ในห้องหนังสือ จางหยวนชิงมองภาพเหมือนที่แขวนอยู่บนผนังแวบหนึ่ง แล้วหันไปมองฟู่ชิงหยางที่นั่งตัวตรง ก่อนจะถอนหายใจกล่าวว่า
"ภาพวาดน่ะสวยดี น่าเสียดายจัง!"
ฟู่ชิงหยางที่กำลังเตรียมจะเอ่ยถามชะงักไปเมื่อได้ยินดังนั้น "หมายความว่ายังไง?"
จางหยวนชิงพูดอย่างจริงใจ "ต่อให้จิตรกรจะฝีมือดีแค่ไหน ก็วาดความสง่างามและความหล่อเหลาของหัวหน้าร้อยออกมาไม่ได้แม้แต่หนึ่งในพันส่วน เพราะงั้นถึงได้น่าเสียดายครับ"
ฟู่ชิงหยางมองเขาอยู่สองสามแวบ แล้วพูดเรียบๆ "เข้าเรื่องเถอะ อย่าเสียเวลาไปกับคำพูดไร้สาระพวกนี้เลย"
แต่จางหยวนชิงดูออกจากการแสดงออกเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่ายว่า จริงๆ แล้วเขาชอบใจมาก
ตอนที่เพิ่งเข้ามา คิ้วของฟู่ชิงหยางขมวดเข้าหากันเล็กน้อยเหมือนมีเรื่องกลุ้มใจ แต่ตอนนี้คิ้วคลายลงแล้ว สีหน้าก็ดูอ่อนโยนขึ้นมาก
จางหยวนชิงลากเก้าอี้พนักพิงสูงมานั่ง มองคุณชายผู้เย็นชาที่โต๊ะหนังสือ แล้วถามว่า
"ผู้อาวุโสต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะตัดสินใจเรื่องการจัดการกับเซี่ยโหวฉือได้ครับ?"
"ฉันให้คำตอบนายไม่ได้" ฟู่ชิงหยางส่ายหน้า ก่อนจะอธิบาย
"เซี่ยโหวฉือหนีไม่รอดหรอก แต่เขาเป็นสายเลือดหลักของตระกูลเซี่ยโหว ก่อนจะจัดการเขา จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับตระกูลเซี่ยโหวเสียก่อน การฆ่าโดยไม่บอกกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองกองกำลัง หรืออาจถึงขั้นทำให้เกิดความขัดแย้งได้"
นี่แหละที่เรียกว่าจุดยืนเป็นตัวกำหนดความคิดสินะ... จางหยวนชิงพยักหน้าแสดงความเข้าใจ
มุมมองในการคิดปัญหาของผู้อาวุโสกับพนักงานระดับล่างนั้นแตกต่างกัน ถ้าเหมือนกันสิถึงจะมีปัญหา
"แล้วหัวหน้าร้อยวางแผนจะสืบยังไงต่อไปครับ?"
