าวสารหนึ่งต้านก็แล้วกัน" หลัวซานกล่าว ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเสนอเพิ่มดอกเบี้ยเป็นข้าวฟ่างเดือนละสองโต่วโดยสมัครใจ "ถ้าเจ้าไม่ตกลง ข้าก็ไม่ยืมเสบียงนี้แล้ว"
หลี่อี้จนใจนัก จึงทำได้เพียงตกปากรับคำไปก่อน เขารู้ดีว่าหากหลัวซานไม่ยืมของเขา พรุ่งนี้ก็จะไม่มีข้าวสารกรอกหม้อ ต้องไปขอยืมกัวเอ้อร์หรือบ้านลี่เจิ้งหวังแห่งเนี่ยนวานอยู่ดี ทว่าดอกเบี้ยกลับจะสูงกว่ามาก อย่างน้อยก็ยืมหนึ่งคืนสอง
วัวตัวนั้น หลัวซานให้หลี่อี้ทิ้งไว้ที่นี่แหละ ให้สองพี่น้องโก่วเซิ่งกับสือโถวช่วยกันต้อนไปกินหญ้า ยังไงซะสองพี่น้องก็ยังเด็ก ไม่ได้เรียนหนังสือและทำงานอะไรไม่ได้ ตอนนี้ก็ไม่ใช่ฤดูทำนาด้วย
ส่วนหลานเซียงก็เสนอตัวช่วยหลี่อี้ดูแลเป็ดสองตัว
"อู๋อี้ ข้ามีเรื่องจะมาถามเจ้า" ซานเหนียงกล่าว
บ้านเดิมของหลัวซานเหนียงแต่เดิมเป็นครอบครัวใหญ่ พ่อของนางทำเต้าหู้ขายมาค่อนชีวิต ขยันขันแข็งและมัธยัสถ์ แต่งงานสร้างครอบครัว ชั่วชีวิตนี้ให้กำเนิดลูกเก้าคน ตายแต่เล็กไปสามคน ยังเลี้ยงจนรอดมาได้หกคน เป็นชายสามคนหญิงสามคน
ลูกชายทั้งสามคนล้วนแต่งภรรยาสร้างครอบครัวมีลูกมีหลาน ส่วนลูกสาวคนโตสองคนก็ออกเรือนไปนานแล้ว
แต่เดิมทั้งครอบครัวเช่าที่นาทำกิน ปกติก็ทำเต้าหู้ขายด้วย ความเป็นอยู่ถือว่าพอกินพอใช้ ทว่าตั้งแต่เกิดความวุ่นวายในยุคราชวงศ์สุยเป็นต้นมา การใช้ชีวิตก็ยากลำบากขึ้น ลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานเมื่อหนึ่งเดือนก่อน เหลือเพียงลูกชายคนโตอยู่บ้าน
ทว่าเมื่อช่วงก่อนหน้าผาถล่ม ถ้ำดินของคู่สามีภรรยาลูกชายคนโตและลูกๆ ทั้งสามพังทลายลงมา คนทั้งห้าเสียชีวิตทั้งหมด
ภรรยาของหลัวเอ้อร์ร้องไห้จนตาแทบบอด ล้มป่วยจนลุกไม่ขึ้น
"พี่รองกับพี่สามของข้าถูกราชวงศ์เกณฑ์ไปใช้แรงงาน ตกลงกันไว้ว่ามีกำหนดเวรยี่สิบวัน แต่ตอนนี้ออกจากบ้านไปเป็นเดือนแล้วก็ยังไม่กลับมา ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
พ่อก็แก่ชรา แม่ก็ป่วยหนัก ครอบครัวของพี่ใหญ่ก็จากไปหมดแล้ว ตอนนี้ในบ้านมีเพียงนางกับพี่สะใภ้ทั้งสองที่คอยประคับประคองครอบครัวเอาไว้ เพื่อจัดการงานศพของครอบครัวพี่ใหญ่ เงินเก็บในบ้านก็ใช้ไปจนหมดเกลี้ยง
ตอนนี้กิจการเต้าหู้ก็ทำยาก ผู้หญิงไม่กี่คนทั้งต้องเลี้ยงไหมทอผ้า ทั้งต้องทำเต้าหู้ แถมยังต้องห่วงงานในนา คนในบ้านล้วนเฝ้ารอให้เสาหลักทั้งสองรีบกลับมาโดยเร็ว
เรื่องนี้ย่อมต้องมาถามผู้ใหญ่บ้าน
การส่งแรงงานคราวที่แล้วเป็นฝีมือของผู้ใหญ่บ้านคนก่อน แต่ตอนนี้หลี่อี้เป็นผู้ใหญ่บ้านคนใหม่แล้ว
