ซูเหวยจงมองดูลูกเขยทั้งสี่คน หากพูดถึงหน้าที่การงานดีๆ แน่นอนว่าต้องเป็นลูกเขยคนโต เขาทำงานอยู่ที่ห้างสรรพสินค้ามณฑลฮุนเจียง ในยุคนั้นนับว่าเป็นงานที่ดีที่สุดแล้ว
แต่ถ้าพูดถึงใครมีชีวิตความเป็นอยู่ดีจริงๆ กลับเป็นลูกเขยคนที่สอง แม้จะเป็นชาวนา แต่ครอบครัวนั้นใช้ชีวิตที่ใครก็เทียบไม่ได้
มีบ้านกระเบื้องห้าห้อง เปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์เอง พื้นที่ไร่โสมของทีมสองก็ทำรายได้ดี ชีวิตเล็กๆ ของเขาก็รุ่งเรืองไปด้วยดี
ส่วนลูกเขยคนที่สามอยู่ในหมู่บ้านใหญ่แห่งนี้ เติบโตมาตั้งแต่เด็กด้วยกัน
เป็นคนซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง ร่างกายแข็งแรง ทำงานเก่ง
ถ้าอยู่ในชนบทแล้ว ยังไงคนแบบนี้ก็ยังถือว่าดี ขอแค่ขยัน ไม่มีทางลำบากแน่นอน
ที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือลูกเขยคนที่สี่ อะ...คนไม่รู้มองดูแล้ว อาจจะคิดว่าหน้าตาหล่อเหลา คิ้วเข้มตากลม ใครเห็นก็ต้องชอบ
แต่หน้าตาดีแล้วไง? ทำงานไม่ได้เรื่อง หาเงินก็ไม่ได้ เอาแต่เพ้อฝันหวังจะได้โชคจากฟ้า แบบนี้มันจะไปรอดได้ยังไง?
แต่ลูกสาวคนที่สี่ก็แต่งออกไปแล้ว แถมมีลูกด้วย จะทำอะไรได้อีก? ก็ต้องอดทนใช้ชีวิตกันไป
ตอนนี้ซูเหวยจงไม่มีความคิดอะไรแล้ว ขอแค่ลูกสาวคนที่ห้ากับหก เวลาจะหาแฟนต้องหาคนที่รู้พื้นเพมาชัดเจน เข้าใจถึงรากฐานนิสัยให้ถ่องแท้ก่อนถึงจะคบหาได้
ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่คิดจะให้สวี่ซื่อเยี่ยนช่วยแนะนำคนให้หรอก
ไม่ใช่แค่เพราะว่าตำบลตงกังเจริญ หาเงินได้ง่าย แต่เพราะสวี่ซื่อเยี่ยนเป็นคนมีชื่อเสียง มีคนรู้จักเยอะ ย่อมรู้จักใครดีไม่ดี และหาคนที่เหมาะสมได้แน่นอน
“ซื่อเยี่ยน อย่าลืมนะที่พ่อพูดไปนะ ช่วยมองหาคู่ให้ลูกสาวคนที่ห้ากับหกหน่อย”
ซูเหวยจงไม่อยากให้ลูกเขยคนที่สี่พูดอะไรไร้สาระอีก จึงเปลี่ยนเรื่องเสียเลย
สวี่ซื่อเยี่ยนจนใจ ก็ได้แต่พยักหน้ารับคำ คำของพ่อตา เขาก็ต้องฟังไว้
ลูกสาวพาลูกเขยกับหลานๆ กลับบ้านทั้งที ที่บ้านก็ต้องเตรียมอาหารดีๆ เลี้ยงต้อนรับเป็นธรรมดา