ฟู่ชิงหยางมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร
ดูเหมือนจะไม่มีวิธีที่ดีเลย จริงอยู่ที่การตามหาผู้ท่องแดนวิญญาณระดับสูงที่ตั้งใจซ่อนตัวนั้นยากเกินไป เรื่องนี้ต้องใช้เวลา... จางหยวนชิงจึงพูดขึ้นทันทีว่า
"หัวหน้าร้อยครับ ผมจำได้ว่าคืนที่ฆ่าเฮิงสิงอู๋จี้ พวกเราถกกันจนได้ข้อสรุปว่าแรงจูงใจที่ยมทูตดำแฝงตัวอยู่ในซงไห่ เป็นเพราะจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายมีปัญหา ยมทูตดำก็เลยแอบติดต่อกับกุหลาบรัตติกาล และนัดพบกับอีกฝ่ายที่ซงไห่"
ฟู่ชิงหยางพยักหน้าเล็กน้อย
จางหยวนชิงพูดต่อ
"เมื่อวานหลังเลิกงาน ผมคิดอยู่นานมาก... ทำไมกุหลาบรัตติกาลถึงต้องช่วยยมทูตดำ? ผลประโยชน์ที่พวกนั้นจะได้รับคืออะไร"
แววตาของฟู่ชิงหยางเคร่งขรึมขึ้น
จางหยวนชิงพูดต่อไปตามความคิดตัวเอง "พวกเราเคยวิเคราะห์กันว่า ปัญหาของจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายมาจากจอมมาร และจอมมารก็เป็นเทพท่องราตรี เขาต้องใช้วิธีการบางอย่างแน่ๆ ถึงทำให้จอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายมีปัญหาได้ แต่ผมความรู้น้อย นึกไม่ออกเลยว่าจะมีอะไรที่ส่งผลกระทบต่อไอเทมประเภทกฎเกณฑ์อย่างจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายได้"
เขาไม่ได้ชี้ชัดว่าเป็นความสามารถในขอบเขตพลังเทพแห่งดวงตา ทำแบบนั้นมันจงใจเกินไป ด้วยความรู้ของฟู่ชิงหยาง แค่สะกิดนิดเดียวก็พอแล้ว
ฟู่ชิงหยางจมอยู่ในความคิดครู่หนึ่ง ดวงตาก็ทอประกายสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ
"สิ่งที่จะรับมือกับจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายได้ มีเพียงไอเทมระดับเดียวกันเท่านั้น ฉันเข้าใจวิธีที่จอมมารใช้คานอำนาจกับจอกศักดิ์สิทธิ์ที่เสื่อมสลายแล้ว"
เขามองจางหยวนชิงแวบหนึ่ง แล้วอธิบายให้ความรู้
"มันคือพลังเทพแห่งดวงตา เทพท่องราตรีระดับสูงจะสามารถใช้งานและควบคุมพลังของดวงอาทิตย์ได้ ส่วนสิ่งที่จอมมารใช้จะเป็นไอเทมหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้อง ฉันต้องไปค้นดูในฐานข้อมูลก่อน ถ้าจำเป็น ก็ต้องยื่นขอสิทธิ์การเข้าถึงจากสำนักไท่อี"
"กุหลาบรัตติกาลน่าจะอยากได้สิ่งนั้น ถึงแม้เรื่องนี้จะไม่ได้ทำให้พวกเราตามหายมทูตดำเจอได้โดยตรง แต่ยิ่งรู้ข้อมูลมากเท่าไหร่ ช่องโหว่ก็จะปรากฏออกมาตามนั้น"
คุณชายผู้เย็นชาเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ พร้อมกับเอ่ยชม "ความคิดนายดีมาก ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ ถ้านายได้เป็นหน่วยสอดแนมล่ะก็ จะต้องทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมากแน่ๆ"
ช่างมันเถอะ เป็นตัวปักวอร์ดมันดีตรงไหนกัน... จางหยวนชิงกล้าล้อเลียนต่อหน้าหลี่ตงเจ๋อแบบนี้ แต่ไม่กล้าดูถูกหน่วยสอดแนมต่อหน้าฟู่ชิงหยาง จึงทำทีเป็นเสียดาย "นั่นสิครับๆ"
เมื่อออกจากคฤหาสน์ จางหยวนชิงก็โทรหาหวังเชียน
"ท่านมีอะไรให้รับใช้ครับ" หวังเชียนพูดอย่างนอบน้อม
ท่านติดต่อผมบ่อยเกินไปหรือเปล่าเนี่ย?
"นายช่วยบอกเจ้าวังหยุดสังหารให้ฉันที บอกว่าเซี่ยโหวซินถูกฆ่าปิดปากแล้ว อีกอย่าง เรื่องที่ฉันให้เธอสืบ หวังว่าเธอจะรีบหน่อย เวลาจวนตัวแล้ว" จางหยวนชิงพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หวังเชียนที่ได้ยินดังนั้นตกตะลึงจนตาค้าง
ด้านหนึ่งคือตกใจที่เซี่ยโหวซินถูกฆ่าปิดปาก ใครฆ่าปิดปากเขากัน?