หลัวซานกล่าวอยู่ด้านข้าง "พวกจู้จื่อไปตั้งแต่วันที่หนึ่งเดือนห้า เผลอแป๊บเดียวก็เป็นเดือนแล้ว ตอนที่ทางการเกณฑ์คนบอกว่ายี่สิบวัน เจ้าช่วยไปถามไถ่สถานการณ์ให้ทีสิ"
การเกณฑ์แรงงานของราชสำนัก คือชายฉกรรจ์ทุกคนที่อายุเต็มยี่สิบเอ็ดปีและต่ำกว่าหกสิบปี ในหนึ่งปีจะต้องทำงานเป็นแรงงานบังคับหลักให้ราชสำนักฟรีตลอดยี่สิบวัน หากไปเป็นแรงงานเบ็ดเตล็ดในท้องถิ่นก็จะอยู่ที่สี่สิบวัน
บรรดาครัวเรือนและชายฉกรรจ์ที่ต้องเสียภาษีล้วนต้องทำงานรับใช้ มีเพียงผู้ที่อายุเต็มห้าสิบปีเท่านั้นจึงจะได้รับการยกเว้นและเก็บภาษีทดแทนแรงงาน โดยคิดเป็นการจ่ายผ้าไหมวันละสามฉื่อเป็นค่าทดแทนแรงงาน
เมื่อก่อนหลี่อี้เป็นนักพรต แน่นอนว่าย่อมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องภาษีและแรงงานพวกนี้ จึงรับปากว่าจะไปสอบถามผู้ใหญ่บ้านกัวให้ หลังจากเขาย้ายข้าวของเล็กๆ น้อยๆ ในเพิงฟางไปที่อารามอู๋จี๋แล้ว เขาก็ไปที่หมู่บ้านกัวซึ่งอยู่ติดกัน
ตอนนี้กัวเอ้อร์หลางสนิทสนมกับหลี่อี้มาก เมื่อฟังจุดประสงค์ของเขาจบก็กล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "แม้แรงงานบังคับหลักของชายฉกรรจ์แต่ละคนจะอยู่ที่ยี่สิบวัน แต่หากราชสำนักมีความต้องการ ก็สามารถเป็นแรงงานเสริมได้เช่นกัน"
หากทำงานเป็นแรงงานเสริมสิบห้าวัน จะได้รับการยกเว้นภาษีแรงงาน หากทำงานเป็นแรงงานเสริมสามสิบวัน ก็จะได้รับการยกเว้นภาษีเช่าและภาษีแรงงานทั้งหมด โดยทั่วไปแล้ว แรงงานบังคับหลักจะต้องไม่เกินห้าสิบวัน
ชายฉกรรจ์หนึ่งคนต่อยี่สิบวันในทุกปี นี่คือแรงงานเกณฑ์ที่ทำฟรี นอกเหนือจากนี้ยังสามารถทำงานเป็นแรงงานเสริมได้อีกหนึ่งเดือน
แรงงานเสริมนั้นมีค่าตอบแทน สามารถลดหย่อนภาษีเช่าและภาษีแรงงานได้ตามจำนวนวัน
หากทำงานเป็นแรงงานเสริมหนึ่งเดือน เช่นนั้นภาษีเช่าและภาษีแรงงานของปีนี้ก็ไม่ต้องจ่ายแล้ว
"พวกเขานี่คือถูกเกณฑ์เป็นแรงงานเสริมแล้ว ช่วงนี้ย่อมกลับมาไม่ได้แน่ เจ้ามาได้จังหวะพอดี ข้าก็ว่าจะไปหาเจ้าอยู่เหมือนกัน ราชสำนักกำลังจะเปิดศึกกับเซวียจวี่แห่งหลงโย่ว กำลังคัดเลือกทหารเกณฑ์กองประจำการ เกณฑ์ชายฉกรรจ์ ทางอำเภอมีหนังสือคำสั่งลงมาถึงตำบลเราแล้วว่าต้องส่งชายฉกรรจ์ไป"
"หมู่บ้านเรา ต้องส่งชายฉกรรจ์ยี่สิบคน เฉลี่ยลงมาก็คือห้าครัวเรือนต่อชายฉกรรจ์หนึ่งคน หมู่บ้านหลัวเจียของเจ้ามีสี่เป่า คราวนี้ก็ต้องถูกแบ่งโควตาส่งชายฉกรรจ์สี่คนไปทำงานรับใช้ นอกจากนี้ยังต้องเกณฑ์หนุ่มรุ่นกลางสี่คนไปทำงานเบ็ดเตล็ดที่อำเภอยี่สิบวัน"