หานซื่อเตรียมของไว้ล่วงหน้าแล้ว พอเห็นเวลาใกล้ได้ที่ ก็สั่งให้ลูกสาวคนที่ห้ากับหกรีบลงมือทำอาหาร
ลูกสาวทั้งบ้านมารวมตัวกันอยู่แล้ว หานซื่อก็ไม่ต้องลงมือเอง ใช้เวลาไม่นานอาหารก็ทำเสร็จ พร้อมเสิร์ฟ พอทุกคนพร้อมหน้ากันก็คึกคักครื้นเครงไม่น้อย
เหล่าลูกเขยเมื่อรวมตัวกันก็ต้องมีวงเหล้าแน่นอน สวี่ซื่อเยี่ยนคอแข็งพอใช้ได้ ดื่มไปจนท้ายที่สุดก็เริ่มมึนแล้ว
แต่อย่างน้อยเขาเมาแล้วก็ไม่พูดจาเหลวไหล หรือร้องไห้โวยวายอะไรอย่างคนอื่น แค่เหม่อลอย หรือไม่ก็นอนหลับไปตรงนั้นเลย
สวี่ซื่อเยี่ยนและภรรยาอยู่ที่หมู่บ้านใหญ่นี้ถึงสี่วัน
ระหว่างนั้นก็หาเวลานั่งเยี่ยมบ้านลุงใหญ่ ลุงรอง และป้าใหญ่ของสวี่ซื่อเยี่ยน ยังไปบ้านซูเหวยเฉิง ซึ่งเป็นลุงใหญ่ของซูอันอิงด้วย กินข้าวด้วยกันหนึ่งมื้อ
คนตระกูลซูต้อนรับสวี่ซื่อเยี่ยนอย่างดีมาก เป็นกันเองสุดๆ อยากให้เขากับครอบครัวอยู่ต่อนานๆ อีกหน่อย
แต่สวี่ซื่อเยี่ยนก็เป็นห่วงต้นกล้าคลิเวียที่บ้าน ใจเหมือนโดนหญ้าขึ้นรก พออยู่ได้สี่วันก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป
เช้าวันที่เจ็ด เดือนอ้าย สองสามีภรรยาพร้อมลูกสี่คนก็นั่งรถกลับไปยังซงเจียงเหอ
คราวนี้ยังมีซูอันฟางกับซูอันฮวาสองสาวน้องภรรยาตามกลับมาด้วย
ซูเหวยจงอยากให้ลูกสาวทั้งสองได้แต่งออกไปอยู่ตงกัง เลยปรึกษากับซูอันอิง ว่าอยากให้ลูกสาวคนที่ห้ากับหกไปส่งครอบครัวเธอกลับบ้าน พร้อมอยู่ที่นั่นสักพัก
ไม่ว่าจะไปเรียนรู้ฝีมือจากสวี่ซื่อฉิน หรือช่วยงานเลี้ยงลูกให้ซูอันอิงก็ได้
พ่อบ้านนี้มีแผนในใจดีเหลือเกิน เขาคิดว่าให้ลูกสาวไปอยู่บ้านสวี่ ถ้าเพื่อนบ้านเห็นเข้า วันใดวันหนึ่งก็อาจมีคนใจดีมาช่วยเป็นแม่สื่อแม่ชัก แล้วอาจเจอเนื้อคู่ก็เป็นได้
ซูอันอิงขัดใจพ่อไม่ได้ ก็เลยต้องหันมาปรึกษากับสามี
น้องสาวสองคนอยู่ที่หมู่บ้านใหญ่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน หวังให้ลงไร่ทำนาก็เป็นไปไม่ได้ สู้ให้พาไปอยู่ด้วย หางานให้ทำยังจะดีเสียกว่า
อย่างน้อยที่สุด ก็ให้มาช่วยดูแลต้นกล้าคลิเวียด้วยกันก็ยังได้
ต้นกล้าในบ้านมีมากขึ้นเรื่อยๆ สวี่ซื่อเยี่ยนมีภาระเยอะ ดูแลไม่ทั่วถึง