อีกด้านหนึ่งคือน้ำเสียงเร่งเร้าของเทพบรรพกาล เรื่องที่ให้เธอสืบ รีบหน่อย... คนที่ไม่รู้คงนึกว่าท่านเจ้าวังเป็นสายข่าวให้เขาเสียอีก
ท่านเจ้าวัง... คงไม่ใช่สายข่าวของไอ้หมอนี่หรอกมั้ง?!
"ดะ ได้ครับ!" หวังเชียนวางสายไปด้วยใบหน้ามึนงง
ต่อไปก็ไปที่โรงแรมอู๋เหิน ไปหาอาชีพสายชั่วร้ายที่นั่นเพื่อสืบข่าว... จางหยวนชิงเดินออกจากเขตคฤหาสน์ เดินเตร็ดเตร่อยู่ริมถนนพักใหญ่ ก่อนจะโบกแท็กซี่คันหนึ่ง
หลังจากตกลงราคากันเรียบร้อย เขาก็นั่งแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังเมืองจินซานทางตอนเหนือ
หนึ่งชั่วโมงต่อมา จางหยวนชิงที่สวมหมวกแก๊ปและหน้ากากอนามัยก็เดินเข้ามาในล็อบบี้ของโรงแรมอู๋เหิน
ผู้หญิงที่เคาน์เตอร์ต้อนรับปรายตามองเขาแวบหนึ่ง พิจารณาอยู่ครู่หนึ่งก็จำจางหยวนชิงได้ จึงขมวดคิ้วถาม "นายมาทำไมอีก"
เธอยังคงแต่งตัวเหมือนตอนที่เจอหน้ากันครั้งแรก เสื้อเชิ้ตสีขาวสวมทับด้วยเสื้อสูทตัวเล็กสีแดงไวน์ ซึ่งเป็นชุดพนักงานโรงแรมมาตรฐาน
ใบหน้าสวยสง่างาม ดวงตากลมโตและมีเสน่ห์ หน้าอกอวบอิ่ม เต็มไปด้วยกลิ่นอายของหญิงสาววัยผู้ใหญ่
เพียงแต่มีสีหน้าเย็นชา ทำให้ผู้คนรู้สึกเข้าถึงยาก
จางหยวนชิงที่รู้ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอำมหิตยิ้มบางๆ
"อย่าระแวงกันขนาดนั้นสิครับ ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณน้า มีเพื่อนเยอะก็มีทางเลือกเยอะขึ้นไงครับ"
หญิงสาวสวยจัดหรี่ตาลง แค่นหัวเราะเยาะ
"ถ้านายคิดจะจีบฉัน นายจะตายศพไม่สวย แต่ถ้านายมีแผนการร้ายกับกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังฉัน นายจะตายอนาถยิ่งกว่า"
"กลับไปซะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่นายควรมา"
ไม่ใช่สิ ทำไมคุณถึงคิดว่าผมอยากจีบคุณล่ะ? เหยี่ยวกินลูกไก่หรือไง? จางหยวนชิงบ่นในใจ เขาใช้พรสวรรค์ด้านการเข้าสังคมของตัวเองอย่างเต็มที่
"อย่าเพิ่งด่วนตัดสินสิครับ คนเราล้วนต้องการเพื่อน แล้วก็ต้องเก่งเรื่องการคบเพื่อนด้วย ทางเดินถึงจะยิ่งกว้างขึ้น วันนั้นเพราะละอายใจที่เป็นพ่อได้เป็นเพื่อนกับผม พวกคุณถึงได้รู้คำสั่งเสียก่อนตายของเขาไงล่ะครับ"
หญิงสาวสวยจัดจ้องมองเขาอยู่หลายวินาที ก่อนจะเอ่ยเสียงเย็น
"บอกจุดประสงค์ของนายมา"
จางหยวนชิงพูดทันที "เคยได้ยินชื่อยมทูตดำไหมครับ? ช่วงนี้ทางการกำลังตามล่าเขาอยู่ พวกคุณพอจะมีเบาะแสของเขาบ้างไหม?"