"ชายฉกรรจ์ในคราวนี้ต้องถูกเกณฑ์เป็นแรงงานเสริมแน่นอน อาจจะต้องอยู่เต็มหนึ่งเดือน ต้องใช้เวลาห้าสิบวันถึงจะกลับมาได้ เจ้าไปอธิบายให้พวกเขารู้ล่วงหน้าด้วยล่ะ"
"เรื่องนี้เบื้องบนเร่งรัดมาด่วนมาก ภายในสามวันเจ้าต้องส่งชายฉกรรจ์สี่คนกับหนุ่มรุ่นกลางสี่คนนี้ไปที่ตำบลหวังชวี่"
เร่งรัดเก็บภาษีและส่งคนไปทำงานรับใช้ นี่คือภารกิจของพวกผู้ใหญ่บ้านและลี่เจิ้ง
"จะทำศึกอีกแล้วหรือ"
"อืม แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ปีที่แล้วก็รบกันไปรอบหนึ่งแล้ว ฝ่ายเราเป็นฝ่ายชนะ" กัวเอ้อร์หลางพูดถึงเซวียจวี่แห่งหลงโย่วให้เขาฟัง เมื่อเดือนสี่ปีที่แล้ว เซวียจวี่ซึ่งเดิมเป็นนายทหารอิงหยางแห่งจินเฉิงของราชวงศ์สุยพร้อมกับเซวียเริ่นก่าวลูกชายของเขาได้สังหารนายอำเภอจินเฉิงแล้วก่อกบฏ ตั้งตนเป็นป้าหวางแห่งฉินตะวันตก
หลังจากนั้น กองทัพของเขาก็บุกตะลุยอย่างรวดเร็วราวกับผ่าไม้ไผ่ เข้ายึดเป้าห่าน หลงซี และที่อื่นๆ อย่างต่อเนื่อง มีกองกำลังถึงหนึ่งแสนสามหมื่นนาย จากนั้นก็บุกยึดเทียนสุ่ย ตั้งตนเป็นจักรพรรดิฉิน ย้ายเมืองหลวงไปที่เทียนสุ่ย เมื่อถึงเดือนสิบเอ็ด เขาก็เอาชนะหลี่หงจือที่ตั้งตนเป็นจักรพรรดิฉู่และถังปี้ที่ตั้งตนเป็นถังอ๋องได้ กลืนกินกองกำลังของพวกเขาไปจนหมดสิ้น ในชั่วขณะนั้นชื่อเสียงบารมีก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น อ้างว่ามีกองกำลังถึงสามแสนนาย
พวกเขากลายเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหลี่ยวนแห่งกวนจง เมื่อเดือนสิบสองปีที่แล้ว เซวียจวี่สั่งให้เซวียเริ่นก่าวลูกชายนำทัพหนึ่งแสนนายไปโจมตีฝูเฟิง หลี่ยวนก็ส่งหลี่ซื่อหมินลูกชายไปรับมือกับเซวียเริ่นก่าวในทันที พร้อมกันนั้นยังส่งกองทัพอีกสายหนึ่งออกเดินทางจากด่านซ่านกวน ไปโจมตีฐานที่มั่นของเซวียจวี่ที่หลงโย่ว ทั้งยังมีคำสั่งให้หลี่เซี่ยวกงนำกองทัพสายหนึ่งข้ามเขาฉินหลิ่ง ไปแย่งชิงพื้นที่ปาสู่
ในปลายเดือนสิบสอง
เซวียเริ่นก่าวที่ขึ้นชื่อว่ารับมือคนได้นับหมื่น สู้หลี่ซื่อหมินผู้เป็นอัจฉริยะประทานจากสวรรค์ไม่ได้ จึงถูกทำลายล้างไปหนึ่งหมื่นกว่าคนที่ฝูเฟิง และพ่ายแพ้ร่นถอยไปตลอดทางจนถึงหลงซาน
แต่กองทัพอีกสายหนึ่งที่หลี่ยวนส่งไปโจมตีหลงโย่ว กลับถูกเซวียจวี่ซุ่มโจมตีที่ฉางเต้า โต้วกุ่ยและเจียงโม๋พ่ายแพ้ย่อยยับกลับมา
ทั้งสองฝ่ายที่ต่างมีแพ้มีชนะจึงพักรบกันชั่วคราว เซวียจวี่ยึดครองหลงโย่ว หลี่ยวนยึดครองกวนจง