หลังปีใหม่ สวี่ซื่อฉินก็ต้องกลับไปทำงาน ไม่มีเวลาดูแลเช่นกัน
ซูอันอิงต้องดูแลลูกสี่คน กลัวว่าแค่กินข้าวยังไม่มีเวลา จะให้มาดูต้นไม้ได้ยังไง? จะไปโยนภาระให้โจวกุ้ยหลานคนเดียวก็ไม่ได้
ให้ลูกสาวคนที่ห้ากับหกมาช่วยงาน ได้ค่าแรงบ้างนิดหน่อย อย่างน้อยก็ดีกว่าจ้างคนนอก
สวี่ซื่อเยี่ยนพอฟังก็เห็นด้วย ตอนนี้บ้านเขายิ่งขยายกิจการมากขึ้นทุกวัน ต้องการคนช่วยจริงๆ
ซูอันฟางกับซูอันฮวายังไม่แต่งงาน ไม่มีภาระอะไร ตัวเบา ทำงานอะไรก็สะดวก
ในที่สุด สวี่ซื่อเยี่ยนจึงตอบตกลงให้สองน้องภรรยาตามกลับมาด้วย เพียงแต่ไม่ได้พูดชัดว่ากลับมาช่วยดูแลต้นกล้าคลิเวียเท่านั้นเอง.
ช่วงที่อยู่บ้านตระกูลซูหลายวันมานี้ สวี่ซื่อเยี่ยนไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องคลิเวียเลยสักคำ
เรื่องนี้ ถ้าจะให้ใครช่วยหาพันธุ์ไม้หรือเมล็ดพันธุ์มาให้ ก็ต้องมีของตอบแทน ไม่อย่างนั้นวันหลังถ้าคนอื่นรู้ว่าเขาเลี้ยงคลิเวียแล้วทำเงินได้ดี ยังไงๆ คนพวกนั้นก็ไม่พอใจแน่
อีกอย่าง พวกเขาก็เป็นญาติกันทั้งนั้น จะให้เท่าไหร่ถึงจะเหมาะ? ตอนนี้สวี่ซื่อเยี่ยนยังไม่ได้เริ่มทำเงินด้วยซ้ำ จะให้เยอะเขาก็เสียดาย แถมอาจจะไม่มีให้ด้วยซ้ำ แต่ถ้าให้น้อยไป พอถึงเวลาคงได้มีปัญหาอีกเป็นกองพะเนิน
สู้ไม่พูดถึงเรื่องนี้เลยจะดีกว่า วันหน้าถ้ามีใครรู้เข้า ก็ค่อยบอกไปว่าเป็นธุรกิจร่วมกับเพื่อน ทำคนเดียวไม่ได้ตัดสินใจเองแบบนั้นจะสบายใจกว่า
ตอนนี้เก็บสะสมมาได้ไม่น้อยแล้ว ถ้ามีโอกาสเจอก็เก็บเพิ่มอีกหน่อย ถ้าไม่เจอก็ไม่เป็นไร เอาเท่าที่มีมาดูแลให้ดี ก็ถือว่าดีมากแล้ว
ปีนี้ตรุษจีนมาช้าหน่อย วันที่เจ็ดเดือนหนึ่ง ก็ตรงกับวันที่สิบเก้ากุมภาพันธ์ ตอนกลางวันอากาศเริ่มละลายน้ำแข็ง อุณหภูมิก็อุ่นขึ้นบ้าง
พอลงจากรถกันก็หารถจี๊ปลากลับบ้านที่ตงกังกันเลย ไม่ได้รู้สึกหนาวแต่อย่างใด
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อกลับถึงบ้าน ก็คือไปหาพ่อแม่ก่อนแน่นอน
พอโจวกุ้ยหลานได้ยินว่าสองน้องสาวของซูอันอิงจะมาพักอยู่สักระยะ ก็พูดขึ้นมาทันทีว่า งั้นให้ซูอันฟางกับซูอันฮวาอยู่ที่บ้านเธอดีกว่า แบบนี้ก็อยู่เป็นเพื่อนกับสวี่ซื่อฉินได้ด้วย