หญิงสาวสวยจัดพูดประชดประชัน "นายคิดว่าฉันนั่งอยู่ในโรงแรม แล้วจะสืบหาร่องรอยของยมทูตดำให้นายได้งั้นเหรอ?"
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดอีกว่า "ฉันช่วยนายไปสืบในตลาดมืดให้ได้"
เมื่อเห็นจางหยวนชิงทำหน้ามึนงง เธอจึงแค่นเสียง "หึ" และอธิบายว่า
"ไม่ใช่ตลาดมืดแบบที่ทางการของพวกนายอนุญาตหรอกนะ แต่เป็นตลาดมืดที่มีแต่อาชีพสายชั่วร้ายเท่านั้นที่รู้ ยังไงซะต่อให้เป็นเศษเดนมนุษย์ที่ชั่วช้าสามานย์ ก็ยังต้องมีการค้าขายแลกเปลี่ยนกัน"
"แต่ฉันขอคิดค่าแรง ค่าความเสี่ยง แล้วก็ค่าทำขวัญด้วยนะ"
ค่าแรงกับค่าความเสี่ยงผมพอเข้าใจ แต่ค่าทำขวัญนี่มันบ้าอะไรวะ? จางหยวนชิงถาม "ค่าทำขวัญ?"
หญิงสาวเบ้ปาก พูดอย่างมีเหตุผล "ทุกครั้งที่เจอไอ้พวกน่าเกลียดน่าสะอิดสะเอียนพวกนั้น ฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองโดนผู้ชายข่มขืนไปเป็นร้อยรอบแล้ว"
เอาเถอะ คุณเล่นด่าตัวเองซะขนาดนี้ ผมจะพูดอะไรได้อีกล่ะ... จางหยวนชิงหาเหตุผลมาต่อรองราคาไม่ได้ชั่วขณะ จึงต้องถามว่า
"คุณบอกมาตรงๆ เลยดีกว่าว่าเท่าไหร่"
"ห้าหมื่น!" หญิงสาวพูดเรียบๆ "ไม่ว่าจะสืบข่าวได้หรือไม่ ก็ไม่มีการคืนเงินทั้งสิ้น"
ห้าหมื่น ถ้าเป็นผมเมื่อก่อน คงทำได้แค่แก้ผ้าไปนอนบนเตียงแล้วบอกว่า คุณน้าครับ คืนนี้ผมเป็นของคุณแล้ว แต่สำหรับผมในตอนนี้ นี่มันแค่เศษเงิน... จางหยวนชิงพูดว่า
"ตกลง ข้อเรียกร้องเดียวของผมคือต้องเร็ว ยิ่งเร็วยิ่งดี"
พูดจบ เขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา "แลกช่องทางติดต่อกันหน่อยสิครับ คุณน้าชื่ออะไรเหรอครับ?"
หญิงสาวตอบ "เสี่ยวหยวน"
"ชื่อเพราะดีครับ..."
เมื่อออกจากโรงแรมอู๋เหิน จางหยวนชิงก็เดินไปตามถนนมุ่งหน้าสู่ซงไห่ ตั้งใจว่าจะเดินไปสักพักแล้วค่อยเรียกแท็กซี่
โครงสร้างพื้นฐานของเมืองจินซานนั้นแย่กว่าซงไห่มาก โดยเฉพาะแถบนี้ที่ค่อนข้างเป็นชานเมือง มักจะมีรถบรรทุกคันใหญ่วิ่งผ่านบ่อยๆ ริมถนนจึงมีรอยร้าวและทรุดตัว
"ติ๊งด่อง~"
โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าสั่น จางหยวนชิงหยุดเดินริมถนน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู
มีข้อความที่ยังไม่ได้อ่านหนึ่งข้อความ
【คุณเคยได้ยินตำนานของหญิงฆาตกรชุดขาวไหม? ว่ากันว่าเธอเป็นวิญญาณร้ายที่เร่ร่อนอยู่ในความฝัน รูปลักษณ์ของเธอคือสวมชุดสีขาวที่เปรอะเปื้อนไปด้วยสิ่งสกปรก ผมเผ้ายุ่งเหยิง ในมือถือมีดทำครัว ร่างกายของเธอประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนของคนหลายๆ คน ใบหน้าของเธอหันไปทางด้านหลัง
【เธอเดินถอยหลังอยู่เสมอ...