แต่เซวียจวี่ไม่ยินยอมพร้อมใจ ยังคงวางแผนโจมตีกวนจงอยู่ตลอด เขาได้ส่งทูตไปผูกมิตรกับทูเจวี๋ย โชคดีที่หลิวเหวินจิ้งรับคำสั่งของหลี่ยวนให้ไปเป็นทูตที่ทูเจวี๋ย จึงบังเอิญล่วงรู้แผนลับนี้เข้า เขารีบขอเข้าเฝ้าข่านทูเจวี๋ย แจกแจงถึงผลดีผลเสียอย่างเจ็บปวด จึงทำให้แผนการร้ายของเซวียจวี่ที่จะร่วมมือกับทูเจวี๋ยทางเหนือเพื่อโจมตีฉางอันกลายเป็นเพียงฟองสบู่
ทิศตะวันตกของเซวียจวี่มีหลี่กุ่ย ทิศตะวันออกมีหลี่ยวน พื้นที่ปาสู่ทางตอนใต้ก็ถูกหลี่ยวนชิงตัดหน้าเข้ายึดครองไปก่อน หากเขาไม่ลุกขึ้นสู้ ก็คงได้แต่รอความตาย ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการรวบรวมกำลังฮึดสู้กลับมาอีกครั้งของเซวียจวี่
คราวนี้ เซวียจวี่นำทัพใหญ่มาโจมตีจิงโจวด้วยตัวเอง
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสองพ่อลูกตระกูลเซวียที่มาอย่างดุดัน หลี่ยวนจึงตัดสินใจส่งหลี่ซื่อหมินที่เคยเอาชนะได้ในคราวที่แล้วไปเป็นแม่ทัพอีกครั้ง ให้นำแปดผู้บัญชาการทหารใหญ่ ยกทัพหนึ่งแสนนายไปออกศึก
ศึกในครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายต่างก็ส่งกองกำลังมากกว่าหนึ่งแสนนายออกไป ความพ่ายแพ้หรือชัยชนะในศึกนี้จะเป็นตัวกำหนดชะตาว่ากวนหลงจะตกเป็นของใคร
ต้าถังเคลื่อนทัพหนึ่งแสนนาย ชาวบ้านที่ต้องรับผิดชอบในการขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ ย่อมต้องใช้คนจำนวนมากเหลือคณานับ
ตำบลอวี้ซิ่วห้าร้อยครัวเรือน คราวนี้ต้องเกณฑ์ชายฉกรรจ์หนึ่งร้อยคน ทั่วทั้งสองอำเภอแห่งฉางอันและว่านเหนียน ต้องเกณฑ์ชายฉกรรจ์หนึ่งหมื่นกว่าคน
ชายฉกรรจ์จำนวนมากถูกเกณฑ์ไป ทางท้องถิ่นจึงทำได้เพียงเกณฑ์หนุ่มรุ่นกลางที่อายุสิบหกปีขึ้นไปแต่ไม่ถึงยี่สิบเอ็ดปีมารับผิดชอบงานเกณฑ์บางส่วน
หลี่อี้กล่าวอย่างจนใจอยู่บ้าง "หมู่บ้านหลัวเจียของพวกเราแต่เดิมมีทั้งสิ้นยี่สิบสี่ครัวเรือน มีชายหนุ่มรวมแล้วสามสิบคน ก่อนหน้านี้ถูกเกณฑ์ชายฉกรรจ์ไปแล้วสิบคน คราวที่แล้วหน้าผาถล่ม ครอบครัวสิ้นไร้ผู้สืบสกุลไปหกครัวเรือน ขาดชายฉกรรจ์ไปอีกแปดคน"
"ตอนนี้ทั่วทั้งหมู่บ้าน เหลือชายหนุ่มเพียงสิบสองคน ในจำนวนนี้ยังเป็นคนอายุห้าสิบขึ้นไปเสียห้าคน ชายฉกรรจ์ที่อายุต่ำกว่าห้าสิบมีเพียงเจ็ดคนเท่านั้น"
"คราวนี้ยังจะเกณฑ์ไปอีกสี่คน ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านก็จะเหลือแค่สามคนแล้ว แล้วยังต้องเกณฑ์หนุ่มรุ่นกลางอีกสี่คน เช่นนั้นในหมู่บ้านก็จะเหลือแต่ผู้หญิง เด็ก คนแก่ และคนอ่อนแอแล้วล่ะ"