กลางวันสองคนไปช่วยสวี่ซื่อเยี่ยนดูแลคลิเวียที่บ้านเขา ตอนเย็นค่อยกลับมานอนที่นี่
ถ้าพวกเธอสนใจ ก็ยังสามารถเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าจากสวี่ซื่อฉินได้ด้วยนะ
ที่โจวกุ้ยหลานจัดการแบบนี้ จริงๆ ก็ตรงกับใจสวี่ซื่อเยี่ยนเลย
จะว่าไป เขาก็เป็นคนแยกครอบครัวอยู่เอง ไม่ได้อยู่รวมกับพ่อแม่
อยู่ๆ ถ้าจะให้สาวโสดสองคนมาพักด้วยแบบไม่ใช่ญาติสายตรง คนข้างนอกได้พูดกันให้แซ่ดแน่
ปีที่แล้วซูอันฮวายังเคยอยู่ด้วย แต่ตอนนั้นโจวกุ้ยหลานกับลูกสาวก็อยู่บ้านนั้นเป็นส่วนใหญ่ เพื่อนบ้านก็รู้กันหมด ไม่มีใครพูดอะไร
แต่ปีนี้สวี่เฉิงโฮ่วไม่ขึ้นเขาไปดูโสมแล้ว โจวกุ้ยหลานก็ไม่มีเหตุผลจะไปอยู่บ้านลูกชายบ่อยๆ ถ้าซูอันฟางกับซูอันฮวามาอยู่ด้วยอีก ก็อาจจะไม่ค่อยเหมาะ
อีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อนรุ่นเดียวกับโจวกุ้ยหลานบางคน ชอบแวะเวียนมานั่งคุยกันที่บ้าน
ผู้สูงวัยแบบนี้ล่ะ ชอบจับคู่ให้คนโน้นคนนี้พอดีเลย ไม่ต้องให้สวี่ซื่อเยี่ยนเหนื่อยหาเองด้วยซ้ำ
เขาแค่ฝากแม่ไว้สักคำ บอกความต้องการของบ้านตระกูลซูให้ชัดเจน แค่นี้เรื่องก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว
ถ้ามีใครมาเป็นแม่สื่อมาขอ ก็แค่ให้สวี่ซื่อเยี่ยนหาข้อมูลให้ดีก่อน ถ้าใช่ก็คบหา ไม่ใช่ก็ปฏิเสธไป ง่ายจะตาย
“อืม ผมว่าแบบนี้ก็ดีนะ ห้าน้องหกน้องอายุใกล้เคียงกับซื่อฉิน อยู่ด้วยกันก็คงมีเรื่องคุยกันเยอะ
ตอนว่างๆ ยังสามารถเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าจากซื่อฉินได้ อย่างน้อยก็เรียนใช้จักรเย็บผ้าบ้าง
ของแบบนี้ ต่อไปต้องมีติดบ้านทุกครัวแน่นอน” สวี่ซื่อเยี่ยนพยักหน้ารัวๆ เห็นด้วยกับแม่เต็มที่
ทางนั้น ซูอันอิงเองก็เห็นด้วยกับข้อเสนอของแม่สามี
เธอไม่ได้คิดอะไรมากหรอก แค่รู้สึกว่า ถ้ามีสวี่ซื่อฉินอยู่ด้วย ก็อาจทำให้น้องสาวทั้งสองได้อะไรติดตัวมาบ้าง
ถึงไม่ได้คิดจะใช้ฝีมือหาเลี้ยงชีพ แต่ผู้หญิงก็ควรรู้จักงานฝีมือบ้าง ไม่อย่างนั้นพอแต่งงานมีลูกขึ้นมา จะทำยังไงดีล่ะ?