【หญิงฆาตกรชุดขาวจะเร่ร่อนอยู่ในความฝันยามดึกสงัด เพื่อตามหาเป้าหมายที่จะฆ่า เมื่อเธอตัดสินใจจะฆ่าใคร เธอจะไปเคาะประตูห้องของคนคนนั้นในตอนเที่ยงคืน แล้วก็ลงมือฆ่าเป้าหมาย
【คนที่ได้รับข้อความนี้ โปรดส่งต่อให้คนต่อไปก่อนเที่ยงคืน ไม่อย่างนั้นหญิงฆาตกรชุดขาวจะไปหาคุณ】
"นี่ยุคไหนแล้ว ยังมีข้อความขยะประเภทถ้าไม่ส่งต่อจะตายอีกเหรอเนี่ย?"
จางหยวนชิงนึกย้อนไปถึงตอนเรียนมัธยม ในกลุ่มแอปพลิเคชันแชตบางกลุ่มมักจะมีข้อความแกล้งกันระบาดอยู่ช่วงหนึ่ง ซึ่งก็มาในรูปแบบนี้แหละ
ตอนนั้นเอง แท็กซี่คันหนึ่งก็ขับมา
เขาเก็บโทรศัพท์มือถือกลับเข้ากระเป๋า ยื่นมือไปโบกแท็กซี่ พอคนขับได้ยินว่าจะไปซงไห่ ก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
จางหยวนชิงกลับมาถึงซงไห่ เวลาคือสิบเอ็ดโมงเช้า
เดิมทีเขาตั้งใจจะหาร้านอาหารริมถนนเพื่อจัดการมื้อเที่ยง แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า ผู้กองเถิงหยวนได้เพิ่มงบค่าอาหารกลางวันให้ทุกคนอีกสิบหยวนเพื่อเพิ่มสวัสดิการพนักงาน
จากเดิมมื้อละสามสิบหยวน
สี่สิบหยวน กินมื้อเที่ยงดีๆ ได้มื้อหนึ่งเลยนะ
เขาจึงบอกให้คนขับเปลี่ยนเส้นทางไปที่กรมรักษาความสงบเขตคังหยางทันที
เมื่อก้าวเข้าไปในประตูอาคารกระจก ที่โซนพักผ่อนทางซ้ายมือ กวนหย่า เถิงหยวน และเจียงจิงเว่ยกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่ที่โต๊ะกระจกทรงกลม
กวนหย่ากินข้าวด้วยท่าทางสง่างาม ค่อยๆ เคี้ยวกลืนอย่างช้าๆ ริมฝีปากเล็กๆ สีแดงสดมีคราบน้ำมันติดอยู่ ดูเย้ายวนใจยิ่งนัก
ผู้กองเถิงหยวนกินข้าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แววตาดูเหม่อลอยเล็กน้อย ขาดความกระตือรือร้นต่อชีวิตและอาหารอร่อย
แต่เจียงจิงเว่ยนั้นต่างออกไป เธอกินอย่างตะกละตะกลาม ท่าทางการกินของเธอสามารถไปแข่งกับลิงขนสีเหลืองได้เลย
ยัยหนูนี่ออกจะหน้าตาน่ารักแท้ๆ น่าเสียดายที่เป็นผู้ใช้ไฟ... จางหยวนชิงถอนหายใจ สั่งให้เจ้าหน้าที่ธุรการเตรียมอาหารกลางวันให้ตัวเอง จากนั้นก็เดินยิ้มแย้มเข้าไปหาเพื่อนร่วมทีม พลางพูดว่า