กัวเอ้อร์หลางกล่าว "ตอนนี้ก็ไม่ใช่ฤดูทำนา ไม่เสียเวลาทำเกษตรหรอก ว่ากันตามตรง การทำศึกสงครามนี่มันก็จนใจ หากคราวนี้ไม่สามารถเอาชนะเซวียจวี่ ปล่อยให้พวกเขาบุกข้ามมาได้ ถึงตอนนั้นประชาชนคงตกระกำลำบากยิ่งกว่านี้"
"เจ้ารู้ไหมว่าจิงโจวอยู่ที่ไหน ก็อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฉางอันไปห้าร้อยหลี่ หากศึกนี้พ่ายแพ้ กองทัพฉินตะวันตกก็จะสามารถบุกตะลุยลึกเข้ามาตามหุบเขาแม่น้ำจิงเหอได้ทันที เมื่อใดที่ผ่านปินโจวมาถึงที่ราบ ก็จะไม่มีปราการธรรมชาติให้ตั้งรับแล้ว"
"กองทัพฉินตะวันตกอาจจะตีเมืองฉางอันไม่แตก แต่พวกหมู่บ้านและทุ่งนาโดยรอบอย่างเรานี่สิจะต้องพบกับภัยพิบัติอันใหญ่หลวง"
กัวเอ้อร์หลางรั้งตัวหลี่อี้ไว้กินข้าว สิ่งที่ทำก็ยังคงเป็นปั๋วทัว แต่หลี่อี้กลับกินไม่ค่อยรู้รสชาติเท่าใดนัก
"ภรรยาข้ามีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งทำงานเป็นปิงเฉาซานจวินอยู่ในจวนของเจ้าพระยาจ้าว คราวก่อนที่จัดการเรื่องทำทะเบียนราษฎร์ ขอที่นา และเรื่องตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านให้เจ้า ก็ต้องขอบคุณเขาที่ช่วยฝากฝังกับทางอำเภอว่านเหนียนให้ วันเกิดของเขาใกล้จะถึงแล้ว ข้าอยากจะหาของขวัญสักชิ้น แต่ก็ยังไม่มีที่เหมาะสมเลย ไม่รู้ว่าเจ้ายังมีของดีๆ อย่างหม้อเงินเร้นลับเหมือนคราวก่อนอีกหรือไม่"
"ขอเพียงเจ้ามี เรื่องราคาคุยกันได้" กัวเอ้อร์หลางกล่าวด้วยสีหน้าร้อนรน
หลี่อี้ได้ยินเขาพูดถึงนายทหารตู้ผู้นี้มาหลายครั้งแล้ว คราวก่อนเหมือนจะได้ยินว่าชื่อตู้เค่อมิง เจ้าพระยาจ้าวหลี่ซื่อหมิน ปิงเฉาซานจวินแห่งจวนตู้เค่อมิง หลี่อี้รู้สึกคุ้นหูกับชื่อนี้อยู่บ้าง
"ไม่ทราบว่าท่านอาสองเคยได้ยินชื่อตู้หรูฮุ่ยหรือไม่" หลี่อี้ถาม
กัวเอ้อร์หลางหัวเราะร่วน "ตู้หรูฮุ่ยก็คือตู้เค่อมิงลูกพี่ลูกน้องของภรรยาข้านั่นแหละ เขาชื่อหรูฮุ่ย ชื่อรองคือเค่อมิง เป็นผู้มีวิชาความรู้และพรสวรรค์อย่างแท้จริง ปีนั้นแม้แต่รองเสนาบดีกรมปกครองแห่งราชวงศ์สุยอย่างเกาเสี้ยวจี๋ยังบอกว่าเขามีความสามารถระดับเสาหลักของบ้านเมือง จึงเป็นผู้เสนอชื่อให้เขาไปรับตำแหน่งผู้ช่วยนายอำเภอเป็นกรณีพิเศษ โอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันเพิ่งเสด็จเข้าฉางอัน เจ้าพระยาจ้าวก็มาเยือนตู้ชวี่ด้วยตัวเองเพื่อเชิญเขาให้ออกมาทำงาน รับตำแหน่งเป็นปิงเฉาซานจวินในจวนของตน"
หลี่อี้ไม่คาดคิดเลยว่าตู้เค่อมิงผู้นั้น แท้จริงแล้วก็คือตู้หรูฮุ่ยผู้โด่งดังนี่เอง
"หลานชายผู้ปราดเปรื่องเอ๋ย เจ้าต้องช่วยอาเรื่องนี้ให้ได้นะ ไม่ปิดบังเจ้าหรอก อาอยากจะตีสนิทกับเขาสักหน่อยน่ะ"