"ฮ่าๆ ผมมาได้จังหวะพอดีเลย"
กวนหย่าค่อยๆ กลืนอาหารลงคอ มองจางหยวนชิงที่เดินเข้ามา แล้วถามว่า
"ช่วงนี้เธอดูขี้เกียจไปหน่อยนะ"
แบบนี้เขาเรียกว่าหัวส่ายหางกระดิก เอ๊ะ ไม่สิ ต้องเรียกว่าตอบสนองนโยบายของผู้นำต่างหาก! จางหยวนชิงนั่งลงข้างๆ สาวนักซิ่ง แล้วพูดว่า
"วันนี้ผมไม่ได้ขี้เกียจนะ ผมไปทำงานนอกสถานที่มาต่างหาก"
"หืม?" กวนหย่าส่งเสียงในลำคอเพื่อแสดงความสงสัย
จางหยวนชิงอธิบาย "ไปหาคุณน้าวัยสามสิบคนหนึ่งมาครับ ให้เงินเธอไปก้อนหนึ่ง เพื่อให้จัดการธุระบางอย่างให้"
กวนหย่าชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะ "ตาถึงนี่นา คุณน้าวัยสามสิบกว่าสอนท่าทางใหม่ๆ ให้เธอได้เยอะเลยนะ"
"ถ้ามีโอกาส ผมก็อยากเรียนรู้ความรู้จากพี่กวนหย่าเหมือนกันครับ" จางหยวนชิงพูดพลางมองไปที่กระเป๋านักเรียนสีแดงที่วางอยู่แทบเท้าของเจียงจิงเว่ย แล้วถามว่า
"จิงเว่ย เธอไม่ได้เลิกไปเรียนแล้วเหรอ"
เจียงจิงเว่ยเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมา เธอตกใจ "นายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?"
ผู้ใช้ไฟจอมหยาบคายเอ๊ย! จางหยวนชิงทวนคำถามอีกรอบ
"อ๋อ พ่อฉันบอกว่าทำงานก็ห้ามทิ้งการเรียน ก็เลยให้ฉันเอาการบ้านมาทำที่ทำงานด้วย พอดีเลย พี่กวนหย่ากับผู้กองเถิงหยวนจะได้สอนฉันทำการบ้านได้" เด็กสาวผมแดงพูดอย่างร่าเริง
หน้าของกวนหย่ามืดทะมึนลง
สีหน้าของผู้กองเถิงหยวนก็ดูเบื่อโลกยิ่งกว่าเดิม
สอนเธอทำการบ้านเนี่ยนะ? จางหยวนชิงมองเพื่อนร่วมงานทั้งสองคนอย่างเวทนา
ผู้กองเถิงหยวนดันแว่นตาบนสันจมูก แล้วพูดว่า
"หยวนสื่อ นายน่าจะเป็นนักศึกษาใช่ไหม ฉันคิดว่านายสอนจิงเว่ยทำการบ้านได้นะ ฉันกับกวนหย่าทิ้งชีวิตในรั้วโรงเรียนมาหลายปีแล้ว ความรู้ก็เลยเลือนรางไปบ้าง"
"ไม่เป็นไรครับหัวหน้า ผมเรียนมหา'ลัยไก่กา การเรียนผมห่วยแตกมาก" จางหยวนชิงปฏิเสธอย่างนุ่มนวล และรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
"หัวหน้าครับ ผมดูออกนะว่าหัวหน้าเหมือนจะไม่ค่อยชอบทำงานเท่าไหร่?"
ผู้กองเถิงหยวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ พูดขึ้นว่า
"ฉันตระหนักได้ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้วว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยการขูดรีด ภาษีมหาโหดคือการขูดรีดของรัฐบาล การทำงานหนักหน่วงคือการขูดรีดของนายทุน"
"ตอนเด็กๆ เรียนหนังสือ ต้องขยันขันแข็งจนแทบรากเลือด ไม่กล้าพักแม้แต่วินาทีเดียว ใช้ชีวิตเหมือนหมา"
"พอเข้าสู่สังคม ก็ต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบและการขูดรีดจากทุกสารทิศ ใช้ชีวิตเหมือนลา เกิดมาเป็นคน มีชีวิตอยู่แค่ร้อยปี ทำไมถึงต้องใช้ชีวิตให้เหนื่อยขนาดนี้ด้วย"
"ฉันเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ แต่ฉันเปลี่ยนตัวเองได้"
ดูมีปรัชญาจังเลยนะ ไม่สิ ไม่ใช่ นี่มันเหมือนการปล่อยจอยชัดๆ... จางหยวนชิงฟังจนอึ้งไปเลย
ผู้กองเถิงหยวนถอนหายใจ "หลังจากกลายเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณ ฉันก็พบว่าแดนวิญญาณมันก็ห่วยแตกพอกัน"
......จางหยวนชิงทำได้เพียงรักษารอยยิ้มที่ดูอึดอัดแต่ไม่เสียมารยาทเอาไว้
เมื่อกินมื้อเย็นเสร็จ จางหยวนชิงก็กลับมาที่ห้องนอนแล้วรูดม่านปิด
เขานั่งลงหน้าโต๊ะหนังสือ เริ่มครุ่นคิด
"เจ้าวังหยุดสังหารยังไม่ตอบกลับมาเลย ตามหลักแล้ว เธอเค้นข้อมูลจากเซี่ยโหวเทียนเวิ่นมาได้ตั้งเยอะ ซึ่งข้อมูลพวกนี้ก็เป็นเบาะแสในการตามรอยกุหลาบรัตติกาลทั้งนั้น อืม เรื่องนี้ทางกุหลาบรัตติกาลเองก็รู้ ท่านเจ้าวังเคยบอกว่า เธอต้องคอยระวังไม่ให้หัวหน้ากุหลาบรัตติกาลมาหาถึงที่..."
"คุณน้าเสี่ยวหยวนรับเงินผมไปแล้ว น่าจะทำงานให้อย่างดี หวังว่าทางเธอจะมีเบาะแสนะ... พรุ่งนี้เจ้าเปิ่นน้อยอย่าไปขโมยชุดชั้นในของน้าเล็กมาให้ฉันอีกนะ ตัวเดียวก็พอแล้ว..."
"แปะ!"
เขาปิดไฟแล้วเข้าสู่นิทรา
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน จางหยวนชิงก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะอาการปวดหัวที่ไม่ได้เป็นมานาน ภาพต่างๆ มากมายฉายวาบเข้ามาในหัวอย่างรวดเร็ว ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงรบกวนที่ไร้ความหมาย
ในบรรดาภาพเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นเศษเสี้ยวความทรงจำที่สะสมมาจากการสอบถามวิญญาณหลังจากกลายเป็นเทพท่องราตรี
ตั้งแต่กลายเป็นผู้ท่องแดนวิญญาณ เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้น เขาก็ค่อยๆ บอกลาปัญหาอาการปวดหัวไป จนลืมกินยาให้ตรงเวลา
จางหยวนชิงฝืนทนต่อความเจ็บปวดราวกับกะโหลกจะแตก ดึงลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงออก คลำหาขวดยาเล็กๆ เทเม็ดยาสีฟ้าออกมาห้าหกเม็ด แล้วกลืนลงไปรวดเดียว
จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวลงบนเตียง รอให้อาการปวดหัวทุเลาลง
"ก๊อกๆ!"
ตอนนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงเคาะประตู
ใครกัน มาเคาะประตูตอนดึกๆ ดื่นๆ เจียงอวี้เอ่อร์เหรอ? จางหยวนชิงกลั้นอาการปวดเป็นระลอกๆ แล้วลุกขึ้นนั่ง เหลือบมองนาฬิกาปลุกดิจิทัลบนโต๊ะข้างเตียง เวลาที่แสดงคือ
00:00
เที่ยงคืนตรง







